facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 60k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บทที่ 1 

 

             “ม๊าก็รู้ว่าผมไม่โอเคกับเรื่องนี้!” 

 

             โซฟาหนังตัวใหญ่ถูกผมเดินมานั่งจนยวบลงเป็นหลุม ผมช้อนสายตามองม๊ากับป๊าที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโซฟาที่มองผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ผมยกขาขึ้นนั่งขัดสมาธิด้วยแววตาที่อยากจะร้องไห้ส่วนหมวยเดินเข้ามาสวมกอดผมราวกับต้องการปลอมประโลมเท่าที่น้องสาวคนหนึ่งจะทำได้  

 

             หลังจากที่ไปพบปะครอบครัวกับว่าที่สามีก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น…แค่เฉพาะกับผู้ใหญ่แต่กับผมไม่เลยสักนิด เพราะว่าที่สามีนั่งนิ่งไม่พูดไม่จาราวกับเป็นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือแค่คำสักคำยังไม่เอ่ยทักทายกันเสียด้วยซ้ำ แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันไปกันไม่รอดแล้วจะดึงดันให้งานหมั้นดำเนินต่อไปอยู่อีกอย่างนั้นหรือ 

 

             “คับฟ้าอย่าขัดใจอากงกับอาม่าเลยนะลูก ลูกก็รู้ว่าพวกท่านเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย” 

 

             น้ำเสียงนุ่มนวลของม๊าพูดขึ้นก่อนจะเคลื่อนตัวมานั่งบนโซฟาเดียวกันกับผม สองมือนุ่มของผู้เป็นแม่เอื้อมมาลูบหลังมือผมเบา ๆ เพื่อให้อารมณ์ที่ร้อนรุ่มในใจสงบลง ส่วนแววตาของป๊าที่มองมาก็ไม่ต่างอะไรกับม๊าเลยสักนิด 

 

 หรือผมต้องยอมทำตามคำร้องขออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้… 

  

ใช่ไหม… 

  

           ให้หมั้นกับผู้ชายอย่างนั้นใช่หรือเปล่า... 

 

             “แต่นั่นมันผู้ชายนะม๊า ผมชอบผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย!” 

 

             ราวกับโดนขัดใจจนอยากจะดิ้นลงไปกองบนพื้นเหมือนเด็ก แต่ก็ได้แค่คิดเพราะผมทำอะไรไม่ได้เลย เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ของทุกคนรวมไปถึงหมวยน้องสาวผมที่นั่งมองตาละห้อยเมื่อเห็นเฮียของตัวเองกำลังทุกข์ใจ ใครไม่เป็นผมไม่รู้หรอกว่ามันทุกข์ทรมานแค่ไหนกับการที่ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกคลุมถุงชน  

 

             “ถ้าไม่อยากหมั้นก็ไม่ต้องหมั้น อาม่าก็แค่เสียใจแค่นั้นเอง” 

 

             เสียงแขกไม่ได้รับเชิญดังขึ้นมาจากราวบันไดของบ้าน ผมช้อนสายตามองอาม่าที่มีป้าสาลี่สาวใช้คนสนิทกำลังเดินประคองแขนอาม่าให้เดินลงมาจากบันไดทีละขั้นด้วยความระมัดระวัง พื้นกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อนหรูหราถูกฝ่าเท้าของอาม่าย่ำลงแล้วลงเล่า จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าโซฟาบริเวณห้องรับแขกที่ผมนั่งหน้าเครียดกับเรื่องบ้าบอที่เจอ 

 

             “คนแก่อย่างอั๊วมันเอาแต่ใจตัวเองเลยไม่รู้ว่ากำลังทำร้ายหลานชายที่อั๊วรัก” 

 

             เสียงสั่นเครือของผู้เป็นดั่งดวงใจของวงศ์ตระกูลก็พาลทำให้หัวใจของผมที่เป็นหลานพี่ชายคนโตของบ้านถึงกับรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทำให้อาม่าเสียน้ำตา น้ำใส ๆ จากเบ้าตาลึกอันเหี่ยวย่นคู่นั้นไหลลงมาอาบแก้มอย่างน้อยอกน้อยใจที่ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ท่านทำ จากที่รู้สึกเครียดอยู่แล้วยิ่งทวีความเครียดเข้าไปใหญ่และตอนนี้ไม่ใช่แค่อาม่าที่กำลังนั่งร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็นป๊าม๊าและหมวยก็นั่งน้ำตาซึมไม่ต่างกัน  

 

             นี่ทุกคนกำลังกดดันผมทั้งน้ำตาใช่ไหม… 

 

             “ไม่ร้องนะคะอาม่า อาม่ายังมีหมวยนะคะ” 

 

             ไหนตอนแรกยังอยู่ฝั่งเฮียเลยล่ะหมวย ทำไมพออาม่ามาหมวยทำแบบนี้กับเฮียล่ะน้องรัก…เมื่อสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ข้างผมเลยสักคน ผมจึงตัดสินใจเงยหน้าหันไปมองพี่หวานสาวใช้คนสนิทหวังให้เข้าข้างผมบ้างแต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะสาวใช้ผมคนนี้ดันยืนเศร้าตามทุกคนไปด้วยอีกต่างหาก  

 

เอาเข้าไป…  

  

เอากันเข้าไป… 

  

 ดักผมไว้ทุกทางอย่างนี้แล้วผมจะทำอะไรได้… 

 

             “อาหลิว ลื้อโทรไปบอกบ้านนู้นทีว่ายกเลิกงานหมั้นซะ อั๊วไม่อยากบังคับหลานชายที่อั๊วรัก” 

 

             สีหน้าผิดหวังและเสียใจของอาม่าทำเอาใจผมกระตุกไม่น้อย สมองที่ประมวลเหตุและผลกำลังถกเถียงกันในหัวเกิดการแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ด้านหนึ่งบอกอย่าไปหลงกลแผนของอาม่าที่วางไว้แต่อีกด้านหนึ่งก็บอกให้ทำตามคำร้องขอ ถือซะว่าทำเพื่อคนแก่ที่มีโรคประจำตัวแล้วหลังจากนั้นค่อยหาวิธีเลิก  

 

เมื่อสถานการณ์เริ่มแย่ลงม๊าผมยกโทรศัพท์เตรียมกดโทรออกตามคำบอกกล่าวของอาม่า แต่เหมือนม๊าจงใจจะเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปรกติราวกับรอคำค้านจากผมให้ฉุดรั้งการกระทำของม๊าไว้ ความเงียบเข้าคืบคลานเปลือกตาทั้งสองข้างปิดสนิทเพื่อข่มอารมณ์กับคำตอบที่ตัวผมกำลังจะเอื้อนเอ่ย  

 

นี่หรือคือสิ่งที่ผมสมควรได้รับ… 

  

           “ก็ได้ ผมจะหมั้น…” 

 

             ในที่สุดก็จบลงที่ไอ้คับฟ้าต้องคล้อยตามการแสดงละครดราม่าภายในครอบครัวของตัวเองจนได้ สีหน้าเดิมของอาม่าที่ฉายแววเสียใจเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สดใส โทรศัพท์ที่ม๊าถืออยู่ในมือถูกวางลงบนโซฟาแล้วโผล่เข้ากอดผมที่กำลังทำหน้าซังกะตายกับสิ่งที่เจอ ชีวิตบรรลัยที่แท้จริงมันกำลังจะหลอกหลอนผมไปตลอดกาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้สินะ  

 

             เมื่อสถานการณ์ถูกทำให้ผมจนมุมและจำยอมต่อโชคชะตา ผมจึงขอตัวทุกคนขึ้นห้องตัวเองด้วยจิตใจสุดแสนจะล่องลอย สองขาเดินลากยาวมาจนถึงห้องนอนกว้าง สองมือเอื้อมไปจับลูกบิดและเปิดออกเดินเข้าห้องไปโดยไม่ลืมที่จะกดล็อกกลอนประตูเพื่อไม่ให้ใครเข้า 

 

             ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่สายตาทอดมองขึ้นไปบนเพดานห้องสีครีมอย่างล่องลอย ดาวน้อยใหญ่ที่ถูกติดแปะไว้บนเพดานตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็กและผมก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือขึ้นกลางอากาศเพื่อเป็นสัญญาณให้ไฟที่ห้องดับลง เมื่อความสว่างถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดภาพตรงหน้าก็ปรากฏหมู่ดาวจำลองมากมายหลายร้อยดวงราวกับผมกำลังนอนดูพวกมันอยู่บนท้องฟ้าในห้องของตัวเอง 

 

             “นี่มึงต้องหมั้นกับผู้ชายจริง ๆ เหรอวะ” 

 

             “…” 

 

             “กับผู้ชายหน้าไม่รับแขกแบบนั้นอะนะ” 

 

             ผมนอนพูดกับตัวเองด้วยประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบจากใคร ก่อนจะนึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้เลยก้มลงไปคว้าโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนตัวโปรด แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ฉายขึ้นกระทบกับม่านตาของตัวเอง นิ้วมือผมเลื่อนกดไปยังปุ่มมหัศจรรย์ที่อยากรู้เรื่องไหนก็จะมีทุกอย่างที่มนุษย์อย่างเราต้องการเพื่อค้นหาบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าสามีในอนาคต 

 

ขุนศึก ศิริเจริญสกุล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งแวดวงธุรกิจร้านอาหารไทยที่มีมากกว่ายี่สิบสาขาในประเทศและเพิ่งเปิดตัวสาขาใหม่ได้ไม่นาน ณ ประเทศจีน’ 

  

             เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ทรงผมที่ถูกเซตให้เข้ากับรูปหน้ายิ่งทำให้ความโดดเด่นในตัวผู้ชายคนนี้น่าดึงดูดขึ้นไปใหญ่ ผมหักห้ามใจที่อยากจะสอดส่องความเป็นมาของผู้ชายคนนี้เสียไม่ได้จึงเลื่อนอ่านชีวประวัติคร่าว ๆ ในเว็บไซต์ด้วยสีหน้าแววตาจริงจัง 

 

             สายตาเริ่มไล่อ่านประวัติก็อึ้งไปชั่วขณะเพราะโปรไฟล์มันช่างดูดีเกินกว่าที่คิดไว้ เป็นลูกชายคนโตของวงศ์ตระกูลศิริเจริญสกุล เรียนจบจากมหาลัยชื่อดังเมื่อสี่ปีก่อนหากนับคร่าว ๆ ตอนนี้อายุก็น่าจะย่างเข้ายี่สิบเจ็ดห่างกับผมสี่ปีอย่างนั้นหรือ แต่ยิ่งอ่านเหมือนจะยิ่งหาข้อเสียของผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลยสักข้อ 

 

“จ่ายค่าพีอาร์หมดไปเท่าไหร่วะ มีแต่เรื่องที่ดูจะเกินจริง” 

 

             ผมโยนโทรศัพท์ทิ้งลงเตียงอย่างไม่สนใจราคาที่ซื้อมาว่ามันแพงแค่ไหน เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งจนความมืดแปรเปลี่ยนเป็นความสว่างขึ้นในชั่วพริบตา จากนั้นตัวผมจึงลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระความบัดซบที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเองเมื่อช่วงหัวค่ำ  

 

ความบรรลัย… 

  

 ความฉิบหาย… 

 

มันกำลังเข้ามาเยือนผมอย่างเป็นทางการแล้วสินะ… 

 

สายน้ำตกกระทบบนผิวกายไม่ได้ทำให้หัวใจที่กระวนกระวายหายไปสักนิด ผมเอื้อมแขนหมุนฝักบัวสุดแรงเกิดพร้อมกับยื่นหน้าใส่สายน้ำที่ไหลลงสู่พื้นแล้วตะโกนออกมาสุดเสียงอย่างเหลืออด  

 

             “กูอยากมีเมียไม่ได้อยากมีผัวโว้ย!!” 

  

. 

. 

. 

. 

. 

 

             “กูนี่เตรียมใส่ซองงานหมั้นมึงแล้วนะครับคุณเพื่อน” 

 

             สถานบันเทิงแนวร้านอาหารดนตรีสดที่ผู้คนต่างเดินขวักไขว่เพราะมันเป็นวันศุกร์สุดหรรษาหากผู้คนจะเยอะกว่าทุกวันคงไม่ผิดแปลกอะไร วันนี้กลุ่มเพื่อนของผมได้นัดรวมกันมากินข้าวตามข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะเรียนจบว่าพวกเราจะต้องนัดเจอกันอย่างน้อย ๆ อาทิตย์ละวันเพื่อสังสรรค์ให้หายคิดถึง 

 

             “ใส่กับผีอ่ะดิ กูไม่ตลกด้วยนะไอ้ฟอง” 

 

             เพื่อนปากหมาสุดในกลุ่มอย่างไอ้ฟองพูดขึ้นอย่างขบขันเมื่อรู้ว่าผมเป็นคนแรกที่จะมีครอบครัวแต่เพื่อนทุกคนยังไม่มีใครรู้ว่าผมไม่ได้หมั้นกับผู้หญิงแต่ผมกำลังจะหมั้นกับผู้ชายต่างหาก! 

 

             “หัดยินดีกับเพื่อนให้มันจริงใจบ้างเถอะพวกมึง” 

 

             หนุ่มสายหวานอย่างไอ้เนมทำหน้าตาจริงจังเมื่อเห็นว่าผมถูกล้อเลียนทางสายตา ถึงมันจะพูดอย่างนั้นก็เถอะแววตาของเพื่อนผมคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากไอ้ฟองเสียเท่าไหร่ 

 

             “มึงก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้ฟองเลยไอ้เนม กูนี่จริงใจกับมึงสุดแล้วคับฟ้า” 

 

             ไอ้หงส์เพื่อนคนสุดท้ายของกลุ่มที่ส่งสายตาสุดแสนจะจริงใจ…แบบปลอม ๆ ที่ใครเห็นก็ต้องบอกว่าปั้นแต่งเพื่อต้องการทำให้ผมรู้สึกดี ผมไล่สายตามองพวกมันนิ่งพลางคิดในใจกับตัวเองว่าผีตัวไหนผลักให้ผมมาคบกับพวกเวรนี้กัน แต่ละคนมีแต่ความจริงใจให้กับผมเสียเหลือเกิน 

 

             “กองความจริงใจพวกมึงไว้ตรงนั้นเถอะครับ คับฟ้าคนนี้เกรงใจ” 

 

             สายตาผมตวัดขึ้นมองอย่างหมั่นไส้ในความทีเล่นทีจริงของพวกมันสามตัวก่อนจะเบือนหน้าไปทางวงดนตรีสดที่เสียงขับร้องช่างเป็นตัวดึงดูดให้ผมหันมาฟังเสียไม่ได้ สมองถูกปลดปล่อยให้ไหลไปตามเพลงที่บรรเลงด้วยเสียงร้องที่สามารถทำให้สมองผมปลอดโปร่งขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ สายตาล่องลอยทอดมองไปบนเวทีแล้วก็ทำให้นึกถึงอนาคตของตัวเองที่กำลังจะถูกเปลี่ยนไป 

 

ความสุขของการที่ได้พบปะกับเพื่อนฝูงในทุกช่วงเวลาที่ต้องการ… 

  

ความสุขของการไม่มีพันธะทางความสัมพันธ์… 

  

ความสุขของการที่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่ชอบทำ… 

 

สิ่งที่นึกคิดนั้นราวกับเป็นเพียงความเพ้อฝันของผมไปเสียแล้วเพราะทุกอย่างมันกำลังจะแปรเปลี่ยนไป เพราะชีวิตของผมทั้งชีวิตกำลังจะมีอีกคนเข้ามาร่วมแบ่งเวลาเหล่านั้นที่มันเคยเป็นของผมร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ลดน้อยลง จากคนที่ชอบอยู่แบบสันโดษต้องมาอยู่ร่วมกับอีกคนที่ไม่เคยพูดคุยหรือแม้กระทั่งเจอกันเสียด้วยซ้ำ จากที่เป็นคนไม่วิ่งไล่หาความสัมพันธ์แต่สิ่งนั้นกลับวิ่งเข้าหาโดยที่ผมไม่ได้ร้องขอ มันช่างเป็นเรื่องราวที่น่ายินดีเสียจริง 

 

ว่าไหม?... 

“แล้วคนที่บ้านมึงให้แต่งกับใครวะ มึงยังไม่บอกพวกกูเลยนะ” 

 

เสียงของไอ้เนมสอดแทรกเข้ามาในโสตประสาททำให้ม่านตาที่เคยปิดลงถูกเปิดออก ผมหันหน้ามาทางเดิมที่พวกมันนั่งจ้องไม่วางตา ผมนั่งมองหน้าเพื่อนตัวเองสักพักแล้วเอี้ยวตัวไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ที่ผมนอนอ่านเมื่อคืน แขนขวาถูกยื่นออกไปเพื่อโชว์สิ่งที่อยู่บนหน้าจอให้พวกมันได้เห็น แต่ยังไม่ทันยกขึ้นโชว์ได้นานเพื่อนผมก็รีบยกมือปิดปากกันอย่างไม่เชื่อโดยเฉพาะไอ้ฟองถึงกับทำช้อนตกลงบนพื้นจนโต๊ะอื่นหันมามองกันระนาว 

 

“เหี้ย มึงเอาจริงดิ!” 

 

“มึงไม่ได้ล้อพวกกูเล่นแน่นะไอ้คับฟ้า!” 

 

“มีผัวทั้งทีมึงเล่นเอาผัวรวยเหี้ย ๆ แบบนี้เลยเหรอวะ!” 

 

ความเล่นใหญ่ของแต่ละคนที่ตกใจกับสิ่งที่เห็น แน่นอนว่ามันยังไม่ได้สักครึ่งหนึ่งของผมสักนิดเพราะครั้งแรกที่รู้เรื่องหมั้นทุกห้วงอารมณ์ผสมปนเปกันเข้ามาในหัวจนยากจะรับมือไหว เมื่อความจริงถูกเปิดเผยต่อหน้าเพื่อนสนิทผมจึงทำการเก็บโทรศัพท์ลงไว้ที่เดิมและนั่งหน้าตรงโน้มตัวไปหยิบน่องไก่ทอดขึ้นมาแทะกิน 

 

“มึงคิดว่ากูดีใจเหรอ ขอโทษนะครับกูไม่ได้รู้สึกแบบนั้น” 

 

ผมพูดออกไปทั้ง ๆ ที่เนื้อไก่ยังเต็มปากด้วยความโมโหและอัดอั้นตันใจเพราะไม่ได้ระบายออกมาทั้งคืน จะให้ผมระบายออกมาให้ใครฟังเพราะทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอยากให้งานหมั้นดำเนินต่อแถมไม่มีใครอยู่เคียงข้างผมเลยสักคนเดียว  

 

“กูไม่ได้อยากหมั้น…พวกมึงเก็ตกูป่ะ กูไม่ได้ชอบผู้ชาย!” 

 

มือขวาจับน่องไก่ส่วนฟันก็ทำหน้าที่ฉีกเนื้อไก่อย่างเอร็ดอร่อยโดยที่มีไอ้เนม ไอ้ฟองและไอ้หงส์นั่งดูผมกินอย่างไม่วางตา ไก่ชิ้นแรกผ่านพ้นไปชิ้นที่สอง สาม และสี่ก็ตามมาเพียงไม่ถึงห้านาทีเพราะหากจะให้ความเครียดดับลงผมต้องใช้ไก่ทอดเป็นเครื่องระบาย 

 

“อะ เอ่อ…ถ้าว่าที่ผัวมึงมาเห็นก็คงไม่อยากหมั้นกับมึงแล้วละเพื่อน” 

 

ไอ้เนมมองด้วยสายตาที่เอือมระอากับพฤติกรรมการกินไก่ทอดของผม ถึงแม้ผมจะทำตัวแบบนี้ตั้งแต่ประถมพวกมันก็ยังไม่ชินกับผมอีกตามเคย 

 

“ดี ไม่อยากหมั้นกับกูยิ่งดีเพราะกูก็ไม่ได้อยากหมั้นเหมือนกัน” 

 

ผมตอบกลับไอ้เนมและเอื้อมมือไปหยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะเป็นชิ้นที่ห้าหวังให้การกินช่วยดับอารมณ์ที่มันขุ่นมัวในใจให้ทุเลาลงบ้าง บางคนอาจจะมีของกินที่ดับอารมณ์ของตัวเองได้ผมก็เช่นกันและนั่นก็คือ  

 

ไก่ทอด… 

 

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ กูเคยเห็นเขาด้วย” 

 

ไอ้หงส์นั่งจิบเบียร์ด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนแถมยังเปิดประเด็นขึ้นกลางโต๊ะอาหารจนคนอื่น ๆ ถึงกับหันไปหามันอย่างสนใจในหัวข้อที่เจ้าตัวกำลังจะพูด แต่ไม่ใช่กับผมเพราะไก่ทอดยังคงเป็นสิ่งที่ผมสนใจที่สุดในตอนนี้  

 

“กูเคยเจอตอนไปงานกับพ่อเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว เป็นงานเปิดตัวร้านอาหารของเขาแต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้…ตรงที่ข่าววงในเล่าให้กูฟัง…” 

 

ไอ้หงส์หยุดอยู่แค่นั้นแล้วหันไปจิ้มลูกชิ้นทอดเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน หูทั้งสองข้างของผมกระดิกคอยฟังโดยที่สายตาก็ยังจับจ้องน่องไก่ในมือไม่ห่าง 

 

“ว่าอะไรล่ะครับ เร็ว ๆ!” 

 

น้ำเสียงคาดคั้นบวกกับนิสัยของการอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านอย่างไอ้เนมไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่รู้จักกันมา มันอยากรู้มากกว่าผมที่จะกลายเป็นซ้อใหญ่เสียอีก 

 

“วงในเขาบอกว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ” 

 

“ก็ไม่แปลกป่ะวะ หล่อ รวยขนาดนั้น ปรกติ” 

 

“วงในเม้าท์กันอีกว่าดาราตัวแม่ในวงการก็โดนฟาดเรียบมาหมดแล้วมึง” 

 

ช่างเป็นการพีอาร์ที่ไม่เคยได้รับรู้บนสื่อออนไลน์จริง ๆ ผมก็คิดอยู่แล้วว่าคนอะไรจะมีแต่เรื่องดี ๆ ขนาดนั้นและผมก็คิดว่าเรื่องที่ไอ้หงส์เล่ามาคือเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสืบและฟังจากพฤติกรรมแล้วผมยิ่งไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับคนพรรค์นั้นเลยสักนิด  

 

ย้ำ!  

  

ไม่ควรไปทำความรู้จักด้วยซ้ำไป… 

 

“ฟังดูแล้ว ไอ้คับฟ้าของเราจะรอดไหมวะ” 

 

ไอ้ฟองที่นั่งฟังนิ่งตลอดบทสนทนาจู่ ๆ ก็เปิดปากพูดขึ้น สีหน้าแววตาของไอ้เนมกับไอ้หงส์ก็มองมาที่ผมอย่างสงสาร หากแต่ผมสนใจที่ไหนเพราะตอนนี้ผมกำลังนั่งฟัดเหวี่ยงกับน่องไก่ทอดอย่างมีความสุขและเบะปากอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะนิสัยแย่แค่ไหนสุดท้ายแล้วผมก็ต้องโดนจับหมั้นอยู่ดี  

 

ใครจะกล้าขัดใจคำสั่งของอากงกับอาม่าผู้เป็นใหญ่ในบ้านกัน…. 

  

  

  

  

  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว