จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2559 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2
แบบอักษร

09:01:31_2016-06-29

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากนวนิยายของโกวเล้งที่แปลโดยอ. น.นพรัตน์นะคะ 

ค.ศ.2016

ปี๊บ....เสียงสัญญาณชีพดังขึ้นยาวเพียงครั้งเดียวแล้วดับลง เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมสีขาว

"ฉันทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงต้องมาจัดงานศพลูกตัวเองแบบนี้" หญิงกลางคนร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างเตียง

"พี่ก็สงบจิตสงบใจบ้างเถอะ ถ้าฮูโต๋มันได้ยินมันจะเป็นห่วง" หญิงกลางคนใบหน้าคล้ายคลึงกับคนแรกปลอบ

"เฮียไม่ต้องเป็นห่วงนะ หนูจะดูแลม๊าเอง" เด็กสาวพูดพลางปาดน้ำตา พี่ชายคนเดียวของเธอเพิ่งอายุ25  หลังจากล้มฟุบที่ที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานช่วยกันหามมาส่งโรงพยาบาล หมอก็หาสาเหตุไม่เจอได้แต่รักษาตามอาการแต่พี่ของเธอก็ไม่ฟื้น หลังจากที่หมอได้พยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ เพียงหลังวันเกิดปีที่25 เพียงสองวันพี่ของเธอก็จากไปตลอดกาล

 

ฮูโต๋

ที่นี่ที่ไหน เขามองไปดูรอบตัวอย่างมึนงง รอบตัวเขาปกคลุมไปด้วยหมอกควัน มองแทบไม่เห็นฝ่ามือตัวเอง เขาจำได้ว่าเขาทำงานอยู่ แล้วก็รู้สึกวูบไป เพื่อนร่วมงานเขาน่าจะพาเขาไปส่งที่โรงพยาบาลสิ ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ เขาตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ก็ได้รับคำตอบที่ทำให้ทั้งร่างเย็นเฉียบ เขาตายแล้ว ต้องใช่แน่ๆรอบตัวของเขาช่างเหมือนตามที่เคยได้ยินมาไม่มีผิด ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะมีอุโมงค์หรือแสงสว่างให้เขาเดินตามสิ ไม่งั้นเขาจะไปเกิดใหม่ได้อย่างไร

เขาลองเดินไปมั่วๆ แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางใดเขาก็ไม่อาจฝ่าหมอกที่ปกคลุมรอบกายไปได้ เหมือนเขาเดินวนอยู่ที่เดิม

"เหนื่อยโว้ย" ผมตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด ทรุดตัวลงนั่ง ผมจะไม่เดินต่อแล้ว ถ้ายมบาลจะจับเขาไปลงฑัณฑ์ก็มารับเองแล้วกัน นอนดีกว่า

"เยี่ยนเอ๋อ ตื่นได้แล้ว" มีมือมาเขย่าตัวผม รู้สึกรำคาญจนต้องตื่น

"ม๊าปลุกโต๋ทำไม โต๋ยังง่วงอยู่เลย" ผมคลานหนีมือของม๊าทั้งที่ยังหลับตาอยู่

"เยี่ยนเอ๋อ เจ้าเด็กขี้เซา ลืมตาขึ้นมาดูซิ ว่าข้าใช่มารดาของเจ้าหรือไม่" เสียงชายชราพูด

ผมรู้สึกตัวลุกขึ้นมานั่ง พบว่าตรงหน้าผมเป็นชายชราเคราขาวยาวจรดอก ผมเผ้าหงอกขาวหวีรวบเป็นมวยไว้อย่างเรียบร้อย แต่งกายเหมือน เหมือนหนังจีนกำลังภายในไม่มีผิด ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมตายแล้ว

"ผมตายแล้วไม่ใช่เหรอ ที่นี่คือสวรรค์ใช่ไหม"

"ทั้งใช่และไม่ใช่ และที่นี่คือหุบเขามังกรร่อนเจ้าไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน" 

ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ เดินมาล้างหน้ายังหน้ากระจกที่มีอ่างน้ำวางไว้ ทำไมเตียงที่นี่มันสูงนัก ผมต้องปีนลงมาขาจึงถึงพื้น

เมื่อเดินมาถึงอ่างล้างหน้าผมก็พบว่าผมต้องเขย่งเพื่อเอื้อมมือให้ถึงอ่าง

"อ๊ะข้าขอโทษ เจ้ายังเป็นเด็กอยู่นี่นะ ใช้นี่เถอะ" ชายชรายกเก้าอี้มาให้ ค่อยยังชั่วหน่อย ผมขึ้นไปคุกเข่าอยู่บนเก้าอี้กำลังจะล้างหน้าก็เห็นเงาสะท้อนในกระจกเเสียก่อน

"แว๊ก... โอ๊ย" ผมตกใจจนได้ตกเก้าอี้ เจ็บอ่ะ ชายชราเข้ามาประคองผมลุกขึ้นยืน

"นิสัยเจ้าเปลี่ยนไปมากนะเยี่ยนเอ๋อ" ชายชราเช็ดหน้าให้ผม แล้วจูงผมออกจากห้อง ตอนนี้ผมสูงไม่ถึงเอวท่านด้วยซ้ำ

"เรารับประทานอาหารไปคุยไปแล้วกัน ถ้าข้าไม่เล่า เจ้าคงไม่สามารถสงบจิตใจรับประทานอาหารลงได้ใช่หรือไม่" ชายชรายิ้มอย่างใจดี

ผมนั่งลงที่โต๊ะอาหาร มีจานผัดผักสองจานและน้ำแกงคนละถ้วย มีชามข้าวกับตะเกียบสองชุดวางอยู่

"ท่านตาอยู่คนเดียวหรือครับ" ผมถาม อย่างไรเราก็ควรเคารพผู้ใหญ่ 

"ใช่แล้ว เราทานข้าวกันเถอะ"  ท่านตาคีบกับข้าวใส่ชามให้ผมแล้วเริ่มลงมือทาน ผมก็คีบกับส่งให้ท่านบ้าง และผมก็พบว่าตัวเองหิวมาก กลายเป็นว่าเราไม่ได้คุยอะไรกันเพราะผมตั้งใจทานข้าวมากกว่าซะแล้วตอนนี้

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ท่านตาพาผมเดินดูบ้านแล้วเราก็มานั่งกันที่ศาลาริมหน้าผา ผมพบว่ายอดเขาที่เราอยู่นั้นสูงมากจนเมฆอยู่ต่ำลงไปมาขั้นหนึ่ง

"เอาล่ะ เจ้าคงพร้อมที่จะฟังเรื่องที่ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังแล้ว" ท่านตายกชาขึ้นจิบคำหนึ่งก่อนที่จะเริ่มเล่าต่อ

"เจ้าสิ้นอายุจากภพชาติเดิมของเจ้าแล้ว ข้าเพียงใช้พลังดึงวิญญาณของเจ้ามาเข้าร่างที่เหมาะสม เจ้ามีชะตากรรมที่จะอายุขัยสั้น ไม่ว่าจะเกิดมาชาติใดเจ้าจะมีอายุได้เพียง25 ปีเท่านั้น" 

" ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะครับ" ผมถามด้วยความไม่เข้าใจ

"นั่นเป็นเพราะผลกรรมที่เจ้าทำไว้ในอดีต ชาตินี้ถ้าเจ้าช่วยข้าทำงานที่จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนทั้งแผ่นดิน ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของเจ้าได้" ท่านตามองผมอย่างปราณีแต่ในความปราณีแฝงความเศร้าอยู่หลายส่วน

"เปลี่ยนชะตาไม่ได้ก็ช่าง ข้าได้รับโอกาสเกิดใหม่อีกครั้ง สมควรกระทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นให้สะท้านฟ้าสะเทือนดิน" ผมพูดด้วยความฮึกเหิม นี่มันสมัยของจอมยุทธ ถ้าปล่อยโอกาสไปต้องเสียดายแน่ๆเลย

"ดี ถือว่าข้าเลือกคนไม่ผิด" ท่านตาพูดเสียงหนักๆ ลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ

"แล้วทำไมผมกลายเป็นเด็กแบบนี้ ล่ะ ถ้ามาเกิดใหม่ก็น่าจะเป็นเด็กทารกไม่ใช่หรือครับ" ผมดูแขนขาของตัวเอง น่าจะซักสี่ขวบเห็นจะได้ นิ้วซีดขาวผ่ายผอม รู้สึกว่าไม่ค่อยมีแรงเลย

"ข้าเจอเด็กคนนี้ถูกทิ้งไว้ที่ตีนเขาตั้งแต่เป็นทารก มีโครงสร้างร่างกายที่ดีเหมาะสำหรับฝึกยุทธแต่ไม่มีชะตายืนยาว ข้าจึงนำมาเลี้ยงไว้ซึ่งดวงจิตของเด็กคนนี้ได้จากไปนานแล้ว ข้าเพียงแค่รักษาลมหายใจไว้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมดึงวิญญาณของเจ้ามาใส่ ตอนนี้ร่างกายนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว" 

ก็ดีเหมือนกัน ถ้าความรู้สึกยังเป็นผู้ใหญ่แต่ต้องเป็นเด็กทารกให้ท่านตาเช็ดอึเช็ดฉี่ก็น่าอายเกินไป

"แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ" 

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าจะสอนเจ้าให้เป็นยอดหญิงแห่งแผ่นดินเอง" ท่านตาลูบเคราอย่างอารมณ์ดี

"ผมเป็นผู้ชายนะ ต้องโตมาเป็นบุรุษอันดับหนึ่งสิ" ไหนขอดูความเป็นชายเพื่อความมั่นใจหน่อยซิ อย่าบอกว่าท่านตาเตรียมร่างเด็กผู้หญิงไว้รอผมล่ะ

ผมรีบแก้กางเกงออกก้มดูหนอนน้อย ยังอยู่ดี ซักวันมันจะโตเป็นอนาคอนด้าอย่างแน่นอน ผมยิ้มออกแล้วผูกเชือกกางเกงกลับ

"เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆเยี่ยนเอ๋อ" ท่านตาเช็ดน้ำตาที่หางตา

"ผมชื่อฮูโต๋ต่างหาก ทำไมท่านตาถึงเรียกผมว่าเยี่ยนเอ๋อล่ะ นั่นมันชื่อผู้หญิงไม่ใช่เหรอ" 

"นั่นสิ ตอนนี้เจ้าอยู่ในร่างชาย สมควรมีชื่อใหม่ ข้าขอตั้งชื่อให้เจ้าว่าเซี่ยอี้หรง จากนี้ข้าจะเริ่มสอนวิธีการเดินลมปราณให้กับเจ้า"

ผมได้ฝึกวิชาทั้งหลายจากท่านตา ท่านชื่อเซี่ยตงเจียง ท่านไม่ได้ให้ผมกราบเป็นอาจารย์ ความสัมพันธ์ของเราประดุจบิดาและบุตร นอกจากฝึกวิชาแล้ว ท่านตายังให้ผมเรียนการใช้อาวุธลับ วิชาแพทย์ ยาพิษ ค่ายกล กับดัก วิชาพิชัยสงคราม วาดภาพ พิณโคลงกลอน การเดินหมากเอาเป็นว่าทุกสรรพวิชาทั้งหลายท่านตาสอนผมทั้งหมด ยกเว้นเพียงแค่วิชาพยากรณ์

ท่านบอกผมว่าตอนนี้อยู่ในสมัยราชวงศ์เจิ้ง มีฮ่องเต้ชื่อเจิ้งมู่ปกครอง มีอาณาเขตกว้างใหญ่กินพื้นที่ถึงยี่สิบหัวเมือง ด้านเหนือเป็นทะเลทรายยาวมาเกือบจรดทิศใต้ที่เป็นอาณาเขตของแคว้นอู๋ ทางเหนือเป็นเขตของพวกชนเผ่ามีเผ่าเล็กเผ่าน้อยกระจายกันอยู่ทั่วไปในเขตทุ่งหญ้าและภูเขาสูง กับอีกสองแคว้นใหญ่ได้แก่แคว้นเซี่ยและแคว้นฉีส่วนทางด้านตะวันออกติดทะเล มีอาณาจักรโป๋วและ หมู่บ้านชาวประมงตามเกาะต่างๆที่มีหัวหน้าหมู่บ้านปกครองกันเอง เป็นยุคสมัยที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ในโลกของผม ท่านตาบอกว่าเก่าแก่เกินกว่าที่ผมจะจินตนาการได้

"ทำไมท่านตาจึงไม่สอนวิชาพยากรณ์แก่ข้าล่ะ" ผมอายุสิบสองปี ร่างกายที่ผ่ายผอมอ่อนแรงกลับกลายเป็นร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมาก แต่ว่าผมอยากสูงมากกว่านี้ อยากให้กล้ามเนื้อเป็นลอนสวยงาม แต่ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ขณะนี้กำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างยาขนาดใหญ่ ถามท่านตาที่กำลังสาละวนเร่งไฟ

" หรงเอ๋อ ข้าไม่เห็นว่าเป็นวิชาที่จำเป็นแก่เจ้า อนาคตที่แน่นอนน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ" ท่านตาลากเก้าอี้มานั่งคุยกับข้า

"ข้าไม่เข้าใจ" 

"อย่างเช่น เจ้าเกิดมาในครอบครัวพรานป่ายากจน เจ้าจำเป็นต้องยากจนชั่วชีวิต หรือเจ้าจะเลือกทำมาหากิน อาจไปทำไร่หรือรับจ้างเก็บหอมรอมริบให้ชีวิตดีขึ้น แม้ไม่อาจเป็นเศรษฐีนายวาณิช แต่ชีวิตเจ้าจะดีขึ้นใช่หรือไม่"

"ข้าเข้าใจแล้วท่านตา" 

"ดีมากหรงเอ๋อ เจ้าจงโคจรพลังไปด้วย ข้าจะลงไปซื้ออาหารแห้งในหมู่บ้าน เจ้าอยากได้อะไรหรือไม่" 

"ข้าอยากได้ไก่ซักสองคู่ เมล็ดพันธุ์ผัก ตำราทำอาหารแล้วก็แป้งครับท่านตา"

"ในที่สุดเจ้าก็อยากฝึกการเป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้วสินะ ข้าดีใจยิ่งนัก" ท่านตาซับน้ำตา

"ข้าอยากกินขนมต่างหากล่ะ ไม่ได้อยากฝึกเป็นแม่ศรีเรือนซักหน่อย เราอยู่กันบนเขาแบบนี้ ท่านจะให้ข้าไปซื้อขนมที่ไหน" ผมยู่ปากอย่างขัดใจ

"จากของที่เจ้าสั่งมาข้าคงจะต้องเลยไปซื้อในเมืองอีกสามวันจึงจะกลับ เจ้าอยู่บ้านคนเดียวได้หรือไม่" ท่านตาขยี้หัวผมอย่างเอ็นดู

"ข้าอายุสิบสองแล้วนะ ย่อมอยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว"

"ดี แล้วอย่าละเลยการฝึกวิชา ถึงข้าจะไม่อยู่ เจ้าก็ต้องฝึกวิชา โคจรลมปราณและแช่ยาเหมือนทุกวัน เข้าใจหรือไม่" 

"เข้าใจครับท่านตา" ผมรับปากหนักแน่น การฝึกวิชาสนุกจะตาย พอตัวเบาขึ้นกระโดดทีเดียวก็ขึ้นต้นไม้ได้ เจ๋งสุดๆ

"เด็กดี ข้าไปละอีกสามวันข้าจะกลับมา" ท่านตาใช้วิชาตัวเบาพริ้วลงจากเขาไป ซักวันผมจะทำแบบท่านตาให้ได้

ผมแช่น้ำยาจนครบตามเวลาที่ท่านตากำหนดก็ขึ้นมาแต่งตัว น้ำยาสมุนไพรนี้ท่านตาให้ผมแช่ทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยาม เพื่อเป็นการบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ แถมตัวยาสามารถต้านยาพิษ ต่อไปผมก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนวางยาพิษ แต่มันทำให้มีกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆติดตัวตลอดเวลา แรกๆผมก็ไม่ค่อยชอบแต่พอนานๆไปก็ชิน

ไปฝึกกระบี่ต่อดีกว่า ผมผสานท่าบาทาไร้เงารวมกับท่ากระบี่ด้วย ตอนนี้ยังรู้สึกว่าเคลื่อนไหวได้ไม่เร็วเท่าที่ควร ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเดียวเท่านั้น ผมฝึกซ้อมกระบี่สลับกับเดินลมปราณ ไม่ทันรู้ตัวก็ครบกำหนดสามวันที่ท่านตาจะกลับมาแล้ว

"หรงเอ๋อ เจ้าทะลวงจุดหยิมและต๊กได้แล้ว" ท่านตาพูดกับผมอย่างดีใจ

ผมลองโคจรลมปราณดู รู้สึกเย็นสบายไปทั่วร่าง ตัวก็เหมือนจะเบาขึ้นด้วย

"ตอนที่ท่านไม่อยู่ข้าลองโคจรลมปราณดูและพบด่านที่ขวางกั้นอยู่ ข้าเลยลองโคจรพลังทีละรอบๆเพื่อเปิดด่านนั้น พอรอบสุดท้ายข้าผลักลมปราณเข้าไปจนสุดแรงจึงสามารถทะลวงด่านได้ครับท่านตา"

"เก่งมากหรงเอ๋อ คนทั่วไปใช้เวลามากกว่าเจ้าหลายเท่านัก ถ้าฝืนทะลวงอาจโดนธาตุไฟเข้าแทรกหรือเสียชีวิตได้ นับว่าเจ้าผ่านปากเหวมฤตยูแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ดีแล้วข้าจะได้ถ่ายทอดฝ่ามือเมฆพริ้วให้เจ้า เจ้ามีข้อจำกัดเรื่องพละกำลัง ฝ่ามือนี้จะใช้หลักการเบี่ยงเบนพลังของคู่ต่อสู้ให้สะท้อนกลับ ถ้าเจ้าสำเร็จวิชานี้อย่างน้อยย่อมไม่พ่ายแพ้ต่อผู้ใด"

"ข้าจะเรียนท่านตา ท่านสอนข้าตอนนี้เลยก็ได้" ผมพูดอย่างกระตือรือล้น มันน่าเรียนไปเสียทุกวิชาเลย

"เอาไว้พรุ่งนี้เถอะ ตอนนี้เจ้าจงเข้าครัวไปแสดงฝีมือทำขนมมาให้ข้ากินซิ" ท่านตาโยกหัวผม ตอนนี้ผมสูงเกือบถึงบ่าท่านแล้ว ท่านตาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ นอกจากผมและเคราที่หงอกขาวก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าท่านอายุเกือบร้อยปีแล้ว 

ผมสำรวจอาหารแห้งที่ท่านตาซื้อมาให้ มีหมูสามชั้นรมควันด้วย วันนี้ต้มหน่อไม้กับหมูสามชั้นใส่เกาลัดดีกว่า ผมไม่ได้ทำกับข้าวเก่งมาจากไหนหรอกครับ แรงขับดันมาจากความอยากล้วนๆ จนถึงกับศึกษาตำราอาหารในห้องสมุดของท่านตา จนตอนนี้ผมคิดว่าผมทำได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะของที่ผมชอบ เสียแต่เพิ่งได้ไก่มา ผมอยากกินข้าวไข่เจียว ผมเจอต้นพริกในป่า เลยขุดมาปลูกไว้ตรงสวนครัวหลังกระท่อม ฟินเลยครับทีนี้ 

ที่ผ่านมาท่านตาจะลงไปซื้ออาหารแห้งในหมู่บ้านเดือนละครั้ง นอกจากอาหารที่เก็บได้ในป่าแล้ว ผมก็ปลูกผักไว้กินด้วย เรามีปลาจากน้ำตกด้านหลัง แต่บางทีผมก็อยากกินหมู จะเลี้ยงไว้เชือดเองก็ไม่กล้า ได้แต่อาศัยหมูรมควันที่ท่านตาหิ้วมา นานๆครั้งจึงจะได้เนื้อหมูสด ท่านตาไม่ยอมพาผมลงไปในหมู่บ้านด้วย ท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ผมก็ไม่ว่าอะไร แค่ที่เรียนวิชาต่างๆกับท่านตาก็หมดวันแล้ว ผมเองก็รู้ตัวว่าตอนนี้ผมยังไม่เก่ง รอให้เก่งแล้วไปเปิดตัวแบบอลังการก็ยังไม่สาย

 

ความคิดเห็น