#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๐๙ :: เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่ [ ๑๐๐% ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๐๙ :: เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่ [ ๑๐๐% ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.4k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2559 17:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๐๙ :: เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่ [ ๑๐๐% ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๐ ...

 

 

เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่

 

 

 

“พวกคุณทั้งคู่ไม่คุยกันมานานเท่าไรแล้วคะ”

            “ตั้งแต่ช่วงเมษา ลากยาวมาถึงปลายพฤษภา จนมาเมื่อวานก็ได้คุยกันนิดหน่อย”

            “เมื่อวานนี้ที่เลื่อนนัดเข็มเพราะบอกว่ามีธุระด่วนอย่างนั้นหรือคะ? แล้วคุณอี้เผิงรู้ไหมคะ ว่าอารมณ์และความเครียดสะสมของคุณวาโยส่งผลกระทบต่อเด็กในท้องเต็มๆ ทั้งพัฒนาการ ความรู้สึก หรือแม้แต่สุขภาพจิต เด็กจะสามารถรับรู้ได้ทั้งหมดถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงตัวอ่อน”

            อี้เผิงทำสีหน้าครุ่นคิดตามที่เข็มอัปสรแจง แต่แค่ครู่เดียวก็กลับวางเฉยทำหูทวนลมและลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนเข็มอัปสรถึงกับชะงัก

            “หมดธุระของคุณแล้วใช่มั้ย ผมมีงานต้องทำ ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องขยะพวกนี้”

            “แต่คุณอี้เผิงคะ”

            “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณเข็ม”

            วาโยซึ่งนั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเข็มอัปสรตั้งใจจะรั้งอี้เผิงไว้ให้อยู่ในห้องนี้ต่อ มือขาวกุมหน้าท้องซึ่งตอนนี้เริ่มนูนขึ้นรูปมาทีละนิดและเก็บกลืนความขื่นขมลงคอ ขอแค่ช่วงระยะเวลาทำใจในการตัดสัมพันธ์ครั้งนี้มีลูกอยู่เคียงข้างเขาก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีอี้เผิงต่อไปก็ได้ เพราะอีกไม่ช้าก็เร็ว วาโยจะกลับไปเป็นวาโยคนเก่า...

วาโยคนที่ไม่จำเป็นต้องมีความรักก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย

            “เขาพูดถูก ตอนนี้ผมมันเป็นแค่ขยะในสายตาเขาไปแล้ว ปล่อยให้เขาไปทำงานของเขาเถอะครับ ผมรู้ดีว่างานของพรรคมังกรดำมีมากจนล้นมือ เดี๋ยวนายหญิงจะโวยให้ความเลินเล่อของคนที่เป็นถึงหัวหน้า”

            “ได้ยินชัดแล้วใช่มั้ย”

            อี้เผิงถามด้วยน้ำเสียงดุๆ เพราะหวังจะให้เข็มอัปสรกลัวในท่าทีข่มขู่ หากแต่นักจิตวิทยาสาวกลับไม่มีแม้สักเสี้ยวความหวั่นเกรง เมื่อเห็นอี้เผิงกำลังจะผลักประตูออกไป เข็มอัปสรจึงเลื่อนเก้าอี้ดังครืดและยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะตะโกนรั้งคนที่เพิ่งแสดงอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ให้หยุดลงตรงนั้น

            “เดี๋ยวค่ะ”

            “อะไรอีก?” คนที่ถูกกัดไม่ปล่อยค่อยๆ หมุนตัวกลับด้วยความเชื่องช้า พอเหลือบสายตาไปด้านข้างแล้วพบว่า วาโยยังคงนั่งนิ่งโดยไม่แม้แต่จะชายตามองมาอย่างที่แอบหวังไว้ อี้เผิงจึงหลุดแค่นหัวเราะเล็กน้อยเพราะนึกสมเพชในความโง่เง่าของตัวเอง ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับเข็มอัปสรที่ยืนจังก้ากล้าท้าทายอำนาจของเขาต่อ “บอกธุระทั้งหมดของคุณมาภายในหนึ่งนาที ไม่อย่างนั้นผมจะสั่งให้หัวหน้าแผนกไล่คุณออกโทษฐานที่กล้าต่อรองกับผม”

            “เอ่อ...”

            “หกสิบ ห้าสิบเก้า ห้าสิบแปด...”

            “คืออย่างนี้ค่ะ เข็มไม่สนหรอกนะคะว่าพวกคุณทั้งสองคนไปทะเลาะอะไรกันมา แต่ถ้าคุณคนใดคนหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือกับงานของเข็ม เข็มจะถือว่าพวกคุณทั้งคู่เป็นภัยต่อเด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกในไม่ช้านี้”

            “หมายความว่ายังไง?”

            “อันดับแรกเลยนะคะ พวกคุณต้องเข้าใจก่อนว่าสังคมไทยยังไม่เปิดรับผู้ปกครองที่เป็นเพศเดียวกันเท่าไรนัก การได้รับสิทธิ์เลี้ยงดูก็ทำได้ยากยิ่งหากแม่อุ้มบุญไม่ยินยอม กว่าจะว่าความและต่อสู้คดีในศาลก็กินเวลาไปเกือบปี ถามตรงๆ เลยนะคะว่าในฐานะคนเป็นพ่อคุณจะยอมเสียเวลาพวกนั้น โดยไม่ทันได้เห็นพัฒนาการทีละก้าว ทีละก้าวของลูกน้อยที่สู้อุตส่าห์ฟูมฟักเหรอ? ดังนั้นเรื่องที่เข็มต้องการจะบอกก็คือ ระหว่างหกเดือนก่อนครบกำหนดคลอด เข็มอยากเห็นพวกคุณแสดงความรักให้เข็มเห็นว่าพวกคุณมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นทั้งพ่อและแม่ เพราะถ้างานออกใบรับรองของเข็มมีปัญหาละก็ บางทีศาลอาจตัดสินให้พวกคุณไม่ได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้”

            “แต่น้องหนาวเป็นลูกที่เกิดจากความต้องการของเรา คุณไม่มีสิทธิ์มาเล่นตลกกับผมแบบนี้”

            “น้องหนาวเหรอคะ?”

            เข็มอัปสรยิ้มกริ่มเมื่อแผนล่อเสือสองตัวให้กลับมาอยู่ถ้ำเดียวกันดูท่าจะไปได้สวย ความจริงเคสของวาโยไม่เกี่ยวข้องกับศาลเลยสักนิด แต่เพราะเธอต้องการให้ทั้งวาโยและอี้เผิงกลับมาปรับความเข้าใจกันเพื่อเจ้าตัวน้อย การยกเรื่องกฎหมายขึ้นมาขู่ดูท่าจะเป็นวิธีที่ช่วยให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลงได้อย่างรวดเร็ว “ก็ถ้าคุณอี้เผิงไม่ยอมมานั่งลงแล้วคุยกันดีๆ บางทีน้องหนาวอาจจะมีบ้านสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรออยู่ในอนาคตก็เป็นได้นะคะ ใครจะรู้”

            “นี่คุณ!!!

            “คุณอี้เผิงครับ กลับมานั่งก่อนเถอะครับ ผมขอร้อง”  

            เสียงที่ดังแทรกเข้ามาคือเสียงของคนที่อี้เผิงไม่คาดคิดว่าจะยอมเปิดปากคุยกับเขาง่ายๆ

แต่คงเพราะคำอธิบายยาวเหยียดของเข็มอัปสรที่หยิบยกเรื่องลูกขึ้นมาอ้าง เลยทำให้สีหน้าในตอนนี้ของวาโยดูซีดเผือดและไม่สู้ดีเท่าไรนัก เป็นธรรมดาที่หัวอกคนอุ้มท้องจะทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก และก็เพราะความเว้าวอนนั้นเองที่ทำให้อี้เผิงซึ่งยังมีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่ยอมกลับมานั่งที่เดิม ถึงแม้จะหงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องมาเสียฟอร์มต่อหน้านักจิตวิทยาซึ่งดูจะรู้ทันเขาไปหมด แต่ถ้าพูดในฐานะความเป็นพ่อคน เขาก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน ถ้าต้องทนเห็นลูกถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา

            “คืออย่างนี้นะคะ นี่เป็นใบประชาสัมพันธ์จากทางแผนกแม่และเด็กอ่อนของทางโรงพยาบาลเมืองเอก เนื่องจากสัปดาห์หน้าทางแผนกจะมีจัดกิจกรรมร่วมกับคนไข้ เข็มเลยอยากให้คนที่เป็นคู่รักเพศเดียวกันอย่างพวกคุณได้เข้าร่วมเพื่อเรียนรู้ที่จะตั้งรับหากในวันหนึ่งข้างหน้าเด็กมีคำถามว่าทำไมเขาถึงมีพ่อและแม่เป็นเพศเดียวกัน อ้อ! แล้วก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ เพราะทางเราจะให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กอ่อนผ่านเกมสนุกๆ ที่สามารถทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้โดยง่าย งานเริ่มสิบโมง ห้ามสายเด็ดขาด และที่สำคัญที่สุดพวกคุณต้องมาพร้อมกันนะคะ ไม่อย่างนั้นเข็มปรับตกตั้งแต่ด่านแรกจริงๆ ด้วย”

            วาโยพยักหน้ารับคำว่าเข้าใจตามที่เข็มอัปสรบอกเบาๆ ก่อนจะหันมามองผู้ชายด้านข้างที่ยังคงนั่งนิ่งราวกับกำลังเหม่อลอยคิดเรื่องอื่นอยู่ “คุณอี้เผิงครับ

            “...”

            “หวังว่าแค่เจียดเวลาหนึ่งวันที่ต้องใช้กับเมียเก็บคนนั้นมาให้ลูกในท้องของผม มันคงไม่เหนือบ่าฝ่าแรงของหัวหน้าพรรคมังกรดำเกินไปใช่ไหมครับ”

            “...”

พฤติกรรมปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอของวาโยกำลังทำให้อี้เผิงรู้สึกหน่วงไปหมด แต่ถึงแม้คำค่อนแคะจะทำให้อกข้างซ้ายไหม้หรือไส้ข้างในขม ทว่าอี้เผิงก็หนักแน่นพอที่จะปล่อยให้ความเข้าใจผิดๆ นี้ทำร้ายวาโยต่อไป ในเมื่อจะให้ลดตัวลงไปขอโทษคนที่ไม่แม้แต่จะรับฟังคำพูดของเขาก็คงทำไม่ไหว สุดท้ายอี้เผิงจึงแกล้งรับคำส่งๆ ไปอย่างนั้น เพื่อแกล้งให้วาโยเข้าใจว่า เขาอยากไปหาเดซี่มากกว่าที่จะมาให้เวลากับลูก

“อืม”

“ขอบคุณครับ”

“งั้นเอาเป็นว่าเจอกันวันศุกร์หน้านะคะ คุณวาโย คุณอี้เผิง”

วาโยยิ้มรับน้อยๆ ในคำสรุปความของเข็มอัปสร เมื่อรับใบประชาสัมพันธ์มาใส่กระเป๋าเสร็จก็ค่อยๆ ประคองตัวขึ้นยืนด้วยความระแวดระวัง เพราะมีเจ้าตัวน้อยอิงแอบอยู่ในท้อง ทำให้จะเดินจะเหินก็ไม่สะดวกเหมือนเก่า ถ้าเมื่อเดือนก่อนเขากับอี้เผิงไม่ได้ทะเลาะกันจนเรื่องมันคาราคาซังมาถึงวันนี้ อีกฝ่ายก็คงจะมีน้ำใจมาช่วยพยุงและช่วยเหลือเขาอีกแรง แต่เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตกอยู่ในสถานะคนที่แค่น้ำหน้ายังไม่อยากจะมอง วาโยจึงไม่แปลกใจที่อี้เผิงจะชิงเดินออกจากห้องไปตั้งแต่ตอนที่เข็มอัปสรกล่าวสรุปเสร็จแล้ว

วาโยถอนหายใจออกมาด้วยความระอาใจปนเหนื่อยหน่าย มันคงเริ่มแล้วจริงๆ ใช่ไหมกับคำว่าไม่มีตัวตนที่อี้เผิงเคยพูดตอกหน้าเขาไว้เมื่อคราวก่อน ถึงจะรู้สึกตัวคนเดียว แต่แค่ก้มมองสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ในท้องก็หลุดยิ้มออกมาราวกับคนบ้า แม้ความเป็นจริงจะไม่มีใครอยู่เคียงข้างก็ตาม

ขณะที่วาโยกำลังเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามโถงทางเดินนั้นเอง เสียงถึกถักของผู้ชายหน้าตาท่าทางดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนรู้จักก็ดังเข้ามาใกล้ เมื่อระยะห่างถูกร่นให้อยู่ในระยะประชิดกัน วาโยจึงหลุดปากเรียกชื่ออีกฝ่ายที่ไม่ได้เจอกันนานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ   

            “คุณหมอปั้นสิบ”

 

 

 

 

 

 

 

            “คุณเป็นยังไงบ้างครับ ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยคุณออกมาจากกรงขังของคุณราชันย์ได้”

 

            ถ้ามึงมีแผนร้ายคิดจะทำอะไรวาโยละก็ กูจะตามยิงหัวผู้มีพระคุณของมึงทีละตัว

          ‘!!!’

          แล้วก่อนที่พวกมันจะทันไปเยือนยมโลก กูจะเ_ดหลานชายสุดที่รักให้ไอ้แก่หน้าเลือดได้ดูหนังสดก่อนตายสักม้วน มึงคิดว่าบรรดาลุงๆ ของมึงจะตายตาหลับไหมวะ

          ไอ้ชาติชั่ว!’

 

            ปั้นสิบส่ายศีรษะขับไล่เสียงของราชันย์ที่ยังคงก้องอยู่ในหัว ก่อนจะหันมาสนใจวาโยที่นอนให้เขาทำการอัลตร้าซาวนด์อยู่บนเตียง เกือบเดือนที่เขาถูกจับตัวไปแต่ไม่มีใครสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากนรกบนดินซึ่งเกิดขึ้นโดยฝีมือของราชันย์ได้ อีกฝ่ายแกล้งตบตาบรรดาญาติผู้ใหญ่ฝั่งพรรคจันทร์ทรงกลดว่าขอตัวเขาไปช่วยงาน แต่แท้จริงแล้วไอ้สวะตัณหากลับมันข่มขู่เขาเอาไว้ว่า ถ้าเขาแพร่งพรายเรื่องที่มันข่มขืนเขาออกไปให้ใครรู้ มันจะส่งคลิปวีดีโอตอนเขาถูกมันทำระยำใส่ให้ทุกคนในพรรคได้ดูโดยทั่วกัน เพราะแบบนั้นเองเขาถึงต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง โชคดีอย่างเดียวตรงที่ราชันย์จะกลับเข้ามาในห้องพักก็ต่อเมื่อตะวันตกดินแล้ว เขาเลยไม่ถูกทารุณกรรมและได้ลิ้มรสชาติของความขื่นขมไปมากกว่านี้ 

            “ไม่เป็นไรครับ นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณวาโย อย่าเครียดไปเลยนะครับ เดี๋ยวมันจะส่งผลกระทบต่อลูกในท้อง”

            “...”

            วาโยเม้มริมฝีปากแน่นหลังจากที่ได้ยินปั้นสิบทักท้วงเรื่องสุขภาพ คงเพราะสภาพหน้าที่ดูซีดเซียวไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก ปั้นสิบถึงจับไต๋ได้ว่าเขากำลังมีเรื่องให้คิดมากอยู่ตอนนี้

            “หมอปั้นสิบพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว ความจริงผมมีเรื่องคาใจอยากจะปรึกษาคุณอยู่พอดี”

            “เชิญว่ามาได้เลยครับ”

            “คือ...”

            “...”

            “หมอปั้นสิบก็รู้ดีใช่มั้ยครับว่าผมเป็นคนเข้มแข็งและเด็ดขาดมาก มันคือนิสัยพื้นฐานที่ผมถูกนายหญิงเหม่ยฮัวฝึกให้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ไม่รู้ทำไมพอเริ่มตั้งท้อง ความเข้มแข็งของผมถึงได้ถูกลดทอนลงไปด้วย ผมไม่รู้ว่าลูกจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมอ่อนโยนขึ้นหรือเปล่า แต่มันน่าแปลกมากที่พักหลังๆ มานี้ผมอ่อนไหวง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง บางทีก็น้อยอกน้อยใจถึงขั้น เอ่อ มีน้ำตา...”

“อ้อ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับที่คุณวาโยจะรู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ เพราะช่วงนี้ฮอร์โมนของคุณวาโยอยู่ในสภาวะแปรปรวนได้ง่าย คือปกติแล้วฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นของผู้หญิงเขาน่ะครับ เวลาอุ้มท้องหรือช่วงก่อนมีประจำเดือนจะส่งผลเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกเต็มๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณวาโยซึ่งเป็นผู้ชาย จะรู้สึกว่าตัวเองรับมือกับอารมณ์ด้านนี้ไม่ไหว”

“...”

“ทางเดียวที่พอช่วยได้ก็คือปล่อยให้น้ำตามันระบายความอึดอัดและอัดอั้นเหล่านั้นออกมาให้หมด อย่าเก็บกดมันไว้ในใจคนเดียวเด็ดขาด เพราะยิ่งถ้าคุณวาโยละทิ้งความเครียดพวกนั้นผ่านการร้องไห้ มันก็จะช่วยส่งผลให้อารมณ์ของคุณดีขึ้นได้ไม่ยาก”

ปั้นสิบอธิบายยาวเหยียดพร้อมทั้งทาเจลใสลงบนหน้าท้องของวาโยอย่างเบามือ เมื่อเห็นว่าสีหน้าคนไข้พิเศษดูดีขึ้นมากแล้ว จึงใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์ตรวจการตั้งครรภ์ รอไม่นานนักภาพจากจอมอนิเตอร์ซึ่งแต่เดิมเป็นขาวดำ ก็ฉายให้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋ว

            “นี่แขนของเจ้าตัวน้อยครับ ส่วนนี่ก็ขา สามเดือนแล้วเขาจะมีพัฒนาการด้านอวัยวะครบถ้วนและเริ่มรับรู้รสชาติอาหารที่ส่งมาจากคนเป็นแม่โดยตรง ช่วงนี้ผมแนะนำว่าให้คุณวาโยรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ดื่มนมและยาบำรุงครรภ์ที่นายหญิงเหม่ยฮัวซื้อเตรียมไว้ให้ ลูกจะได้ออกมาสุขภาพร่างกายแข็งแรง”

            น้ำตาของวาโยซึมออกมาบนปลายหางตาอย่างไม่รู้ตัวเพียงเพราะได้เห็นภาพในจอมอนิเตอร์สีขาวดำ หัวใจของคุณแม่มือใหม่ในคราบบุรุษเพศเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมานอกอกในไม่ช้านี้ ความรู้สึกตื้นตันทำให้วาโยรับรู้ว่าข้างในหัวใจตายด้านของเขาที่เคยเข้าใจมาตลอดว่ามันคือก้อนภูเขาน้ำแข็ง นาทีนี้กลับมีเลือดเนื้อและความรู้สึกไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นเลย

            “ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำ แต่คุณหมอปั้นสิบ ผมยังมีอีกหนึ่งคำถาม”

            “ครับ?”

            “คุณเป็นกบฏของพรรคมังกรดำใช่หรือเปล่า”

            “คุณวาโย...”

            “ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่ผมจะไม่ตัดสินคุณหรอกนะครับ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ข้อนั้นผมรู้ดี” วาโยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างเช่นทุกที ก่อนจะใช้ทิชชู่ซึ่งปั้นสิบยื่นให้ เช็ดเจลบนหน้าท้องออกและปิดเสื้อยืดซึ่งเลิกขึ้นมาอยู่ใต้ราวนมลง “แต่ที่ผมต้องการจะบอกคุณก็คือ ถ้าคุณคิดว่าพรรคจันทร์ทรงกลดเป็นเหมือนครอบครัวที่มีพระคุณกับคุณ พรรคมังกรดำเองก็มีพระคุณกับผมเหมือนกัน ดังนั้นผมจะไม่ยอมให้คุณหรือศัตรูหน้าไหนมาทำให้พรรคมังกรดำซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวของผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ผมขอให้หมอปั้นสิบเข้าใจไว้ ณ ตรงนี้ด้วยนะครับ”

            “...”

            “ผมตัวคนเดียวมาตั้งแต่จำความได้ นายหญิงเหม่ยฮัวเป็นคนติดต่อรับเลี้ยงผมจากบ้านเด็กกำพร้า เธอให้ทั้งการศึกษาและหน้าที่การงานที่มั่นคงกับผม ดังนั้นการตั้งท้องเพื่อให้กำเนิดทายาทแก่พรรคมังกรดำตามคำขอร้องของผู้มีพระคุณ ก็ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่คนไม่มีวาสนาอย่างผมพอจะทำได้ ถึงแม้นั่นหมายถึงต้องแลกกับอิสรภาพหรือความสุ่มเสี่ยงทางชีวิต ผมก็ยินดี คุณปั้นสิบพอจะจินตนาการออกใช่ไหมครับว่าผมเคารพและเทิดทูนพรรคมังกรดำมากแค่ไหน”

            เสียงของวาโยสั่นเครือจนปั้นสิบสามารถสัมผัสได้ เพราะรู้สึกเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายไม่น้อยที่ต้องแบกรับชะตากรรมของพรรคไม่ต่างกัน ปั้นสิบจึงหลุดปากพูดถึงเรื่องประวัติส่วนตัวที่มีคำสั่งจากญาติผู้ใหญ่ว่าให้ปกปิดไว้ แม้จะรู้ดีแก่ใจว่านี่เป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณของอาชีพแพทย์ก็ตาม

            “ที่จริงแล้วคุณวาโยไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวหรอกนะครับ แต่ประวัติของคุณถูกเก็บไว้เป็นความลับ และผมก็ถูกกำชับมาว่าห้ามเผยแพร่มันออกไปให้คุณทราบเด็ดขาด”

            “มะ หมายความว่ายังไง”

            “คุณวาโยก็รู้นะครับว่าการที่ผู้ชายท้องได้มันเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงถึงสูงมาก ดังนั้นกรณีต้องเปลี่ยนอวัยวะภายในฉุกเฉินหรือกรุ๊ปเลือดที่ต้องการเป็นกรุ๊ปเลือดหายากระหว่างผ่าตัดทำคลอด ทางเราจะติดต่อไปหาพี่น้องของคุณโดยตรง เพราะถึงจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน แต่อย่างไรซะ สายสัมพันธ์ของคนที่มีสายเลือดเดียวกันก็ตัดกันไม่ขาด ผมพูดถูกไหมครับ”

            “...”

            “ในห้องทำงานของผมมีเอกสารซึ่งระบุรายชื่อพร้อมที่อยู่ของพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งหมดของคุณ ตอนนี้คุณวาโยอาจจะยังไม่เชื่อใจผมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อเถอะนะครับว่าถึงแม้จะอยู่คนละพรรคแต่ผมมีความหวังดีให้กับคุณเสมอ ยิ่งรู้ว่าคุณเองก็มาจากบ้านเด็กกำพร้าเหมือนกันกับผม มันยิ่งทำให้ผมอยากจะช่วยเหลือคุณมากขึ้นไปอีก”

            วาโยทำหน้าปั้นยากอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ที่ปั้นสิบพูดมาดูมีหลักการและเหตุผลจนตอนนี้ใจของเขาเผลอเต้นไม่เป็นส่ำ แม้มันจะฟังดูแปลกพิลึกและน่าเหลือเชื่อเกินกว่าจะดีใจที่ได้รับรู้ว่าตัวเองก็มีพี่น้องซึ่งใช้นามสกุลนฤบดินทร์อาศัยอยู่ร่วมโลก แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้อย่างประหลาด และเพราะตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา วาโยคิดมาตลอดว่าหากมีชีวิตอยู่ก็จะอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ถ้าหากตายก็จะตายไปเพียงลำพังคนเดียว ตอนนี้เขาเลยไม่รู้จะรับมือกับความจริงข้อที่ว่านี้ได้อย่างไร

            เมื่อเรียงลำดับความก่อนที่จะได้รู้ว่าตัวเองมีพี่น้องอยู่ วาโยก็ค้นพบว่าสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือการกลับไปพูดเปิดอกกับอี้เผิงที่บ้าน เพราะถ้าเรื่องที่หมอปั้นสิบยอมรับกับปากกลายๆ ว่าตัวเองคือกบฏของพรรคมังกรดำ เป็นเรื่องเดียวกันกับที่อี้เผิงตั้งใจจะอธิบายให้เขาฟังว่าทำไมราชันย์ถึงจับตัวปั้นสิบไปทำร้าย นั่นก็เท่ากับว่าเขามีส่วนผิดที่ไม่รับฟังอะไรและเอาแต่จะใช้อารมณ์โกรธเกลียดขึ้นมาอยู่เหนือเหตุและผลลูกเดียว

“ถ้าสิ่งที่หมอปั้นสิบพูดมาเป็นความจริง ผมคิดว่าบางทีตอนนี้ ผมคงติดค้างคำขอโทษคุณอี้เผิงอยู่”

 

 

 

 

 

 

“จะรีบไปไหนเหรอจ๊ะที่รัก”

!!!

เสียงตะโกนทักทายที่ฟังดูคุ้นเคยทำเอาคุณหมอหนุ่มที่เพิ่งออกเวรถึงกับหน้าซีดเผือด ทั้งที่อุตส่าห์หาทางเลี่ยงแล้วแท้ๆ ทำไมราชันย์ถึงยังหาตัวเขาพบอีก เพราะกลัวว่าจะต้องกลับไปอยู่กับฝันร้ายเหมือนตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปั้นสิบจึงรีบหมุนตัวกลับหลังและก้าวเท้าฉับๆ เพราะหวังจะพาตัวเองไปให้พ้นจากเงื้อมมือของราชันย์

“ไม่ได้ยินหรือไง กูถามว่ามึงจะรีบไปไหน”

แต่จนแล้วจนรอดความพยายามของคนเป็นหมอก็ไม่เป็นผล เมื่อราชันย์เดินมาดักหน้าและไม่ว่าเขาจะเดินไปทางซ้ายหรือทางขวา อีกฝ่ายก็สามารถทำตัวเป็นกำแพงมนุษย์ตามติดไปได้เสียทุกที่ สุดท้ายปั้นสิบที่ทนความหน้าด้านหน้าทนของราชันย์ไม่ไหว จึงจำต้องเงยหน้าขึ้นมองอริร้ายที่สุดแค้นแสนเกลียดในชีวิตด้วยสายตาอาฆาตพลางโพล่งถามออกไปตรงๆ

“คุณต้องการอะไรกันแน่ โอ๊ย! ปล่อยผมนะ ผมเจ็บ”

            “กูต้องการอะไรงั้นเหรอ? กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่าถ้าเลิกงานให้ออกมารอกูที่ประตูทางออกหน้าตึก เดี๋ยวกูจะขับรถมารับ แล้วนี่อะไร เดินเลาะมาที่ข้างหลังตึกแบบนี้ คิดจะต่อต้านคำสั่งกูงั้นสินะ”

            “ก็แล้วจะให้ผมรอที่จะได้กลับไปอยู่กับหมาบ้าอย่างคุณหรือไง ในเมื่ออยากเปิดโอกาสให้ผมหนี ผมก็ต้องรีบหนีสิ ใครมันจะโง่กลับไปเป็นตัวรองรับอารมณ์ของคุณกัน”

            ปั้นสิบรีบแย้งพร้อมทั้งฉวยจังหวะที่ราชันย์ยังวุ่นกับการออกแรงกระชากลากเขาให้เดินตามหยิบอุปกรณ์ช่วยชีวิตยามฉุกเฉินขึ้นมา มันคือเข็มฉีดยาสลบที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ใช้ต่อกรกับผู้ชายพละกำลังมหาศาลอย่างราชันย์โดยเฉพาะ

            “โอ๊ย! ผมเจ็บนะ เบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง ผมก็คนนะ ไม่ใช่วัวใช่ควายที่คุณจะมาออกแรงลากกลางที่สาธารณะแบบนี้” ปั้นสิบบริภาษเสียงหลงเมื่อดูท่าว่าราชันย์จะรุนแรงกับเขามากกว่าทุกที รอยบีบเต็มกำมือทำให้เจ็บระบมที่ไขข้อราวกับกระดูกร้าวจวนใกล้จะหัก ถ้าไม่ติดว่ากลัวใครต่อใครจะมองมาและโดนราชันย์ตะโกนตอกกลับไปว่าแค่เรื่องผัวเมียทะเลาะเบาะแว้งกัน เขาคงจะออกแรงขัดขืนได้มากกว่านี้

“ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ เพราะตอนที่คุณเผลอหลับให้ผมเห็นเมื่อไหร่ ผมจะบีบคอคุณให้ตายคามือ!

            “ฆ่าผัวตัวเองลงหรือไง”

            “อย่ามายัดเยียดคำว่าผัวให้ผมพล่อยๆ นะ! แล้วที่สำคัญผมเคยบอกคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอว่างานของผมคือการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ไปขลุกอยู่กับสัตว์นรกอย่างคุณ”

            “หึๆ ปากหนักด่ากูนักก็เตรียมใจเอาไว้ดีๆ แล้วกัน เพราะกูทำอะไรได้มากกว่าที่มึงคิดเยอะ ที่รัก”

            จังหวะที่ราชันย์เผลอหันไปสนใจกับทางด้านหน้าแทนที่จะเป็นเขานั้นเอง ปั้นสิบก็เงื้อมเข็มฉีดยาสลบขึ้นเตรียมจะแทงเข้าที่ลำคอของผู้ชายใจอำมหิต หากแต่คนที่สัญชาตญาณไวกว่าก็หลบหลีกได้ทันและเกิดการยื้อยุดฉุดแย้งเข็มฉีดยาแท่งนั้นไปมา เปิดศึกสู้กันได้ไม่นาน สุดท้ายผู้ชนะที่สามารถแย่งยาสลบมาไว้ในมือได้อย่างราชันย์ ก็ลงมือปักเข็มแหลมลงบนลำคอขาวของคุณหมอที่ยังคงดื้อแพ่งจะพยศแม้ตอนนี้จะถูกเขาจับกุมตัวอยู่ด้วยความรวดเร็ว

            ฉึกกก

“อื๊อ ไอ้เหี้ย!

“ฤทธิ์มากนักก็หลับไปซะเถอะมึง”

“ปล่อย อื้อ ปล่อย ไอ้...”

            ยังไม่ทันที่คำด่าจะได้หลุดรอดออกจากริมฝีปากเล็ก คุณหมอตัวดีก็คอพับคออ่อนจนล้มลงมาอยู่ในอ้อมกอดของมาเฟียหนุ่ม ราชันย์จัดการอุ้มร่างของปั้นสิบที่ตอนนี้สลบไสลไม่ได้สติไปแล้วเข้าไปไว้ในรถด้วยท่าทีสบายๆ ถึงไม่รู้ว่ายาสลบที่ฉีดใส่ร่างกายของอีกฝ่ายจนสุดเข็มจะหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ แต่ราชันย์ก็รู้ดีที่สุดว่าวิธีการที่เขาควรจะใช้ปลุกปั้นสิบนั้น คงไม่พ้นต้องจัดการแทงรูของมันให้ยับ สมกับที่มันกล้าลองดีคิดใช้เข็มฉีดยากระจอกงอกง่อยแท่งนี้แทงเขา

เพราะกลัวว่าอี้เผิงจะต้องสูญเสียวาโยไปด้วยฝีมือของคุณหมอหนุ่มตัวเล็กแต่แอบแฝงไปด้วยสารพัดพิษสง ราชันย์จึงเดินหน้าเร่งเครื่องทำเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและถือครองปั้นสิบเต็มตัว ตั้งปณิธานจะสั่งสอนให้หมอกบฏได้รู้สำนึกว่าวิถีของมาเฟียที่แท้จริงนั้น เขาปฏิบัติกับคนที่เป็นศัตรูหัวใจของเพื่อนรักอย่างไร 

            โดยลืมคิดไปเลยว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกตนเองกระทำย่ำยีจนสูญสิ้นศักดิ์ศรีความเป็นคนนั้น...มันก็มีหัวใจไม่ต่างกัน

 

 

...๑๐๐%...

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ ใครไม่สะดวกคอมเม้นต์ก็สามารถติดแท็กด้านล่างได้นะคะ

#วาโยอี้เผิง

ความคิดเห็น