email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 ย้ายที่นั่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ย้ายที่นั่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2564 02:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ย้ายที่นั่ง
แบบอักษร

ตอนที่ 11

โดยแยมขนมปัง

 

 

 

 

#FHANDEE

ผมบิดตัวไปมา รู้สึกปวดเมื่อยระบมไปทั้งตัว โดยเฉพาะบั้นท้ายที่แค่ผมจะนั่ง ลุกยืนหรือก้าวเดินมันก็เจ็บเสียดช่องทางไปหมด แม้ครั้งนี้มันจะไม่ได้เจ็บหนักเหมือนครั้งแรกที่ผมถึงกับนอนซมล้มป่วย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บซะเลยทีเดียว ผมแทบไม่มีแรงจะก้าวเดิน อ่อนเพลียไปทั้งตัว หากวันนี้เป็นวันหยุดก็คงจะดี ผมจะได้นอนหลับเป็นตายไปเลย

ผมไม่อยากตื่นมารับรู้ความเป็นจริงที่เลวร้ายเลยสักนิด...

สุดท้ายทะเลก็ขืนใจผมอีกจนได้ ผมโคตรรู้สึกแย่กับร่างกายของตัวเอง ไม่ชอบที่เขามาสัมผัสร่างกายของผมแบบนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนไร้ค่าโดยสมบูรณ์แบบ และที่สำคัญ ผมยังรู้สึกอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ที่ตัวเองดันปล่อยน้ำแปลก ๆ ออกมาจากตรงนั้นทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อน

แค่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนน้ำตามันก็ซึมเอ่อขึ้นมา ในใจผมวูบโหวงและเจ็บหน่วง ๆ แน่นหน้าอกไปหมด ไม่อยากออกจากบ้าน ไม่อยากออกไปเจอหน้าใครเลย โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้น แต่ตราบใดที่เรายังอยู่โรงเรียนเดียวกัน เรียนห้องเดียวกัน และเป็นเพื่อนบ้านกัน ผมคงไม่สามารถหนีเขาพ้นจริง ๆ

กึก

ในขณะที่ผมกำลังตัดพ้อกับตัวเองอยู่ สายตาของผมก็เหลือบเห็นรอยบางอย่างใกล้ซอกคอของผม รอยจ้ำแดงที่ไม่ต้องให้เดาผมก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคือรอยอะไร ผมกัดริมฝีปากแน่น เอามือถูขยี้หวังให้รอยน่าเกียจนี้หายไป แต่เหมือนมันกลับยิ่งแดงขึ้นกว่าเดิม หากไปโรงเรียนทั้งแบบนี้ อาจมีคนสังเกตเห็นก็ได้ หรือผมควรขาดเรียนดีนะ

 

"พรุ่งนี้ห้ามขาดเรียนเด็ดขาด ถ้ากูไม่เจอมึงที่โรงเรียน กูจะมาหามึงถึงบ้านเลยคอยดู เข้าใจไหม"

 

ไม่ได้สิ ผมขาดเรียนไม่ได้...

ผมประคองตัวเองเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ใช้สายตาหาเสื้อแขนยาวที่คอปกเสื้อพอจะปิดบังรอยที่คอผมได้บ้าง แล้วสายตาของผมก็ไปสะดุดกับเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าตัวโคร่ง เท่าที่ผมจำได้ผมไม่มีเสื้อแบบนี้นี่ แต่จะว่าไปก็คุ้น ๆ เหมือนกันแฮะ เหมือนผมจะเคยเอามาใส่ แต่ใส่ตอนไหนล่ะ

ช่างมันเถอะ นึกไปก็เสียเวลาในเมื่อมันอยู่ในตู้ของผม ผมก็ขอเอามาใส่ไปโรงเรียนแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน ผมหยิบเสื้อตัวนั้นออกมาจากตู้แล้วสวมทับชุดพละ วันนี้มีเรียนวิชาพลศึกษา ผมเลยต้องใส่ชุดนี้ ผมหยิบกระเป๋านักเรียนก่อนจะเดินลงมาด้านล่าง กลิ่นหอมของอาหารเช้าที่แม่เตรียมไว้ลอยเข้ามาเตะจมูกของผมทันที

"แม่ หอมจะ..." ผมไม่ทันได้พูดกับแม่ สายตาก็หันไปเห็นชายร่างสูงเสียก่อน "พี่ท้องฟ้า..." ผมเรียกชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ตอนนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร พี่ท้องฟ้าหันมาส่งยิ้มให้ผม ก่อนที่พี่เขาจะดูชะงักไปนิด ทำไมพี่เขาถึงมองเสื้อที่ผมใส่แบบนั้นล่ะ

"แม่ชวนท้องฟ้าเข้ามาทานข้าวเองน่ะ เห็นยืนรอลูกที่หน้าบ้านตั้งนาน" ผมเลิกคิ้วขึ้นหันมองพี่ท้องฟ้า

"นี่ยังไม่ถึงเจ็ดโมงสิบห้าเลยนี่ครับ"

"พอดีวันนี้พี่ตื่นเร็วกว่าปกติน่ะ เลยออกมานั่งรอฝันดีที่หน้าบ้านพลาง ๆ"

"แล้วทำไมไม่โทรมาบอกฝันล่ะครับ ฝันจะได้รีบ พี่จะได้ไม่เสียเวลามานั่งรอฝันด้วย"

"ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าพี่โชคดีได้มากินข้าวฝีมือน้าจิตราแล้วกัน" พี่ท้องฟ้าพูดบอกยิ้ม ๆ ผมจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่เขาเบา ๆ ไม่กล้าทิ้งน้ำหนักก้นมาก

"ฝันดี ทำไมตาบวมแบบนั้นล่ะลูก" แม่พูดด้วยน้ำเสียงตกใจ เมื่อในจังหวะที่ท่านกำลังวางชามข้าวต้มตรงหน้าผม สายตาของท่านก็คงหันมาเห็นเบ้าตาของผมที่ตอนนี้มันบวมแดง "แล้วนี่อะไร" แม่ถามพร้อมจับมือข้างขวาของผม "นี่มันรอยกัดนี่ ลูกกัดกัดมือตัวเองทำไม"

ผมชะงัก

"อะ...เอ่อ...พะ...พอดีเมื่อคืนฝัน...ฝันร้ายน่ะครับ เลยร้องไห้แล้วเผลอกัดมือตะ...ตัวเอง"

"โธ่ลูก จะฝันร้ายอะไรขนาดนั้น ดูสิ มือเป็นแผลหมดเลย" แม่พูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนจะเดินไปหยิบพลาสเตอร์มาติดทับรอยเขี้ยวฟันบนมือของผม

ผมเม้มริมฝีปากแน่น เจ็บหน่วง ๆ ในใจ ยิ่งแม่ห่วงใยผมมากแบบนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดที่โกหกท่าน แต่หากจะให้ผมพูดความจริงมันก็ยากเกินกว่าจะพูดไป

"เจ็บไหมลูก"

ผมส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มจาง ๆ

"ไม่ครับ...แม่เตรียมตัวไปทำงานเถอะครับ ฝันไม่เป็นอะไรมาก"

"อืม ๆ งั้นแม่ขึ้นไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน ทานเสร็จก็ตั้งไว้เลยนะ รีบไปโรงเรียน เดี๋ยวแม่จัดการเอง"

"ครับ" ผมรีบตอบรับ แม่เข้ามาหอมแก้มผม ก่อนที่ท่านจะเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน

เฮ้อ...

ผมถอนหายใจแผ่ว ขอโทษนะครับแม่ ฝันเป็นลูกชายที่ไม่ดีเลย

"ฝันเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมสีหน้าไม่ดีเลย" ผมชะงักนิ่ง หันไปมองชายตรงหน้า เกือบลืมไปแล้วว่าพี่ท้องฟ้านั่งอยู่ด้วย "เมื่อคืนคงฝันร้ายมากเลยสินะ"

"อะ...เอ่อ ครับ"

"ฝันร้ายจะกลายเป็นดี อย่าคิดมากนะ"

ผมยิ้มรับนิด ๆ เราไม่ได้พุดอะไรกันต่อ ต่างฝ่ายต่างทานข้าว ใช้เวลาไม่นานผมกับพี่ท้องฟ้าก็ท่านข้าวเสร็จ ผมจัดแจ้งเก็บจานชามไปไว้ในอ่างล้างจาน ก่อนจะเดินนำพี่ท้องฟ้าออกมาที่รถมอเตอร์ไซค์ของพี่เขาที่จอดอยู่หน้าบ้านผม

"ฝันดี ทำไมเราเดินแปลก ๆ แบบนั้นล่ะ"

กึก

ผมชะงักใจเต้นตุบ ๆ กับคำถามของพี่ท้องฟ้า ขนาดพี่เขายังสังเกตเห็นเลย แล้ววันนี้ผมจะใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนได้ยังไง โดยที่ไม่ให้ใครจับพิรุธท่าเดินของผมได้

"คะ...คือ..."

"ถ้าเราไม่ลำบากใจ ฝันดีมีอะไรบอกพี่ได้ทุกเรื่องเลยนะ" ถ้อยคำที่แฝงความหวงใยของพี่ท้องฟ้า มันทำให้ผมรู้สึกผิดต่อพี่เขาอีกคนที่ผมเอาแต่พูดโกหก และที่สำคัญ...ตอนนี้ผมไม่ได้ใสสะอาดเหมือนอย่างที่พี่เขาคิดอีกแล้ว

"ฝันแค่...ล้มในห้องน้ำน่ะครับ"

"แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า"

ผมส่ายหน้าช้า ๆ ผมไม่อยากพูดโกหกพี่ท้องฟ้าไปมากกว่านี้แล้ว

"แล้วนี่เราจะนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ได้หรือเปล่า"

"อะ...เอ่อ..." จริงด้วย ถ้าผมนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ มีหวังช่องทางของผมที่ยังไม่หายดีคง...

"งั้นฝันดีนั่งหันข้างก็ได้ ไม่ต้องคร่อมรถ แต่ต้องจับพี่ไว้ดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวตก"

ผมพยักหน้ารับ แล้วทำตามที่พี่ท้องฟ้าบอก พี่ท้องฟ้าใจดีและเข้าใจผมเสมอ ต่างจากน้องชายของเขาโดยสิ้นเชิง ถ้าวันหนึ่งพี่ท้องฟ้ารู้เรื่องผมกับทะเล พี่เขา...จะรังเกียจผมไหมนะ

------------

"เฮ้อ...รายงานของครูสินชัยกำหนดส่งวันศุกร์หน้า แล้วจะเอาเวลาไหนไปทำเนี่ย!! การบ้านวิชาอื่นก็เยอะ" มะนาวพูดบ่น

"จริง แถมกูต้องคู่กับไอ้โบว์ด้วย พาคนขี้เกียจมาอยู่ด้วยกันแล้วใครจะทำงานนน" ตุ๊กตาโอดครวญขึ้นอีกคน

"นี่ไอ้ตุ๊กตา กูออกจะขยันตั้งใจเรียน" โบว์พูดโวยขึ้นไม่จริงจังนัก

"งั้นมึงเอาไปทำไหมล่ะ"

"เรื่องอะไร งานคู่ก็ต้องทำด้วยกันดิ"

เพื่อน ๆ ของผมต่างพูดบ่นบ้าง เถียงกันไปบ้างตลอดทางที่เดินขึ้นตึกหลังจากที่เลิกแถว ส่วนผมก็ทำเพียงรับฟังสิ่งที่เพื่อนบ่น แม้จะไม่ค่อยจับใจความได้นัก เพราะตอนนี้สมาธิของผมมันจดจ่อกับการก้าวเดินของตัวเองที่พยายามเดินให้ดูเป็นปกติมากที่สุด

"ฝันดีโชคดีอะ ได้คู่กับคนที่เก่งที่สุดในห้องอย่างเปเปอร์ไม่ต้องเครียดเลย งื้ออ ฉันอิจฉาาา" มะนาวมุ่ยหน้าลากเสียงพูด ผมเพียงยิ้มจาง ๆ ไม่ได้พูดตอบอะไร ใครบอกว่าผมไม่เครียดกันล่ะ แค่คิดถึงเรื่องที่เปเปอร์เข้าไปเห็นผมกับทะเลในห้องน้ำเมื่อวาน ผมก็ไม่กล้าเข้าไปพูดกับเขาแล้ว

"ฝันดี เสื้อแจ็กเก็ตสวยดีนะ เราลืมทักเลยอะ" จินที่เดินอยู่ข้างผมพูดขึ้น

"เออ แกคิดไงใส่เสื้อแขนยาวมาเนี่ย อากาศร้อนจะตาย แถมเสื้อก็ดูตัวใหญ่เทอะทะไม่เห็นจะพอดีกับแกเลย" มะนาวหยุดเดินแล้วหันมาถามผม ทำเอาคนอื่น ๆ ในกลุ่มหันมาสนใจผมเช่นกัน

"อะ...เอ่อ...คือเรายังไม่ค่อยหายป่วยน่ะ รู้สึกหนาว ๆ เลยใส่เสื้อแขนยาวมา"

"อ๋อ เอาจริงลาป่วยก็ได้นี่"

"ไม่ดีกว่า เราขี้เกียจมาตามงานทีหลัง"

"แต่จะว่าไป เสื้อที่แกใส่ก็ดูคุ้น ๆ เหมือนกันนะ เหมือนฉันเคยเห็นใครซักคนในห้องเราใส่เลย" มะนาวพูดพลางทำสีหน้านึกคิด

"จริง กูก็ว่าคุ้นมาก" ตุ๊กตาทักขึ้นอีกคน

"มันคงมีขายเยอะมั้ง คนอื่นอาจจะซื้อใส่เหมือนเราก็ได้" ผมพูดอย่างไม่คิดอะไร ยังไงมันก็แค่เสื้อแจ็กเก็ตตัวหนึ่ง จะมีใครใส่แบบเดียวกับผมก็คงไม่แปลก

"อืม นั่นน่ะสิเนอะ" มะนาวพูดรับ

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ไม่มีใครถามอะไรผมต่อ แค่การที่ผมต้องฝืนเดินให้เป็นปกติผมก็เหนื่อยมากแล้ว อย่าให้ผมต้องมาพะวงกับรอยที่คอเพิ่มเลย

พวกเราเดินคุยยิ้มหัวเราะกันมาจนถึงห้องเรียน แต่แล้วพวกเราก็ต้องชะงักยิ้ม เสียงหัวเราะพลันหายไปในพริบตาที่เดินเข้ามาในห้องเรียน โดยเฉพาะผมที่นิ่งค้างตัวแข็ง เมื่อดันไปสบสายตากับหัวหน้าตัวร้ายประจำห้องที่ยกยิ้มมุมปากมองผม แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งผมทั้งเพื่อนชะงักไม่ใช่สายตาของทะเล แต่เพราะตอนนี้บีกันนั่งอยู่ที่โต๊ะของผม

"บีกัน...ทำไมนายมานั่งที่ของฝันดีล่ะ" ตุ๊กตาเป็นคนเอ่ยถามให้

"พอดีฉันอยากนั่งตรงนี้น่ะ เธอมีปัญหาอะไรปะ" บีกันตอบกวน ทำเอาตุ๊กตาหน้าตึง

"ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่นี่มันที่นั่งของฝันดีนะ ถ้านายมานั่งตรงนี้ แล้วฝันมันจะไปนั่งตรงไหน"

"ก็ตรงนี้ไง" คนเอ่ยตอบไม่ใช่บีกัน แต่กลับเป็นทะเลที่ตอนนี้เปลี่ยนมานั่งหลังบีกัน ทำให้ที่นั่งริมหน้าต่างห้องเรียนข้างเขาว่างเว้น "มึงมานั่งข้างกูนี่มา มันว่างอยู่พอดี"

ผมเม้มปาก กำชายเสื้อแจ็กแก็ตอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กับถ้อยคำที่แฝงบังคับของทะเล ครั้นผมจะพูดปฏิเสธแต่ทะเลก็ส่งสายตามองขู่จนผมต้องเบี่ยงหน้าหลบ

"จะให้ฝันดีไปนั่งตรงนั้นได้ไง" มะนาวพูดขึ้นอีกคน ผมแทบน้ำตาไหลซึ้งใจที่เพื่อน ๆ พยายามปกป้องผม ทั้งที่พวกเขาเองก็กลัวกลุ่มของทะเลเหมือนกัน

"โธ่นั่ง ๆ ไปเถอะฝันดี อย่าให้ไอ้ทะเลมันโมโหเลย" มอสที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พูดขึ้นยิ้ม ๆ

"ให้ฝันดีตัดสินใจดีกว่า ว่าจะนั่งข้างกูหรือเปล่า" คราวนี้เป็นทะเลที่พูดขึ้นอีกครั้ง เขาพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ เหมือนรู้ว่าผมจะต้องตอบอะไร

"ฝันดี..." ผมหันไปมองโบว์ เธอก็ส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามผม

ขอบใจและขอโทษด้วยนะเพื่อน...

แต่ทางเลือกที่ทะเลมีให้ มันไม่มีทางเลือกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...

"เดี๋ยวเรานั่งข้างทะเลก็ได้ ไม่เป็นไร" ผมพูดเสียงอ่อนด้วยรอยยิ้มเจือจางส่งให้เพื่อน ผมรู้ว่าพวกเธอคงรู้สึกโกรธและขัดใจแทนผม แต่พวกเธอก็ไม่พูดอะไร เพราะคงจะเข้าใจผมเหมือนกัน

"อะนักเรียน นั่งประจำที่ได้แล้ว ถึงเวลาโฮมรูมแล้วนะ" ครูประจำชั้นเดินเข้ามาในห้อง ทำให้เพื่อน ๆ ของผมต้องกลับไปนั่งที่ของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่พวกเธอก็หันมามองผมด้วยสายตาเป็นห่วง

"จะยืนอีกนานไหม" ทะเลพูดขึ้นเสียงเรียบ ผมเม้มปากแล้วเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ เขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

การโฮมรูมในคาบแรกผ่านไปโดยที่ผมแทบไม่มีกะจิตกะใจที่จะฟังสิ่งที่ครูพูดอยู่หน้าห้อง เพราะสายตาของทะเลที่เอาแต่นั่งจ้องผมตลอดเวลา จนผมตัวเกร็งทำตัวไม่ถูก ทำไมผมถึงรู้น่ะเหรอ ก็เวลาที่ผมชำเลืองมองเขา เราก็จะสบตากันทุกครั้ง ผมเลยต้องก้มหน้าหนี

เฮือก

ผมสะดุ้งเฮือกถอยตัวหลบด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ ทะเลก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม

"กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่าเป็นเมียกู ถึงได้ใส่เสื้อกูมาเป็นหลักฐานแบบนี้" ทะเลกระซิบพูดบอกผมเบา ๆ ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

"สะ...เสื้ออะไร หมายความว่าไง" ผมถามเพราะไม่รู้จริง ๆ แต่อีกฝ่ายกลับยกยิ้มมุมปาก

"โชว์โง่อีกแล้วนะมึง ก็เสื้อแจ็กเก็ตที่มึงใส่อยู่เนี่ยมันของกู"

หืม?

"ละ...แล้วมันจะเป็นเสื้อของทะเลได้ไง กะ...ก็มันอยู่ในตู้เรา"

"หึหึ เมื่อคืนโดนกูเอาจนสมองเสื่อมเลยเรอะ..."

พรึ่บ!

ผมยกมือขึ้นไปปิดปากของทะเลอย่างรวดเร็วอย่างตื่นตระหนก เหตุเพราะกลัวว่าจะมีใครได้ยินสิ่งที่ทะเลพูด

"มึงทำบ้าอะไรของมึง" ทะเลกดเสียงต่ำมองผมด้วยสายตาแข็งกร้าว ผมชะงักเมื่อได้สติ รีบเอามือออกจากปากของทะเลทันที

"ขะ...ขอโทษ ตะ...แต่ทะเลยะ...อย่าพูดเรื่องนั้นได้ไหม" ผมพูดเสียงแผ่ว ไม่รู้ทำไมเวลาโดนทะเลดุ ผมจะรู้สึกกลัวทุกครั้ง

"กูก็แค่จะบอกว่าเสื้อตัวนี้มันเสื้อกู กูปักชื่อกูไว้ตรงชายเสื้อด้วย ตัวนี้กูสั่งทำพิเศษ" ผมจับพลิกชายเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาดูทันที

THALAY.

จริงด้วย แล้วทำไมเสื้อตัวนี้ถึงมาอยู่กับผะ...

กึก!

จู่ ๆ ภาพเหตุการณ์ความเจ็บปวดของผมในครั้งแรกมันก็ฉายวาบเข้ามาในหัว ด้วยเพราะวันนั้นเสื้อนักเรียนของผมกระดุมมันขาดหลุดลุ่ยจนไม่สามารถเอากลับมาใส่ได้ ทะเลเลยเอาเสื้อตัวนี้ให้ผมใส่

"ทำหน้าเอ๋อแบบนี้ นึกออกแล้วล่ะสิ นี่มึงเอาเสื้อกูไปสองตัวแล้วนะ" ผมไม่พูดตอบอะไร เพราะไม่มีอะไรให้เถียง "ไหน ๆ มึงก็ใส่มาแล้ว เอาคืนกูมาเลย" ผมตาเบิกกว้างเมื่อทะเลจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่ผมใส่อยู่

"ดะ...เดี๋ยวเราเอาไปซักก่อน แล้วจะคืนให้" ผมพยายามหาข้ออ้าง ถ้าผมถอดเสื้อตัวนี้ มีหวังรอยที่คอของผมได้ออกมาทักทายเพื่อน ๆ ในห้องแน่

"กูเอาไปซักเอง ขืนรอมึงซักชาตินี้กูคงไม่ได้เสื้อตัวนี้คืนเหมือนเสื้อยืดตัวก่อนอีก" ทะเลจะดึงเสื้อที่ผมใส่อยู่ท่าเดียว

"งะ...งั้นเราขอยืมใส่วันเดียว เดี๋ยวกลับบ้านจะถอดคืนให้" ผมยื้อฉุดเสื้อสุดแรง ไม่ยอมคืนทะเลง่าย ๆ

"ไอ้ฝันเปียก มึงกล้าขัดกูเหรอ อยากตายหรือไง" ทะเลพูดเสียงเข้มขึ้นเหมือนเขาจะเริ่มหงุดหงิดแล้ว

"ปะ...เปล่า ตะ...แต่เราขอยืมวันเดียว"

"กูไม่ให้!"

"ก็ขอยืมแค่วันเดียว!"

ปึง!!

ผมสะดุ้งโหยงตกใจหันไปมองหน้าชั้นเรียนพร้อมกับทะเล เมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงทุบโต๊ะดังลั่น แต่แล้วผมก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าสายตาของเพื่อน ๆ ในห้องรวมไปถึงครูประจำวิชาต่างพากันหันมามองทางผมกับทะเล จะมีก็แต่เพื่อนของทะเลที่นั่งยิ้มอย่างกับชอบใจ

"เหนือสมุทร...เขมนันท์ ถ้าเธอสองคนจะไม่ตั้งใจเรียนครูไม่ว่าหรอกนะ แต่การที่ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเพื่อนคนอื่นที่ตั้งใจ มันจะไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ" ครูประจำวิชาพูดดุเสียงเข้ม ทำเอาผมนั่งหงอยตัวหดเหลือเพียงคืบ

"อะ...เอ่อ ขอโทษครับคุณครู ขอโทษนะทุกคน" ผมพูดบอกเสียงอ่อน ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ต่างจากคู่กรณีของผมที่นั่งกอดอกนิ่งเฉย ไม่ได้สนใจที่ครูพูดตักเตือนเลยแม้แต่น้อย

"ถ้าเธอสองคนคุยกันเสียงดังอีก ครูจะเชิญพวกเธอออกไปนอกห้อง เข้าใจนะ"

"ครับ..." ผมตอบรับ ครูท่านก็หันไปสอนต่อ แต่ก็ยังมีสายตาของเพื่อนบางคนในห้องที่ยังหันมามองผมกับทะเลด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ บางคนถึงกับหันไปซุบซิบกัน นั่นทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ผมไม่ชอบเป็นเป้าสายตาคนอื่น

"คืนเสื้อกูมาก็จบ" ทะเลพูดพึมพำ แต่คงตั้งใจให้ผมได้ยิน

"คะ...คือตอนนี้เรายังคืนไม่ได้" ผมก้มหน้าพูดเสียงเบาเท่าที่จะเบาได้

"ทำไม"

"....." ผมเม้มปาก จับคอเสื้อแจ็กแก็ตไว้แน่น ไม่กล้าพอที่จะบอกเหตุผลน่าอายเรื่องรอยที่คอ

"อ๋อ..." ผมขมวดคิ้วหันมองหน้าทะเล ที่ตอนนี้มองผมยิ้ม ๆ ก่อนที่เขาจะขยับหน้าเข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง /"จะปิดรอยดูดที่กูทำไว้เมื่อคืนสินะ หึหึ"/

อึ้ก!

ผมได้แต่เม้มริมฝีปากที่สั่นเทาพูดโต้เถียงอะไรกลับไปไม่ได้ ทำได้เพียงหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง ตอนนี้ผมคงเรียนไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ เนื้อหาไม่เข้าหัวเลยสักนิด แค่เรื่องที่ทะเลทำกับผมเมื่อคืนมันก็เลวร้านพอแล้ว แต่นี่ผมกลับต้องมานั่งข้าง ๆ เขาอีก เขากะจะให้ผมอยู่ไม่เป็นสุขแม้แต่วินาทีเดียวเลยหรือไงกัน ผมเป็นคนโกรธคนยากมาก แต่ทะเลก็ทำให้ผมรู้สึกโกรธเขาจนได้ โกรธแบบที่ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทนอยู่กับความโกรธของตัวเองแบบนี้ ทั้งที่อีกฝ่ายกลับนั่งสบายใจเฉิบ

-----------

#THALAY

"เฮ้ยครูหมีมาแล้ว" เหล่านักเรียนที่ยืนกระจัดกระจายกันทั่วโรงยิม พากันวิ่งมายืนเรียงแถวตามลำดับความสูงแยกชายหญิงเมื่อเห็นครูหมี ครูพละสายโหดประจำโรงเรียนเดินเข้ามา

"นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ"

"สวัสดีค่ะคุณครู" / "สวัสดีครับคุณครู"

หลังจากหัวหน้าห้องบอกชั้น ทุกคนก็ต่างทักทายครูตัวยักษ์ที่เดินวางมาดมาหยุดยืนอยู่หน้าแถว แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะสนใจคนสอนอยู่แล้ว เพราะคนที่ผมสนใจมันดันไปยืนเตี้ยอยู่หน้าสุดของแถวผู้ชายนู่น

"ไอ้ทะเล มึงนึกไงชวนพวกกูเข้าเรียนวิชาพละเนี่ย ปกติมึงชวนโดดทุกที ยิ่งเป็นคาบสุดท้ายของวันศุกร์แบบนี้ด้วย" ไอ้บีกันที่ยืนอยู่ด้านหลังผมเอ่ยถาม

"นั่นดิ แล้วมึงก็รู้ว่าครูหมีสอนโหดจะตาย กูยิ่งไม่ชอบทำอะไรเหนื่อย ๆ ด้วย" ไอ้คูปองพูดบ่น

"แต่กูคิดว่ากูรู้ ว่าทำไมคนอย่างไอ้ทะเลถึงชวนพวกเราเข้าเรียน" ไอ้มอสที่ยืนอยู่หน้าผมพูดขึ้นยิ้ม ๆ แต่ผมก็ไม่คิดจะสนใจมัน

"ทำไมวะ" ไอ้คูปองเป็นคนถาม

"มันตามตูดเด็กมันมาน่ะสิ"

"ใครวะเด็กไอ้ทะเล" ไอ้คูปองถามอีกครั้ง

"ก็ใครที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสุดหวงของไอ้ทะเลอยู่ ก็คนนั้นแหละ" รอยยิ้มล้อเลียนจุดขึ้นบนใบหน้าของไอ้มอสกับไอ้คูปองทันทีจนผมถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับพวกมัน

"กูบอกหลายครั้งแล้วใช่ไหม ว่ามันไม่ใช่เด็กกู แต่มันเป็น..."

"ของเล่นของมึง" ไอ้มอสพูดแทรกขึ้นมาในท้ายประโยคที่ผมจะพูดพอดี

"เออ"

"ก็ตราบใดที่มึงยังเล่นไม่เบื่อ และยังไม่แบ่งให้เพื่อนรักอย่างพวกกูเล่น กูก็ถือว่ามันเป็นเด็กมึงนั่นแหละ" ผมไม่คิดจะสนใจที่ไอ้มอสพูด แล้วกอดอกหันมองทางอื่น เด็กห่าเด็กเหวอะไร ก็แค่คนที่ผมสนุกกับการที่ได้แกล้งมันก็เท่านั้น อ๋อ แล้วก็เป็นคนที่ผมเอาเวลาอยากด้วย

"เด็กบ้าเด็กบออะไร นั่นมันคนที่ไอ้ท้องฟ้าสนใจนะอย่าลืมสิ เอาจริงมันก็ไม่ต่างอะไรกับศัตรูของพวกเราหรอก" ไอ้บีกันพูดขึ้น

"เออกูรู้แล้วน่า กูก็พูดหยอกไอ้ทะเลไปงั้นแหละ มึงจะจริงจังทำไมเนี่ยไอ้บีกัน"

"พวกมึงหยุดเถียงกันก่อนเถอะ โน่นครูหมีแกจ้องจะมาตะปบพวกมึงแล้วนั่น" ไอ้คูปองพูดบอก ทำให้บทสนทนาไร้สาระของพวกมันจบลงเพียงเท่านั้น

ครูหมีเริ่มคาบเรียนวิชาพละศึกษาด้วยการให้นักเรียนวิ่งรอบสนามโรงยิมห้ารอบ ซึ่งผมบอกเลยว่าไม่ใช่แคบ ๆ นะ เล่นเอาผมหอบเหมือนกัน แต่ที่ดูหนักสุดคงจะเป็นไอ้คูปอง ที่แทบต้องให้ไอ้มอสกับไอ้บีกันหิ้วปีกมันวิ่ง

ส่วนไอ้คนตัวเล็กที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตของผมเดินไปมาทั้งวัน ตอนนี้กลับนั่งอยู่บนพื้นโรงยิม ไม่ได้มาวิ่งเหมือนเพื่อนในห้อง ผมแอบได้ยินว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มมันพากันไปขอครูหมีว่ามันไม่สบาย หึ ผมว่าไม่ใช่เหตุผลนั้นหรอกที่ทำให้มันไม่สามารถมาวิ่งได้เหมือนเพื่อนคนอื่น

"ใครครบห้ารอบแล้วมานั่งพัก รอเพื่อนคนอื่นก่อน" ครูหมีตะโกนบอก ไม่นานเหล่านักเรียนก็วิ่งกันครบรอบแล้วพากันมานั่งหอบเหนื่อยกันบนพื้นโรงยิม "ระหว่างพักเหนื่อยเดี๋ยวครูจะชี้แจงเรื่องคะแนนเก็บของเทอมนี้นะ"

"ให้กูวิ่งแทบตาย เพื่ออะไรวะ" ไอ้บีกันพูดบ่น

"เออนั่นดิ กูโคตรเหนื่อย แฮ่ก แฮ่ก กูจะตายแล้วเนี่ย ทำไมกูต้องมาทำอะไรเหนื่อย ๆ แบบนี้ด้วยวะ แค่เป็นคู่ซ้อมมวยปล้ำให้เฮียทุกอาทิตย์กูก็จะตายอยู่แล้ว" ไอ้คูปองนั่งลิ้นห้อยเหงื่อท่วมตัว

"เฮียคูเปอร์เล่นมวยปล้ำเป็นด้วยเหรอ" ผมถามเพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลย

"เหอะ ยิ่งกว่าเป็นอีก จับกูทุ่มทีซี่โครงกูแทบหัก แต่ก็ไม่ยอมไปซ้อมกับคนอื่นนะ จะซ้อมกับกูคนเดียว รู้ทั้งรู้ว่ากูไม่ชอบเล่นกีฬา เหนื่อยจะตาย แล้วนี่ต้องมาวิ่งไร้สาระนี่อีก"

"ไอ้สัดคูปอง มึงจะบ่นทำไม กูกับไอ้บีกันนี่ที่ลากมึงวิ่ง กลายเป็นพวกกูต้องเหนื่อยสองเท่า คืนนี้มึงให้เฮียคูเปอร์เปิดค่าเหล้าให้พวกกูฟรีตอบแทนค่าเหนื่อยของพวกกูเลย" ไอ้มอสพูดโวยขึ้นระรัวแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ

ผมส่ายหน้าเอือมระอากับพวกมันที่ชอบหาเรื่องเถียงกันเรื่องไร้สาระไม่เว้นแต่ละวัน ผมเลิกสนใจพวกมันแล้วหันไปมองไอ้ตัวเล็กที่สะดุ้งโหยงเมื่อสบตาผม ก่อนที่มันจะหันหลบผมทันที

"เรื่องงานก็ตามที่ครูบอกนะ ซึ่งคะแนนเก็บช่องแรกครูจะให้สอบบาสเป็นคู่ แบ่งชู้ตลงห่วงคู่ละยี่สิบแต้ม จะได้ช่วยกันซ้อม นี่ถือว่าครูช่วยมากแล้วนะ อ้อ แล้วจับคู่กันเองได้เลย แต่แยกหญิงชายล่ะ"

จับคู่เองได้งั้นเหรอ...

"บีกัน กูคู่กับมึงนะ" ไอ้คูปองหันขวับไปบอกไอ้บีกันทันที เพราะไอ้บีกันมันสูงที่สุดในห้องแล้ว เรื่องชู้ตบาสนี่สบายมากสำหรับมัน คนขี้เกียจออกกำลังกายอย่างไอ้คูปองเลยกะเกาะไอ้บีกันไม่ปล่อยเลยล่ะ

"ดีนะที่กลุ่มเราคบคู่พอดี งั้นกูคู่กับมึงนะไอ้ทะ..."

พรึ่บ

ผมไม่รอฟังที่ไอ้มอสมันกำลังจะพูดแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปหาร่างบางที่ใส่เสื้อของผมอยู่ทันที

"ฝันดีคู่กับเราไหม เรายังไม่มีคู่"

"เอ่อ แต่เราเล่นบาสไม่เป็นนะ แถมเรายังตัวเล็กด้วย จะถ่วงเปเปอร์หรือเปล่า"

"เฮ้ยไม่เลย คู่กับเราได้"

"อื้ม งั้นเราคู่กับ..."

หมับ!

"กับกู" ร่างบางชะงักหันมองผมอึ้ง ๆ เมื่อผมเดินเข้าไปโอบเอวของมันโดยที่มันไม่ทันตั้งตัว แต่พอมันได้สติ มันก็จะผละออกจากผม แต่ผมก็ไม่ปล่อยแล้วรั้งเอวของมันไว้แน่นขึ้น

"ทะ...ทะเลปล่อย" มันพูดพลางใช้มือเล็กแกะมือผม ผมไม่พูดอะไรเพียงมองมันด้วยสายตาเรียบเย็น นั่นก็ทำให้มันยอมยืนเงียบปากนิ่ง ๆ ได้แล้ว ผมจึงหันกลับไปมองไอ้เปเปอร์

"มึงไปหาคู่ใหม่เถอะ เพราะไอ้ฝันดีต้องคู่กับกู แล้วกูคงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มนะ มึงคงจำเรื่องในห้องน้ำเมื่อวานได้" ไอ้เปเปอร์นิ่งไป ก่อนจะมองผมกับฝันดีสลับกัน

"เอ่อ โอเค งั้นกูไปก่อนนะ" ผมพยักหน้าให้ มันก็เดินออกไป

"ทะ...ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย" ร่างบางที่ผมโอบอยู่สั่นขึ้นนิด ๆ

"กูทำอะไร"

"ทะ...ทำไมต้องตามแกล้งเรา" มันยืนนิ่งก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง เอ่ยถามผมเสียงแผ่วด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"มึงอย่าลืมสิว่ามึงเป็นของเล่นของกู กูจะทำอะไรกับมึงก็ได้ตามความพอใจของกู" ผมรับรู้ว่าร่างบางเกร็งสั่นกว่าเก่า แต่มันก็ไม่พูดโต้ตอบอะไรผมกลับมา ทำเพียงยืนนิ่งเม้มปากเงียบ ผมผละตัวออกจากมัน มันก็ขยับถอยหลังห่างจากผมไปสองก้าว "เมื่อกี้ทำไมไม่ไปวิ่ง" มันนิ่งไปนิดไม่ได้ตอบในทันที

"ระ...เราไม่สบาย" มันตอบเสียงแผ่วไม่เต็มเสียงนัก หึ ฟังยังไงก็รู้ว่าโกหก

"เหรอกูก็คิดว่ามึง..." ผมขยับเข้าไปหามันอีกครั้ง

หมับ

"ยังเจ็บตรงนี้จนวิ่งไม่ได้ซะอีก" ผมเอื้อมมือไปบีบก้นมันเบา ๆ จนร่างเล็กสะดุ้งตาเบิกโพลง ผละออกจากผมอย่างรวดเร็ว ทำเอาผมยิ้มขำกับปฏิกิริยาของมัน "กูจับนิดจับหน่อยทำมาตกใจกลัว มากกว่านี้กูก็จับมาแล้วเถอะ" ผมพูดเย้าแหย่ ส่วนมันก็เม้มปากแน่นหันหลบสายตาผม ทำหน้าอย่างกับเด็กจะร้องไห้ พอสู้ไม่ได้แล้วจะร้องท่าเดียวตลอดไอ้อ่อนนี่

"ไอ้สัด ทิ้งกูมาคู่กับคนสวยนี่เอง" ไอ้มอสเดินเข้ามาด่าผม พร้อมกับไอ้คูปองและไอ้บีกันที่เดินตามมาด้วย

"แล้วมึงได้คู่ยัง"

"ได้แล้วโว้ย กูไม่ง้อมึงหรอก" ผมส่ายหน้าอย่างเอือมระอามัน "กูไม่พูดกับคนทิ้งเพื่อนละ มาสนใจคนสวยของกูดีกว่า" ไอ้มอสหันไปมองคนตัวเล็กที่ยืนหน้าเผือดสีอยู่ "ทำไมฝันดีถึงไม่ไปวิ่งเหรอ" ผมยกยิ้มกับคำถามของไอ้มอส แม้มันจะเป็นคำถามที่ผมถามไปแล้ว แต่ผมก็หันไปมองคนตัวเล็กรอฟังคำตอบว่าครั้งนี้มันจะตอบมาว่ายังไง

"อะ...เอ่อ..."

"ก็บอกความจริงไปสิ จะอ้ำอึ้งทำไม" ผมพูดยิ้ม ๆ ฝันดีมันกัดริมฝีปากแน่นไม่กล้าหันสบตาเพื่อนผมสักคน

"ระ...เราไปหาเพื่อนของเราก่อนนะ" มันพูดบอกแล้ววิ่งไปหาเพื่อนกลุ่มมันทันทีโดยที่ไม่ตอบคำถามเพื่อนของผม ผมที่มองตามแผ่นหลังบางของมันไปก็ได้แต่นึกขำ กะว่าจะต้อนจนมันร้องไห้เสียหน่อย หนีไปซะและ

"ทำไมฝันดีมันวิ่งแปลก ๆ วะ อย่างกับคนพึ่งโดน..." ไอ้มอสผู้ช่างสังเกตพูดขึ้น แต่เหมือนพวกมันจะนึกอะไรขึ้นได้ สายตาทั้งสามคู่พลันหันมามองผมเป็นตาเดียว "ไอ้ทะเล อย่าบอกนะว่ามึง..."

"เฮ้ย อาจารย์เรียกรวมแล้ว ไปกันเถอะ" ผมแสร้งเปลี่ยนเรื่อง แล้วเดินไปทางครูหมี

"ไอ้ทะเล มึงอย่ามาตีเนียน บอกพวกกูมาเลยนะเว้ย!" ไอ้มอสยังคงโวยตามหลังผมมาพร้อมกับไอ้คูปองและไอ้บีกัน แต่มันก็ไม่ทันได้เซ้าซี้อะไรผม ครูหมีก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

หลังจากลงชื่อคู่สอบชู้ตบาสเสร็จ ครูหมีก็ปล่อยพวกเรา เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้นพอดี เหอะ สอนเต็มว่าแย่แล้ว นี่สอนเกินเวลาอีกเหรอวะ แต่นี่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าเรียนวิชาของแกเต็มเวลาแบบนี้ ถึงมันจะน่าเบื่อ แต่แลกกับการที่ได้เห็นสีหน้าตื่นกลัวและหม่นหมองของไอ้ฝันดีในยามที่ผมแกล้งมัน ผมก็ถือว่าคุ้ม

"ไอ้ทะเล สรุปยังไงเนี่ย มึงบอกมาเลยนะ เรื่องมึงกับฝันดีน่ะ มึงสองคนไปต่อรอบกันมาใช่ไหม" ไอ้มอสจี้ถามผมไม่หยุดตั้งแต่ในคาบเรียนจนผมเดินมาถึงลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ของนักเรียน

"ไว้คืนนี้กูค่อยเล่าที่ร้านเฮียคูเปอร์"

"แน่นะ"

"เออ" ผมตอบรับคำไปส่ง ๆ เพื่อตัดความรำคาญ เลยทำให้พวกมันสามตัวยอมกลับไปซะที ผมที่กำลังจะขับรถออกเพื่อกลับบ้าน สายตาของผมมันก็ดันไปสะดุดกับร่างเล็กที่ถึงแม้จะเห็นจากไกล ๆ ผมก็จำมันได้ เหมือนมันจะยืนคุยกับใครอยู่ ผมจึงขับรถเข้าไปหามัน

"ทำไงดีล่ะ เราเองก็ไม่มีรถเหมือนกัน" ผมขับรถมาจอดข้าง ๆ ไอ้ฝันดีจึงได้รู้ว่ามันกำลังยืนคุยกับใครอยู่

เหอะ ไอ้เปเปอร์อีกแล้วเหรอ ดูท่ามันกะจะอ่อยทั้งไอ้ท้องฟ้า ทั้งไอ้เปเปอร์เลยสินะ ง่ายใช้ได้นี่หว่า แต่จะว่าไปผมก็ได้มันมาง่าย ๆ เหมือนกันนี่

ไอ้ฝันดีที่หันมาเห็นผมก็สะดุ้งตกใจเหมือนทุก ๆ ครั้งที่มันเจอผม แถมทำหน้าอย่างกับเห็นผี

"คุยอะไรกัน" ผมถามพวกมันเสียงนิ่ง

"อะเอ่อ...เรื่องทำรายงานของครูสินชัยน่ะ กูคู่กับฝันดี เรานัดกันว่าจะทำรายงานกันพรุ่งนี้ แต่พอดีกูต้องอยู่เป็นเพื่อนหลานด้วย เลยจะนัดทำบ้านกู แต่ฝันดีไม่มีรถ รถกูก็เสียด้วย เลยไม่สะดวกไปรับฝันดีน่ะ" ไอ้เปเปอร์เป็นคนตอบ ส่วนอีกคนก็ยืนปิดปากเงียบอย่างกับอมอะไรเอาไว้ แถมยังไม่หันมามองหน้าผมอีก

ไปบ้านไอ้เปเปอร์งั้นเหรอ...

ผมหันมองหน้าไอ้ฝันดีเขม็ง จนมันก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม เหอะ ริอาจจะไปบ้านผู้ชาย ช่างกล้านะมึง

"กูมีทางออกให้พวกมึงละ"

.

.

.

.

1 คอมเมนต์ดี ๆ = ร้อยกำลังใจ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว