จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2559 14:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3
แบบอักษร

 

ผ่านมาอีกแปดปีตอนนี้ผมอายุยี่สิบแล้ว เรียนวิชาของท่านตาจนหมดสิ้น แถมฝีมือทำอาหารของผมก็ก้าวไกลเป็นที่พอใจของท่านตายิ่งนัก แต่ร่างกายของผมนี่สิ ผมอยากจะสูงใหญ่กำยำล่ำสันแบบท่านตาผมกลับมีรูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง เท่านั้นยังไม่พอใบหน้าของผม มันเหมือนผู้หญิงสุดๆ จนบางทีผมต้องเปิดดูอนาคอนด้าของตัวเองให้แน่ใจว่าผมเป็นผู้ชายจริงๆ ท่านตาไม่ยอมให้ผมตัดผม ทำให้ตอนนี้ผมมีรูปร่างอ้อนแอ้น ใบหน้าเหมือนผู้หญิงและผมยาวถึงเอว

"โตมางามล่มเมืองจริงๆ" ท่านซับน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม(อีกแล้ว) ท่าทางยินดีมากที่เลี้ยงผมมาเพื่อให้ไปเป็นเมียคนอื่น

"หรงเอ๋อ บัดนี้ เจ้าสำเร็จวิชาของข้าทั้งหมดแล้ว ข้าจะให้เจ้าลงจากเขา" 

"จริงๆหรือท่านตา" ผมดีใจจนเนื้อเต้น

"จริงสิ บัดนี้มรสุมก่อหวอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมล็ดพันธุ์ที่ข้าทิ้งไว้ นี่คือภารกิจของเจ้าที่ข้าจะให้เจ้าไปทำ"

"ท่านตาช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ข้าฟังได้หรือไม่" ผมเอียงคอถาม

"ต้องย้อนกลับไปเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ในชาตินั้นข้าเป็นจักรพรรดิผู้รวบรวมแคว้นเข้าเป็นปึกแผ่น ข้าทำสงครามตลอดเวลารวบรวมแคว้นได้สำเร็จแต่ก็มีเรื่องทำผิดไม่น้อย ข้าไปตีแคว้นใกล้เคียงได้ก็กวาดต้อนสมบัติไปซ่อนไว้ในสถานที่ลับแห่งนึง ไว้สำหรับยามฉุกเฉินให้ลูกหลานของข้าได้นำออกมาใช้กู้ชาติ ข้าแบ่งแผนที่ออกเป็นสี่ส่วนพร้อมกุญแจสี่ดอก หนึ่งส่วนอยู่ในวังหลวงอีกสามส่วนแบ่งให้ขุนนางและแม่ทัพที่ไว้ใจได้เก็บรักษาไว้ มิคาดเวลาผ่านไปใจคนเปลี่ยน มีรุ่งเรืองมีเสื่อมทราม มีข่าวหลุดหลุดรอดไปถึงชาวยุทธกลุ่มหนึ่งถึงสมบัติที่ข้าซ่อนไว้ สร้างเป็นตำนานอันเพริศแพร้วขึ้นมาเรื่องหนึ่งโดยไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นของหลวง มีแผนที่ปลอมระบาดในหมู่ชาวยุทธก่อให้เกิดการฆ่าฟันแย่งชิงกัน ข้าคาดว่าเรื่องนี้มีคนในวังและแคว้นข้างเคียงเกี่ยวข้องด้วย" ท่านตาพักจิบน้ำชา

"แล้วท่านตาอยากให้ข้าทำอย่างไร" ผมตาวาวด้วยความตื่นเต้น ตะลุยยุทธจักรล่าสมบัติ มันยอดมาก

"ตามหาสมบัติแล้วทำลายทิ้งซะ" ท่านตาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

"แล้วท่านตาจำไม่ได้หรือครับว่าสมบัติอยู่ที่ใด เราไประเบิดภูเขากลบฝังโดยมิต้องตามหาแผนที่ไม่ได้หรือ" ผมว่ามันก็ง่ายๆนะ

"นั่นเป็นเรื่องที่ข้ามิอาจทำได้ ข้าพยายามเพ่งย้อนไปแต่ก็มีหมอกบดบังจนข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าหุบสมบัตินั้นอยู่ที่ใด คงจะเป็นชะตาที่บ้านเมืองจะต้องเกิดกลียุคก่อนจะรุ่งเรือง"

"ข้าเข้าใจแล้วท่านตา" ผมพยักหน้าช้าๆ ถ้ารู้หมดคงไม่สนุก แต่ผมก็ไม่อยากให้บ้านเมืองนองเลือด ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดก่อน

"ข้าควรจะเริ่มที่ไหนก่อนดีล่ะท่านตา" ผมไม่เคยลงจากเขาด้วยซ้ำ

"ที่ๆรู้แน่นอนว่ามีแผนที่อยู่"

"วังหลวง" ผมพูดต่อ 

"ใช่ คืนนี้ข้าจะบอกเจ้าถึงโครงสร้างของวังหลวง ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งตระกูลทั้งสามที่เป็นผู้เก็บรักษาแผนที่เมื่อครั้งกระโน้น พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้าลงจากเขา" ท่านตายิ้มเศร้า

"เร็วถึงขนาดนั้นเลยเหรอท่านตา ข้าไม่อยากให้ท่านอยู่คนเดียว ท่านไม่ไปกับข้าหรือ" ผมผวาไปกอดท่านถึงจะอยากลงไปเปิดหูเปิดตามากแค่ไหน แต่พอรู้ว่าจะต้องแยกกับท่านตาก็อดใจหายไม่ได้

"เด็กโง่ คลื่นลูกหลังกำเนิดไล่คลื่นลูกก่อน ตอนนี้เป็นยุคของพวกเจ้าคนหนุ่มสาวแล้ว ข้าจะคอยดูเจ้าอยู่ที่นี่" ท่านลูบหัวผมอย่างปราณี

"แต่ข้า..." ผมไม่มั่นใจเอาดื้อๆ

"วิชาทั้งหลายที่เจ้าร่ำเรียนไปจากข้า พอจะให้เจ้าเชิดหน้าชูตาอยู่ในทำเนียบยอดฝีมือได้อยู่หรอก แต่เจ้าก็รู้ว่าไม่ใช่เพียงแค่กำลังที่จะเอาชนะได้ ไหวพริบและสติปัญญาของเจ้าก็ไม่เป็นรองใคร แต่ระวังความใจดีของเจ้า เกาทัณฑ์ลับยากระวังจงจำไว้"

"ครับท่านตา" ผมรับคำหนักแน่น

"พรุ่งนี้ข้าจะแปลงโฉมให้เจ้าก่อนลงเขา เพราะถ้าปล่อยเจ้าไปทั้งหน้าตาแบบนี้อันตรายเกินไป จำไว้ว่าอย่าทำตัวเด่น" ท่านตาจิ้มหน้าผากผม

"แบบนี้ข้าก็อดเปิดตัวแบบอลังการน่ะสิท่านตา" ผมยู่ปาก 

" ไปสืบข่าวใครให้เจ้าทำตัวเป็นจุดสนใจบ้าง เจ้าเด็กคนนี้นี่" ท่านตาดึงปากผม

"โอ๊ย ข้าเจ็บนะ" ผมหัวเราะแล้วกอดท่านไว้แน่น ท่านก็กอดตอบผม เราต่างนั่งน้ำตาซึม

รุ่งเช้าท่านตาปลอมตัวให้ผมเป็นผู้ชายหน้าตาเรียบๆไม่เป็นที่สะดุดตาคนหนึ่ง ผมกระชับห่อผ้า มียาจำนวนหนึ่งและเข็มเงิน ตั๋วเงินจำนวนมากอยู่ในอกเสื้อและแผ่นทองอีกจำนวนหนึ่งหน้ากากยางสำหรับปลอมตัวหลายชิ้นเสื้อผ้าสองชุด หมูแดดเดียวที่ผมทำไว้ก็ห่อมาด้วยกับคุ้กกี้

ท่านตาลงมาส่งผมที่ตีนเขา

"ส่งไกลแค่ไหนย่อมถึงเวลาจาก ข้าขอให้เจ้าโชคดี"

ผมกอดท่านตาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วตัดใจเดินเข้าหมู่บ้าน อันดับแรกที่ผมทำคือแวะดื่มน้ำชาที่เพิงริมลำธาร อยากทำมานานแล้ว ที่จริงอยากแวะโรงเตี๊ยม แต่ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆจึงไม่มีโรงเตี๊ยม หลังจากจิบชาแล้ว ผมก็เดินตามทางที่เจ้าของร้านน้ำชาบอกว่าถ้าเดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็จะถึงตัวเมืองถัดไปก่อนค่ำ

ที่จริงผมจะใช้วิชาตัวเบาก็ย่อมได้ แต่เนื่องจากผมเพิ่งเคยลงจากเขาก็ขอเดินชมนกชมไม้เสียหน่อยแล้วกัน

ว่าแต่ตัวเมืองมันไกลขนาดนี้เลยเหรอ นี้ก็เริ่มจะค่ำแล้วสงสัยผมคงจะต้องหาที่พักแรมกลางป่าเสียแล้ว

ผมเดินออกจากทางหลวงตัดลงไปหาลำธาร น่าจะมีที่เหมาะพอกันลมได้ ขณะที่คิดจะใช้วิชาตัวเบาโดดขึ้นต้นไม้เพื่อมองหาทำเลที่พักนั้นผมก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันมาแต่ไกล ผมรีบซ่อนตัวหลังต้นไม้รอดูสถานการณ์ แล้วผมก็เห็นผู้ชายคนนึงวิ่งมาล้มลงตรงใกล้กับที่ผมซ่อนตัวอยู่ มีเสียงคนตะโกนไล่หลังมา

"มันถูกเข็มพิษของข้าแล้ว คงหนีไปได้ไม่ไกล แยกย้ายกันค้นหาเร็ว" เสียงคนหลายคนกระจายตัวกัน ฝีเท้าหนักดังสับสนแสดงว่าฝีมือธรรมดา ผมมองพวกนี้เป็นคนร้ายไว้ก่อน หมาหมู่และใช้พิษ เข้าตำราคนชั่วเปี๊ยบเลย

ผมย่องไปหาชายคนที่ล้มลง ก้มลงไปกระซิบ

"เงียบไว้ ข้าจะช่วยท่าน" เขาทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่โดนผมจี้สกัดจุดเสียก่อน ผมจับให้เขาเอาแขนพาดคอผมไว้โอบเข้ามาชิดแล้วกระโดดขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้ใหญ่ใบดกหนา 

ผู้ชายคนนี้ตัวใหญ่ไม่ใช่เล่น หนักด้วย ถ้าผมไม่เกร็งพลังไว้เกรงว่าไม่สามารถพาเขาขึ้นมาได้ ผมวางเขาลงที่คาคบไม้ มืดจนไม่สามารถตรวจได้ว่าเขาถูกพิษอะไร ผมคลำไปทั่วร่างกายเขาอย่างระมัดระวังเพื่อสำรวจว่ามีบาดแผลหรือเปล่าจะได้ห้ามเลือดไว้ก่อน 

ผมนับบาดแผลบนตัวเขาได้เจ็ดแผล คงจะเป็นแผลกระบี่แต่ไม่ลึกจนถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กระดูกเส้นเอ็น

เสียงขบวนค้นหาคนดังใกล้เข้ามาจนเกือบถึงใต้ต้นไม้ที่เราซ่อนตัวอยู่ ผมแทบจะกลั้นหายใจ ถึงเห็นแล้วว่าทั้งหมดมีแค่แปดคนและฝีมือยังห่างจากผมมากแต่ผมก็ไม่อยากฆ่าใครถ้าไม่จวนตัวจริงๆ ขอเลือกทางหลบซ่อนดีกว่า

ผมรอจนเหล่านักฆ่าไปหมดแล้วจึงจับผู้ชายแปลกหน้าพาดบ่า กระโดดลงมาจากต้นไม้ เสาะหาถ้ำที่ลับตาคนแห่งได้แห่งนึงจึงวางชายแปลกหน้าลง

"ขอข้าจุดชุดไฟก่อนนะ ข้าจะได้ตรวจท่านถนัดๆ" แต่ผู้ชายตรงหน้าเอาแต่กรอกตา ผมจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาถูกผมสกัดจุดไว้ ผมจึงคลายจุดให้เขาก่อนแล้วจึงจุดชุดไฟกับเศษกิ่งไม้ที่พอจะหาได้หน้าถ้ำ 

พอมีแสงไฟสว่างพอที่จะเห็นกันได้ ผมก็พบว่าผู้ชายตรงหน้าผมเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง ขนาดเลอะดินปนเลือดยังมิอาจบดบังความงามสง่าได้ ผมรู้สึกมีบางอย่างสั่นไหวอยู่ข้างในแต่พยายามมองข้ามมันไป

"ข้าได้ยินว่าท่านถูกพิษ ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง" ผมถามอาการก่อน

"ข้าคาดว่ามันใช้พิษของดินแดนแม้ว ข้ารู้สึกตัวเร็วจึงได้ดึงเข็มพิษทิ้งไปแล้ว"

"พวกแม้วงั้นหรือ ท่านไปทำเรื่องไว้ให้ผู้ใดเจ็บช้ำกัน มันถึงเลือกพิษที่ตายช้าอย่างทรมานนี้กับท่าน" ผมทบทวนความรู้ พิษของชาวแม้ว ถ้าไม่ได้ยาถอนพิษจากคนแพร่พิษล่ะก็ โอกาสที่จะปรุงยาสำเร็จในเวลาสั้นๆนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แสดงว่าผู้แพร่พิษหวังให้ชายตรงหน้าตายสนิท

"ท่าทางเจ้าไม่เหมือนชาวยุทธ" เขามองผมอย่างพิจารณา

"ข้าย่อมมิใช่ เพียงแต่ข้าพอมีวิชาแพทย์อยู่บ้าง" ผมตัดสินใจได้

"เจ้าสามารถรักษาข้าได้หรือไม่ ข้ายินดีจ่ายไม่อั้น" ชายตรงหน้าดูมีความหวัง

"ท่านไม่ต้องให้อะไรข้าหรอกข้ารักษาคนมิได้หวังสิ่งตอบแทน เงินทองข้าก็มีพอใช้มิได้ลำบาก ข้าขอแค่ว่าอย่าบอกใครว่าข้ารักษาท่านแค่นั้นก็พอ" ผมไม่อยากยุ่งยากหลังจากนี้ครับ

"ช่างเป็นคำขอที่มักน้อยยิ่งนัก ข้ารับปากเจ้า" ผมหวังว่าจะเชื่อใจเขาได้นะ

"ข้าขอไปตักน้ำก่อน ท่านพักผ่อนก่อนนะ" ผมขยับให้ชายตรงหน้าพิงหินให้สบายขึ้น ไม่รีบครับพิษตอนนี้แค่ทำให้อ่อนแรง แต่ถ้าเวลาผ่านไปอวัยวะภายในจะค่อยๆเน่า ชายคนนี้เพิ่งถูกพิษ รอดแน่นอน

ผมหยิบมีดสั้นกับผ้าฝ้ายผืนเล็กไปด้วย เดินไปที่ริมลำธารตัดไม้ไผ่ทำกระบอกน้ำหิ้วกลับมาสองอันพร้อมใบตองมาปูนอน หอบของกลับมาที่ถ้ำ จัดแจงปูใบตองแล้วให้เขามานอน

"ข้ายังไม่รู้จักชื่อของท่านเลย" ผมถาม คุยกันตั้งนานเรียกแต่ท่านท่าน

"ข้าชื่อเจิ้งซ่านหยวนแล้วเจ้าล่ะ" 

"ข้าชื่อเซี่ยอี้หรง" ผมตอบเขาแล้วหยิบขวดยาบำรุงร่างกายออกมา

"เจ้ามียาแก้พิษด้วยหรือ" 

"นี่เป็นแค่ยาบำรุงข้าจะผสมกับยาแก้พิษ ท่านหลับตาแล้วอ้าปาก" ซ่านหยวนทำตามอย่างว่าง่าย 

ผมหลับตา ตัดใจกรีดมือตัวเอง กลิ่นหอมอวลซ่านออกมา ผมหยดเลือดเข้าปากซ่านหยวน ห้าหยดคงพอ ผมดึงมือกลับใช้ชายเสื้อกดแผลไว้

"กลืนมันลงไป" ผมเร่ง ซ่านหยวนทำตามอย่างว่าง่ายแล้วก็ลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ

"เจ้ากรีดเลือดเจ้าให้ข้ากินอย่างนั้นหรือ"

"ใช่ ข้าแช่ยาสมุนไพรตั้งแต่เด็กร้อยพิษไม่อาจกล้ำกราย ในยามฉุกเฉินจึงได้แต่ให้ท่านดื่มเลือดของข้า นี่ยาบำรุง ท่านจงกลืนมันลงไป มันจะทำให้ท่านฟื้นตัวเร็วขึ้น" ผมส่งยาบำรุงที่ผมทำเองให้พร้อมกระบอกน้ำ

"ท่านลองโคจรพลังดู จะเร่งให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น"

ผ่านไปครึ่งชั่วยามซ่านหยวนก็ลืมตาขึ้น สายตาทอประกายแสดงว่าเลือดของผมได้ผล

"ข้ารู้สึกเป็นปกติแล้ว และไม่อ่อนเพลียด้วย เลือดของเจ้าช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ข้ารู้แล้วว่าทำไมเจ้าถึงไม่ให้ข้าบอกใคร วางใจเถอะ ข้าเป็นคนรักษาสัจจะ และข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำอันตรายเจ้าเป็นอันขาด"

แหมมีคนหล่อมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอยู่ตรงหน้า ผมก็อดหน้าแดงไม่ได้ ดีนะที่ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าอยู่ ไม่งั้นยิ่งอายซ้ำซ้อนที่หน้าแดงกับผู้ชายด้วยกัน

ผมใช้ผ้าฝ้ายที่ชุบน้ำมาทำสะอาดรอบแผลแล้วทาขี้ผึ้งทาแผลที่ผมติดมาด้วย หลังจากนั้นก็ฉีกชายเสื้อออกมาชุบน้ำเช็ดหน้าให้ซ่านหยวน ผมดูผลงานแล้วยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

"ข้าพอมีเสบียงติดมาบ้าง ท่านแบ่งไปกินสิ" ผมยื่นหมั่นโถวกับหมูแดดเดียวให้ซ่านหยวน เรานั่งกินเงียบๆจนหมด ผมยื่นน้ำให้ซ่านหยวนดื่มก่อนแล้วจึงรับมาจากดื่มบ้าง

"เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้าไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นจึงได้เจอข้า" ซ่านหยวนชวนคุย

"ข้าจะไปเมืองอึ้งเจียะติ่งน่ะ พอดีมันใกล้มืดข้าเลยคิดว่าจะหาที่พักก่อนซักคืน เลยเดินออกจากทางหลวงไปหาลำธาร แล้วก็เจอท่าน"

"แล้วทำไมเจ้าถึงเลือกช่วยข้า ไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนร้ายหนีมาหรอกรึ" ซ่านหยวนถามต่อ

"ข้าได้ยินว่ามันใช้พิษกับท่าน พวกใช้พิษทำร้ายผู้อื่นย่อมมิใช่ตัวดี" ผมเชิดปากขึ้น ซ่านหยวนยกยิ้ม

"ข้าว่าเจ้านอนพักเสียเถิด ข้าเองก็จะพักบ้างเช่นกัน" ผมบอกซ่านหยวน เอนตัวลงนอนอีกด้านของถ้ำ

เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ ผมลืมตาโพลงเพราะนอนไม่หลับ นิสัยที่ติดมาจากชาติก่อนอย่างหนึ่งคือผมต้องอาบน้ำเช้าเย็นครับ แถมวันนี้เดินมาทั้งวันเหนียวตัวไม่น้อย หน้ากากบนหน้านี้อีกเหนอะหนะจริงๆ

ผมลุกไปดูซ่านหยวน หลับสนิทดีจริง

"เป็นเวลาของข้าบ้างล่ะนะ" ผมพูดอย่างอารมณ์ดี ไปอาบน้ำดีกว่า ทิ้งซ่านหยวนให้นอนคนเดียวซักครู่คงไม่เป็นไร ผมเดินฮัมเพลงไปที่ลำธารอย่างสบายใจ ไม่ทันเห็นซ่านหยวนที่ลืมตาวาววับจ้องตามหลังมา

2016-06-29_22:40:55

ความคิดเห็น