ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 6 ปาร์ตี้

คำค้น : ทิน , พี่ลม , พัน , พี่ฟ้าคราม , นิยาย yaoi , นิยายวาย , นิยาย y , ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2559 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6 ปาร์ตี้
แบบอักษร

6 ปาร์ตี้

      ‘เอ๋? ปาร์ตี้?

      ‘ใช่ ปาร์ตี้ที่บ้านกูเองพี่แบงค์ยิ้มร่ามาชวนผมกับพันไปปาร์ตี้อะไรสักอย่างของพี่มัน

      ‘ปาร์ตี้เนื่องในโอกาสอะไรหรอพี่?

      ‘ไม่มีโอกาสอะไรทั้งนั้นแหละ ความอยากพวกกูล้วนๆพี่มันสาธยายไม่กระจ่างเลย คงว่างมากสินะ

      ‘ไม่ใช่เพราะพ่อแม่มึงบินไปทำงานต่างประเทศหรอวะพี่เคนแขวะพวกพี่แฝด เหอะๆ ถึงว่าละ ร่าเริงเป็นหนูไปได้

      ‘เออน่าาาา โอกาสทองทั้งทีกูไม่อยากให้พวกมึงพลาดดดด ฮ่าๆๆๆๆพี่แบงค์หัวเราะร่า

      ‘ทินกับพันก็ไปด้วยกันนะ อยากให้ไปหลายๆ คน รับรองอาหารครบเครื่องรวมขนมนมน้ำฟรีทั้งงาน คราวนี้พี่ไบท์เป็นคนออกคำชวนจนน่าสนใจ

      ‘มึงไปไหมพัน?

      ‘ก็...มันอ้ำอึ้งนิดๆ ไปสิ กูไม่อยากพลาดของฟรี ฮ่าๆๆๆ

     ...

     ..

     .

     และด้วยเหตุฉะนี้ผมจึงได้มายืนเล่นฟังเพลงแดนซ์อยู่แถวๆ สระว่ายน้ำของบ้างคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารของพี่แฝดโดยสมบูรณ์

     เสียงเพลงที่ดังครึกครื้นไปทั่วบริเวณนั้น กับอาหารของกินต่างๆ ถูกวางเรียงสวยเป็นจำนวนมาก บ่งบอกได้เลยว่าวันนี้มีคนมาปาร์ตี้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คนที่เดินเพ่นพ่านไปมาก็ใช่ว่าจะมีแต่พวกพี่ลมกันที่ไหน ยังมีเพื่อนต่างคณะต่างมหาลัยที่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพวกพี่แฝดเยอะแยะจนผมเวียนหัว

     รู้งี้ผมไม่น่ามาด้วยก็ดี คนเยอะไปแหะ

      “เห้ยไอ้ทิน! ทำไมมาอยู่ที่อับมุมแบบนี้วะ กูหาตั้งนาน” คงจะมีแต่ไอ้พันอ่ะนะที่สนุกไปกับงานปาร์ตี้นี่ ตั้งแต่มานี่มันก็ยิ้มร่าตลอด เดินกินขนมเล่นคุยเล่นกับพวกพี่แบงค์และก็ตีซี้คุยคนอื่นไปทั่ว

     นี่ไม่ได้ประชดมันเลยนะ มันทำอย่างนั้นจริงๆ อ่ะ

      “กูไม่ค่อยชอบคนเยอะอ่ะ เลยแยกออกมา” ผมแยกมานั่งอยู่ตรงมุมอับคน ผมเป็นพวกรักสงบอยู่ที่แบบนี้แล้วก็ไม่ไหว มึนหัวจริงๆ

      “เห้อ มึงนี่น้า แล้วกินอะไรไปมั้งยัง?”

      “อือ กินขนมไปบ้างอ่ะ”

      “อือๆ ให้กูอยู่เป็นเพื่อนมึงไหมทิน?”

      “เห้ย ไม่ต้องหรอก มึงไปสนุกต่อเหอะ อยู่กับกูเดี๋ยวก็เบื่อพอดี”

      “แล้วมึงจะอยู่คนเดียวน่ะหรอ?” มันถามกลับด้วยน้ำเสียงติดเป็นห่วง

      “เออ” ผมตอบทันทีจนหน้ามันย่นบูด

      “เออๆๆ แล้วแต่มึงละกัน ไม่ไหวอะไรก็บอกกูล่ะ”

      “อือๆ” ผมพยักหน้า ผมมองมันเดินออกไปแล้วคิดในใจ

      บทจะสนุกมันก็สนุก บทมันจะเงียบก็เงียบจริงๆ ช่วงนี้ผมเห็นพันมันนั่งเหม่อตั้งหลายครั้ง พอเรียกพอถามอะไรทีก็ต้องให้พูดทวนซ้ำ เหมือนมันมีเรื่องกลุ้มให้คิดในใจยังไงอย่างนั้น ไม่รู้มันทะเลาะกับแฟนมันหรือป่าวนะ แต่พอเห็นมันสนุกอย่างนี้ก็ค่อยหายห่วงขึ้นมาบ้างละนะ

     หันไปมองตรงงานคึกคักนั่นแล้วก็ถอนหายใจ คนก็เยอะ แสงไฟก็หลายสี เสียงดนตรีนี่ก็ดังจนสะเทือนไปทั้งตัว นี่ผมไม่ถูกกับอะไรแบบนี้จริงๆ เลย

      “ไฮ~” ผมหันไปมองต้นเสียงที่อยู่ใกล้ๆ เห็นผู้ชายผมทองตัวสูงขาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังผมที่นั่งอยู่

      “ไอทักยูนั่นแหละ” เขาบอกขำๆ ที่เห็นผมหันซ้ายฟันขวา

      “ผม?”

      “เยส~” เขาว่าแล้วเดินเข้ามา “ยูเป็นรุ่นน้องของแบงค์ไบท์หรอ”

      “อ่าครับ” พอมองใกล้ๆ เขาก็จัดว่าเป็นคนที่หน้าตาดีมากเลยแหะ เห็นดวงตาสีฟ้าที่น่าจะเป็นลูกครึ่งเผยออกมาอย่างเป็นมิตร

      “มายเนมคาโน่ ไอเป็นเพื่อนแบงค์ไบท์” เขาแนะนำชื่อตามมารยาท

      และตามมารยาทผมก็ต้องบอกใช่ไหม?

      “ครับ ผมชื่อทิน”

      “แล้วทำไมยูมานั่งอยู่คนเดียวล่ะ?”

      “เอ่อ คนมันเยอะน่ะครับ เลยออกมา” พี่คาโน่ยกยิ้ม รอยยิ้มนั้นให้ความรู้สึกแปลกๆ

     เหมือนรอยยิ้มของหมาป่า...

      “หืมมม เสียดายจังเลยนะ ปาร์ตี้ออกจะสนุกขนาดนี้” พี่คาโน่พูดแล้วยิ้มจนตาหยี

     คงเพราะเป็นลูกครึ่งละมั้ง ถึงได้ทำตัวเฟรนลี่แบบนี้...

      “คงงั้นครับ...”

      “แล้วอยู่คนเดียวไม่เหงาหรอ...” ไม่ได้แค่พูดเฉยๆ พี่คาโน่ท้าวแขนทั้งสองข้างก้มลงคร่อมผมให้อยู่ในกรอบแขน แถมใบหน้าก็เริ่มเข้าจนผมต้องเอนหลังไปติดกับโต๊ะ

      “เอ่อ...”

      “หือ?” เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่ผมกลับใจเต้นกับการกระทำที่เหมือนรุกเข้ามา

     นี่เขาแกล้งผมหรือไงกัน มันใกล้กันเกินไปแล้ว...

      “พวกมึงทำอะไรกันวะ!” เสียงบุคคลที่สามเข้ามาแทรกอย่างเสียงดัง ทำให้พี่คาโน่หันไปมองและกลับไปยืนตัวตรงอีกครั้ง

      “พี่ลม!

     พอดีเลย มาช่วยทันไว้พอดี...

      “เออกูเอง มึงมาทำอะไรที่นี่วะทิน”

      “คือผม...” ผมกำลังจะอธิบายแต่พี่มันพูดดักเอาไว้เหมือนรู้

      “ไม่ต้องเลย ไอ้พันบอกกูว่ามึงไม่ยอมเข้างานกูเลยมาตามมึงเนี่ย”

      “มาตามผม?”

      “เออ! มาปาร์ตี้ทั้งทีมึงจะนั่งเงียบทำไมวะ มานี่เลย”

      “อ้ะ!” พี่มันดึงผมให้ลุกตามแล้วทิ้งพี่คาโน่ไว้ ลากผ่านคนอื่นๆ ไปที่กลุ่มพี่มัน

      “อ้าวไอ้ทินนนน กูนึกว่าไม่ได้มาาาา  ฮ่าาาาาาาๆๆ” พอผมมาร่วมวงพี่เคนมันก็เริ่มแซะผม

      “ไหนมึงบอกไม่ชอบคนเยอะไง” ไอ้พันถามทันทีที่ผมนั่งข้างๆ

      “มึงก็น่าจะเห็นว่าพี่ลมลากกูมา” ผมหน้าบูดมองพี่ลม ส่ายหัวอย่างอารมณ์เสีย

      “ไอ้ทินนนน หน้ามึงเหมือนคนยังไม่เมาเลยว่ะ มึงยังไม่แดกเหล้าเลยใช่ม้าาาาา” ขนาดพี่แบงค์มันเมายังสังเกตได้ดีอีกว่าผมไม่ได้กริบเลยสักอึก

      “ก็ผมไม่ได้กินนี่”

     ก็คนมันไม่เคยกินอ่ะ ไม่คิดจะกินด้วย

      “จัดปายยยย”

      “เหวอ!” พี่มันแก้วเหล้ามาให้ ผมสัดมือไม่รับ “ผมไม่กินๆ”

      “มึงต้องกิน มางานกูแล้วไม่ดื่มเลยนี่มันหยามหน้ากูชัดๆ”

     หยามอะไร ผมแค่ไม่กินเหล้าาาาา

      “ไม่เอา!

      “มึงต้องกิน เห้ย! จับ!” พี่แบงค์สั่งพี่เคนกับไอ้พันที่นั่งข้างๆ รอบๆก็ พาจะหันมองผม

     ไอ้พัน... มึงก็ด้วยหรอ...

      “ก็ได้ๆ! กะ กินก็ได้..” ผมยอมพี่มัน รับมาอย่างไม่สมยอม และกลั้นใจดื่มมันลงไป

     “อึก...

     ลิ้มรสกับน้ำสีอำพันในแก้วแล้วรสชาติที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนทำให้ผมนิ่วหน้า ความร้อนที่พลุ่นพล่านอย่างกะทันหันทำเอาแทบเจ็บปวด เป็นการดื่มครั้งแรกที่ให้ความรู้สึกแปลกๆ จนไม่อยากจะกลืนลง

     ไม่ชอบ... เหล้าเลย...

      “ดีมากกกกก ไอ้น้องร้ากกกก” พี่ไบท์ชื่นชมผลงานที่แกมบังคับของพี่ชายตัวเอง

      “แดกอีกกกก”

      เฮือกกกก!

     ไอ้พี่แฝดมันล่อผมไปสี่ห้าแก้วเลย รสขมฝื่นคอทำเอาทำทรมานตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองจะคออ่อนมากน้อยแค่ไหน แต่ผมรู้สึกมึนตั้งแต่แก้วที่สองแล้วล่ะ

     หัวโอนเอนไปมา... ภายในหัวเริ่มคิดอะไรไม่ค่อยประติดประต่อ... ภายในร้อนรุ่มจนอยากจะถอดเสื้อ...

    เมาแล้วครับ...

      “พัน... กูขอไปเข้าห้องน้ำนะ”

      “อือๆ” ไอ้พันมันพยักหน้ารับ หน้ามันก็แดงๆ แล้วเหมือนกันแหละ แต่มันก็ยังกินไม่หยุดเลย

      ผมลุกออกจากกลุ่มไป หนีพวกพี่แฝดที่ไม่รู้จะบังคับให้ผมกินเหล้าอีกหรือป่าว เดินครองสติไปได้สักพักก็เพิ่งมารู้ตัวเอง...

      ห้องน้ำไปทางไหนวะ?

      ตึก! ผมเซจะติดผนังฤทธิ์แอลกอฮอล์เพียงน้อยนิดแต่ทำเอาผมมึนหัวอีกครั้งจนต้องสะบัดหน้าเรียกสติสักพัก ก่อนจะได้ยินเสียงเรียก

      “ทิน?” สัมผัสที่ไหล่กับเสียงผู้ชายของใครสักคนทำให้ผมหันไปมอง

      “พี่คาโน่...”

      “ไหวไหม ยูจะไปไหน?” พี่คาโน่ถามแล้วยิ้มให้

      “พาผมไปห้องน้ำได้ไหม...”

      “หืมมมม” พี่คาโน่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะดึงแขนลากผมไป ผมคิดว่าพี่เขาคงลากไปยังทางที่จะไปห้องน้ำ แต่พอเดินมากลับไม่ใช่...

      มันเป็นเหมือนมุมอับที่ลึกและเงียบ ไม่มีคน ไม่มีใครอื่น ไม่มีประตูที่คาดว่าจะเป็นทางเข้าห้องห้องน้ำนั่นเลย

      “พี่จะพาผม...”

      ปึก!

      “อ้ะ!” ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วใบหลังเล็กๆ ที่ถูกผลักเข้ากับกำแพง มือข้างที่จับแขนผมวางทาบกั้นทางหนีผมไว้

      “ก็ไอไม่ได้บอกยูว่าจะพามาสักหน่อย” ไม่ว่าเปล่า พี่คาโน่ก็สอดมือไปลูบไล้เอวภายในเสื้อนั่น ผมสะดุ้งเผลอกัดฟันแน่นกับความเสียวแปลกๆ

      “เนียนจังเลยนะ”

      “...อะ”

      ขะ เขาจะทำอะไรผม!!

      ร่างสูงของพี่คาโน่ก้มคร่อมลงมาที่คอ จมูกโด่งที่แตะมาสูดดมมีลมหายใจรดผ่านคอผมนั่นทำให้ผมเบิกตากว้างและพยายามจะใช้ทั้งสองมือผละออก แต่ไม่ได้ผล เรี่ยวแรงตอนเมานี่สู้เขาไม่ได้เลย

      “ปล่อยผมนะ!

      “อยู่นิ่งๆ!” เขาเริ่มโมโหใส่ที่ผมออกแรงดิ้นมากเกินไป

      “ปล่อย... อื้อ!!” ผมเบิกตาโพลงให้กับความตกใจ เขาก้มลงมาฉกจูบปิดปากผมแน่น มือทั้งสองข้างถูกตรึงกับผนังไว้แน่น ผมทั้งดิ้นทั้งพยายามจะหันหน้าหนีแล้วแต่แรงของคนหน้าผมสู้ไม่ได้เลยจริงๆ

      “อื้อ!!” น้ำตาเริ่มปริ่มออกจากดวงตา กำมือแน่นกับจูบที่ถูกฝืนบังคับ ในหัวมันทั้งมึนทั้งสับสนปนเป

      ทำยังไง... ทำยังไงดี...

      ทำไม... ไม่มีใครผ่านมาเลยหรือไง...

      ใครก็ได้ช่วยผมที... ช่วยผมด้วย... พี่ลม..

      จูบที่รุนแรงผละออกมาซุกไซร้ที่คอผมอีกครั้ง ปล่อยมือข้างหนึ่งแล้วสอดเข้าใต้สาบเสื้อผมอีกครั้ง คราวนี้มันเริ่มเลื่อนมาสูงขึ้น ผมพยายามดันตัวคนตรงหน้าออกก็แทบไม่สะทกสะท้าน

      “ปล่อย.. ผะ ผม ฮึก”

      ฟุบ!

      ผลั้วะ!!

      ร่างของผมปราศจากการถูกตรึง พี่คาโน่ถูกใครสักคนต่อยน่วมจนล้มไปกองกับพื้น แล้วตามไปส่งหมัดคนที่นอนอยู่ต่ออีกหลายครั้ง

      “เห้ย! อะไรกันวะ!” เสียงพี่ไบท์ที่วิ่งเข้ามาอย่างตกใจก่อนจะจับคนที่กำลังอัดให้หยุด

      ผลั้วะ!

      ในตอนนั้นเอง ไอ้พี่คาโน่มันก็เล่นต่อยสวนกลับไปอย่างขี้โกง จนพี่ฟ้าครามที่ตามมาต้องรีบไปล็อกตัวเขาไว้ด้วย ผมทรุดตัวลงอ่อนแรง พันกับพี่เคนที่วิ่งตามมาก็กระโจนเข้าประคองผม ตกใจทั้งเหตุการณ์ก่อนหน้าและทั้งตอนนี้ หายใจเข้าออกแรงๆ มองคนที่เข้ามาช่วยผมไว้อย่างอิดโรย

      “พี่.. ลม...”

 

      “อะ โอ้ย” ผมตื่นมาในห้องที่กว้างห้องหนึ่งพลางกุมหัวกับอาการปวดหัวที่หนักมากจนต้องหลับตาข่ม หันไปเห็นเพื่อนตัวเองที่นอนอยู่ข้างอย่างงงๆ

      “อือ... ตื่นแล้วหรอ” มันตื่นทันทีที่ผมลุกขึ้นขยับตัว “เป็นไงบ้าง เจ็บอะไรตรงไหนหรือป่าว”

      “... แค่ปวดหัวน่ะ” ผมส่ายหน้าแล้วตอบ มันหันไปหยิบยากับแก้วน้ำข้างเตียงมาให้

      “อ่ะ กินแล้วก็นอนไปแหละ อย่าเพิ่งลุกเลย” มันประคองให้ผมนอนลงอีกครั้ง ผมพาดแขนปิดหน้า

      หัวมันหนักอึ้ง...

      ภาพในหัวมันฉายเหตุการณ์นั่นอีกครั้งจนมือผมสั่น...

      “ไอ้เลวนั่น ถ้ากูไปกับมึงด้วย มึงคงไม่โดนไอ้เลวนั่นมันทำแบบนี้...”

      “ไม่หรอก อย่าพูดอย่างนั้น”

      มึงไม่ผิดสักหน่อยพัน อย่าโทษตัวเองเลย...

      พันมันสบถอย่างน่าเจ็บใจ “มึงนอนต่อเถอะ อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย”

 

      ผมตื่นมาอีกครั้งก็ไม่เห็นเพื่อนสนิทที่เคยนอนอยู่ข้างๆ ฟ้าที่เริ่มสว่างในตอนเช้าสาดส่องผ่านช่องม่านหน้าต่าง ตอนนี้พันมันคงไปไหนแล้วละมั้ง

      อาการปวดหัวที่หายดีแล้วทำให้ผมลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา มองใบหน้าริมฝีปากตัวเองผ่านกระจก มันบวมเจ่อเพราะความรุนแรงนั่น เอาน้ำลูบล้างลำคอตัวเองเพื่อล้างสัมผัสพวกนั้นออก

      ทั้งชีวิตนี้ ผมไม่เคยเจออะไรที่เลวร้ายแบบนี้เลย...

      ไม่เคยเสียจูบแรกให้ใครเลยด้วย...

      แกร้ก!

      เสียงประตูห้องถูกเปิดอย่างเบามือโดยใครสักคน ผมหลุดจากภวังค์นั่นแล้วเดินออกจากห้องน้ำ

      “พี่ลม?”

      “อ้าว ตื่นนานแล้วหรอ”

      “อื้อ” ผมพยักหน้า มองหน้าพี่ลมที่มีแผลที่มุมปาก ตอกย้ำว่าเมื่อวานเป็นเขานั่นเองที่มาช่วยตัวเองไว้

      “กูขอโทษนะ..” พี่ลมเบนหน้าเกริ่นพูดขึ้นมา “ที่ไปช่วยมึงไม่ทัน...”

      “ไม่หรอก เป็นผมมากกว่าที่ต้องขอโทษพี่...”

      ทั้งอยากขอโทษที่ทำให้เจ็บตัวและอยากขอบคุณที่ช่วยผม

      “และก็ขอบคุณพี่มากนะ ที่ช่วยผม...” ผมกลั่นคำพูดออกมาจากใจ มองคนข้างหน้าแล้วยิ้มบางๆ มือใหญ่ๆ ลูบหัวเบา คล้ายกับว่าเป็นการปลอบผม

      “ไม่ว่ามึงจะเป็นอะไร ขอให้มึงนึกถึงกูเป็นคนแรก กูจะไปช่วยมึงเอง” น้ำเสียงที่อบอุ่น มือที่อบอุ่น มันทำให้ผมอุ่นใจจนระบายยิ้ม

      รู้สึกเหมือนว่า ถ้าอยู่กับพี่ลมแล้ว ผมจะปลอดภัย...

      “ขอบคุณครับ”

      ขอบคุณที่ช่วยผม ขอบคุณที่ปกป้องผม ถ้ามีพี่อยู่ข้างๆ ผมตลอดเวลาล่ะก็คงจะดี...

      เอ้ะ?

      “ละ เลิกซึ้งได้ละ.. โอ้ย!” พี่มันร้องขึ้นแล้วแตะที่มุมปากพลางร้องซี้ดเบาๆ

      “เจ็บมากไหม”

      “ก็เออ ไอ้เลวนั่นแม่งมือหนักชิบ!” ผมนิ่วหน้ามองแผลที่มุมปาก

      “มีกล่องปฐมพยาบาลไหม เดี๋ยวผมทำแผลให้”

      “หือ? มึงทำไหวหรอ” ผมพยักหน้าส่ง “ในห้องนี้น่าจะมีละมั้ง ตรงตู้ใหญ่น่ะ” ผมเดินไปหยิบตามตำแหน่ง พี่ลมก็รู้หน้าที่นั่งบนเตียงรอ

      พอผมแตะแอลกอฮอล์ลงบนแผลเท่านั้นแหละ พี่มันก็ร้องซี้ดแสบจนผมต้องผละมือออก

      “เบาๆ หน่อยสิทิน”

      “นี่ก็เบาแล้วนะ” ผมบรรจงให้การทำแผลเป็นไปอย่างเบามือที่สุด ใช้สมาธิจดจ่อกับแผลอย่างสุดฝีมือ แต่ไม่รู้เพราะผมจดจ่อมากไปหรือป่าว สายตามันดันจ้องริมฝีปากอีกอย่างไม่ละสายตา

      เพราะอะไรผมก็ไม่เข้าใจ...

      จนพลันไปนึกถึงความรู้สึกที่ตัวเองยังสงสัย ความรู้สึกเมื่อกี้... ที่อยากให้เขาอยู่ข้างๆ เรา...

      ทำไมถึงได้คิดแบบนั้นกันนะ...

      “ทิน” เพราะถูกพี่ลมเรียกทำให้เงยหน้ามองไปทั้งๆ ที่กำลังนึกคิดอะไรนั่น สายตาที่สบกับพอดีมันทำให้ผมหลุดไปอีกภวังค์หนึ่ง ใจเต้นแรงกับแรงดึงดูดระหว่างสายตา คำถามก็ได้เกิดขึ้นอีก

      ความรู้สึกนี้มันคืออะไร เหมือนจะดีแต่มันก็แอบลุ้น มันคืออะไร อยากรู้ให้มันชัดเจนกว่านี้...

      เอ้ะ? ไม่นะ!

      ผมผละตัวเองออกมาพลางเบือนหน้าหนี เก็บของใส่กล่องแล้วรีบลุกออกจากห้องไปเลย

      เกือบไปแล้ว... อีกแค่นิดเดียวปากก็เกือบจะจูบกันอยู่แล้ว

      หัวใจนี่แทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

      นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย...

 

 

2BeCon

ความคิดเห็น