ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 76 ความจอมปลอม

ชื่อตอน : ตอนที่ 76 ความจอมปลอม

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 671

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2564 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 76 ความจอมปลอม
แบบอักษร

นาราลืมตาตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล คนแรกที่เธอหันไปเห็นคือคุณลลิลที่นั่งอยู่บนโซฟา 

แม้จะเกินคาดไปหน่อยที่เห็นคุณลลิลมานั่งเฝ้าอยู่แบบนี้ แต่มันก็ทำให้เธอมีความหวัง  

ความหวังที่จะให้แม่ของตะวันใจอ่อน 

คุ้มแล้วที่ยอมทนหนาว..... 

เพราะเห็นว่าแม่ของตะวันอยู่ตรงนี้ ทำให้นาราเริ่มมั่นใจขึ้นทีละน้อย 

เธอเริ่มมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่เธอวางไว้ 

“ฟื้นแล้วเหรอ?” 

นารายิ้มบางๆ ให้กับคุณลลิลที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ  

คุณลลิลเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง เธอเท้าแขนทั้งสองข้างลงบนเตียงแล้วโน้มตัวเข้ามามองหน้านาราใกล้ๆ 

นาราที่ยิ้มอย่างยินดีต้องยิ้มค้างเมื่อได้ยินสิ่งที่ออกมาจากปากของคุณลลิล 

“ฉันนึกไม่ถึงเลยนะ ว่าเธอจะลงทุนทำถึงขนาดนี้ เจ้าเล่ห์จริงๆ” 

นาราหน้าเจื่อน ตากะพริบถี่ๆ ปากเริ่มสั่นน้อยๆ  

มันเกินคาด มันผิดคาด เหมือนจู่ๆ ก็ถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว 

เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นคุณลลิลในอารมณ์นี้ ไม่ใช่เย็นชาแต่ว่ารังเกียจ...... 

“คุณป้า...ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ?” นารารู้สึกร้อนที่หัวตาทั้งสองข้าง เธอร้องไห้ ร้องออกมาจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง 

พี่เลี้ยงที่ยืนอยู่อีกฟากของเตียงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสายตาที่คุณลลิลหันกลับไปมองก็ทำให้เธอต้องลังเลเพราะไม่รู้ว่าพูดไปแล้วจะเป็นการช่วยหรือกลายเป็นการซ้ำเติมให้ทุกอย่างมันแย่มากกว่าเดิม 

“ทำไม...ที่ฉันพูดมันผิดตรงไหน?” คุณลลิลหันกลับมาจ้องนาราแล้วยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มน่ากลัวที่ไปไม่ถึงดวงตา 

จะเรียกว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของนารากันนะที่ได้เห็นคุณลลิลในโหมดน่ากลัวแบบนี้ 

คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ดีและรักษามารยาทตลอดเวลากลายเป็นคนน่ากลัวแบบนี้ได้ยังไง  

“คุณป้า....คุณป้าก็รู้ว่านารากับตะวัน เราสนิทกันมากแค่ไหน นาราไม่ได้อยากจะไปรบกวนอะไรเลยนะคะ” 

น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาจากหางตาของเธอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ท่าทีของคุณลลิลเปลี่ยนไปเลย  

นอกจากน้ำตาจะไม่ทำให้คุณลลิลสงสารแต่มันกลับทำให้เธอยิ้มเยาะแล้วเปล่งคำพูดที่ร้ายกาจออกมา 

“อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก คิดเหรอว่าฉันดูเธอไม่ออก เธอมันเจ้าเล่ห์ ชอบเอาความน่าสงสารมาบังหน้า คนที่เขามีจิตสำนึกมากพอก็คงจะไม่แล่นเข้าไปในบ้านของผู้ชายที่แต่งงานแล้วหรอก” 

คำพูดที่เจ็บแสบของคุณลลิลเป็นเหมือนมีดที่แทงลงมาบนอกซ้ำๆ มันทำเอานาราแทบหายใจไม่ออก 

คุณลลิลมองผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียง ถ้าเป็นสถานการณ์อื่น เธอก็คงจะอดสงสารนาราไม่ได้ แต่นี่.... 

ในสถานการณ์ที่ลูกชายต้องวิ่งวุ่นทำงาน ลูกสะใภ้ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แล้วคนทั้งบ้านต้องคอยระวังตัวเพราะยังจับตัวคนบงการลักพาตัวไม่ได้ ถ้าเธอยังใจอ่อน ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง  

ทั้งครอบครัวคงจะต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤตยิ่งกว่านี้...... 

“นารา...จะทำอะไรก็นึกถึงหน้าพ่อหน้าแม่ไว้บ้างนะ ลูกสาวแล่นมาหาผู้ชายที่แต่งงานแล้วแบบนี้ มันดูไม่งาม คนเค้าจะนินทาเอาได้ แล้วมันไม่ได้เสียแค่เธอ แต่จะเสียไปถึงพ่อถึงแม่เธอด้วย พ่อแม่ที่อุตส่าห์เลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ไม่ควรถูกนินทาว่าไม่รู้จักสั่งสอนลูกให้ดี เธอคงไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวใช่ไหม?” 

“เอ่อ..” นาราพูดอะไรไม่ออก คุณลลิลตบเธอด้วยคำตำหนิซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า 

แม้ว่าจะอยากจะตอกกลับแต่เธอก็ทำไม่ได้ เพราะยังไงเสียแม่ของตะวันก็เป็นคนที่เธอต้องเกรงใจ 

สองมือที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม กำแน่นจนมือแทบแตก เธอได้แต่กดความไม่พอใจเอาไว้ แล้วบอกตัวเองว่าให้อดทน 

หลังจากได้เป็นเมียของตะวัน อย่างแรกที่เธอจะทำคือส่งแม่ผัวไปโรงพยาบาลบ้า 

“คุณป้า... ทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้คะ” 

นารากัดริมฝีปากล่าง น้ำตาคลอ ตัวของเธอสั่นเทาราวกับกำลังจะแตกสลาย 

“คุณป้าก็รู้ดีว่าเราสองคนรักกันมานานขนาดไหน ถึงตะวันจะแต่งงานไปแล้ว ถึงจะไม่ได้เป็นภรรยาเขา แต่นาราก็แค่อยากจะยังมีตะวันอยู่ในชีวิต มันผิดมากเหรอคะ แค่อยากจะได้เจอกับเขาบ้าง.....” 

คำพูดของนารานั้นน่าสงสารเสียจนพี่เลี้ยงต้องหลั่งน้ำตาออกมา 

แต่มันกลับไม่ได้ผลกับคุณลลิลแม้แต่นิดเดียว  

เธอยังคงมองนาราที่ร้องไห้ด้วยสีหน้าเย็นชา ถ้าเธอปล่อยให้นาราเข้ามาพักในบ้านตะวัน  

คนที่จะกระเด็นออกจากบ้านอาจจะกลายเป็นลูกสะใภ้กับหลานเธอเสียเอง... 

ที่เธอตามมาดูถึงโรงพยาบาลนี่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง แต่เพราะอยากจะพูดกับนาราให้ชัดเจน 

ถ้าที่ผ่านมาลูกชายเธอยังไม่ได้ตัดขาดให้ชัดเจน วันนี้เธอก็จะทำมันด้วยตัวเอง 

“กลับบ้านไปซะและพยายามอย่าติดต่อกับตะวันอีก” 

ได้ยินแค่นั้น นาราก็ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮออกมา นั่นทำเอาพี่เลี้ยงต้องก้าวเข้ามาแทรกระหว่างเธอกับคุณลลิล 

“พอเถอะค่ะคุณ เธอป่วยอยู่นะคะ อย่าใจร้ายนักเลย” 

“อย่าว่าคุณป้าเลยค่ะ” นารารีบยกมือที่ปิดหน้าออก แล้วรีบหันไปห้ามพี่เลี้ยง 

คุณลลิลปรายตามองหน้าของนารา น่าแปลกที่บนใบหน้าของเธอมีน้ำตาน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับเสียงร้องไห้ที่ดังขนาดนั้น 

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ลูกชายของเธอไม่เคยสังเกตเห็นความปลอมเปลือกของนาราเลยเหรอ? 

หลังจากหมอเข้ามาบอกว่านาราไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่อ่อนเพลียจนเป็นลมไป หลังจากให้น้ำเกลือเสร็จก็กลับบ้านได้ คุณลลิลก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้พี่เลี้ยงประคองนารากลับโรงแรมไป  

 

หลังจากได้รับสายจากกรุงเทพ ใจของคุณบุหงาแทบร้อนเป็นไฟ  

ลูกสาวเธอถูกแม่ของตะวันไล่ออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา แถมยังปล่อยให้นารายืนเกาะรั้วร้องไห้จนเป็นลมล้มลง ถ้าไม่ถูกสามีเอาธุระอย่างอื่นมารั้งเอาไว้ เธอก็คงไปกรุงเทพพร้อมกับลูกสาวแล้ว 

เธอปล่อยให้ลูกไปกับพี่เลี้ยงแค่คนเดียวเพราะเชื่อใจว่าตะวันจะดูแลนาราเป็นอย่างดี 

แต่กลับกลายเป็นอย่างนี้ได้ยังไง? 

“คุณจะทำอะไร?” 

“ฉันจะไปหาลูก” เธอก้มหน้าก้มตาจัดกระเป๋าโดยไม่หันไปสนใจสามีที่ยืนมองอยู่ด้วยซ้ำ 

“ไปทำไม? ก็บอกให้เธอกลับมาแทนสิ” 

“แค่ปล่อยให้ลูกบินไปคนเดียว ฉันก็รู้สึกผิดมากแล้ว นี่ยังจะให้ลูกบินกลับมาเองอีกเหรอ คิดถึงสุขภาพของนาราบ้างสิ” 

“ก็เด็กนั่นอยากจะแล่นไปหาผู้ชายเองนี่นา แล้วคุณจะมาห่วงทำไม นาราน่ะสามสิบกว่าแล้วนะ ไม่ใช่สามขวบ” 

“จะสามสิบหรือสามขวบ ลูกก็ยังเป็นลูกอยู่ดี ฉันทิ้งลูกไม่ได้หรอก” 

“ทิ้งไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ตั้งแต่รับเด็กนั่นเข้ามา คุณก็หมกมุ่นอยู่แต่กับเธอจนละเลยลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง แล้วยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอ” 

ถูกสามีตอกกลับตรงๆ แบบนี้คุณบุหงาก็พูดอะไรไม่ออก ใช่ว่าเธอไม่รู้ แต่เธอไม่มีทางเลือก ลูกชายสองคนยังมีพ่อ มีพี่เลี้ยงคอยช่วยดูแล แต่ลูกสาวถ้าไม่มีเธอคอยอยู่เคียงข้าง นาราก็คงจะตายไปแล้ว 

เธอพยายามทำเป็นไม่สนใจคำพูดของสามีแล้วรีบเก็บข้าวของต่อ  

“ผมพูดขนาดนี้แล้ว คุณยังจะไปอีกเหรอ?” 

“แล้วจะไม่ให้ฉันไปช่วยลูกเหรอ?” 

“ช่วยอะไร ตะวันเขาแต่งงานไปกับผู้หญิงคนอื่นแล้ว ลูกก็กำลังจะมีด้วยกันแล้ว คุณควรจะบอกนาราให้ตัดใจสิ ไม่ใช่แล่นไปแย่งผัวชาวบ้านแบบนั้น” 

“แย่งอะไร ลูกฉันมาก่อน ตะวันสัญญาว่าจะหย่ากับผู้หญิงคนนั้น แล้วมาแต่งกับนารา” 

“หย่าบ้า หย่าบออะไร จะไปทำลายครอบครัวเขาได้ยังไง ผมก็ไม่หวังว่าเด็กนั่นจะคิดได้ แต่ไม่คิดว่าคุณจะบ้าตามไปด้วยนี่สิ” 

“เด็กนั่น....อย่างนั้นเหรอ? ทำไมเรียกเธอแบบนั้น นาราเป็นลูกเรานะ” คุณบุหงาน้ำตาคลอ ท่าทีเย็นชาของสามีที่มีต่อนารานั้นใช่ว่าเธอไม่เห็น แต่พยายามไม่แสดงออกเพราะไม่อยากให้ครอบครัวมีปัญหา แต่วันนี้เธอทนไม่ไหวแล้ว  

ที่ผ่านมาเขาเมินเฉยไม่สนใจความเป็นไปของลูกสาว แล้ววันนี้ถึงขั้นมาห้ามไม่ให้เธอไปหานาราอีก.... 

“ฉันไม่เคยพูดเลยนะ แต่หลายปีมานี้ สิ่งที่คุณทำกับนารา มันไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ แกน่าสงสารขนาดนี้ ทำไมถึงไม่คิดจะสงสารกันบ้าง” 

“สงสารอย่างนั้นเหรอ เด็กนั่นป่วยหมดค่ารักษาไปตั้งเท่าไหร่ ผมไม่เคยบ่นสักคำ แต่แทนที่จะพยายามรักษาตัวเองให้แข็งแรง เด็กนั่นเอาแต่ยึดติดกับตะวันเหมือนปลิง กินยา หาหมอ ผ่าตัด ถ้าตะวันไม่สนใจก็จะไม่ยอมทำ คิดว่าผมไม่รู้เหรอว่านารามันร้ายขนาดไหน?” 

คุณบุหงาพูดอะไรไม่ออกเพราะรู้ว่าสามีพูดถูก แต่จะโทษนาราก็ไม่ถูก ลูกสาวเธอรักตะวัน จะทำยังไงได้.... 

“ก็พวกเขารักกัน อีกหน่อยเขาก็จะแต่งงานกันแล้ว คุณอดทนหน่อยไม่ได้เหรอ?” 

“ไม่ได้แต่งหรอก ใครจะอยากแต่งกับผู้หญิงน่ารำคาญแบบนารา คุณเองก็เลิกบ้าเสียที” เสียงตวาดของสามี ทำเอาเธอผงะถอยไป  

เขาเกลียดนาราขนาดนี้เลยเหรอ........ 

“ฉันไม่ได้บ้า ฉันรักลูก”  

“ไม่ใช่...ตอนแรกที่รับเธอมา คุณอาจจะคิดว่านาราเป็นลูก แต่พอเด็กนั่นโตขึ้น คุณกลับเห็นเธอเป็นตัวแทนน้องสาวที่ตายไป ที่คุณทำทุกอย่างให้นาราไม่ใช่เพราะรักหรอก แต่เพราะคุณรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยน้องสาวไว้ต่างหาก” 

เมื่อความเจ็บปวดในอดีตที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้ถูกขุดขึ้นมา คุณบุหงาก็รับไม่ไหว เธอลงไปนั่งกับพื้นห้อง แล้วร้องไห้ออกมา 

น้องสาวของเธอ...เด็กน้อยที่น่าสงสาร 

ถ้าหากเธอยื่นมือเข้าไปช่วย ราตรี....ก็คงจะไม่ต้องจากไปแบบนั้น 

ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ.....และเพราะอย่างนั้น...เธอยิ่งต้องช่วยนารา นาราจะต้องสมหวัง 

 

 

 

อัยย์มองอิงอิงที่เอาคอมพิวเตอร์มานั่งทำงานในห้องเธอ  

อิงอิงกับลูน่าผลัดกันเฝ้าเธอไว้ตลอดเวลา ส่วนซันก็โทรเข้ามาเช็กบ่อยๆ จนเธอเริ่มรู้สึกเกรงใจที่ทุกคนต้องคอยมาดูแล  

“กลับไปทำงานก็ได้นะ จะปิดกล้องอยู่แล้ว เธอไม่ควรมาหมกตัวอยู่ที่นี่” 

“ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่” 

“ที่พวกเธอทำแบบนี้ มันมีอะไรมากกว่าการอยากดูแลฉันหรือเปล่า?” 

อิงอิงนิ่งไป....เพราะอัยย์เดาได้ตรงใจ ที่ทุกคนทำแบบนี้เพราะกังวลว่าจะมีคนเข้ามาทำร้ายเธออีก และนอกเหนือไปจากนั้น ผู้หญิงอีกคนของตะวันก็ยังมาที่นี่อีกด้วย 

“ความปลอดภัยของเธอต้องมาเป็นอันดับแรกอัยย์ นั่นคือเหตุผลที่ฉันอยู่ที่นี่” 

คำพูดของอิงอิงทำให้อัยย์คิดถึงเรื่องที่ถูกลักพาตัว เธอคิดว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป  

อะไรบางอย่างที่เธอเผลอหลงลืม..... 

แต่คิดคนเดียว คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก....คงต้องมีคนช่วยคิด 

“อิงอิง...ลูน่าจะมาเมื่อไหร่เหรอ?” 

อิงอิงหันไปมองเวลาแล้วหันไปมองหน้าเพื่อน “บอกว่าเย็นๆ จะมา น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ มีอะไรหรือเปล่า?” 

“มีเรื่องจะถามลูน่านิดหน่อย” 

ระหว่างที่รอลูน่ามา อัยย์ก็พยายามทบทวนเรื่องราวในคืนนั้น เธอจำได้ว่าได้ยินบางอย่างจากคนร้ายแต่มันก็รางเลือนเหลือเกิน  

“ลูน่ามาแล้ว”  

“มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงที่ดูตื่นเต้นของอิงอิงทำให้ลูน่าที่เพิ่งเดินเข้ามาสับสนไปเล็กน้อย 

“อัยย์บอกว่ามีเรื่องจะถามเธอน่ะ” 

ลูน่าเดินไปหาอัยย์ที่ตอนนี้ลุกจากเตียงแล้วมานั่งที่โซฟากับอิงอิง 

“เรื่องอะไรเหรอ?” 

“คืนนั้น....คืนที่เราถูกจับตัวไป เธอจำอะไรได้บ้างไหม?” 

ลูน่าเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วมองไกลออกไป เธอพยายามนึกถึงเรื่องราวน่ากลัวที่เพิ่งผ่านพ้นมา 

“ฉันจำได้ว่าเราฟื้นมา เราถูกมัดไว้ ถึงไม่ถูกปิดตา เราก็มองไม่เห็นอะไรเลยเพราะมันมีบางอย่างคลุมเราไว้อีกทีหนึ่ง อย่างแรกที่ฉันรู้สึกคือเสียใจ ถ้าฉันไม่พาเธอออกมาที่ลับตาคน เราก็คงไม่ถูกจับ” 

“เรื่องนั้นอย่าคิดมากเลย คนร้ายมันคอยมองหาโอกาสอยู่แล้ว ถึงไม่ใช่ตอนนั้น มันก็หาจังหวะจนได้แหล่ะ” 

“แต่ถ้าฉันไม่พาเธอออกไปตรงนั้น มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้” 

“เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว แล้วช่วยฉันนึกก่อนว่าคืนนั้น คนร้ายพูดอะไรกัน ฉันจำได้แค่ว่า มันพูดว่าจะหนี” 

“ใช่...” ทันทีที่จำได้ลูน่าก็ทำตาโต เธอหลับตาแล้วพยายามคิดถึงสิ่งที่ได้ยินคืนนั้นอีกครั้ง 

“พวกมันบอกว่าจะหนี มันจะส่งเราให้ใครอีกคน เสร็จแล้วจะหนี หนีไปจีน” 

อิงอิงที่เพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก หันมามองสองคนด้วยสีหน้าแปลกใจ  

“นี่พวกเธอไม่ได้สลบไปเหรอ?” 

“สลบแต่เราฟื้นขึ้นมากลางทาง ลูน่าเตือนฉันว่าไม่ให้พูดอะไร เราเลยเงียบไว้ แต่ฉันเพิ่งมานึกได้ว่าคืนนั้นเราได้ยินบางอย่างจากคนร้าย แต่ฉันจำไม่ค่อยได้ เลยอยากจะคุยกับลูน่า เผื่อว่าเธอจะจำอะไรได้บ้าง” 

“อย่างนี้ก็พอมีทางหาตัวคนบงการแล้วสิ?” อิงอิงขยับนั่งตัวตรงและดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยได้ยินสองคนนี้พูดถึงมาก่อน ถ้าจับตัวคนบงการได้ อัยย์กับลูน่าก็คงจะไม่ต้องมานั่งระแวงแบบนี้ 

ลูน่าทำปากขมุบขมิบ เธอจำได้ว่าได้ยินชื่อของใครสักคนถูกเปล่งออกมา แต่เหมือนติดอยู่ที่ปาก...นึกไม่ออกสักที 

“ทรง...สง....ซ่ง..........ซ้ง” ลูน่าตะโกนชื่อสุดท้ายออกมา ใช่แล้วเธอได้ยินคนพูดว่าซ้ง 

อัยย์ที่นั่งฟังอยู่ก็สะดุ้งทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เหมือนกล่องแพนโดร่าที่ปิดอยู่ถูกเปิดออก  

ชื่อซ้ง..ทำให้เธอนึกถึงอีกคำที่คนร้ายพูดเอาไว้ 

“เพียงบุปผา พวกมันพูดถึงเพียงบุปผา” 

.............. 

 

 

………………………………………………………….. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว