ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 6 || Tonruk's family

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.2k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2564 19:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 6 || Tonruk's family
แบบอักษร

#6 

Tonruk's family 

 

“ครับคุณพ่ออ ว่ายังไงครับ”

หลังผมเอ่ยทักทายปลายสายเสียงใสอย่างดีใจก็ได้ยินเสียงหัวเราะโทนอบอุ่นดังมาให้ได้ยินทันที ผมยิ้มกว้างเพราะไม่ได้คุยกับคุณพ่อหลายวันแล้วเหมือนกัน วันนี้ดูเหมือนอาจารย์หมอคนเก่งจะมีวันพักผ่อนแล้วสิเนี่ย~

[พ่อคิดถึงลูก นี่คือเหตุผลหลักที่โทรมาเลยครับ]

“ฮะๆ รักก็คิดถึงคุณพ่อนะครับ~…วันนี้คุณพ่อหยุดเหรอครับ”

[ใช่ครับลูก วันนี้พ่อกับแม่เลยว่าจะเข้าครัวทำมื้อเย็นไว้ให้รักครับ]

“จริงเหรอครับ!”

ผมเบิกตากว้างอย่างดีใจ รอยยิ้มยิ่งเผยกว้างยิ่งกว่าเดิมจนเริ่มปวดแก้มขึ้นมาบ้าง

[นี่ตัวเล็กของพ่อดีใจที่พ่อกับแม่มีวันหยุดหรือดีใจที่จะได้กินของอร่อยครับ หืม]

เสียงทุ้มแสนอบอุ่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบาอย่างรู้ทัน

“โถ...รักก็ดีใจทั้งสองอย่างนั่นแหละครับ แต่แอบเอียงๆ ไปทางของอร่อยมากกว่านิดหน่อยเองแหะๆ”

[ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ ...นั่นแหละครับ พ่อเลยจะโทรมาถามรักว่าลูกว่างเข้ามาทานข้าวด้วยกันรึเปล่า เพราะถ้าไม่ว่างพ่อกับแม่จะห่อใส่กล่องเอาไปให้ลูกที่หอแทนครับ]

ผมก้มลงดูตารางอ่านหนังสือของตัวเองจากปฏิทินตั้งโต๊ะเพื่อความแน่ใจก่อนจะเอ่ยบอกปลายสายกลับไป

“รักว่างครับคุณพ่อ ตอนนี้รักเพิ่งกลับถึงหอ เดี๋ยวขอรักอาบน้ำแต่งตัวใหม่ก่อนแล้วจะขับรถกลับบ้านเลยนะครับ”

[ดีเลยครับ คุณปู่คุณย่าก็บ่นคิดถึงตัวเล็กของท่านจะแย่แล้ว]

“หึๆ ใครๆ ก็คิดถึงต้นรักของคนนี้กันทั้งนั้นแหละค้าบ~ ไม่มีรอดสักคน”

[ฮ่าๆ งั้นพ่อไม่กวนแล้วรักทำธุระส่วนตัวเถอะลูก ขับรถปลอดภัยนะครับ]

“ครับคุณพ่อ ขอบคุณนะครับ”

[ครับลูก พ่อวางสายแล้วนะครับ]

“ครับผมม”

ผมลดโทรศัพท์ลงจากใบหูด้วยรอยยิ้มที่ยังเต็มใบหน้าอยู่ แค่คิดว่าจะได้กลับไปทานข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวก็ปลื้มใจไปหมดแล้ว วันนี้ผมมีเรียนทั้งวันตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงบ่ายสี่โมงเลยคิดว่าอยากอาบน้ำให้สดชื่นขึ้นหน่อย แต่ก่อนจะไปอาบน้ำก็อดไม่ได้เลยจริงๆ ที่จะไปหาอะไรในตู้เย็นกินรองทองก่อน ยิ่งเรียนมาทั้งวันแบบนี้ผมก็ยิ่งต้องการอาหารมากเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่อยากกินเยอะจนอิ่มเพราะอยากกลับไปจัดหนักฝีมือคุณพ่อคุณแม่มากกว่าเลยเลือกหยิบเป็นคัพเค้กสองชิ้นกับชาเย็นแบบขวดจากตู้เย็นออกมานั่งกินในครัว หลังจากนั่งกินจนหมดเกลี้ยงผมถึงได้เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อยืดลายสายรุ้งพาดผ่านก้อนเมฆสีขาวกับกางเกงขายาวเนื้อผ้าเบาสบาย เนื่องจากวันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ผมจึงไม่ได้เก็บกระเป๋าเพื่อกลับไปนอนค้างคืนที่บ้านด้วย สิ่งที่พกไปจึงมีเพียงแค่กระเป๋าตังค์และกุญแจรถเท่านั้น

ผมโครงศีรษะไปมาเล็กน้อยร้องเพลงตามเพลงที่เปิดคลออยู่ในรถอย่างอารมณ์ดี ยิ่งเนื้อหาเพลงน่ารักๆ ลอยมาเข้าสู่โสตประสาทผมก็ยิ่งหลุดรอยยิ้มจาง

 

~You know that I'll never doubt ya

And you know that I think about ya

And you know I can't live without ya~

 

ยิ่งความหมายในท่อนต่อไปผมก็ยิ่งหลุดรอยยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก

 

~I love the way that you smile

And maybe in just a while

I can see me walk down the aisle~

 

พอได้ฟังเพลงเนื้อหารักหวานซึ้งก็อดชวนให้ผมเฝ้าวนคิดถึงมันขึ้นมาไม่ได้

...ความรู้สึกหลงรักที่เพียงได้เห็นบางคนยิ้มแบบนั้นถ้าได้พบเจอแล้วมันก็คงจะดีไม่น้อย มันคงเป็นความรักในแบบที่ทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะที่แปลกไปแบบนั้นสินะ

ผมเชื่อเสมอเลยนะว่าคนรักที่ดีจะพาเราไปในทางที่ดี และความรักดีๆ ก็จะพาเราไปพบเจอกับความสุขที่แท้จริง...ดูเหมือนอย่างคู่ดาวกับพี่ไฟยังไงล่ะ ทั้งคู่ต่างเป็นกำลังใจสำคัญซึ่งกันและกัน มีกันอยู่ข้างๆ ด้วยกันตลอดไม่ห่างไปไหน

...ถึงผมจะไม่ได้โหยหาเรื่องความรักอะไรเท่าไหร่ หรือรู้สึกเหงาอยากมีใครสักคนมาเคียงข้าง แต่ผมก็ไม่เคยปิดกั้นตัวเองแล้วก็เคยคิดเอาไว้บ้างเหมือนกันว่าถ้าไว้ไหนผมได้เจอความรักดีๆ แบบนั้นบ้างก็จะดูแลเฝ้าทะนุถนอมมันอย่างดี

เพราะใบเรื่องของความรักมันไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก

...มันมีแต่คำว่าพรหมลิขิตเท่านั้นแหละ

…ต้นรักก็เป็นคนโรแมนติกพอตัวนะจะบอกให้~

 

 

 

ผมก้าวเท้าลงจากรถคันสีขาวของตัวเองหลังเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงจอดรถหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีก้าวเข้าไปในบ้านแสนอบอุ่นของตัวเอง และแน่นอนว่าจุดมุ่งหมายเดียวของผมในตอนนี้คงไม่พ้นห้องครัวอย่างแน่นอน

ป่านนี้เชฟทั้งสองคนคงปรุงอาหารกำลังสนุกอย่างแน่นอนเลย...

แล้วผมก็ได้หลุดยิ้มออกมาเมื่อเจอเข้ากับใครอีกคนซะก่อนจะได้เดินไปทางห้องครัว พี่ส้มที่หันมาเห็นผมตกใจตาเบิกกว้างน้อยๆ อย่างคาดไม่ถึงว่าผมจะกลับมาบ้านวันธรรมดาแบบนี้ได้

“คุณรัก!”

“ฮะๆ คิดถึงรักไหมครับพี่ส้ม รักคิดถึงพี่ส้มม้ากมาก”

ผมวิ่งเข้าไปกอดพี่ส้มแน่นด้วยความคิดถึง ซึ่งพี่ส้มเองก็โอบกอดผมกลับพร้อมหลุดหัวเราะน้อยๆ ออกมาบ้าง มือคู่เดิมลูบหัวผมไปมาอย่างอ่อนโยนสื่อถึงความคิดถึงที่มีเช่นกัน

“คิดถึงสิคะ พี่ตกใจมากเลยรู้ไหมที่เห็นคุณรักเดินเข้าบ้านมาแบบนี้...จะมาก็ไม่เห็นบอกพี่ส้มบ้างเลย พี่จะได้อบขนมไว้ให้เยอะๆ”

“คุณพ่อชวนมาทานข้าวกะทันหันน่ะครับเลยไม่ได้บอกก่อน”

“ว่าแล้วเชียวคุณวิทย์กับคุณจันทร์เข้าครัวทั้งคู่แบบนี้เพราะคุณรักนี่เอง”

“อ้อ แล้วก็ที่ห้องก็ยังเหลือขนมอยู่ครับพี่ส้ม รักยังกินที่พี่ส้มอบให้เมื่ออาทิตย์ก่อนยังไม่หมดเลย”

“เป็นไปได้ด้วยเหรอคะเนี่ย” พี่ส้มว่าหยอกพร้อมหลุดขำน้อยๆ

“จริงสิครับ ก็รอบนี้พี่ส้มเล่นอบให้รักไปมากกว่าทุกครั้งเลยนี่ครับ”

“เห็นทุกรอบคุณรักกินหมดก่อนจะกลับบ้านตลอดพี่ส้มเลยอบมากกว่าทุกครั้งค่ะ”

“พี่ส้มของรักทำไมน่ารักแบบนี้ครับเนี่ย~”

หลังจากทักทายหยอกล้อกับพี่ส้มนิดหน่อยแล้วผมก็ขอตัวเข้าไปในครัวบ้าง แอบย่องเบาๆ แล้วเกาะกรอบประตูห้องครัวเพื่อแอบมองคนสำคัญทั้งสองกำลังปรุงอาหารอย่างขะมักเขม้นแต่ก็ยังไม่วายเอ่ยหยอกเย้ากันไปพลางไม่มีเงียบเหงา ผมหลุดยยิ้มออกมาด้วยความคิดถึงก่อนจะก้าวออกไปยืนด้านหน้าเพื่อเปิดเผยตัวตน

“อะแฮ่มๆ ...ต้นรักคนหล่อมาแล้วนะค้าบบ~”

คุณพ่อและคุณแม่หันมาทางผมทันทีก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ คุณแม่เป็นคนแรกที่ปรับระดับเบาแก๊สลงแล้วตรงรีเข้ามากอดผมไว้แน่น

“ทะเล้นจริงๆ เลยลูก”

“รักคิดถึงคุณแม่จังครับ”

ผมซุกหน้าลงบนไหล่บางของคนเป็นแม่อย่างออดอ้อน เงยหน้าขึ้นมองคุณพ่อที่เข้ามาหยุดยืนข้างหลังคุณแม่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ต่อจากนั้นโอมกอดกว้างจะรวบเราสองแม่ลูกไปกอดเอาไว้แน่นบ้าง

“ถึงพ่อจะบอกตอนคุยโทรศัพท์กับรักไปแล้ว...แต่พ่อก็อยากบอกอีกว่าพ่อกับแม่คิดถึงรักนะลูก”

“อื้อครับ! คิดถึงเท่าฟ้าเลยยย”

คุณพ่อคุณแม่หัวเราะยกใหญ่ก่อนจะคลายอ้อมกอดออก ผมยื่นหน้าไปหอมแก้มพวกท่านคนละทีก่อนจะแจกยิ้มหวานไปให้ มือใหญ่ของคุณพ่อวางทาบผมหัวผมลูบไปมาแผ่วเบา

“สบายดีนะลูก”

“รักสบายดีสุดๆ เลยครับ”

“กินข้าวอร่อยเหมือนเดิมใช่ไหมจ๊ะ” คราวนี้เป็นคุณแม่ที่เอ่ยถามบ้าง

“อร่อยทุกวันเลยครับ ไม่มีวันไหนที่ไม่รู้สึกอร่อยเลยครับ” ผมยิ้มว่า

...แค่คำถามง่ายๆ กลับทำให้หัวใจของผมอบอุ่นได้เสมอ ครอบครัวสำหรับผมแล้วเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คอยอยู่ข้างๆ ผมเสมอ

ไม่เคยปล่อยให้ผมโดดเดี่ยวเคว้งคว้างเลยสักครั้ง

“แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะครับ”

“พ่อกับแม่สบายดีครับ กินข้าวก็อร่อยเหมือนเดิมด้วยลูก”

เมื่อได้ฟังคำตอบที่ว่าผมก็หลุดหัวเราะเบาๆ พร้อมพยักหน้าหงึกหงัก

“ดีจังเลยครับ”

แล้วกลิ่นของเครื่องแกงหอมๆ ในหม้อที่กำลังร้อนปุดๆ ก็โชยเข้าจมูกชวนให้กระเพาะน้อยๆ ของผมเริ่มทำงาน

“กับข้าวหอมจังเลยครับ รักคิดถึงฝีมือคุณพ่อคุณแม่ที่สุดเลย”

“รออีกแป๊บนะลูกอีกไม่นานก็ได้ที่แล้วจ้ะ”

“รักรอได้ครับ...งั้นระหว่างรอรักไปรับคุณปู่กับคุณย่ามาที่บ้านเรานะครับ”

“พ่อว่าจะบอกรักอยู่พอดีเลยลูก”

“งั้นให้เป็นหน้าที่รักเองครับ เดี๋ยวรักมานะครับ ไม่ต้องคิดถึงรักน้า~”

ทั้งสองคนหัวเราะออกมาอีกครั้งขณะพยักหน้ารับเบาๆ ผมหมุนตัวออกมาเพื่อไปรับคุณปู่กับคุณย่ามาทานข้าวที่บ้าน ซึ่งบ้านก็พวกท่านอยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ไปไม่กี่หลังนี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะเอารถของตัวเองไปด้วยเพราะไม่อยากให้ท่านต้องเดินนาน

เมื่อรถของผมเคลื่อนมาจอดชิดรั้วไม้บานใหญ่พี่คนงานก็เปิดประตูให้ผมในทันที ผมเปิดกระจกเอ่ยขอบคุณและทักทายพี่เขาเล็กน้อยก่อนจะเคลื่อนไปจอดหน้าบ้านหลังงาม บ้านหลังสีขาวสามชั้นขนาดใหญ่โตกว่าบ้านของผมเล็กน้อยตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้านี้เป็นที่อยู่อาศัยของอดีตคุณหมอใจดีทั้งสองคน

เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้านผมก็หลุดยิ้มออกมาเพราะความอบอุ่นที่สัมผัสได้ยังคงลอยคละคลุ้งไม่ต่างจากวันวาน เสียงโทรทัศน์ที่ดังแว่วมาทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าบุคคลผู้เป็นที่รักยิ่งของผมอีกสองคนกำลังอยู่ในห้องรับแขกอยู่เป็นแน่

“ก๊อกๆ มีใครคิดถึงหลานคนนี้ไหมครับ~”

ผมชะโงกหน้ากลมๆ ของตัวเองไปทางประตูเอ่ยทักทายคนอายุมากกว่าทั้งสองเสียงร่าเริง ซึ่งทำให้สองร่างบนโซฟาตัวเดียวกันหันมามองผมเป็นเดียวได้ไม่ยาก...และเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผมจะได้รับรอยยิ้มใจดีและยินดีแบบนั้นส่งมาให้ ผมรีบเข้าไปนั่งคุกเข่าชิดโซฟาแล้วกอดเอวท่านทั้งสองคนไว้แน่น

“รักลูก มาได้ยังไงเนี่ย ย่าตกใจหมดเลย”

“เพราะรักคิดถึงคุณปู่กับคุณย่าม้ากมากยังไงล่ะครับ”

“เจ้าเด็กคนนี้นี่…จะเอาสมบัติปู่กับย่าให้หมดตัวเลยรึไง” คุณปู่ว่าเสียงเข้มแบบหยอกล้อจนผมหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง เอียงหัวเข้ากับฝ่ามือเหี่ยวย่นอย่างเต็มใจ

“รักไม่เอามรดกหรอกครับคุณปู่ รักอยากได้ขนมมากกว่า”

คุณย่าหัวเราะอย่างเอ็นดูก่อนจะก้มลงมาหอมแก้มผมดังฟอด

“แก้มยุ้ยไปหมดแล้ว ครั้งนี้เหมือนจะกลมขึ้นกว่าคราวก่อนอีกนะลูก”

“…จบกันต้นรักคนเท่”

“แก้วยุ้ยแบบนี้ย่าล่ะชอบมาก ครั้งหน้าขอยุ้ยกว่านี้ได้ไหมลูก”

“โถ่คุณย่าค้าบบ~ รักก็จะยิ่งห่างไกลจากการเป็นคนเท่สิครับ”

“น่ารักขนาดนี้เอาที่ไหนมาเท่ฮึ บอกปู่ทีสิ”

ผมแกล้งทำหน้างอจนคุณปู่กับคุณย่าหลุดหัวเราะอีกครั้งอย่างชอบใจ...ผมเองก็ยิ้มออกมากว้างไม่ต่าง ทุกครั้งที่ได้กลับมาใช้เวลากับครอบครัวผมจะหัวใจพองโตเสมอ อยากจะใช้ทุกๆ วินาทีกับคนที่รักให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อกลับไปใช้ชีวิตต่อ

...แล้วถ้าเรียนหนักหรืออ่านหนังสือจนอ่อนล้าเมื่อไหร่ก็กลับมาเติมพลังดีๆ จากครอบครัวที่จะคงตั้งอยู่ตรงนี้เสมอไม่ไปไหน

 

 

 

 

“แก้วอยู่หอไหม~”

[อยู่ๆ ทำไมอ้อ]

“กูเพิ่งเข้าไปกินข้าวที่บ้านตัวเองมาแล้วคุณปู่เพิ่งกลับจากไต้หวันเลยซื้อขนมมาฝากกูเยอะเลย เนี่ยขนมเต็มรถไปหมด”

[อ๋อก็เลยจะเอามาแบ่งกูด้วยเหรอ]

“ใช่แล้วว เดี๋ยวเข้าไปหานะ กูเพิ่งขับรถออกมาจากบ้านเมื่อกี้เลย”

[ได้ๆ ถึงแล้วโทรมานะไอ้แก้มอ้วน!]

หลังได้ทานอาหารมื้อใหญ่จากที่บ้านแล้วผมก็ได้ขนมมากมายมากองไว้เต็มหลังรถ อัดแน่นไปทุกๆ พื้นที่แบบที่ไม่สามารถบรรจุผู้โดยสายเพิ่มได้อีกแล้ว ส่วนหนึ่งผมว่าจะเอาไปแบ่งเพื่อนๆ อีกส่วนที่เหลือผมว่าจะเอาเข้าไปให้เด็กๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กสงเคราะห์วันพรุ่งนี้เพราะตอนบ่ายไม่มีเรียนพอดี...ที่สำคัญช่วงนี้ก็ไม่ได้เข้าไปหาเด็กๆ นานแล้วด้วยเหมือนกันเลยคิดถึงอยากหาเวลาเข้าไปเล่นกับทุกคนด้วย

แถมเพลงล่าสุดที่ผมฝึกเล่นกีตาร์เอาไว้ตอนนี้ผมก็เล่นได้คล่องจนสามารถเล่นให้เด็กๆ ฟังได้อย่างมั่นใจแล้วด้วย~

ผมใช้เวลาเดินทางจากบ้านมาถึงหอแก้วใจนานพอสมควร เมื่อจอดรถดีแล้วถึงได้ไลน์ไปหาเพื่อนสนิทให้ลงมารับขนมจากต้นรักคนใจดี ซึ่งผมแยกเอาไว้ให้แล้ววางอยู่บนเบาะข้างคนขับ

“โอ้โห ไปกินข้าวมื้อใหญ่มามื้อเดียวแก้มโตขึ้นเยอะเลยนะไอ้รัก”

“เวอร์จริงมึงเนี่ย!”

“ฮ่าๆ …ขนมน่ากินจัง กูฝากขอบคุณคุณปู่ด้วยนะมึง” แก้วเปิดถุงขนมออกดูตาวาวหลังจากรับจากมือผมไปแล้ว

“ได้เลย อ้อแล้วก็ครั้งหน้าครอบครัวกูก็บอกให้ชวนมึงมากินข้าวด้วยนะ”

“น่ารักกันจริงๆ เลยครอบครัวมึงเนี่ย”

“ฮะๆ แล้วนี่มึงกินข้าวเย็นยัง”

“กินแล้วว อิ่มแปล้”

“โอเค...งั้นกูกลับแล้วนะ กินขนมให้อร่อยล่ะ”

“ได้เลย กินหมดนี่แก้มจะอ้วนเท่ามึงไหมนะ”

“ไม่ใช่แค่แก้มนะ มึงจะกลมไปทั้งตัวเลยแหละ”

“ฮะๆ โอเค กลับดีๆ นะมึง”

แก้วหัวเราะอย่างชอบใจก่อนเราจะโบกมือลากันแล้วแยกย้ายไปทางของตัวเอง ผมขับรถกลับหอตัวเองด้วยความเร็วปานกลาง ขับรถอย่างปลอดภัยนี่แหละดีที่สุด!

“ฮึบบ”

หลังจอดรถเข้าที่จอดเรียบร้อยก็ถึงเวลาขนขนมบางส่วนที่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นขึ้นไปบนห้องด้วย ส่วนขนมที่เหลือผมก็จัดเรียงไว้ที่หลังรถตามเดิมเพราะยังไงพรุ่งนี้ผมก็ต้องเอาเข้าไปที่สถานเลี้ยงเด็กสงเคราะห์ด้วยอยู่แล้ว

กว่าจะจัดของเข้าที่รวมถึงเข้าไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนเสร็จก็กินเวลาไปมากพอสมควร ผมทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาสีน้ำตาลนุ่มสบายขณะเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ไปด้วย ผมตีขาในชุดนอนขายาวสีฟ้าไปมาอย่างสบายอารมณ์เพราะวันนี้เจอแต่เรื่องดีๆ เต็มไปหมด ใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์เล่นโซเชียลไปพลาง ในห้องนั่งเล่นมีเสียงเพลงที่ผมเปิดคลอไว้ผ่านลำโพงดังแผ่วเบาไว้ทำลายความเงียบ

 

~You came out nowhere 

Caught my eye by surprise 

And I think you'd been heaven sent~ 

 

ผมเปลี่ยนจากแอปพลิเคชันก่อนหน้ามาเข้าเฟซบุ๊กบ้าง เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่โพสต์ของเพจคิวท์บอยของมหาลัยตัวเอง โพสต์แรกเป็นภาพพี่ไฟที่จับจูงมือดาวลงมาจากตึกเรียน ซึ่งผมคิดว่าคงจะเป็นตอนเลิกเรียนอย่างแน่นอน...โดยทางแอดมินได้บรรยายถึงความหล่อทะลุกล้องของพี่ไฟไวเกือบสามบรรทัด ส่วนอีกสองบรรทัดเพ้อถึงความอ่อนโยนเวลาอยู่กับแฟนของพี่ไฟ

ผมหลุดขำเบาๆ เพราะไม่ใช่แค่แอดมินเท่านั้นแต่รวมถึงลูกเพจหลายร้อยคอมเมนต์ก็ไม่ต่างกัน เมื่อเลื่อนมาอีกนิดครั้งนี้ก็ทำให้ผมต้องหยุดอ่านอีกครั้งเพราะโพสต์นี้เป็นรูปของพี่ขุนโดยเฉพาะ...เป็นรูปตอนเจ้าตัวถือหมวกกันน็อกใบโตสีดำยืนอยู่ชิดกับบิ๊กไบท์คันเดิม

หล่อเท่ไม่มีใครเกินTT

 

~Fell in love unexpectedly

We ain't gotta rush this is destiny~

(ตกหลุมรักคุณไปแล้วโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

เราไม่ต้องรีบเร่งไปหรอกเพราะนี่มันคือพรหมลิขิต)

 

เพราะรู้สึกหิวน้ำขึ้นมาผมเลยลุกไปเปิดตู้เย็นเทน้ำมาดื่มระหว่างอ่านข้อความประกอบรูปภาพนั้นไปด้วย

 

คิวท์บอยชาวเรา 

ไม่ไหวค่ะไม่ไหวจริงๆ ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ได้รูปพี่ขุนมาก็คือไม่เคยหยุดเท่เลยจริงๆ ค่ะฮื่ออ ---; ยิ่งอยู่กับรถแบบนี้แอดยิ่งอยากจะเป็นลมจริงๆ ค่ะ! คนอะไรยิ่งดุยิ่งกร้าวใจ ยิ่งขมวดคิ้วยิ่งชวนใจเหลวเป็นน้ำ...วิศวะนี่เขามีของดีจริงๆ ค่ะ ดีแบบกินกันไม่ลง เลือกปันใจให้ไม่ถูกเลยจริงๆ ค่ะ

#ขุนหมื่นวิศวะพี่สอง #ของดีวิศวะ

อันนี้วาปไอจีพี่ขุนนะค้าา @KM.

 

pp. : คือยอมมากผู้ชายแบบนี้! ดุมากพ่อคุณ

I’ am sin : โคตรเข้ากับผมสีน้ำเงินอะTT หล่อมากก

Jin : ขมวดคิ้วทีกูตุยยย อะไรมันจะดูดีปานนั้นอะขุนนน

ปลาทูเอง : ครบสูตรแบดบอย หล่อจนเข่าทรุด

Kawin : ไอดอลผมเลยพี่ โคตรเท่

 

ผมแอบพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ กับคอมเมนต์ที่อ่านเจอ และเพราะอยากจะไปสืบดูภาพความเท่ของพี่ขุนอีกผมเลยเข้าไปส่องไอจีพี่ขุนต่อ

รักน่ะอยากจะสืบชีวิตความเท่ของพี่ขุนบ้าง เผื่อรักจะได้เท่ขึ้นสักนิดก็ยังดี!

“อ้าว พี่ขุนปิดเป็นส่วนตัวเหรอเนี่ย”

แต่เมื่อเข้ามาหน้าไอจีพี่ขุนแล้วก็ต้องใจแป้วเล็กน้อยเพราะพี่ขุนไม่ได้เปิดแอ็กเคานต์เป็นสาธารณะไว้ ต้องเป็นผู้ติดตามเท่านั้นถึงจะเข้าไปดูรูปต่างๆ ได้...แม้จะเสียดายอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงรักคนเท่ก็ยังคงเป็นรักคนเท่อยู่วันยังค่ำ!

ผมปิดฝาขวดน้ำจนแน่นสนิทเพื่อยกขึ้นเก็บไว้ในตู้เย็นเหมือนเดิม

“โอ้ะ”

แต่เพราะมือที่ลื่นจากการจับขวดน้ำที่เย็นจัดเลยทำให้ผมทำโทรศัพท์ล่วงหลุดจากมือ ผมรีบเก็บน้ำเข้าตู้เย็นแล้วรีบก้มดูโทรศัพท์ตัวเองที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นแล้วก็ค่อยได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะหน้าจอไม่ได้แตกหรือว่ามีส่วนใดได้รับความเสียหาย

แต่เมื่อสังเกตดูหน้าจอที่ยังคงค้างอยู่หน้าไอจีพี่ขุนดีๆ ผมก็ต้องตาเบิกกว้างอย่างตกใจเพราะผมเผลอไปโดนปุ่มส่งคำขอติดตามไปซะได้

เฮือก...

 

~Girl this ain’ t no accidental

Yeah, I swear we’ re meant to be…~

(ที่รัก นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วนะ

เชื่อเถอะว่าพวกเราคือคนที่ถูกกำหนดมาให้คู่กัน)

 

“อะ..เอาไงดีล่ะทีนี้”

ผมเกิดลนลานขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนคำสั่งคืนหรือว่าจะปล่อยเลยตามเลยดี...เพราะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะเห็นแจ้งเตือนของผมไปแล้วรึยัง

“ฮื่อ มามือลื่นอะไรตอนนี้เนี่ยไอ้รัก! TT”

ตึ้ง... 

แต่ในขณะที่ยังตัดสินกับตัวเองไม่ได้นั่นเองเสียงแจ้งเตือนจากอินสตาแกรมก็ดังขึ้นให้ผมก้มลงไปดูด้วยใจที่เต้นตุ๊บๆ ต่อมๆ ...และเมื่อเห็นข้อความที่ว่านั่นแล้วผมก็ต้องเผลอเบิกตากว้างกว่าเดิมด้วยความไม่คาดคิด

 

KM. accepted your follow you. 

 

พี่ขุนกดรับฟอลแล้ว...

เร็วขนาดนี้เลยนะ…ผมกะพริบตาปริบๆ เพราะนึกว่าตัวเองตาฝาดไปรึเปล่า ไม่รู้ว่าพี่ขุนเผลอกดผิดหรือว่าตั้งใจกดกันแน่เพราะดูจากจำนวนผู้ติดตามไม่กี่ร้อยคนแล้วก็เดาได้เลยว่าเจ้าตัวหวงความเป็นส่วนตัวและรับแต่คนที่สนิทจริงๆ เท่านั้น

ถ้าไม่ปิดเป็นส่วนตัวผมว่าระดับพี่ขุนคงมีคนติดตามหลักพันถึงหมื่นขึ้นไปแน่นอน

ผมเลื่อนหน้าจอช้าๆ ดูรูปภาพหน้าไอจีพี่ขุนอย่างที่อยากทำในตอนแรก แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ เพราะนี่มันคือแหล่งรวมความเท่ชัดๆ รูปส่วนมากจะคุมโทนไปทางขาวดำ มีรูปเจ้าตัวเพียงไม่กี่ภาพเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นรูปรถมากกว่า…แต่ละคันก็สวยๆ ทั้งนั้นเลย

 

~There might be people

Who just don’ t understand

How two could fall for each other

Simply by chance~

(อาจจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจว่าคนสองคนสามารถตกหลุมรักกันโดยบังเอิญได้อย่างไร)

 

และสิ่งที่ทำให้ผมยืนอึ้งมากไปกว่านั้นก็คือตอนที่แจ้งเตือนใหม่ดังขึ้นในไม่ถึงนาทีต่อมาและผมได้อ่านข้อความนั้นเรียบร้อยแล้ว

 

~But it’ s God who put us here

‘Cause he had a plans~

(เป็นเพราะพระเจ้าที่ทำให้พวกเราได้มาเจอกันตรงนี้

มันคือแผนที่ถูกเขาวางเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว)

 

KM. requested to follow you. 

 

…บางทีคนเท่ๆ แบบพี่ขุนก็ทำอะไรแบบที่ผมคาดไม่ถึงเลยจริงๆนะ ;-----;

 

 

……………………………..

ฟอลกลับเค้าว่ามีใจ~ 5555555 ยังไงสิ้พี่ขุน

ตอนนี้เราพามาดูมุมมองของน้องรักให้มากขึ้นนะคะ^^ เดาได้เลยเนอะว่าน้องใจดีขนาดนี้เพราะได้ใครมา ครอบครัวน้องคือซัพพอร์ตที่สำคัญของน้องเลยคับบ~

Perfect Two - Auburn

Albert Posis – Serendipity

 

Twitter : @Themoonthere 

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ♥

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว