ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 ... 3 ปี ในหลุมหลบภัยของอสรพิษ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 ... 3 ปี ในหลุมหลบภัยของอสรพิษ...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2559 13:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 ... 3 ปี ในหลุมหลบภัยของอสรพิษ...
แบบอักษร

... 3 ปี ในหลุมหลบภัยของอสรพิษ...

 

ทันทีที่ต้วนอี๋เอินเดินเข้ามาในสนามหญ้าเขาก็เริ่มจับมือทักทายแขกผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆรวมถึงมิสเตอร์ปีเตอร์ที่เป็นเจ้าของงานแข่งโปโลม้าเพื่อการกุศลครั้งนี้

 

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วที่เขาและแบมแบมย้ายจากไต้หวันมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นของครอบครัว โดยมีพี่สาวสองคนและน้องชายคนเล็กอีกคนคอยดูแลในรัฐใกล้เคียง ซึ่งในระหว่างนี้ข่าวความเคลื่อนไหวของเจียเอ๋อร์ก็พอจะเล็ดลอดเข้ามาถึงหูเขาบ้าง อย่างเช่นตอนที่เขาบุกเดี่ยวเข้าไปชิงเถ้ากระดูกของพ่อตัวเอง หรือตอนที่เขาพาพรรค์พวกหนีออกจากเซี่ยงไห้ไปยังฮ่องกง ชั่วเวลาเพียง 3 ปี เจียเอ๋อร์ก็เป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เมื่อเขาตกลงทำธุรกิจร่วมกับหลี่เจ๋อข่ายผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมของเกาะฮ่องกง ลูกชายคนที่สองของลีกาชิงหรือหลี่เจียเฉิงเจ้าพ่อแห่งเกาะฮ่องกง

 

ขณะที่เสี่ยวเจียกำลังผงาดขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกของเขาที่มีต่อแบมแบมก็ยิ่งอ่อนไหว เขารู้สึกกลัวอยู่ทุกขณะว่าแบมแบมกำลังห่างจากเขาออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เขากลัวว่าวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากัน แบมแบมจะเลือกยืนข้างเสี่ยวเจียมากกว่าเขา

 

ทั้งๆที่ตอนนี้อะไรๆกำลังเริ่มเข้าที่เข้าทาง เขาไม่ต้องการให้แบมแบมอยู่ระหว่างปัญหาวุ่นวายของครอบครัวเสี่ยวเจียไปมากกว่านี้อีกแล้ว เด็กคนนั้นควรมีที่ทางของตัวเอง

 

ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงพยายามผลักดันแบมแบมให้เข้าไปอยู่ในวงสังคมชั้นสูงในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่ม Save The Children องค์กรช่วยเหลือเด็กที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งก่อนหน้านี้เสี่ยวเจียได้เป็นผู้ลงทุนก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกทารุณกรรมในบ้านเกิดของแบมแบม โดยใช้ชื่อของแบมแบมเป็นผู้ก่อตั้งนั่นเอง ซึ่งช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีชื่อเสียงของแบมแบมก็เป็นที่รู้จักในฐานะประธานองค์กรช่วยเหลือเด็กไม่เหลือคราบโจรข้างถนนหรือลูกน้องมาเฟียอีกต่อไป

 

ในสายตาเขาแบมแบมค่อนข้างวางตัวได้ดี เขาเป็นคนเริ่มบริจาคเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอุปโภคบริโภคแก่เด็กจากศูนย์พิทักษ์เด็กและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการระดมทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆแห่งด้วยตัวเอง ซึ่งผลตอบรับที่ออกมาทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว 

 

และหากจะเปรียบไป เสี่ยวเจียคือคนที่ค้นพบสายแร่ ส่วนเขาก็คือคนที่นำแร่นั้นมาเผาไฟและเจียระไนจนแร่นั้นกลายเป็นอัญมณีที่เรืองคุณค่า

 

ต้วนอี๋เอินยื่นมือจับทักทายสหายร่วมธุรกิจ จากนั้นก็เข้าไปทักทายเจ้าของงานก่อนจะกระซิบเพื่อถามหาแบมแบมที่คราวนี้ได้ลงแข่งขันโปโลบนหลังม้าด้วยตัวเอง หลังจากที่กวาดตามองข้ามรั้วสีขาวไปที่สนามหญ้าด้านใน เขาก็มองเห็นหมู่นักกีฬาโปโลที่ทะยอยลงสนาม ซึ่งคราวนี้มีแต่ฝรั่งตัวใหญ่ๆ การมองหาแบมแบมที่เป็นคนเอเชียเพียงไม่กี่คนในกลุ่มจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา

 

ไม่ช้าเขาก็มองเห็นร่างโปร่งอยู่บนหลังม้าคู่ใจสีน้ำตาลตัวใหญ่ ต้วนอี๋เอินเดินตรงเข้าไปหาแบมแบมราวต้องมนต์ เขาไม่สามารถละสายตาไปจากเรือนร่างผอมบางได้ ยิ่งอยู่ในชุดขี่ม้ารัดรูปยิ่งขับเน้นร่างกายของอีกฝ่ายมากขึ้น ใบหน้าของแบมแบมเชิดมองตรง คอยาวระหง ลาดไหล่และแผ่นหลังตั้งตรงดูสง่างามบนหลังม้า

 

“แบมแบม” เขาเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายขณะเงยหน้ามองข้ามรั้ว

 

“คุณต้วน?” อีกฝ่ายมองเขาและแสดงน้ำเสียงประหลาดใจ แบมแบมชักม้าให้เดินเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นเขาอยู่ในชุดสูทโบราณและหมวกทรงสูงก็ถามด้วยเสียงสูง

 

“นี่ถ้าคุณติดหนวดหน่อยผมจะคิดว่าคุณหลุดออกมาจากยุควิกตอเรีย” แบมแบมพูดแซวแล้วหัวเราะเสียงใส

 

“ก็เจ้าของงานต้องการให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่นา”

 

“แต่เหมาะกับคุณดี”

 

อี๋เอินก้มลงมองดูตัวเองอีกครั้ง เขาสวมกางเกงรัดรูปสีขาวเอวสูง เสื้อสูทโบราณสามชั้นกับหมวกทรงสูง หากไม่เพราะอยู่ในอเมริกาคนคงจะหาว่าเขาบ้าแน่ๆที่แต่งตัวแบบนี้ท่ามกลางฤดูร้อน

 

“ฉันจะรอดูการแข่งวันนี้นะ”

 

“ขอรับคุณชาย” แบมแบมค้อมไหล่วางมือพาดที่อกพลางพูดติดตลกก่อนจะควบม้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นเพื่อเตรียมตัว

 

หลังจากที่เสี่ยวเอินเดินเข้าไปหาที่นั่งในเต้นท์ผ้าใบสีขาวข้างสนามรวมกับคนอื่นๆเขาก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นอีก เพราะในงานนี้นอกจากเป็นงานแข่งโปโลม้าการกุศลแล้ว เหล่าผู้บริจาคในงานเองก็ได้สนุกกับการแต่งตัวที่ต่างจากทุกที ผู้ชายสวมสูทกับกางเกงรัดรูป สวมถุงมือและสวมหมวกทรงสูง บ้างก็คาบไปป์และมีไม้เท้า ส่วนผู้หญิงสวมกระโปรงทรงสุ่ม สวมหมวกปีกกว้างที่ประดับโบว์และดอกไม้ บ้างก็ใช้ขนนกและผ้าตาข่ายประดับหมวกเข้ากับคอนเซ็ปของงานที่ต้องการจัดแบบย้อนยุค

 

หลังการแข่งสิ้นสุด ทีมของแบมแบมชนะการแข่งขันได้รับรางวัลเป็นถ้วยโปโล ส่วนคณะผู้จัดงานเองก็ได้ยอดเงินบริจาคจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันและผู้เข้าชมเป็นเงินกว่าพันล้านดอลล่าร์ หลังจบการแข่งขันต้วนอี๋เอินนั่งรอแบมแบมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่รถเพื่อจะไปทานมื้อเย็นพร้อมกันที่บ้านของพี่สาวคนโต

 

“คุณจะไม่เปลี่ยนชุดหน่อยหรอ?” แบมแบมหันมองคนขับที่ยังคงอยู่ในชุดโบราณเต็มยศ

 

“ก็ไหนว่าดูดี?” คนพูดมองคนนั่งข้างๆแล้วยิ้มน้อยๆ

 

“ก็ดูดีครับ...แต่กลัวไคลี่กับไลล่าจะตกใจ”

 

“เด็กๆไม่ตกใจง่ายขนาดนั้นหรอก”

 

 

ผมและคุณต้วนขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่แทมมี่พี่สาวคนโตที่อาศัยอยู่ในย่านชาญเมืองไม่ห่างจากสนามแข่งโปโลเท่าไหร่นัก

 

เพียงไม่ถึง 30 นาที รถออดี้สีดำก็ขับมาจอดเทียบถึงหน้าประตูบ้าน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสองคนพากันวิ่งออกมาจากข้างในพร้อมกับกางแขนออก

 

ไคลี่! ไลล่า!” คุณต้วนปิดประตูรถแล้วนั่งลงที่สนามหญ้า เขากางแขนออกรอรับร่างน้อยๆของหลานสาว แต่เด็กทั้งสองกลับวิ่งผ่านเขามายังผมที่เดินตามมาทีหลัง

 

แบมแบม แบมแบม!

 

Hi~KylieHi~ Laila” ผมตรงเข้ากอดเด็กทั้งสองคน

 

ไคลี่ไลล่า...พวกเธอไม่เห็นน้าหรอ?” เสี่ยวเอินแยกเขี้ยวแล้วตรงเข้าไปโฉบตัวหลานสาวทั้งสองล้มลุกคลุกคลานไปบนสนามหญ้าส่งเสียงกรีดร้องและหัวเราะลั่น

 

ในตอนนั้นเองที่พี่แทมมี่เปิดประตูบ้านออกมา สุนัขไซบีเรียนฮัสกี้สีเทาตัวใหญ่ก็พุ่งออกมาจากในบ้าน

 

หวงหลง!!” ผมนั่งลงกอดเจ้าสุนัขตัวใหญ่ที่หน้าตาไม่เป็นมิตรตัวนั้นด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับเจ้าหวงหลงที่พอเห็นผมมันก็เอาแต่วิ่งและกระโดดไปรอบๆแล้วส่งเสียงครางหงิงๆพร้อมกระดิกหางพวงใหญ่โบกไปมา

 

ผมไปได้สุนัขตัวนี้มาเมื่อครึ่งปีที่แล้วจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในเนวาดา หวงหลงในตอนนั้นเป็นสุนัขขี้เรื้อนที่ผอมโซและขุดรูอาศัยอยู่ใต้ตึกที่กำลังเตรียมจะทุบทิ้ง หลังจากที่ช่วยมันออกมาได้ผมก็ต้องดูแลมันอีกหลายเดือนจนผิวหนังของมันเริ่มดีขึ้น หลังจากที่แผลเริ่มแห้งขนของมันก็เริ่มยาวขึ้นๆ ใครจะรู้ว่าสุนัขขี้เรื้อนที่ทำท่าใกล้จะตายในตอนนั้นจะกลายเป็นไซบีเรียนตัวใหญ่ได้ขนาดนี้ ดังนั้นคุณต้วนจึงตั้งชื่อให้มันว่า หวงหลง ที่แปลว่ามังกรดั้นเมฆให้สมกับสีของมันที่ขมุกขมัวค่อนไปทางสีดำ

 

“เฮ้เด็กๆ! เข้าบ้านเถอะ!” พี่สาวของคุณต้วนควักมือเรียกพวกเขาเข้าไปในบ้าน

 

“ขอบคุณที่ช่วยดูแลหวงหลงตอนที่ผมไม่อยู่นะครับ” ผมพูดกับพี่แทมมี่ด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่พี่ๆน้องๆคุณต้วนก็มักใช้ภาษาอังกฤษพูดกันเสมอ

 

“เรื่องเล็กน่า! เด็กๆเองก็ชอบหวงหลงมาก หวงหลงเองก็ใจดี ขนาดถูกไลล่าหยิกถูกไคลี่หนุนแทนหมอนยังไม่ร้องสักแอะ” ผมยิ้มแล้วออกคำสั่งให้หวงหลงเดินเข้าบ้านโดยมีคุณต้วนเดินตามหลังมาติดๆ

 

“ใส่ชุดบ้าอะไรของนาย?” พี่แทมมี่บ่นใส่คุณต้วนแล้วค่อยหันมาหาผม

 

“แบมแบมมาช่วยในครัวหน่อยได้มั้ยจ๊ะ?” ผมตอบรับแล้วแอบกระซิบคุณต้วน

 

“ผมแอบเอาชุดมาให้คุณเปลี่ยนอยู่ที่ท้ายรถแน่ะ”

 

ผมเข้าครัวในฐานะลูกมือพี่แทมมี่ที่วันนั้นต้องการจะอบไก่งวงเนื่องจากปลายปีที่แล้วที่ตรงกับเทศกาลคริสต์มาสผมกับคุณต้วนเดินทางไปเคนย่าเพื่อช่วยเหลือเรื่องการวางท่อประปาให้กับเด็กและชุมชนที่นั่น ทำให้พลาดโอกาสฉลองร่วมกับคนอื่นๆ

 

มาคราวนี้พี่แทมมี่จึงไม่ยอมให้ผมพลาดโอกาสได้ลองไก่งวงที่อุตส่าห์หมักด้วยสูตรพิเศษ และเพื่อการนี้เธอจึงได้เรียกรวมพลเหล่าพี่ๆน้องๆตระกูลต้วน ทั้งพี่เกรสและพี่โจอี้ รวมถึงแฟนของพวกเขาและเพื่อนๆมารอทานไก่งวงตัวใหญ่พร้อมกัน

 

หลังจากที่แฟนของพี่โจอี้ช่วยมารับช่วงต่อแทนผม ผมก็หลบไปจัดโต๊ะแล้วหยิบของว่างจัดไปให้เด็กๆและคุณต้วนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเพียงลำพัง

 

“อ่านอะไรอยู่หรอครับ?” ผมวางจานใส่คุกกี้และชาอังกฤษลงที่โต๊ะข้างตัวคุณต้วนที่กำลังง่วนกับการอ่านหนังสืออยู่

 

“หนังสือของนัตสึเมะ โซเซกิ” คุณต้วนพลิกหน้าปกหนังสือเล่มบางให้ผมดู

 

อ๋อ! คนที่อยู่บนแบ๊งค์พันเยน” คุณต้วนหัวเราะความรู้งูๆปลาๆของผมแล้วอธิบาย

 

“เขาเป็นนักเขียนที่อยู่ในสมัยเมย์จิถึงไทโช วรรณกรรมของเขาได้รับการยอมรับของคนในยุคนั้นมากเลยนะ อย่างการใช้ พระจันทร์ แทน ความรักเพราะคนในยุคนั้นยังถือว่าการบอกรัก หรือใช้คำว่ารักตรงๆเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไหร่” ผมย่นคิ้วแล้วเอียงคอ

 

งั้นเสมัยนั้นเวลาเขาบอกรักกันจะพูดว่ายังไงครับ?” คุณต้วนปิดหนังสือในมือแล้วมองหน้าผมพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

คืนนี้พระจันทร์สวยเหลือเกิน” ผมฟังแล้วได้แต่หลบตาคุณต้วนที่จ้องมา รู้สึกกระอักกระอ่วนแปลกๆจนต้องหาข้ออ้างว่าจะเข้าไปดูพี่แทมมี่ในครัวสักหน่อย แต่ถูกคุณต้วนจับข้อมือไว้

 

“ฉันได้รับเชิญให้ไปร่วมงานสมาพันธ์ของนักธุรกิจที่ฮ่องกงอาทิตย์หน้า” พอคุณต้วนเปิดเรื่องถึงฮ่องกงหัวใจผมก็กระตุก หันไปมองหน้าคุณต้วนแต่เขายังคงทำหน้านิ่ง

 

“เสี่ยวเจียกับบ้านใหญ่ก็จะไปร่วมงานด้วยเหมือนกัน” ผมเม้มปาก วางฝ่ามือตัวเองลงบนหลังมือคุณต้วนที่ยังคงจับมือผมอยู่

 

“คุณอยู่ที่ไหน ผมจะอยู่ที่นั่น...ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องกังวลทั้งนั้น” ผมตบหลังมือเขาเบาๆให้เขาคลายใจ

 

ผมรับปากเขาทั้งที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่ปากพูดหรือเปล่า แต่ผมไม่ใช่คนที่ลืมบุญคุณคน กฎของผมก็ยังคงถือปฏิบัติเช่นที่ผ่านมา ผมไม่ชอบติดค้างใครเรื่องนี้กายีรู้ดีที่สุด ได้มาเท่าไหร่ต้องคืนกลับไปเท่านั้นนี่คือกฎของผม

 

ที่สำคัญคือ...ผมไม่เคยลืมว่าในเวลาที่ผมเดือดร้อนมากที่สุด ในเวลาที่ผมกำลังอยู่ในช่วงความเป็นความตาย...ใครที่อยู่เคียงข้างผม...ผมมองคุณต้วนอย่างซาบซึ้ง ในวันที่ผมถูกแทงจนแทบเอาชีวิตไม่รอดก็ได้เขาคอยช่วยไว้ ในตอนที่ผมป่วยหนักจากอาการปอดบวมเพราะตากฝนในคืนวันที่กายีมาหาก็ได้เขาคอยช่วยไว้ หากไม่มีเขาสันคนก็คงไม่มีผมในวันนี้

 

แต่ที่ผมไม่เคยรู้เลยก็คือ...บุญคุณกับความรักเป็นคนละเรื่องกัน

 

ผมเคยคิดว่าขอเลือกทดแทนบุญคุณก่อนความรัก กับกายีหากเขาคอยได้ก็คอยไป หากคอยไม่ได้ก็ไม่ต้องคอย แต่บุญคุณคือการรำลึกถึงพระคุณและความดีที่คนคนหนึ่งมอบให้ด้วยไมตรีจิต หากมีโอกาสแทนคุณได้ถือว่าเป็นคนรู้คุณคน ส่วนความรักเป็นความรู้สึก เป็นความเสน่หา เป็นความผูกพันกันของคนสองคน

 

ที่สุดแล้ว ใจของเราเองนั่นแหละจะหาคำตอบได้เองว่าอะไรที่เราให้ความสำคัญที่สุด

 

----------------------------------------------

 

 

กายีก้าวขาลงจากรถลีมูซีนสีดำที่ขับมาจอดหน้างาน  เขากระชับชายเสื้อสูทของตัวเองทีหนึ่งก่อนจะเดินเข้างานพร้อมกับบอดี้การ์ดขนาบทั้งสองข้าง สายตาของผู้คนที่มองมาที่เขาล้วนแฝงความประหลาดใจ นั่นเพราะหลายปีมานี้คนในวงการจะรู้ดีว่าเขาถอนตัวออกจากตระกูลของบ้านใหญ่ จากนั้นก็เขาก็ใช้เวลาเพียง 3 ปี ในการกลับมาผงาดยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แถมคราวนี้คนที่หนุนหลังเขาอยู่เป็นถึงผู้มีอิทธิพลยักษ์ใหญ่แห่งเกาะฮ่องกงอย่างหลี่เจ๋อข่ายลูกชายของหลี่เจียเฉิงหรือหลี่กาชิงเจ้าพ่อฮ่องกงตัวจริง

 

แม้แต่บ้านใหญ่เองตอนนี้จะทำอะไรก็ย่อมต้องเห็นแก่หน้าท่านหลี่เจียเฉิง ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะกับการกระตุกหนวดเสือเป็นที่สุด กายียังไม่อยากปล่อยมือจากธุรกิจในเกาหลี เพราะที่นั่นเป็นที่ที่เขาได้พบกับงูน้อย ทั้งยังมีความทรงจำของเขาร่วมกับงูน้อยอยู่ที่นั่นเต็มไปหมด ยังไงเขาก็วางมือไม่ลงจริงๆ เส้นสายของเขาที่อยู่ปะปนกับบ้านใหญ่ก็มีไม่ใช่น้อยๆ ตลอดเวลา 3 ปี ที่ผ่านมาข่าวความเคลื่อนไหวในเกาหลีเขารู้หมด รู้ด้วยว่าฮุ่ยหมิ่นทำเลวระยำอะไรไว้บ้าง ทั้งค้าอาวุธสงคราม ปล่อยยา ขายผู้หญิง

 

ธุรกิจสีเทาที่เขาเคยทำไว้ถูกเปลี่ยนเป็นธุรกิจมืดอย่างชัดเจนภายใต้การนำของฮุ่ยหมิ่น เขาล่ะแปลกใจจริงๆที่หมอนั่นทำข้ามหัวตำรวจถึงขนาดนั้นทำไมถึงยังอยู่ดีมีสุขได้

 

ดังนั้นวันนี้เขาจึงคิดจะมอบของขวัญเล็กๆให้กับบ้านใหญ่ด้วยการนำหลักฐานการทำธุรกิจผิดกฏหมายบางส่วนของฮุ่ยหมิ่นมอบให้กรมตำรวจซะหน่อยเพียงแค่คิดเขาก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว กายีเดินเข้าไปยืนในงาน ท่ามกลางผู้คนมากมาย กายีพยายามมองหาใครคนหนึ่งที่เขาคิดถึงสุดหัวใจ เขาแทบอดใจรอไม่ไหว อยากให้อีกฝ่ายได้เห็นเร็วๆว่าตอนนี้เขาประสบความสำเร็จไปมากขนาดไหน อยากร่วมแบ่งปันช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด เขามีเรื่องอยากจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังเยอะแยะไปหมด

 

เสียงเปียโนดังมาจากบนเวที เป็นเพลงจีนแต่กลับเล่นด้วยเครื่องดนตรีฝรั่งได้อย่างไพเราะ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลง 月亮代表我的心เย่ว เลี่ยง ต้าย เปี๋ยว หว่อ เตอ ซิน หรือพระจันทร์แทนใจฉัน เมื่อมาเล่นในงานที่รวบรวมผู้นำกลุ่มที่มีผู้หลักผู้ใหญ่รวมอยู่ด้วย หลายๆคนจึงให้ความสนใจ แต่ที่ตรึงสายตาของกายีไว้ไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็นเพราะคนที่ดีดเปียโนหลังนั้นคือคนที่เขาเฝ้าคิดถึงตลอดเวลา

 

งูน้อยของเขาดูโตขึ้นจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แก้มป่องๆเวลาที่อีกฝ่ายงอนแล้วชอบทำแก้มตูมหายไปแล้ว เหลือไว้แต่เพียงใบหน้าของชายหนุ่มรูปงาม คิ้วเรียว ดวงตาเป็นประกายวาววับ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปเลยคือการที่เสี่ยวซือเป็นคนรูปร่างผอมบาง แม้จะกินเยอะแค่ไหนก็ไม่เคยอ้วนเลย

 

 

กายีมัวแต่จ้องมองเสี่ยวซือจนกระทั่งอีกฝ่ายลงมาจากเวที ขาของเขาพาเขาเดินตรงไปยังเสี่ยวซือที่อยู่ไม่ไกล แต่ทันทีที่เสี่ยวซือมองเห็นเขา เสี่ยวซือกลับเดินเลี่ยงออกจากงานไป คำถามแรกที่เข้ามาในหัวเขาก็คือ เสี่ยวซือเป็นอะไร? เสี่ยวซือจำเขาไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ? หรือเพราะว่าเสี่ยวซือกำลังโกรธเขาอยู่?

 

แต่หากเสี่ยวซือจะโกรธก็ไม่แปลก เพราะครั้งสุดท้ายที่จากกันนั้นเขาไม่ได้อธิบายอะไรให้เสี่ยวซือฟังเลยแม้แต่อย่างเดียว หากจะโกรธเขาก็สมควรแล้ว แต่สำหรับเขา เขาไม่เคยลืมงูน้อยของเขาแม้แต่วินาทีเดียว ทุกๆวันเขายังคงทำงานอย่างหนักเพื่อจะได้รับเสี่ยวซือมาอยู่กับเขาเร็วขึ้นอีกวันก็ยังดี

 

ทุกๆวันเขายังคงให้คนออกตามหาชาติกำเนิดของเสี่ยวซือ เขายังจำได้ดีถึงวันที่ออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สายตาของเสี่ยวซือที่มองสถานที่แห่งนั้นมีแต่ความว่างเปล่า เสี่ยวซือไม่อาวรณ์ต่ออดีตแม้แต่น้อยเพราะเขาเอาแต่คิดว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการ

 

 ไม่เป็นที่รัก และทันทีที่กายีสามารถสืบข่าวเรื่องครอบครัวของเสี่ยวซือได้ เขาก็รีบเอาเอกสารนั้นตรงไปยังไต้หวันเพียงเพื่อบอกข่าวดีกับเสี่ยวซือ....แต่งูน้อยไม่ยอมออกมาพบเขา...แม้ว่าเขาจะรอ...รอ....รออยู่ตลอดทั้งคืนก็ตาม

 

กายีตั้งใจจะเดินตามเสี่ยวซืออกไปด้านนอก แต่อยู่ๆฮุ่ยหมิ่นก็โผล่มาพร้อมกับลูกน้องที่เป็นชายหนุ่มตัวใหญ่ หลายปีที่ผ่านมานี้ฮุ่ยหมิ่นดูแก่และโทรมลงไปมาก หน้าตาไม่มีสง่าราศี ผิวพรรณก็แห้งกร้าน ไม่เหมือนคุณชายลูกผู้ดีที่ปกติอีกฝ่ายชอบสร้างภาพให้คนอื่นเข้าใจ ทั้งยังใส่สูทตัวเก่ายับๆด้วย

 

“หึ! พอเจอหน้าฉันก็ถึงกับทำหน้าประหลาดใจเลยหรอ?” กายีมองหน้าฮุ่ยหมิ่นพลางหัวเราะขึ้นจมูก

 

“จะเรียกว่าประหลาดใจได้ยังไงในเมื่องฉันรู้สึกสมเพชแกมากกว่า” การที่กายีไม่ใช้ภาษาจีนแบบเป็นทางการกับอีกฝ่ายนอกจากจะทำให้ฮุ่ยหมิ่นรู้สึกเสียหน้าแล้ว ยังเป็นการแสดงออกชัดเจนว่าระหว่างพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันอีก

 

แก!!” ฮุ่ยหมิ่นทำท่าจะเข้ามากระชากเขา แต่บอดี้การ์ดสองคนที่มาด้วยกันกับเขาเข้ามารวบตัวฮุ่ยหมิ่นไว้ไม่ให้แตะต้องเขาได้ แต่ฮุ่ยหมิ่นก็ยังไม่หยุดโวยวาย

 

เป็นแกใช่มั้ยที่เอาตำรวจมาจับฉันถึงเกาหลีน่ะ!” กายีตั้งใจว่าจะเดินเลี่ยงเพราะไม่อยากจะตกเป็นเป้าสายตาใครในงาน แต่พอฮุ่ยหมิ่นพูดถึงเรื่องตำรวจที่เข้าไปกวาดล้างธุรกิจของฮุ่ยหมิ่นก็ทำให้เขาประหลาดใจ

 

เพราะเขาเพิ่งจะออกคำสั่งให้เส้นสายของเขาในกลุ่มของฮุ่ยหมิ่นส่งหนังสือถึงตำรวจเมื่อวานนี้เอง ไม่นึกเหมือนกันว่าทางนั้นจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ และถ้าทำถึงขนาดฮุ่ยหมิ่นกล้าแบกหน้ามาโวยวายถึงในงานได้ทั้งที่ตัวเองเป็นคนหน้าบางแสดงว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ก็เท่ากับว่าทางการเกาหลีเองก็คงกำลังเอาจริงกับการกำจัดธุรกิจผิดกฏหมายแบบถอนรากถอนโคนแล้วเช่นกัน

 

“ก่อนที่จะมาโวยวายเอากับฉันแกได้ลองกลับไปคิดบ้างหรือเปล่าว่าเพราะอะไรที่ทำให้ทันทีที่แกนั่งตำแหน่งผู้นำของที่นั่นก็ทำให้เราถูกกวาดล้าง ไม่ใช่สิ....จะใช้คำว่า เราก็ไม่ถูก เพราะตระกูลของแกกับฉันมันคนละสายกันแล้ว” กายีปรายตามองฮุ่ยหมิ่นที่อาละวาดฟาดงวงฟาดงา ผิดกับลูกน้องของฮุ่ยหมิ่นที่ยืนนิ่งๆแล้วจ้องมองเขาเงียบๆ

 

ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกายีจะรู้สึกได้ถึงความคลับคล้ายคลับคลาบางอย่างของสายตาลูกน้องฮุ่ยหมิ่น เหมือนครั้งหนึ่งเขาเคยถูกจ้องด้วยสายตาแบบนั้นมาก่อน แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นดวงตาคู่นั้นที่ไหนมาก่อน

 

กายีปล่อยให้บอดี้การ์ดทั้งสองจัดการกับฮุ่ยหมิ่น ส่วนเขาเดินออกมาจนถึงสวนด้านนอกก็เห็นเสี่ยวซือยืนอยู่กลางสวน ผิวสีน้ำผึ้งที่เขาเคยชอบบัดนี้ดูซีดเซียวท่ามกลางแสงจันทร์ งูน้อยเงยคอมองพระจันทร์ดวงโตแล้วกำลังนึกถึงอะไรอยู่? ในความคิดของเสี่ยวซือมีเขาอยู่ในนั้นบ้างหรือเปล่า? กายีได้แต่คิดและยืนมองเสี่ยวซืออยู่หลังพุ่มไม้ตรงนั้น

 

 

ผมรีบพาตัวเองออกจากงานทันทีที่เล่นเปียโนจบ คุณต้วนรีบเข้ามาแสดงความยินดีเรื่องเล่นเพลงในงาน หลายๆคนชอบที่จะได้ยินเพลงจีนเพราะส่วนใหญ่แขกที่มาในงานก็เป็นคนไต้หวันและคนจีนซะเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีใครไม่รู้จักเพลง พระจันทร์แทนใจฉัน ของเติ้งลี่จวิน ซึ่งที่ผมชอบเพลงนี้เพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนได้คุยเรื่องวรรณกรรมของนัตสึเมะ โซเซกิ ผมยังนึกอยู่เลยว่าถ้าเป็นกายีคงไม่พูดอะไรเลี่ยนๆอย่างนั้น กายีเป็นคนตรงๆที่เวลารักใครก็มักจะพูดออกไปตรงๆเลยว่ารัก แต่การกระทำกลับสวนทางกับคำพูด

 

ขณะที่คุณต้วนขอตัวออกไปทักทายคนรู้จักในงาน ผมก็รู้สึกได้ว่ากำลังถูกมองอยู่ตอนนั้นเองที่ผมก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทสีดำเข้ารูป ใบหน้าคุ้นเคยที่ผมโหยหามาตลอดกำลังจับจ้องมาที่ผม เพียงแค่พบหน้าเขาใจผมก็สั่น ขามันแทบไม่มีแรงทรงตัวให้ยืน กว่าจะรู้ตัวผมก็ก้าวถอยหลังพาตัวเองออกมาจากงานซะแล้ว

 

ผมวิ่งออกไปที่สนามหญ้าที่อยู่ข้างตึก พยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ พอลองเอามือทาบอกดูก็รู้สึกว่าตัวเองหัวใจเต้นเร็วและแรง

 

การพบกับกายีไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับผม ผมกลัวใจตัวเองที่สุดก็ตอนที่ต้องอยู่ต่อหน้ากายี  ต้องทำเป็นไม่รู้สึก...ทั้งที่รู้สึก ใจหน๋อใจทำไมถึงได้รักปักใจอยู่แต่เพียงคนคนเดียวได้ขนาดนี้ ถูกกายีทิ้งอย่างไม่ใยดียังหายเป็นปลิดทิ้งแค่เพียงเห็นหน้า วันเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยบรรเทาความคิดถึงและความเสน่หาได้เลย แต่กับคุณต้วนดีแสนดีกลับไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเขาได้

 

ผมพรูลมหายใจออกมาช้าๆแล้วแหงนหน้ามองพระจันทร์สีเหลืองนวลบนฟ้า กายีจะรู้สึกเสียใจบ้างหรือเปล่าที่ตอนนั้นตัดสินใจทิ้งผมไว้กับคุณต้วน ผมหลับตาลงช้าๆสูดไอเย็นของบรรยากาศรอบข้าง

 

“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ผมหันควับไปมองเงาคนที่ค่อยๆเดินออกมาจากพุ่มไม้ พออีกฝ่ายเดินมาถึงลานตรงหน้าผม แสงจันทร์แอบไล้ร่างเขาทำให้ผมเห็นใบหน้าที่คร้ามแดดและผอมสูบของกายีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

กายีเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆจนผมมองเห็นว่าเขาถือดอกไม้สีขาวหน้าตาแปลกๆไว้ในมืออยู่ดอกหนึ่ง เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าผมมองอยู่จึงอธิบาย

 

“ถานฮวา...ดอกไม้แห่งรัตติกาล” กายีถือดอกถานฮวาเข้ามาทำท่าจะทัดหูให้ผม แต่ผมปัดมือเขาออกทำให้ดอกไม้ตกลงที่พื้น กายีค่อยๆย่าตัวลงเก็บดอกถานฮวาขึ้นมาอีกครั้งแล้วพึมพำ

 

เสี่ยวซือรู้มั้ยว่าทำไมถานฮวาถึงได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้แห่งรัตติกาล? เพราะมันบานได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ถานฮวาจะสวยที่สุดก็ตอนเที่ยงคืน และเมื่อยามเช้ามาถึง ดอกของมันก็จะเหี่ยวเฉาไปแล้วจะไม่กลับมาบานอีก ต้องตั้งตารอไปอีกปีกว่ามันจะออกดอกอีกรอบนั่นแหละ” ในที่สุดกายีก็ยื่นดอกถานฮวามาตรงหน้าผม

 

ดอกถานฮวาดอกนี้มันก็เหมือนคุณกับผม ต่างก็ผ่านช่วงที่สวยงามที่สุดมาแล้วและมันก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก 3 ปี ที่ผ่านมาคุณก็อยู่มาได้อย่างสบายๆ คุณไม่จำเป็นต้องมีผมก็ได้ไม่ใช่หรอ?” ผมปรายตามองดอกไม้ที่น่าสงสารในมือกายี

 

 

“แบมแบม?” ยังไม่ทันที่กายีจะได้ตอบอะไรผม คุณต้วนก็เดินเข้ามาในสวนและเรียกชื่อผม แต่พอเขาเห็นผมยืนอยู่กับกายีคุณต้วนก็ทำสีหน้าลำบากใจ

 

“เราแค่ยืนคุยกันเท่านั้นครับ แต่เสร็จธุระพอดี” ผมเดินเข้าไปจับมือคุณต้วนที่ยังคงยืนงงอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เราจะเดินออกจากสวน เสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด วินาทีต่อมาผมก็รู้สึกว่าถูกกระแทกจากทางด้านข้างจนล้มลงไปพร้อมๆกับคุณต้วน

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า! ปลอดภัยหรือเปล่า?” เสียงของกายีตะโกนถามอยู่ข้างหูผม ผมถึงรู้ว่าคนที่โถมตัวเข้ามาทับพวกเราไว้คือกายี กายีมีสีหน้าวิตกกังวล เขาจับตัวผมพลิกแขนพลิกตัวผมไปมา

 

ผมไม่เป็นอะไร! ไม่ได้โดนยิง” ผมรู้ทันทีว่ากายีทำอย่างนั้นเพราะเป็นห่วงกลัวว่าผมถูกยิงจึงได้รีบตอบเขาพลางหยิบปืนที่ซ่อนในอกเสื้อออกมาถือไว้

 

ใครให้นายพกปืน!!” แทนที่กายีจะตอบผมเขากลับโกรธที่เห็นผมถือปืนไว้ป้องกันตัวเอง

 

“ผมไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนอีกต่อไปแล้วนะ” ผมจ้องหน้าเขาแล้วแล้วโยนปืนกระบอกนั้นให้เขา จากนั้นก็หยิบปืนกระบอกเล็กกว่าจากข้อเท้าออกมาถือไว้เช่นเดิม

 

แบมแบม!” คุณต้วนตะโกนลั่นแล้วกระโดดคว้าตัวชายที่ถือปืนเล็งมาที่เราคนหนึ่งไว้ ผมกับกายีที่มัวแต่เถียงกันอยู่พอหันไปอีกทีก็เห็นคุณต้วนกับชายคนนั้นล้มคลุกฝุ่นอยู่ตรงหน้า ปลายกระบอกของผมเล็งไปที่ชายคนนั้น

 

เสี่ยวซืออย่า!” กายีร้องห้าม แต่คุณต้วนกลับตะโกน

 

เอาเลยแบมแบม!” วินาทีนั้นผมก็ตัดสินใจลั่นไก ลูกกระสุนลั่นออกจากรังเพลิงพุ่งไปยังชายปริศนาคนนั้นเข้ากลางอก ผมลดปืนในมือลงแล้วมองหน้ากายี

 

“ผมกับคุณต้วนถูกฝึกมาให้เชื่อใจซึ่งกันและกัน ขณะที่คุณสอนให้ผมเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังคุณ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณเป็นคนสวมเขี้ยวเล็บให้ผม แล้วทำไมมาตอนนี้ถึงคิดจะเก็บผมไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเดียว? คุณไม่ได้ต้องการผมแล้วหรอ?” อารมณ์และความรู้สึกของผมท่วมท้นออกมาจนเกือบทำให้ผมร้องไห้ แต่ต้องแสร้งถลึงตาใส่อีกฝ่าย

 

ใช่! ฉันอยากให้นายเก็บตัว! ถ้าจับนายขังได้ตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยฉันก็จะทำ! เพราะนายมันดื้อ! แล้วก็หัวแข็ง! ใครมันอยากจะให้คนที่รักเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงกัน? นายเห็นคนรอบตัวฉันบ้างหรือเปล่าว่ามีจุดจบยังไง!” กายีตะโกนจนหน้าแดงก่ำ

 

“ฉันถึงเสียใจมาจนถึงตอนนี้ที่เคยมีความคิดให้นายรู้จักปกป้องตัวเอง สอนให้นายจับปืนก็เท่ากับเอาชีวิตของนายแขวนไว้บนกระบอกปืน การฆ่าใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย นายจะจมอยู่กับความรู้สึกผิดซ้ำๆ ฝันเห็นแต่ใบหน้าของคนที่นายผลาญชีวิตไป แล้วอย่าบอกว่านายไม่รู้สึกอะไร ถ้าวันที่การฆ่าคนสักคนแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับนาย วันนั้นแหละคือวันที่นายมีปัญหาอย่างแท้จริง

 

“ฉันอาจจะผิดที่ในตอนนั้นทิ้งนายไปโดยไม่อธิบายให้นายฟัง แต่เชื่อเถอะว่าทุกอย่างที่ฉันตัดสินใจก็เพื่อนายทั้งนั้น”

 

“ฉันไม่ต้องการให้งูน้อยของฉันต้องอยู่กับเงามืดตลอดไป ไม่ต้องการให้นายเป็นเหมือนฉัน ฉันอยากเห็นนายใช้ชีวิตอย่างสดใสภายใต้แสงแดด ที่นี่ไม่เหมาะกับนายสักนิด” ผมกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่น้ำตาออกจากดวงตา เสียงปืนดังขึ้นอีกนัดด้านหลังกายี กายีทรุดลงแทบจะในทันที แขนข้างหนึ่งของกายีอาบไปด้วยเลือดแต่เขายังมีสติพอจะยิงต้านกลับไป

 

ออกไปจากที่นี่ซะ!” กายีตะโกนไล่ผมขณะที่เราสองคนหมอบต่ำ ผมหันไปมองคุณต้วนที่หมอบอยู่ไม่ไกลจากนั้นก็หันไปถามกายี

 

“แล้วคุณล่ะ? ลูกน้องคุณไปไหนหมด!!

 

ฉันไม่เป็นไรนายรีบไปซะ!” ผมมองคุณต้วนแล้วตัดสินใจวิ่งไปหาเขา

 

“ไปครับ!” ผมฉุดมือคุณต้วนขึ้นทั้งที่เขายังทำสีหน้าประหลาดใจ

 

“เดินตัดสวนออกไปด้านหลังเป็นที่จอดรถ!” กายีตะโกนบอกผม

 

ผมรีบทำตามที่กายีบอก พาคุณต้วนหันหลังหนีโดยไม่มองกลับไปที่กายีอีก โชคดีที่ผมหารถของเราเจอง่ายๆ ดังนั้นผมจึงขับรถออกจากสถานที่จัดงานอย่างรวดเร็ว พาคุณต้วนกลับมายังที่พักที่เป็นโรงแรมโดยใช้เวลาไม่นาน

 

สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือติดต่อบอดี้การ์ดให้มาเฝ้าคุณต้วนที่โรงแรม ผมตั้งใจจะออกไปหากายีอีกครั้งเพราะไม่ไว้ใจว่าเขาจะพาตัวเองออกมาได้ บอดี้การ์ดที่เขาพาไปด้วยก็ไม่รู้หายไปไหนหมด ผมหยิบกุญแจรถเตรียมกลับไปหากายี คุณต้วนเห็นก็เดินมาขวางผม

 

“นายจะไปไหนอีก?”

 

“ผมต้องกลับไปหาเขา” ผมตอบด้วยน้ำเสียงร้องรน

 

“นายสัญญากับฉันว่าจะไม่พบเขาอีก ลืมแล้วหรอ?” คำพูดของคุณต้วนเหมือนฟ้าที่ผ่าลงมากลางหัวผม

 

ผมร้อนใจเหมือนมีใครเอาไฟมาจี้ พะวักพะวงกระวนกระวายเป็นห่วงว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับกายี แต่พอถูกห้ามจากคุณต้วนตรงๆกลับทำผมแทบยืนไม่อยู่ ผมเม้มปากแล้วค่อยๆคุกเข่าลงต่อหน้าคุณต้วน

 

“ได้โปรด.....อนุญาตให้ผมไปช่วยเขาเถอะครับ...แค่นาทีเดียวก็ยังดี...ขอแค่นาทีเดียว...ได้โปรดเถอะครับ....ได้โปรด” ผมเงยหน้าดึงชายเสื้อคุณต้วน น้ำตารื้นขึ้นมาที่หัวตาจนมันค่อยๆทลายลงมาราวทำนบแตก

 

ผมใจจะขาดอยู่แล้ว ผมรู้และเข้าใจแล้วว่าความทรมานนี้มันเกิดขึ้นจากอะไรและเพราะใคร ผมรู้แล้วว่าใครคือคนที่สำคัญที่สุดสำหรับผม หัวใจของผมรักได้แต่เพียงกายีคนเดียว...แค่กายีเท่านั้น

 

คุณต้วนขยับก้าวถอยหลัง ปล่อยตัวผมผมทรุดหมอบอยู่ที่พื้น ร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ

 

“ไปซะ” เสียงสั่นเครือของคุณต้วนดังขึ้นเหนือหัวผม เมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นแผ่นหลังตั้งตรงยืนหันหลังให้ผม

 

“ขอบคุณ....ขอบคุณครับ!” ผมลนลานลุกขึ้นจากพื้น วิ่งไปที่รถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาตัวเองออกจากใบหน้า จากนั้นก็หยิบสมอลทอร์คขึ้นมาเสียบหู จากนั้นพยายามไล่เบอร์โทรหาคนที่ยังอยู่ในงานเพื่อติดต่อถามเรื่องของกายี แต่กลับไม่มีใครสามารถตอบผมได้สักคนว่ามีใครเห็นกายีหลังจากเกิดเสียงปืน

 

ผมขับรถจนไปถึงงาน เห็นคนบาดเจ็บถูกลำเลียงขึ้นรถพยาบาล ที่สวนผมมองเห็นเลือดกองใหญ่แต่ไม่พบกายี พอสอบถามจากทางโรงพยาบาลและหน่วยแพทย์ที่เข้ามาก็ได้ความว่าคนบาดเจ็บส่วนใหญ่ถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงหลายคนแล้ว และเขาแนะนำให้ผมตามไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คผู้ป่วยด้วยตัวเอง ผมจึงขับรถตามไปที่โรงพยาบาลด้วยความกังวล

 

หากกายีเป็นอะไรไปผมจะไม่อภัยให้ตัวเองเลย

 

 

 ----------------------------------------------------

 To Be Con

ติดตามต่อตอนหน้าค่ะ

นามิ

ความคิดเห็น