email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านทั้งตั้งใจและหลงเข้ามานะคะ 555 ฝากเอ็นดูไรท์มือใหม่คนนี้ด้วยนะคะ ติชมได้เลยค่ะ ไรท์รับฟังทุกข้อเสนอ ด้วยรัก/หลันหมิงเย่ว

ตอนที่ 4 ลาโง่จอมดื้อ 1

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ลาโง่จอมดื้อ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 49

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2564 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ลาโง่จอมดื้อ 1
แบบอักษร

ลั่วเพ่ยหลาน! เจ้ามันคือลาโง่ที่ดื้อดึงยิ่งเสียกว่าลาโง่ 

ม่อฉีโยวอิงยกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง ตรงหน้ามีขุนศึกพิทักษ์ชายแดนคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะเอ่ยอย่างไรดี เขาเองไม่ทราบว่านางลอบเข้าขบวนทัพมาตั้งแต่เมื่อใดเพราะเร่งจัดการแจกจ่ายงานให้เหล่ารองแม่ทัพและคนอื่นๆ เดิมทีเขาคิดว่านางพูดรู้ความกว่านี้ อ่าา ไม่สิ นางเมื่อห้าปีก่อนต่างหากที่พูดรู้ความ โยวอิงถอนหายใจออกมาเบาๆ เอาเถอะอย่างไรเสียตอนนี้นางก็มาแล้วบิดานางก็มาด้วยเช่นนั้นสองพ่อลูกสกุลลั่วก็นั่งอยู่ในกระโจมเถอะ โยวอิงตัดสินใจเสร็จสรรพ

"ท่านลุง ท่านเองก็อายุมากแล้วท่านก็ช่วยวางแผนการรบอยู่ที่นี่เถิด ส่วนเจ้าคุณหนูลั่วหากเจ้าเบื่อที่จะอยู่ที่นี่ก็เข้าไปอยู่ในครัวคอยช่วยทหารโรงครัวทำอาหาร" เพ่ยหลานลุกขึ้นยืนทันควัน ไม่คิดว่าชายตรงหน้าจะดูถูกนางถึงเพียงนี้ 

"ท่านห้ามให้ข้าไม่ทำสิ่งที่ข้าปรารถนาจะมาทำไม่ได้หรอก" นางจ้องมองเขาเขม็งแม้ว่าจะรังเกียจเขาเท่าใดแต่การครานี้เกี่ยวกับบ้านเมืองและชีวิตของนางเองดังนั้นครั้งนี้จะยอมอยู่ร่วมชายคาใต้ธงรบกับเขาสักครั้ง นางเดินไปนั่งอยู่ข้างบิดาทันที ไม่สนใจว่าเขาจะอนุญาตให้นางลุกขึ้นได้หรือยัง โยวอิงส่ายหน้าช้าๆก่อนเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เรื่องพระราชทานสมรส

แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีที่มาที่ไป สกุลลั่วมีเคล็ดวิชาทางการรบที่ไม่ได้ถ่ายทอดให้ผู้อื่นนอกจากคนในสกุลลั่ว ไม่ว่าจะอย่างไรอ๋องสามอนุชาของรัชทายาทได้ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของตำรายาตำราหนึ่งที่เป็นของดั้งเดิมของฮูหยินลั่วผู้คนต่างรู้กันดีว่านางคือหมอเทวดาที่รักษาและปรุงยาขึ้นมาจากตำรานั้น ก่อนหน้านี้สกุลลั่วมิได้มีค่าอยู่ในสายตาของอ๋องสามผู้นี้เลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากร่วงรู้เข้าจึงอยากครอบครองทุกตำราของสกุลลั่ว แน่นอนว่าอ๋องสามกับรัชทายาทนั้นอยู่คนละฝั่งกันอย่างสิ้นเชิง รัชทายาทสืบรู้มาว่าอ๋องสามได้ช่วยคนผู้หนึ่งไว้เมื่อสามปีก่อนคนผู้นี้คือห่าวอู๋ คุณชายน้อยและจอมทัพผู้มากสามารถของพวกชนเผ่าป่าเถื่อน ตลอดสามปีที่ผ่านมารัชทายาทคอยเฝ้าสังเกตการณ์และตามสืบข่าวเรื่องนี้อย่างลับๆก่อนจะรวบรวมหลักฐานและเข้ากราบทูลต่อองค์จักรพรรดิ หลังจากจักรพรรดิทรงทราบเรื่องจึงเรียกโยวอิงเข้าเฝ้าทันที 

จากหลักฐานที่รัชทายาทได้มาแน่ชัดแล้วว่าอ๋องสามกำลังจะเดินทางไปสู่ขอลั่วเพ่ยหลาน แน่นอนว่าหากอ๋องสามได้แต่งแผนการของเขาก็จะลุลวงซึ่งไม่ว่าผู้ใดก็เดาออกได้ทั้งนั้นว่าหลังจากพิธีแต่งงานแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสกุลลั่ว อ๋องสามผู้นี้หากอยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ หลังจากได้มาแล้วผู้อื่นก็หมดประโยชน์ อ๋องสามกับห่าวอู๋ได้ตกลงทำสัญญากันไว้ ห่าวอู๋ช่วยอ๋องสามยึดแคว้น หลังจากที่อ๋องสามได้นั่งบัลลังก์มังกรแล้วจะแบ่งเมืองทางเหนือให้ห่าวอู๋ปกครอง 

"ห่าวอู๋มิใช่คนโง่ ขอโทษเรื่องนี้มีลับลมคมใน อ๋องสามรู้ได้อย่างไรว่าสกุลลั่วมีตำรายาลับและเคล็ดวิชาการรบที่มิได้เปิดเผย อีกทั้งจะมาแต่งกับข้าเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะยอมแต่ง" เพ่ยหลานถามขึ้น

"เจ้าคงไม่รู้จักเขาดีกระมัง อ๋องสามผู้นี้มีนิสัยคล้ายจักรพรรดิมากที่สุดแสวงหาทางเป็นอมตะดังนั้นเขาเชื่อว่าตำรายาของหมอเทวดาคือหนทางให้เขาเป็นอมตะได้ อีกอย่างคนสามานย์เช่นอ๋องสามทำเรื่องคาวโลกีย์อะไรไว้ที่เมืองหลวงเจ้าคงไม่รู้ คนผู้นั้นยิ่งกว่าโจรเด็ดบุปผา เขาทำได้ทุกวิถีทางที่จะได้เจ้ามาอย่างแน่นอน" โยวอิงตอบก่อนหยิบชาขึ้นดื่มหนึ่งอึก

"เช่นนั้นด้วยข้อเสนอของอ๋องสาม ห่าวอู๋ตกลงง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ" 

" หลานเอ๋อร์เจ้าอย่าลืมว่า สิ่งที่ซงหนูต้องการมากที่สุดคืออะไร พวกเขาหากไม่เดือดร้อนจะไม่รุกรานชาวเราอย่างแน่นอน แต่ทุกวันนี้คนพวกนั้นเองก็ถูกรุกรานจากพวกชนเผ่าป่าเถื่อนด้วยกันเสมอ ด้วยเหตุนี้ซงหนูจึงเข้ามาในเขตแดนของเราปล้นชิงอาวุธและเสบียงของเรา เช่นนั้นข้อเสนอนี้เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนอย่างห่าวอู๋" กันเฉ่าตอบเป็นเชิงเอ่ยปรามบุตรสาวไม่ให้ถามมากกว่านี้ บุรุษล้วนมีเรื่องที่เอ่ยไม่ได้ 

"จริงสิ ดินแดนเหนือของเราอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีสินแร่มากมายพร้อมใช้ ห่าวอู๋เองมิใช่โง่ ข้อเสนอนี้ก็ดีไม่น้อย" เพ่ยหลานพยักอย่างเข้าใจ หน้าการปะทะกันของนางกับห่าวอู๋หลายครั้งหลายครจึงทำให้นางรู้ว่าคนเช่นห่าวอู๋จะไม่ยอมให้ตนเสียเปรียบอย่างแน่นอนคิดแล้วก็รู้สึกเจ็บที่บาดแผลเก่าขึ้นมา แม้ว่าบาดแผลนางจะหายดีแล้วแต่ที่ไม่หายไปคือความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน นางยังคงรู้สึกได้ถึงคมดาบของชายผู้นั้น เพ่ยหลานยกแขนขึ้นกอดอกของตนไว้แน่น ดวงตากลมโตไหวระริกเล็กน้อย

"จักรพรรดิจึงพระราชทานงานสมรสให้เจ้า เดิมทีพระองค์คิดจะพระราชทานเจ้าให้รัชทายาทแต่ข้าเสนอตัวขึ้นก่อน" โยวอิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ตอนนี้เขากำลังสังเกตอาการของสตรีตรงหน้า จะว่าอากาศหนาวก็คงไม่ใช่ตอนนี้เป็นช่วงคิมหันต์สำหรับคนเมืองหลวงเช่นเขาแล้วยอมรับว่าอากาศที่นี่เย็นมาก ทว่าคนที่อยู่ที่นี่เช่นนางเขาคิดว่านางไม่น่าจะหนาวได้ กันเฉ่าที่เห็นว่าสายตาของโยวอิงกำลังเพ่งมองไปที่เพ่ยหลาน เขาจึงลอบดึงชายเสื้อบุตรสาวอย่างแนบเนียน

"หลานเอ๋อร์หากเจ้าเหนื่อยเจ้าก็ไปพักเสียหน่อยเถอะ ได้ความอย่างไรพ่อจะไปบอกเจ้าเอง"  เพ่ยหลานหันมองบิดาก่อนจะลุกขึ้นทำความเคารพโยวอิงและออกไป

"ไม่ทราบว่าข้าจะถามท่านลุงได้หรือไม่" โยวอิงถามขึ้นทันทีที่เพ่ยหลายหายลับไปจากสายตา

"ท่านแม่ทัพใหญ่เชิญว่ามาเถิด" 

"ข้าอยากรู้ว่านางเป็นอะไร เมื่อครู่ดูเหมือนอาการนางจะไม่ค่อยดี" กันเฉ่าที่ได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย หยิบถ้วยชาขึ้นมาบรรจงเป่าแล้วยกขึ้นดื่มช้าๆทั้งๆที่ชาเย็นชืด บุตรสาวของเขาไม่ประสงค์ให้บอกเรื่องนี้กับผู้ใดทั้งสิ้น และเขาก็จะไม่บอกอย่างแน่นอน

"โรคเก่าน่ะขอรับ โรคเก่านางกำเริบหยินหยางไม่สมดุลเพราะนางออกไปลาดตระเวนกับเหล่าทหารเป็นประจำจนลมเย็นเข้าแทรก" โยวอิงพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้รู้แล้วก็มิได้สนใจสิ่งใด ไม่นานนักแม่ทัพและรองแม่ทัพประจำหน่วยต่างๆก็เดินเข้ามานั่งประชุมวางแผนรบในกระโจมบัญชาการ

อีกด้านเพ่ยหลานกลับมาที่กระโจมของตนแล้ว นางถอดชุดเกราะออกช้าๆไม่อยากจะคิดว่าห่าวอู๋ยังคงเป็นเงามืดที่แอบซ่อนอยู่ในใจนางมานานขนาดนี้ คงเพราะความกลัวและความแค้นที่ฝังรากลึกลงไปในกระดูกของนางกระมัง เมื่อนึกย้อนไปยังบทสนทนาเพ่ยหลานก็ชะงักความคิดอยู่ที่คำพูดของโยวอิง

"เสนอตัว อย่างนั้นหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน" ห้าปีก่อนเขาใจดำกับนางขนาดนั้นแล้วตอนนี้เกิดมาใจดีอะไรขึ้นมา จึงยอมแต่งกับคนที่ตนมองว่าเป็นน้องสาวมาตลอด คิดๆดูแล้วก็คงมิใช่อะไรหรอกก็แค่ทำเพื่อบ้านเมือง เพ่ยหลานหยุดความคิดไว้เท่านั้นนางเป็นอะไรกันเหตุใดจะต้องสงสัยด้วยว่าคนแซ่ม่อฉีทำเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร เขาก็บอกแต่แรกแล้วมิใช่หรือว่าทำไปเพราะอะไร นางสะบัดศีรษะไปมาไล่ความคิดฟุ่งซ่านออก ตอนนี้นางกับเขาก็แค่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น ตอนนี้ท่านพ่อกำลังประชุมและวางแผนรบอยู่ในกระโจม ตอนนี้นางก็หาสิ่งที่พอจะทำได้ทำเถอะ

เพ่ยหลานค่อนข้างคุ้นชินกับเหล่าทหารที่นี่เพราะเดิมทีคนเหล่านี้ก็คือผู้ใต้บังคับบัญชาของบิดานาง อีกทั้งยังมีทหารหาญอีกหลายร้อยคนที่นางร่วมกับท่านพ่อฝึกมากับมือ ไม่ว่าคนใดในทัพนี้ย่อมรู้จักนางเป็นอย่างดีแน่ ด้วยเหตุนั้นถึงแม้ว่านางจะเป็นสตรีเพียงคนเดียวในทัพนี้นางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่าจะมีผู้ใดคิดไม่ดีกับนางได้ ตลอดทางที่นางเดินมามักมีเสียงทักทายอย่างเป็นกันเอง

"นี่เพ่ยหลาน สามีเจ้ายอมให้เจ้าออกมารบเช่นนี้ด้วยหรือ" ชิวหรงพลธนูเหล็กประจำทัพพิทักษ์ดินแดนเหนือเอ่ยทัก

"ข้าไม่มีสามี พวกเจ้าพูดจาให้มันดีๆหน่อย ถ้าพูดมากระวังข้าเอาเรื่องที่พวกเจ้าแอบดื่มสุราไปฟ้องท่านแม่ทัพนะ" ว่าจบก็นั่งลงข้างๆชิวหรง

"โห...คุณหนูลั่วข้าน้อยล่วงเกินแล้ว ข้าน้อยปากเสียเช่นนั้นคารวะท่านหนึ่งจอก" หรงชิวเอ่ยพร้อมรินสุราส่งให้เพ่ยหลาน เสียงเชียร์ดังขึ้นนางหันมองรอบกายก่อนถอนหายใจออกมา แล้วยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย

"พวกเจ้านี่นะ หากโดนจับได้ขึ้นมา ครานี้ข้าช่วยไม่ได้แล้วนะข้าจะบอกให้รู้"

"ไม่ได้อย่างไร แม่ทัพใหญ่เป็นสามีเจ้ามิใช่หรือ เป็นสามีภรรยากันมีเรื่องใดคุยกันไม่ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า" ไป๋เหอพี่ชายของป๋อเหอ เป็นหมอประจำกองทัพเอ่ยขึ้นติดตลก เพ่ยหลานชักสีหน้าก่อนจะทุบลงไปบนหลังหมอหนุ่มสุดแรงเกิด ก่อนที่นางจะเอ่ยเรื่องสำคัญออกมา

"ห่าวอู๋ยังไม่ตาย ก่อนหน้านี้เขาเคยมาแอบมองข้าที่เรือน วันที่ข้าแต่งงานเขาเข้ามาลอบทำร้ายพี่จวี๋และพี่เหอจนบาดเจ็บสาหัส" สิ้นเสียงของนางความสนุกสนานเมื่อครู่ก็หายไปในพริบตา ตอนนี้นางมั้นใจแล้วว่าเงาร่างที่นางเห็นในคืนนั้นคือห่าวอู๋จริงๆ

"เหตุใดมันยังไม่ตาย พวกข้าทุกคนต่างเห็นว่ามันตกหน้าผาไป ผานั้นคือผาไร้ใจไม่ว่าผู้ใดตกลงไปก็ต้องตายทั้งนั้น" เป่ยหยาง เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบมานานเขาคือคนที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายนางในวันนั้น คือคนที่ส่งศรให้นางในวันนั้น

"พวกพี่ๆคงต้องระวังกันมากกว่านี้ เขากลับมาล้างแค้นเราแน่ อีกอย่างที่พ่วงมาด้วยคือปัญหายุ่งยากพี่เหอบอกว่าข้างกายเขามีมือสังหารอีกคนมีวรยุทธเก่งกาจ ข้าไม่มั่นใจว่าจะใช่อ๋องสามหรือไม่ ตอนนี้มันกลับมาล้างแค้นข้าแล้ว คนของข้าบาดเจ็บสาหัสเกือบจะยื้อชีวิตไว้ไม่ได้ พวกท่านก้ต้องระวังตัวเช่นกัน" เพ่ยหลานกล่าวก่อนจะยกสุราขึ้นดื่มอีกหนึ่งอึก

"แล้วเจ้า...ไม่เป็นอะไรหรือไม่ บาดแผลของเจ้า" ไป๋เหอถามอย่างเป็นห่วงคนทั้งสามที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างรู้ว่านางพบเจอสิ่งใดมา รู้ว่านางทรมานเพียงใดกับสองปีก่อนตอนนี้จึงได้เป็นห่วงนางขึ้นมา

"ข้าสบายดี แม้ว่าข้าจะยังรู้สึกถึงมันอยู่" เพ่ยหลานตอบก่อนจะเงียบไป คนทั้งสามต่างมองหน้ากันก่อนจะตบฝ่ามือลงไปบนบ่าของสตรีตรงหน้าอย่างเห็นใจและเป็นห่วง สามปีก่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในตอนที่นางบาดเจ็บพวกเขาก็อยู่กับนางรับรู้ถึงความเจ็บปวดของนางและนายท่านสกุลลั่วเป็นอย่างดี 

ที่ทั้งสี่คนไม่รู้เลยตอนนี้คืออีกคนที่กำลังฟังเรื่องราวนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ เดิมทีเขาแค่เดินผ่านมาทางนี้กำลังจะไปที่โรงครัวเพื่อตรวจความเรียบร้อยแต่ไม่คิดว่าจะมาได้ยินบางอย่างเข้า บางอย่างที่เขายังไม่รู้บางอย่างที่เขาพลาดไป

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว