ขอบคุณทุกคอมเม้นน้า ทุกแรงใจน้า ขอบคุณมากจริงๆ : 3

ชื่อตอน : CH. 18

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.2k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2559 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CH. 18
แบบอักษร

18

 

                ผมใจหายกับสิ่งที่เกิดขึ้น.. พี่ยูโดนลอบเอามีดแทงเข้าที่ท้อง.. โชคดีที่ไม่โดนอวัยวะสำคัญ.. แต่ผมยังไม่เข้าใจว่าย่าทำไมต้องเล่นอะไรที่รุนแรงแบบนี้ด้วย.. เกิดได้ตายขึ้นมาจะทำยังไงกัน..

                ‘เป็นข่าวดังไปใหญ่แล้วนะคะสำหรับบ้านเลิศโกศลตอนนี้ที่มีข่าวว่าลูกชายคนเล็กและลูกชายคนโตได้ถูกลอบทำร้ายโดยไม่รู้สาเหตุ ผู้เป็นพ่อออกมาให้คำแถลงไขเมื่อสักครู่นี้ว่าทั้งๆ ที่บ้านเลิศโกศลไม่เคยไปทำอะไรให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจเลย ทำไมต้องมาลอบทำร้ายลูกๆ ของเขาด้วย..’

                ติ๊ด! เสียงเอสกดปิดทีวีที่กำลังรายงานสถานการณ์ข่าวเกี่ยวกับครอบครัวตัวเองอยู่

                “น่าเบื่อชะมัด.. เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่รู้สาเหตุ.. มันน่าสงสัยพี่ว่าไหม”

                “...” ผมนิ่งเงียบเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

                “พี่ไอ..” เสียงของบางคนกำลังเรียกร้องหาผมอยู่

                “...”

                “พี่ไอ!” เสียงของคนคนนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

                “...”

                “พี่ไอ!!!” เสียงของเอสดังจนทำให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิด

                “ว่าไงนะ”

                “พี่เหม่อตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เป็นอะไรหรือเปล่า”

                เป็นสิเอส.. พี่เป็น.. พี่กำลังเป็นคนบาป.. บาปหนา.. นอกจากจะรักคนสองคนแล้ว.. พี่ยังทำร้ายคนสองคนโดยรู้ตัวอีก.. พอรู้ตัวอีกทีคนที่พี่รักก็ล้มแทบไม่เป็นท่าแล้ว.. ทำไมพี่ถึงเห็นแก่ตัวแบบนี้กัน.. เพราะว่าพี่อยากอยู่ข้างๆ นายและพี่ยูงั้นหรอพี่เลยถึงโดนลงโทษแบบนี้.. พี่จะทำยังไงดีเพื่อไม่ให้มีใครเจ็บตัวอีก..

                พี่ไม่ต้องการให้ใครมาเจ็บตัวเพราะพี่เลย

                ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเขาสองคนบ้างซะแล้ว.. แต่ไม่มีทางใดเลยที่ผมจะไม่เจ็บ.. ถ้าอยู่กับเขาสองคน.. ผมก็เจ็บ.. เจ็บที่เห็นพวกเขาโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก.. แต่ถ้าผมไป.. ผมก็เจ็บ.. สุดท้ายแล้วผมก็ต้องไปใช่ไหม?.. สุดท้ายแล้วผมก็ต้องกอดความเจ็บปวดนี้ไว้คนเดียวใช่หรือเปล่า.. ผมนอนคิดมาทั้งคืนสำหรับทางออกของเรื่องนี้แล้ว..

            ผมรักลูกของคนที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตัวเอง.. พ่อกับแม่โกรธผมไหมครับ?

                “พี่ไม่เป็นอะไร” ผมพูดก่อนจะแสร้งยิ้มให้เอสบางๆ เหมือนปกติ

                “พี่เป็นคนโกหกไม่เก่งนะ.. ผมจับทางพี่ได้ตลอดเลย.. เป็นห่วงไอ้เหี้ยยูก็ไปหามันสิครับ”

                พี่จะไปได้ยังไงกัน.. พี่อยู่กับนายพี่จะไปหาเขาได้ยังไง.. อีกอย่างเขาก็มีลีอยู่แล้ว.. พี่สับสน.. สับสนเหลือเกิน..

                “พี่ว่าไม่ดีหรอก.. ให้เขาได้อยู่กับคู่หมั้นของเขานั้นแหละ.. อีกอย่างพี่ก็อยู่กับนายอยู่ด้วย จะไปหาคนอื่นได้ยังไง” ผมพูดก่อนจะเดินไปลูบหัวเอสที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้

                “เพราะว่าพี่ชอบถนอมน้ำใจคนอื่นแบบนี้ไง.. พี่เลยถึงต้องเจ็บตัวเพราะคำพูดคนอื่นซ้ำๆ ซากๆ พี่รู้ไหมครับ ทุกครั้งที่พี่เจ็บ.. ผมก็เจ็บ.. เจ็บยิ่งกว่าแผลพวกนี้อีก.. เวลาพี่ทุกข์.. ผมก็ทุกข์.. ผมรู้สึกเหมือนพี่ทุกอย่างเลย.. เห็นไหมว่าผมแคร์พี่มากแค่ไหน”

                แต่พี่กลับไม่แคร์นายเลย.. พี่ปล่อยให้คนพวกนั้นมาทำร้ายนาย.. พี่รู้ตัวมาตลอดว่าพี่กำลังทำร้ายนาย.. แต่พี่ก็ยังดึงดันจะอยู่กับนาย..

                “ไม่เป็นอะไรเอส.. พี่ไม่เป็นไร.. ขอโทษนะเอส ฮึก.. พี่ขอโทษเอส.. เจ็บไหมเอส.. นายเจ็บมากหรือเปล่า.. แค่พี่เห็นนายสลบวันนั้น.. พี่ก็เจ็บแล้ว.. เห็นเลือดของนายพี่ก็ยิ่งเจ็บ.. เจ็บเหมือนพี่ที่เป็นคนโดนกระทืบซะเอง.. ไม่อยากอ่อนแอให้นายเห็นเลยแหะ.. ฮ่ะๆ” ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะจับหัวเอสมาซบที่อกผม ความในใจของผมกำลังจะพรั่งพรูออกมาจนผมหยุดมันไม่ได้.. นี่คือทางเดียวที่ผมจะทำให้คนที่ผมรักไม่ต้องมาเจ็บตัวเพราะผมอีก

                “…” เอสนิ่งเงียบตั้งใจฟังกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูด

                “ได้ยินไหมเอส.. หัวใจพี่.. มันก็ดังเหมือนกัน.. ตอนใกล้นาย.. และมันแทบจะหยุดเต้น.. เมื่อเห็นว่านายโดนทำร้ายเจ็บปางตาย.. แต่พี่กลับทำได้แค่ยืนดู.. ยืนดูเฉยๆ.. ช่วยอะไรนายไม่ได้เลย.. เจ็บแทนนายไม่ได้เลย..”

                “...”

                “พี่ไม่เคยเลยเอส.. ไม่เคยอยากให้ใครเจ็บตัวเพราะพี่เลย.. พี่ไม่มีค่าพอให้ใครมาเจ็บตัวแทนพี่เลย..”

                “พี่..” เอสกำลังจะอ้าปากพูดแต่ผมเอามือปิดปากเขาไว้ก่อน

                “พี่รักนายเอส.. รักนาย.. เป็นห่วงนาย.. และให้ความสำคัญนายพอๆ กับพี่ยู.. พี่ยอมรับว่าพี่อยู่กับนายแล้วพี่ก็ลืมพี่ยูไปเลย.. แต่เมื่อเห็นเขาอยู่กับคู่หมั้นของเขา.. พี่ก็เจ็บ.. นั้นแปลว่าพี่ยังคงรักเขา.. พี่เห็นแก่ตัวใช่ไหมที่รักพวกนายสองคนในเวลาเดียวกัน”

                “ไม่ผิดเลย.. พี่ครับ.. ไม่ผิดเลย” เอสพูดก่อนจะสวมกอดซบหน้าลงหน้าอกของผม

                ผมเงยหน้าก่อนจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลมากกว่านี้ก่อนจะกลั้นใจพูดออกไป..

                “พี่รู้ว่าใครทำร้ายพวกนาย..”

                “ใครครับ..”

                “พี่เอง.. ที่ทำร้ายพวกนาย..พี่เป็นคนจ้างคนพวกนั้นรุมซ้อมนาย.. พี่เป็นคนจ้างคนไปทำร้ายพี่ยู” ผมกำลังโกหก.. จริงๆ ผมจะบอกว่าย่าผมเป็นคนทำ.. แต่ผมพูดไม่ออก.. ผมต้องการให้เรื่องนี้จบลงแบบไม่มีใครเจ็บตัวอีก.. และนี่คือทางที่ผมเลือกแล้ว.. ผมต้องกอดรับความเจ็บปวดนี้ไว้.. และต้องทำมันให้ไหว

                “มะ.. ไม่จริง” เอสผละผมออกก่อนจะพูดขึ้นอย่างตกใจ

                “พี่ทำมัน..” ผมพูดก่อนจะผละเอสออกแล้วเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตาออกจนหมดเกลี้ยงก่อนจะแสยะยิ้มเหมือนผู้ร้ายในละครหลังข่าว

                “มัน.. มัน.. มันหมายความว่ายังไง..” เอสดูตกใจกับสิ่งที่ตนกำลังได้ยินอย่างชัดเจน

                “ที่ผ่านมาก็แค่แก้แค้น.. ที่พวกนายมาข่มขืนพี่ ทำร้ายพี่..” ผมแสร้งพูดแบบเย็นชาจนทำให้หน้าของ

เอสซีดเหมือนไก่ต้ม บางทีมันอาจจะเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่า.. แต่ผมเชื่อว่านี่คงเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้

                ขอโทษนะ.. อยากให้นายเข้าใจ.. แต่พี่ทนเห็นพวกนายเจ็บไม่ได้อีกแล้ว.. ถ้านี่คือการเริ่มต้นของการกระทำของย่าพี่.. พี่เดาว่าต่อไปคงมีใครสักคนล้มลงจนลุกไม่ขึ้นเหมือนตอนนี้แน่ๆ.. พี่ขอจบมันลงตรงนี้เถอะ..

                “พี่โกหก! ผมรู้.. นี่พี่กำลังเล่นละครใช่ไหม” เอสยังดูเหมือนไม่เชื่อกับคำพูดของผม นั้นทำให้ผมต้องใส่อารมณ์ในคำพูดและเปลี่ยนสรรพนามให้หนักแน่นกว่าเดิม

                “กูนี่แหละเป็นคนทำ.. ทำไม.. มึงเจ็บหรือไงมากหรือไงกับอิแค่โดนซ้อม..” ผมพูดก่อนจะเดินไปจิกผมของเอสให้เขาเงยหน้ามองหน้าผม

                พี่ไม่ได้ตั้งใจเอส.. แต่ถ้าพี่ไม่เด็ดขาด.. นายก็จะไม่ยอมเลิก.. พี่เลือกแล้ว.. พี่ถอยหลังไม่ได้แล้ว..

                “พี่ครับ..” เอสเริ่มพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งผมเห็นแล้วแทบจะร้องไห้ออกมาตามแต่ต้องแกล้งปั้นหน้าต่อไปเพื่อให้สมจริง

                “ฝากไปบอกไอ้เหี้ยพี่มึงด้วยนะ.. ว่าต่อไปนี้ไม่ต้องมายุ่งกับกูอีก.. ถ้าไม่อยากเจอดีอีก..” ผมพูดก่อนจะผลักหัวเอสให้ล้มลงไปกับเตียงอย่างไม่ใยดีว่าเอสจะเจ็บไหมก่อนจะก้าวเท้าเดินไปที่หน้าประตูห้องก่อนจะชะงักกับคำพูดของเอส

                ถ้าเราหยุดอยู่ตรงนี้.. เราก็จะจบเรื่องนี้ไม่ได้ซะที..

                “แล้วที่.. พี่ว่ารักผมเมื่อกี้หล่ะ” ผมหันไปมองหน้าเอสก่อนจะถอนหายใจให้เอสได้ยิน

                “มึงนี่มันโง่ซ้ำซากจริงๆ.. กูตอแหล จบป่ะ ตัดใจได้แล้วนะ.. กูไม่เคยจริงจังอะไรกับพวกมึงเลย.. เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ผ่านมาก็คิดซะว่ากูเล่นขายขนมครกกับพวกมึงหล่ะกัน.. เออ.. เผื่อเจอกันคราวหน้าช่วยทำเป็นเหมือนไม่รู้จักกูด้วยนะ.. กูจะขอบคุณมาก ไปหล่ะผมพูดก่อนจะเปิดประตูห้องออกมาแล้วปิดมันลงก่อนจะยืนพิงอยู่หน้าประตูห้องแล้วปล่อยน้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ออกมาอย่างไม่อายคนที่เดินผ่านไปมา

                ไม่ได้ตั้งใจจะพูดไม่ดีกับนายเลยเอส.. เห็นนายร้องไห้แล้วพี่ก็เจ็บ.. พี่ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องเป็นแบบนี้เลย

                ผมรักเอส.. ผมรักพี่ยู.. แต่นี้ดีสุดแล้วจริงๆ สำหรับปัญหานี้..

                ที่บอกว่ารัก.. ก็คือรัก.. รักโดยไม่มีเหตุผล.. รักโดยทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน.. รักทั้งๆ ที่ไม่เคยโดนทำดีด้วยเลย.. รักเพราะว่ารู้สึกดีด้วย.. และรักอีกมากมายที่หาเหตุผลไม่ได้..

                ที่ผมบอกว่ารัก.. นั้นคือรักจริงๆ.. และไม่ต้องการให้ใครมาเจ็บตัวเพราะความรักของผม..

                แก้วบาดเมื่อวานมันคงบาดไปถึงขั้วหัวใจของผม.. ผมถึงได้รู้สึกถึงใจของผมที่ขาดเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้

                นี่แหละดีสุดแล้วไอ.. มันดีที่สุดแล้วจริงๆ.. สำหรับเรื่องนี้.. ขอเจ็บคนเดียวก็พอแล้ว..

 

            “ย่ารู้อยู่แล้วว่าหลานเป็นคนฉลาด.. ดีแล้วที่มาหาย่า.. นั้นหมายความว่ายังไง.. หลานรู้ใช่ไหม”

                “ครับ” ผมตอบรับย่าเบาๆ ก่อนจะวางกระเป๋าลงให้แม่บ้านมายกไปไว้ข้างบนห้องให้

                ย่าผมรีบพุ่งปรี่มาหาผมก่อนจะเอามือลูบใบหน้าของผมแล้วจ้องเข้ามาที่ดวงตาของผม

                “ย่าคิดถึงตาสีฟ้าของหลานมากเลยรู้ไหม.. ส่วนผมนี่ไปจัดการย้อมให้กลับมาเป็นคนเดิมซะ เอกสารการเปลี่ยนชื่อเดี๋ยวย่าพาไปติดต่อเอง”

                “ครับ” ผมทำได้แค่ตอบตกลงออกไปโดยไม่ขัดข้องอะไร

                ผมเดินขึ้นห้องด้วยท่าทีว่างเปล่า.. เหมือนสี่ปีที่แล้วตอนที่พ่อแม่ของผมเสีย.. ชีวิตผมไร้จุดหมาย.. เหมือนตอนนี้ ชีวิตผมเหมือนไร้จุดหมายต้องให้ย่ามาคอยบ่งการทุกอย่าง

                ผมลาออกจากมหาลัยแล้ว.. แต่สมัครใหม่โดยใช้ชื่อจริงอันเก่าของผม

                ‘ไอริส เวย์เดอร์สัน’

                ผมส่องกระจกมองภาพที่สะท้อน.. ดวงตาสีฟ้าที่ไร้ซึ่งคอนแทคเลนส์ไซส์ธรรมชาติ.. ผมสีบลอนด์ทองไม่หลงเหลือความดำเหมือนแต่ก่อน.. และใจยังหลงเหลือคำคำนึงไว้.. คำๆ นั้นคงจากไปไหนไม่ได้.. เหมือนคำๆ นั้นถูก ‘จองจำ’ ไว้ในใจของผม.. มันก็คือคำว่ารัก.. มันจะอยู่กับผมอยู่อย่างนี้ตราบนานเท่านาน..

                เจ็บไปทั้งกายทั้งใจ.. แต่ผมต้องทนให้ไหว.. เพื่อไม่ให้คนที่ผมรักต้องเจ็บตัวอีกแล้ว..

                ขอโทษกี่คำพูดก็คงไม่พอ.. ขอโทษที่อยู่ด้วยไม่ได้.. ขอโทษที่บอกว่าที่พูดว่ารักนั้นโกหก.. ขอโทษ.. ขอโทษทุกสิ่งทุกอย่าง

                ขอบคุณ.. ขอบคุณที่อยู่ข้างๆ กันมาจนถึงตอนสุดท้าย.. ที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้อีกแล้ว..

               

                1 เดือนผ่านไป

                หลังจากได้ย้ายมาอยู่กับย่าผมก็ถูกเก็บตัวไว้แทบไม่ให้เห็นแสงอาทิตย์ไม่ได้สูดอากาศภายนอก.. แต่นั้นมันยังไม่เท่ากับการที่ต้องจมปลักกับการร้องไห้ทุกคืนเพราะคิดถึงเขาสองคนนั้นหรอก..

                ตอนนี้ผมหายตัวไปจากชีวิตสองคนนั้นได้เดือนกว่าแล้ว.. และตอนนี้ย่าของผมจะพาผมไปกลับไปเรียนที่เดิมต่อเพื่อหวังให้ผมได้เรียนในสิ่งที่ผมชอบต่อ.. นี่นับว่าเป็นเรื่องที่ดี.. แต่ในเรื่องที่ดีก็ต้องมีเรื่องที่แย่ ถ้าผมเจอคนพวกนั้นผมจะต้องทำหน้ายังไงกันละเนี่ย..

                วันนี้คือวันประหารชีวิตของผม.. ผมต้องแนะนำตัวต่อคนทั้งคลาส.. ซึ่งนั้นมันค่อนข้างจะยากนิดหน่อยสำหรับผมเมื่อหนึ่งเดือนก่อน.. แต่ตอนนี้ผมไม่เหมือนกับตอนนั้นแล้ว.. ผมเด็ดขาดยิ่งกว่าเมื่อก่อน

                “วันนี้ฉันจะแนะนำนักเรียนใหม่ให้ทุกคนรู้จัก.. เอ้าเข้ามาสิ” ผมที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องได้แต่กำหมัดแน่นแล้วมองย่าที่กวักมือเรียกผม ผมถอนหายใจตั้งสมาธิก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอย่างไม่หวั่น

                “!!!!!!” หน้าตาของเอส พี่ยูและลีดูตกใจเมื่อได้เห็นผม

                ผมรู้ว่าทำไมย่าถึงเลือกมาวันนี้.. เพราะย่าเป็นเจ้าของคลาสเรียน และย่าต้องการจงใจให้สองพี่น้องเห็น.. ซึ่งถ้าเป็นคลาสอื่นอาจารย์จะไม่ให้นักเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใสนั่งเรียนด้วยได้.. แต่นี้ย่าผมคงอนุมติให้พี่ยูเข้ามานั่งจู๋จี๋กับลีมั้ง.. ผมมองทั้งสามคนด้วยสายตานิ่งๆ เหมือนคนไม่รู้จักกัน

                “แนะนำตัวสิ” ย่าของผมบอกก่อนจะจ้องมาที่ผมเขม็งราวกับกำลังมองดูผลงานที่ย่าปั้นมาเองกับมือในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

                “Hello! My name is Iris Wayderson. Glad to meet you! Ha Ha (สวัสดี ผมชื่อไอริส เวย์เดอร์สัน ดีใจที่ได้เจอพวกคุณ ฮ่า ฮ่า)” ผมแนะนำตัวออกมาเป็นภาษาอังกฤษก่อนจะแสร้งหัวเราะนิดหน่อยให้เหมือนคนต่างชาติ ทั้งลี เอสและพี่ยูยังคงจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา

                “เข้าไปนั่งที่ได้แล้ว” ย่าผมไล่ผมไปนั่งที่ ผมเดินผ่านที่นั่งตรงหน้าไปอีกฟากให้ห่างจากที่นั่งสามคนนี้แล้วนั่งลงก่อนจะหยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเขี้ยวแล้วเป่าเล่น ตอนนี้ลีเลิกมองผมแล้วใจจดใจจ่อต่อการเรียนแต่ว่าพี่ยูและเอสยังคงหันมามองผมอยู่ ผมมองกลับไปแล้วเป่าหมากฝรั่งจนแตกแล้วยิ้มให้ทั้งสองคนเหมือนทักทาย

                “Hello! My name is Mintra Rukdee. You can call me Cat (สวัสดี ฉันชื่อมินตรา รักดี เธอเรียกฉันว่าแคทก็ได้นะ)” เสียงผู้หญิงใส่แว่นที่นั่งข้างๆ แอบกระซิบกระซาบกับผมจนผมต้องหันไปมอง

                เธอเป็นผู้หญิงที่น่าตาแบบว่า.. เอิ่ม.. นี่ไม่ได้ด่านะ.. คือแบบว่าปลวกอ่ะ.. เธอเป็นผู้หญิงภาษาบ้าบออะไรไม่รู้จักแต่งหน้าเลย ผมยิ้มแห้งๆ ให้แคทก่อนจะตอบกลับไปเป็นภาษาไทย

                “ผมพูดภาษาไทยได้หน่ะ.. ไม่ต้องพูดอังกฤษกับผมก็ได้”

                “ว้าว! นายเป็นฝรั่งที่เท่ห์จังเลย” ตำพูดที่ตรงไปตรงมาของแคททำเอาผมแอบเขินเบาๆ ก่อนจะโดนเสียงไอกระแอมเบาๆ ของคุณย่าหน้าห้องที่กำลังสอนติเตือนมา

                “อะแฮ่ม!”

                “อุ้ย โดนดุเลย.. ถ้าไม่รังเกียจหล่ะก็.. พักเที่ยงนี้เรากินข้าวด้วยกันจะได้ไหม” แคทกระซิบกระซาบ

                “ได้สิ” ผมตอบกลับไปโดยไม่คิดอะไร.. บางทีการมีเพื่อนใหม่อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้วก็ได้มั้ง.. เผื่อสนิทจะได้มีเรื่องปรึกษาได้อะไรทำนองนี้..

                ผมหยิบมือถือไอโฟนสี่เอสขึ้นมาก่อนจะกดพิมพ์ข้อความส่งไปหาย่า

                ‘เที่ยงนี้.. ไปกินข้าวกับเพื่อนใหม่นะครับ’

                ทันทีที่กดส่งย่าก็ขอเวลานักศึกษาสักครู่ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาแล้วทำหน้าพยักหน้านิดหน่อยกับโทรศัพท์ราวกับเป็นสัญญาณอนุญาติให้ผมไปกินข้าวกับเพื่อนรใหม่ได้ก่อนจะเก็บมือถือลงกระเป๋าแล้วสอนต่อ

                ทันทีที่คลาสเลิกผมเดาได้ว่าสองพี่น้องคงจะรีบพุ่งปรี่มาหาผมแน่ๆ

                แต่เสียใจนะ.. ผมรีบฉุดเพื่อนใหม่ให้รีบออกจากห้องแล้ว เป้าหมายเราคือโรงอาหารที่มีคนพลุกผล่านจะได้ยากต่อการสังเกตเห็น.. ผมฉลาดไหมหล่ะ อิๆ

                “ป้าครับ.. ผมขอไอ้นี่ ไอ้นี่ แล้วก็ไอ้นี่” ผมชี้ไปที่กับข้าวของร้านที่ผมไปต่อคิวซื้ออยู่ ป้าคนขายมองผมก่อนจะกรี๊ดโวยวายออกมา

                “ต๊าย.. หนูเป็นนักศึกษาใหม่หรอจ้ะ.. หล่อมากๆ เลย”

                “อ่อครับ” ผมพูดก่อนจะฉีกยิ้มให้ป้าคนขายข้าวแกง นักศึกษาที่ต่อคิวด้านหลังผมเริ่มโวยวายจนป้าแกต้องรีบตักกับข้าวให้ผมอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นจานข้าวให้ผมแล้วพูดกระซิบกระซาบกับผม

                “วันหลังมาซื้อที่นี้อีกนะจ้ะ.. เดี๋ยวป้าแถมให้เยอะๆ เลย” ป้าเขาพูดพร้อมกับขยิบตาให้ผมทีนึง ผมพยักหน้าก่อนจะรีบเดินกลับโต๊ะที่มีแคทนั่งกินข้าวรออยู่

                “นายกินอะไรแบบนี้เป็นด้วยหรอเนี่ย!” เสียงของแคททักท้วงทันทีที่เห็นจานข้าวในมือผม เธอทำเหมือนผมเป็นตัวประหลาดที่มาหาอะไรกินบนโลกใบนี้ ผมหัวเราะออกมานิดหน่อยกับคำพูดของเธอ

                “กินเป็นสิ.. แม่ของผมก็เป็นคนจีนที่อพยพมาอยู่ไทยหน่ะ” ผมตอบยิ้มๆ

                “อ้าว.. แล้วตอนนี้พักอยู่กับใครหล่ะ”

                “อยู่กับย่าหน่ะ”

                “แล้วพ่อแม่ไปไหนหรอ”

                “เสียแล้ว” ผมตอบอย่างสนใจอะไรพลางตักข้าวเข้าปากด้วยความหิว

                “อ้าว.. ขอโทษด้วยนะ คือเราไม่รู้หน่ะเลยถาม..”

                “ไม่เป็นไร.. ยังไงอยู่กับความเป็นจริงก็ยังดีกว่าหลอกตัวเอง จริงไหม” ผมถามแคทด้วยสีหน้ายิ้มๆ

                “ความคิดของนายเป็นผู้ใหญ่ดีจัง” แคทพูดแล้วตบมือแปะๆ เหมือนชื่นชมผม ผมได้แต่ยิ้มให้เธอบางๆ

                “ฉันหน่ะ.. ไม่เคยมีเพื่อนเลย.. เพราะว่าฉันดูปลวกมากใช่ไหม..” เสียงของแคทถามผมอย่างเบาๆ ราวกับว่าเธอกำลังน้อยใจในสิ่งที่เธอเป็นอยู่

                เธออยากฟังคำตอบแบบไหนกันนะ..

                “เธอก็ไม่เชิงว่าปลวก.. เพียงแค่เธอแต่งหน้าไม่เป็นมากกว่า” ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำตอบที่รุนแรงเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่

                “นายนี่ถนอมน้ำใจคนอื่นเก่งจัง.. ฮ่ะๆ” คำพูดของแคททำให้หัวสมองผมรวนแล้วนึกไปถึงวันนั้น

                ‘เพราะว่าพี่ชอบถนอมน้ำใจคนอื่นแบบนี้ไง.. พี่เลยถึงต้องเจ็บตัวเพราะคำพูดคนอื่นซ้ำๆ ซากๆ..’

                คำพูดของเอสดังขึ้นมาในหัวของผมอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ผมจะสลัดหัวไล่คำพูดบ้าๆ นั้นออกจากหัวตัวเอง

                “ไม่หรอก.. ผมแค่พูดตามที่เห็นเท่านั้น..” ผมตอบแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะหันมาตักข้าวเข้าปากต่อ

                “จะรังเกียจไหม.. ถ้าฉันจะแลกเบอร์มือถือกับนาย.. เอ่อ.. หมายถึงเอาไว้คุยปรึกษาปัญหาหน่ะ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะจีบนายนะ” เสียงแคทพูดอย่างตะกุกตะกักทำเอาผัวหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดที่ตรงไปตรงมาของเธอ

                “ได้สิ.. เราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม ฮ่ะๆ” ผมพูดก่อนจะหยิบไอโฟนของผมขึ้นมาแล้วยื่นให้เธอ “เมมเบอร์ของเธอได้เลยสาวน้อย.. หึๆ” ผมพูดก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

                “อ่ะนี่.. ส่วนนี้.. กดเมมเบอร์ให้ฉันด้วยนะ” แคทพูดพร้อมกับยื่นไอโฟนสี่เอสของเธอมาให้ผม ผมรับไอโฟนของผมคืนแล้วรับมือถือของเธอมาจิ้มๆ เมมเบอร์ผมลงไปแล้วยื่นมือถือของแคทให้เธอคืน

                “ฉันดีใจ.. ฮือๆ ฉันจะมีเพื่อนแล้ว ฮือๆ” แคทพูดก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาจนผมตกใจต้องรีบลุกขึ้นไปโอบไหล่เธอราวกับปลอบใจก่อนจะเอามือลูบหลังเธอเบาๆ

                “ร้องไห้ทำไม.. คนมองเต็มแล้วนะ” ผมบอกแคทเสียงรอดไรฟัน สายตาผมคงยังจับจ้องไปผู้คนที่มองมาทางพวกเราแปลกๆ ผมยิ้มให้คนพวกนั้นเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                กับอิแค่มีเพื่อนเธอจะมาดีใจจนบ่อน้ำตาแตกทำไมหะ.. มันเว่อร์เกินไปแล้ว!

                “ฉันดีใจจังเลย.. ฮ่ะๆๆๆ” แคทหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะรีบเอาแขนของตัวเองรีบเช็ดน้ำตาตัวเองอย่างลวกๆ ผมได้แต่มองแล้วถอนหายใจราวกับโล่งอกที่เธอไม่ปล่อยโฮออกมาต่อ ไม่งั้นทั้งโรงอาหารคงมองผมไม่ดีแน่ๆ เลย ประมาณว่าไอ้ฝรั่งนี้ฟันผู้หญิงแล้วทิ้ง.. อะไรทำนองนั้น

                “เลิกร้องไห้ก็ดีแล้ว.. ดูซิคนเขามองไปไหนต่อไหนแล้ว” ผมบอกก่อนจะอ้อมกลับมานั่งฝั่งตรงข้ามกับแคทที่เดิมก่อนจะตักข้าวเข้าปากต่อแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะโดนมนุษย์ป่าเถื่อนจากที่ไหนสักแห่งกระชากแขนจนข้าวที่กำลังจะตักเข้าปากคำต่อไปนั้นกระเด็นหลุดจากมือไปทั้งช้อน แคทมองภาพเหตุการณ์อย่างงงๆ ไม่ต่างจากผมที่ตอนนี้มือถูกกระชากขึ้นแต่ปากผมยังอ้ารอค้างเพื่อที่จะกินข้าวไว้อยู่เหมือนเดิม

                ใครกันมาเสียมารยาทตอนคนอื่นเข้ากินข้าวแบบนี้..

                ผมหันขวับไปจ้องคู่อริที่กระทำผมอย่างป่าเถื่อนอย่างเอาเรื่องก่อนจะตกใจ

                “!!!” ผมอึ้งกับภาพตรงหน้านิดหน่อยเมื่อรู้ว่าใครเป็นคนกระชากแขนผม ผมรีบปั้นสีหน้ากลับมาเป็นปกติราวกับไม่รู้สึกอะไรก่อนจะพูดออกไปนิ่งๆ “มารยาทหน่ะมีบ้างไหม”

                “สวัสดีครับ!! ผมชื่อธีรพงศ์ เลิศโกศล ชื่อเล่นชื่อเอสครับ อายุ 18 จะ 19 ปีแล้วครับ!! สิ่งที่ชอบคือสปาเกตตี้ครีมเห็ด สิ่งที่เกลียดก็..” เอสพูดแนะนำตัวเสียงดังจนเป็นที่จับตามอง แรกๆ ผมก็เฉยๆ นะ แต่พอคนเริ่มมองมากๆ ผมก็ทนไม่ไหวเลยต้องลุกขึ้นเอามือปิดปากร่างสูงที่พูดอยู่ให้เขาหยุดพูด ก่อนจะพูดเสียงดุรอดไรฟันออกมา “นายต้องการอะไร..”

                “อมอ้องอารอุณ” ร่างสูงพูดเสียงอู้อี้ผ่านมือของผมจนผมต้องปล่อยมือออกจากปากของเขา แล้วนั่งลงอย่างอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก แคทมองมาทางผมและเอสอย่างงุนงง ผมเลยต้องบอกกับแคทออกไปก่อนที่เธอจะเข้าใจอะไรผิดไปมากกว่านี้

                “เขาทักคนผิดหน่ะ” ผมตอบยิ้มๆ ก่อนจะใช้ซ้อมในจานคีบหมูเข้าปากแล้วเขี้ยวตุ่ยๆ

                “ผมไม่ได้ทักคนผิดนะ.. ผมตั้งใจมาทักคุณโดยเฉพาะเลย เนี่ยดูสิเธอ.. ผมเดินหาเขาจนเหงื่อเปียกหลังหมดเลย” เอสพูดก่อนจะหันหลังชี้ให้แคทเห็นว่าเขามีความพยายามที่จะตามหาผมขนาดไหน แคทได้แต่ยิ้มแห้งๆ อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ส่วนผมต้องหันข้างไปถามร่างสูงอย่างรำคาญ

                “นายต้องการอะไร”

                “ผมต้องการคุณ” ร่างสูงข้างๆ ผมพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาจนผมต้องทำคิ้วขมวดเพราะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดกับผม แตกต่างจากแคทที่ได้ยินแล้วก็..

                พรวด!! คำตอบที่แผ่วเบาของเอสทำเอาข้าวที่แคทกำลังเขี้ยวอยู่นั้นพุ่งออกมาแต่ดีที่ผมหลบทันก่อนจะหันไปมองแคทด้วยสายตาจ้องเขม็ง

                “แหะๆ ขอโทษทีนะ..” แคทหัวเราะแห้งๆ อย่างเขินอายก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วเอามาเช็ดปากของตัวเอง แล้วเก็บมันลงไปแล้วตักข้าวกินใหม่อีกที

                “ดีนะ.. ถ้าโดนหล่ะก็ฉันเอาเธอตายแน่.. ส่วนนาย.. ต้องการอะไรนะ?” ผมขู่แคทก่อนจะหันไปคุยกับเอสที่ยืนยิ้มอย่างกับคนบ้าอยู่ข้างๆ ผม

                “ผมบอกว่า..” เอสพูดก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตะโกนออกมา “ผมต้องการคุณ!!!” เสียงของเอสดังกึกก้องไปทั่วโรงอาหารที่พวกผมกำลังนั่งกินกันอยู่ นักศึกษาทุกคนต่างพากันมามองเอสอย่างสนอกสนใจ

                ผมต้องการคุณงั้นหรอ.. หวั่นไหวนะ.. แต่ผมไม่สามรถถอยหลังกลับได้อีกแล้ว..

                “แค่นี้ใช่ไหมที่อยากจะบอก?” ผมขมวดคิ้วถามร่างสูง จนร่างสูงที่เอาแต่ยิ้มนั้นถึงกับทำหน้าเหวอกับท่าทีเฉยเมยของผม

                “ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ไปซะที.. ไม่เห็นหรือไงว่าคนเขากินข้าวอยู่?” ผมพูดก่อนจะหันกลับมาใช้ซ้อมจิ้มหมูเข้าปากอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่พูดออกไป เอสยังคงยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นจนผมรู้สึกรำคาญกับความพยายามไม่ลดละของเขา

                “พี่เป็นอะไรไปครับ.. ผมคิดถึงพี่รู้ไหม” เอสนั่งลงข้างๆ ก่อนจะเขย่าแขนผมไปมา

                คิดถึงหรอ.. ผมหล่ะโคตรจะคิดถึงเลยหล่ะ.. แต่ก็พูดออกไปไม่ได้

                “อย่ามายุ่งกับกู!” ผมสะบัดมือเขาออกจากแขนอย่างไม่ใยดี แคทมองมาทางผมอย่างงงๆ กับการที่ผมเปลี่ยนสรรพนามตัวเองเป็น ‘กู’ แทน

                “ทำไมหล่ะครับ.. พี่บอกเหตุผลได้ไหม” เอสที่โดนผมผละมือออกก็เข้ามาเขย่าแขนผมใหม่เหมือนเด็กที่กำลังต้องการขอให้แม่ซื้อลูกโป่งให้

                “อย่ามาเซ้าซี้..” ผมบอกก่อนจะสะบัดแขนออกจากการจับกุมของเอสอย่างไม่ใยดี

                นายกำลังทำให้พี่ลำบากใจ.. ระหว่างความรักที่พี่มีต่อนาย.. หรือความปลอดภัยที่ให้กับพวกนายได้

                “พี่มีอะไรพี่ก็ไม่เคลียร์ให้รู้เรื่อง.. อยู่ดีๆ พี่ก็หายไป.. พี่มีอะไรพี่ก็บอกผมสิครับ” เอสยังไม่ลดละเลิกความพยายามที่จะเอาคำตอบจากปากของผมจนผมทนไม่ไหวก่อนจะลุกขึ้นยืนปะทะกับเอส

                “You don’t know bout’ me, I can’t say how I feel. I’m really sorry (นายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เลย พี่ไม่สามารถบอกนายได้ว่าพี่รู้สึกยังไง พี่ขอโทษจริงๆ)ผมแพล่มออกมาเป็นสำเนียงคนต่างชาติก่อนจะเดินปลีกตัวออกมาโดยไม่ได้บอกกล่าวกับเพื่อนใหม่ว่าจะไปไหน แคทที่เห็นว่าที่ท่าไม่ดีเธอก็ไม่เดินตามมา เธอคงรู้ว่าผมคงอยากอยู่คนเดียว.. แต่ไม่เลย.. ผมต้องการใครสักคนมารับฟังปัญหาของผม

                มันคับอกจนจะระเบิดออกมาอยู่แล้วโว้ยยยยย..

            ก่อนเดินออกมาผมคงเดาได้ว่าเอสคงฟังผมไม่ทันว่าผมพูดอะไรออกไป.. แต่ผมหวังว่าเขาคงจะเข้าใจดีกับการที่ผมทำลงไป.. ผมทำลงไปเพื่อเขา.. เพื่อพี่ยู.. เพื่อไม่ต้องให้ใครมาเจ็บตัว

                “มานั่งอยู่นี่นี้เอง.. ‘เพื่อนรัก’ ” เสียงใสแจ้วที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังผม ผมไม่ต้องหันไปก็รู้ว่าเป็นใครที่มาทักทายผม ผมถอนยหายใจนิดหน่อยพร้อมกับมีร่างบางๆ ของผู้หญิงมานั่งลงข้างๆ ผม

                “หายไปไหนมาจ้ะตั้งเดือนนึง.. ฉันนึกว่านาย ‘ตายไปแล้ว’ ซะอีก” ลีพูดเน้นประโยคจนผมคิ้วขมวดเข้าหากันก่อนจะลุกขึ้นจากการนอนรอบไปกับสนามหญ้า

                “เธอต้องการอะไร?” ผมถามลีออกไปอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าเธอจะร้ายลึกแค่ไหน

                “แหม.. เดี๋ยวนี้รุกเก่งจัง.. เดี๋ยวก็โดนรุมซ้อมโดยไม่รู้ตัวซะหรอก” ลีพูดขู่ก่อนจะเอามือมาลูบไล้ที่แก้มของผมอย่างแผ่วเบา ผมเหยียดยิ้มที่มุมปากนิดหน่อยก็จะหัวเราะออกมาเบาๆ

                “ฮ่ะๆๆ เธอควรจะเอาเวลาขู่คนอื่นมาปรับปรุงตัวเองดีกว่านะ.. ทำตัวเกาะผู้ชายซะจนไม่เหลือค่าอะไรแล้วนะนั้น รู้บ้างหรือเปล่า.. วันๆ มีแต่วิ่งตามผู้ชาย น่าสะอิดสะเอียน!” ผมพูดก่อนจะจับมือของลีออกจากใบหน้าของผมก่อนจะเอามือข้างนั้นเช็ดเสื้อแล้วปัดแก้มตัวเองออกราวกับรังเกียจอย่างกับว่าเธอคือพาหะนำเชื้อโรค

                “กรี๊ด!! นั้นปากนายหรอ.. ฉันจะไปฟ้องพี่ยู!!” ลีร้องกรี๊ดโวยวายก่อนจะลุกขึ้นแล้วทำท่าจะเดินจากไปแต่ผมร้องห้ามปรามเธอไว้ก่อน

                “เดี๋ยว!!..” ผมบอกก่อนจะเว้นวรรคเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะแสยะยิ้มอยู่คนเดียวแล้วพูดบางสิ่งบางอย่างออกมาอย่างท้าทาย ลียืนนิ่งฟังผมอย่างตั้งใจ

                 “ถ้าเขามาหาฉันถึงที่.. ฉันก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าฉันจะทำ ‘อะไร’ กับเขา.. และเขาจะทำ อะไรกับฉัน.. แต่ว่านะ.. บางทีเขาอาจจะติดใจฉันจนไม่กลับไปหาเธออีกเลยก็ได้.. ดูแลเขาดีๆ หล่ะ.. ฉันหวังดีสุดๆ เลยนะเนี่ย..” ทันทีที่บอกเสร็จผมก็ล้มตัวลงนอนไม่สนใจเสียงกรี๊ดโหวกเหวกโวยวายของผู้หญิงคนนั้น

                หึ.. ถ้าเขามาหาผมจริงๆ หล่ะก็.. ใครจะรู้หล่ะว่าจะ ‘เกิดอะไร’ ขึ้นบ้าง จริงไหม? แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว..

 

             ________________________________________________________________________________________

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนหน้าใจหาย แต่เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนก็จริง แต่ใจคนล่ะ...ใครจะตอบได้ จริงมั้ย? อีกห้าตอนก็จะจบแล้ว ไรท์เตอร์คาดว่าจะเขียนตอนพิเศษให้อีก เป็นกำลังใจให้ด้วยน้า : 3

ความคิดเห็น