[END] Broken Man 'ใจแตก' [Yaoi]
แตกที่ 41 …หวนคืน... **กิจกรรมครบรอบ1ปี แจกหนังสือNightmare**
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
แตกที่ 41 …หวนคืน... **กิจกรรมครบรอบ1ปี แจกหนังสือNightmare**

 

 

 

 

แตกที่ 41

หวนคืน...

 

 

 

 

ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบคนรักของคณิตเมื่อตอนเช้าถูกทำลายลงไปง่ายๆเพราะโทรศัพท์จากรัตติกาลเพียงสายเดียว แต่หาใช่เพราะเรื่องของรัตติกาลหรอก แต่เป็นข้อมูลบางอย่างที่ถูกส่งผ่านมาทางคนไกลต่างหาก

 

“ชาติบอกว่ากล้องวงจรปิดจับภาพรถได้ก่อนเข้ามาทางมอเตอร์เวย์ เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะอยู่ในภาคตะวันออกเนี่ยแหละ”

 

“กว้างไป...คุณชาติพอจะหากล้องวงจรปิดมาเพิ่มอีกได้ไหม เราต้องการข้อมูลที่ชี้ชัดกว่านี้”

 

ความเครียดทำให้คณิตเผลอเหยียบคันเร่งมากขึ้นจนนิลต้องพูดปราม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เข้าใจหัวอกเพื่อนอยู่เหมือนกัน เพราะความทรงจำของเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานยังคงไม่เลือนหายไปง่ายๆ

 

“มันกำลังพยายามอยู่แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ ตอนนี้เราต้องพยายามล้อมกรอบกันเองก่อน ว่าลุงนั่นมันน่าจะพาปูนไปที่ไหนทั้งๆที่รู้อยู่ว่าแถวนี้คือถิ่นมึง”

 

นั่นคือสิ่งที่คณิตฉุกคิดเหมือนกัน ในตอนแรกที่ได้ยินจากรัตติกาลว่าลุงของปูนเพิ่งพาตัวหลานชายแท้ๆหนีหายไปเขาก็รีบมุ่งตรงเข้ากรุงเทพโดยคิดว่าฝ่ายนั้นคงจะพาปูนไปซ่อนไว้ตามห้องพักที่ไหนสักแห่ง แต่ทันทีที่มาถึงข้อมูลจากกล้องวงจรปิดกลับบอกว่ารถยนต์ที่แผ่นป้ายทะเบียนถูกระบุไว้ว่าเป็นรถของวิทยากำลังขับผ่านเส้นพระรามสองแล้วมุ่งตรงไปยังมอเตอร์เวย์อันถือเป็นประตูสู่ภาคตะวันออกที่เขาเพิ่งขับผ่านมาเมื่อครู่นี่เอง

 

“ถ้าไม่ใช่ว่าโง่จนลืมคิด หรือว่าบ้าจนไม่ยอมคิดอะไรแล้วลุงนั่นมันก็กล้ามากนะที่พาปูนมาที่นี่ หรือมันอาจจะมีเหตุผลอื่นที่เราคิดไม่ถึงอีกว่ะ”

 

“ก็คงอย่างนั้น แต่บอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าระหว่างพยายามเข้าใจกับตั้นหน้ามันกูอยากทำอย่างหลังมากกว่าเยอะเลย”

 

แค่คิดก็รู้สึกโกรธ คณิตไม่เข้าใจว่าทำไมวิทยาถึงทำแบบนี้กับหลานชายแท้ๆของตัวเองได้ แม้ว่าคณิตจะล้มกระดานด้วยการประกาศเรื่องของปูนออกสื่อจนอีกฝ่ายไม่สามารถใช้เรื่องของเขามายื้อร่างเล็กไว้ข้างกายได้อีก แต่ชายคนนั้นก็ยังคงยืนยันที่จะทำเหมือนเดิมโดยที่ไม่สนใจใครทั้งนั้น

 

“แล้วคนในบ้านทางนั้นล่ะ ได้ข้อมูลมาบ้างรึเปล่า”

 

“คนเป็นแม่บอกอย่างเดียวว่าไม่รู้เรื่อง ส่วนน้องสาวปูนที่ชื่อปิ่นบอกว่าตัวเองเป็นคนพาปูนไปส่งที่ถนนเพื่อให้น้องมันโบกแท็กซี่กลับมาหามึง แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องนี้ขึ้นซะก่อน”

 

“สรุปไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมว่าหมอนั่นมันพาปูนไปไว้ที่ไหน โถ่เว้ย! ทำไมเรื่องทุกอย่างมันต้องเป็นแบบนี้ด้วยว่ะ”

 

คณิตเริ่มสติแตกจนนิลต้องบังคับให้เพื่อนจอดตรงข้างทางแล้วเปลี่ยนมาขับแทนให้เองก่อนที่ความร้อนใจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยทันทีที่มือว่างร่างสูงก็จัดการโทรหาคนรู้จักในจังหวัดที่พอจะฝากฝังได้ให้คอยเป็นหูเป็นตาพร้อมกับบอกรูปพรรณสัณฐานของปูนไว้เป็นข้อมูล

 

“กูรู้สึกเหมือนเรากำลังงมเข็มในมหาสมุทรยังไงก็ไม่รู้ว่ะ ทั้งๆที่น่าจะเป็นฝ่ายเราที่ได้เปรียบเรื่องพื้นที่แต่กลายเป็นว่ามันใกล้จนเรามองไม่เห็น”

 

“มันอาจจะกะไว้แล้วก็ได้ว่าต้องเป็นแบบนี้ เหมือนมันกำลังปั่นหัวมึงแล้วมันก็เชื่อว่ามึงคงไม่มีวันหาเจอ”

 

ร่างสูงสบถเสียงดัง เขาพยายามไม่ใช้อารมณ์แต่มันก็ทำได้ยากเกินไป นิลขับรถเขามาเรื่อยๆจนเข้าเขตบางแสนสิ่งที่คณิตรอคอยมาตลอดก็ดังขึ้น นิลรีบกดรับโทรศัพท์แล้วจัดการเปิดสปีกเกอร์โฟนเพื่อไม่ให้ไอ้คนข้างๆมันคลั่งขึ้นมาอีก

 

“ว่าไงชาติ ได้อะไรเพิ่มเติมบ้างรึเปล่า”

 

“ผมโทรไปเช็คที่ทำงานเขามาครับ ทางนั้นบอกว่านายวิทยาโทรมาลางานไว้หนึ่งอาทิตย์เมื่อเช้าโดยไม่ได้แจ้งเหตุผลไว้ ทางนายจ้างเห็นว่าโปรเจคใหญ่ที่ทางนั้นรับผิดชอบเพิ่งเสร็จไปเลยอนุมัติให้ลาได้ไม่มีปัญหา”

 

“แล้วมึงจะบอกกูทำไมวะ กูไม่ได้อยากรู้ว่ามันทำงานได้ดีแค่ไหนนะชาติ!

 

“ครับ ตอนแรกผมก็ไม่สนใจมันเหมือนกันจนกระทั่งได้รู้ว่าโปรเจคที่นายวิทยาได้ทำคืออะไร”

 

คนฟังทั้งสองต่างหันมามองหน้ากันอย่างสงสัย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแปลกใจเมื่อได้ยินคำตอบที่ฤทธิชาติบอกมา

 

“โครงการปรับพื้นที่ของโรงแรม The Pilot ที่สัตหีบครับ โรงแรมคู่แข่งของคุณคณิตไง”

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

กลิ่นเกลือที่คุ้นเคยลอยเข้ามาในการรับรู้ของปูน ร่างเล็กที่ถูกทำให้หมดสติด้วยผ้าเช็ดหน้าซึ่งมันถูกโป๊ะลงบนจมูกของเขาแทบจะทันทีที่พยายามหนี อาการปวดหัวแล่นริ้วขึ้นมา ให้ตายสิ ทำไมถึงพูดคุยกันดีๆไม่ได้ ทำไมลุงถึงชอบทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องใหญ่ ว่าแต่เขาอยู่ที่ไหนเนี่ย

 

“นี่มัน...”

 

ภาพวิวที่คุ้นตาปรากฏขึ้น ถึงจะจำไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเคยมาที่นี่ไม่ผิดแน่ โขดหินแปลกๆตรงนั้นที่พอมองเลยไปจะเห็นร้านอาหารริมทะเลที่ตั้งอยู่ไกลๆ ไม่ผิดแน่ๆ เขากำลังอยู่ที่สัตหีบ!

 

“ตื่นแล้วหรอ”

 

เสียงของลุงวิทย์ทำให้ปูนที่กำลังสับสนหลุดออกจากภวังค์ ร่างเล็กหันไปมองอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบใจและไม่ไว้ใจ ใช่ คำขอโทษที่เขาเพิ่งให้ลุงของตนไปก่อนหน้านี้ถูกย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว

 

“ลุงบ้าไปแล้วหรอ จับผมมาทำไม”

 

“ฉันไม่ได้จับแกมาทำไม่ดีสักหน่อย แค่พามาพักผ่อนเท่านั้นเอง”

 

พักผ่อนบ้าอะไร มือและเท้าของปูนอยู่ในภาพถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาด้วยเชือกอะไรก็ไม่รู้ที่ทั้งเหนียวและหยาบ บาดผิวของเขาจนแดงหมด

 

“ผมไม่อยากพัก ผมอยากกลับบ้าน”

 

“อยากกลับบ้าน หึ ทั้งๆที่แกเพิ่งหนีออกมาจากที่นั่นเนี่ยนะ”

 

“เปล่า ผมหมายถึงบ้านอีกหลัง...บ้านของผมกับคุณคณิต”

 

“...”

 

“ลุงก็ได้อ่านมันแล้วไม่ใช่หรอ ว่าผมกับเขาเรารักกันแค่ไหน ถ้าลุงเป็นห่วงเรื่องที่ใครจะมาหลอกผมก็ไม่ต้องหรอกครับ ปล่อยผมไปได้แล้ว”

 

ปูนพูดแบบนั้นออกมาทั้งๆที่รู้ดีอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ซึ่งดูเหมือนว่าวิทยาก็เข้าใจถึงเนื้อในของสิ่งที่ปูนต้องการจะสื่อ

 

“ไม่มีใครบนโลกนี้อีกแล้วที่รักแกได้มากเท่าฉัน ข้างนอกนั้น...คนพวกนั้นจะทำร้ายแกสักวันเมื่อแกหมดประโยชน์”

 

ลุงวิทย์เดินเข้ามาหาปูนช้าๆ ดวงตาที่แสดงความอ่อนล้าออกมาจ้องมองหลานชายของตัวเองด้วยความรักและหวงแหน...แต่มันมากเกินไป มากจนมันสามารถทำลายทั้งตัวเขาและคนรอบข้างได้โดยไม่ทันได้รู้ตัว

 

“ถ้าแกอยู่กับฉันแกจะไม่มีวันเสียใจ แกจะไม่มีทางถูกทิ้ง ไม่มีทางโดนดูถูกเหมือนที่แกเคยเจออีก”

 

“ถ้าลุงพูดถึงเรื่องตอนนนั้นทุกอย่างมันจบแล้ว ไม่ว่าจะพี่กาล ไอ้แมน หรือว่าลุง ทุกคนต่างก็ทำร้ายผมไม่มีใครดีกว่าใครทั้งนั้น แต่คุณคณิต...เขาไม่ใช่”

 

ภาพความทรงจำทุกอย่างที่คณิตสร้างเอาไว้ในใจของปูนถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรอยยิ้มที่วิทยาไม่เคยเห็น มันทั้งมีความสุขและอิ่มเอมจนคนมองรู้สึกปวดร้าวไปทั้งใจ แม้แต่ตอนเด็กๆที่ปูนยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่วิ่งเอาขนมที่ทำเองมาให้เขาชิม...ปูนยังไม่เคยมีรอยยิ้มที่สดใสขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ

 

“คุณคณิตเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ดีไปซะทุกอย่าง เขาเคยพลาดทำผมร้องไห้มาหลายครั้งแล้วด้วยซ้ำไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ คือผู้ชายคนนั้นเขาพร้อมที่จะฟังผมเสมอขอแค่ผมเอ่ยปาก...แต่ผมก็ไม่เคยทำ”

 

ปูนถามตัวเองว่าถ้าหากเขายอมเล่าเรื่องทุกอย่างให้คณิตฟังตั้งแต่แรกเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจะลงเอยอย่างไร คณิตอาจจะยอมรับเขาได้หรือว่าอาจจะไม่เพราะแม้แต่ตัวปูนเองก็ยังไม่อยากยอมรับมันเหมือนกัน

 

“เขาคือคนที่ได้เจอผมในสภาพที่แย่ที่สุด แต่ถึงผมจะทำตัวไม่ดีแค่ไหนเขาก็ยังให้โอกาสและเชื่อเสมอว่าผมจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ได้ เขาทำให้ผมได้มีชีวิตของตัวเอง ได้มีชีวิตจริงๆไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่หายใจทิ้งไปวันๆ...และมันก็คือโอกาสที่ลุงไม่เคยให้กับผมเลย”

 

ร่างเล็กสบตาคนที่ดูแลเขามาตลอด แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกเหล่านั้นเริ่มบิดเบี้ยวจนกลายมาเป็นแบบนี้ ปูนไม่อยากเกลียดผู้ชายตรงหน้าพอๆกับที่เขาไม่อยากเกลียดตัวเองเหมือนกัน ปูนอยากจบเรื่องราวทุกอย่างเสียที เรื่องราวความรักที่ทำร้ายทุกคน

 

“ผมไม่มีทางเป็นเด็กที่ต้องรอให้ลุงปกป้องตลอดไป ผมอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้สุข ได้ทุกข์...ได้รักใครเท่าที่ใจอยากจะรัก ถึงแม้ผมจะต้องร้องไห้ยิ่งกว่าตอนที่ลุงทำร้ายผมก็ตาม แต่ว่าได้โปรดเถอะครับ”

 

“...”

 

“ได้โปรดปล่อยให้ผมได้มีชีวิตของตัวเองจริงๆสักที”

 

ปูนร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้นแต่มันก็เป็นได้แค่ก้อนหินเล็กๆที่ถูกปาเข้าใส่หน้าผาใหญ่ไร้ซึ่งความรู้สึก วิทยาไม่ได้พูดอะไร เขาทำแค่มองดูหลานชายด้วยดวงตาที่อ่านไม่ออกคู่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับล็อคประตู

 

“เพราะแกมันโง่แบบนี้ไง ฉันถึงปล่อยแกไปไม่ได้...คนพวกนั้นจะทำร้ายแกยิ่งกว่าที่ฉันทำ คนพวกนั้นไม่มีทางรักแกมากกว่าที่ฉันรักหรอกปูน”

 

ร่างเล็กไม่มีแม้แต่โอกาสจะโต้เถียง เขาจึงทำแค่ถอนหายใจแล้วภาวนาให้มีใครมาพบเขาเข้าแต่ก็คงยาก ปูนพยายามชะโงกหน้าไปมองด้านนอกเท่าที่ร่างกายเล็กๆของตัวเองจะทำได้ เขาจำได้ว่าที่นี่เป็นที่ดินที่เมษาเตรียมจะนำมาสร้างโรงแรมสาขาใหม่  ถ้าให้ปูนเดาลุงคงพาเขามาพักอยู่ในบังกะโลเล็กๆที่ถูกปลูกไว้ไม่ไกลจากกันนัก แม้จะรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนปัญหาก็คือเขาจะออกไปได้ยังไง

 

แสงแดดแรงๆข้างนอกที่ส่องเข้ามาทางทิศตะวันตกทำให้ปูนรู้ว่าตอนนี้คงเข้าช่วงบ่ายแล้ว เขาออกจากบ้านมาแต่เช้าการถูกพามาที่นี่คงกินเวลาไปหลายชั่วโมง ความเหนื่อยล้าเริ่มเกาะกุมจิตใจ เช่นเดียวกับความหิวที่เริ่มทำร้ายกะเพราะน้อยๆของปูนอย่างแรง เมื่อสภาพกายและสภาพใจอ่อนแอปูนก็เริ่มโหยหาอ้อมกอดของคนที่บอกว่าจะมารับเขา

 

“คุณจะรู้บ้างไหมว่าผมอยู่ที่นี่...คุณคณิต”

 

ก็อก!

 

เสียงก๊อกแก๊กดังขึ้นจากตรงหน้าต่างบานเดียวในห้องทำให้ปูนรีบหันไปมองก่อนที่จะสะดุ้งสุดแรงเมื่อเขาเห็นชายแปลกหน้าผิวกายดำกร้านคนหนึ่งกำลังยืนยิ้มเห็นฟันขาวมาแต่ไกล แม้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเข้ามาในนี้ได้ปูนก็ยังพยายามเขยิบตัวหนีไปยังอีกฝั่งของเตียง

 

“คุณชื่อปูนใช่ไหมครับ ที่ถูกเอาตัวมาจริงกรุงเทพ”

 

สำเนียงการพูดแปลกๆแบบที่ฟังแล้วรู้เลยว่าไม่ใช่คนไทยถูกเอ่ยขึ้น แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา

 

“คุณรู้!? รู้ได้ยังไงครับ!

 

“คุณเมษาบอกว่าให้มาช่วยคุณ รอแปปนึงนะ ผมจะงัดหน้าต่างเข้าไป”

 

เป็นอีกครั้งที่ปูนรู้สึกแปลกใจเพราะชื่อของเจ้านายเก่าที่ถูกอ้างถึง ทำไมเมษาถึงให้คนมาช่วยเขา ไม่สิ ทำไมหมอนั่นถึงรู้ว่าเขาถูกจับตัวมาที่นี่ สมองที่อ่อนล้าของปูนพยายามประติดประต่อเรื่องราวแต่พอคิดว่าคนที่เกลียดชังเขาอย่างเมษาคงไม่ยอมยื่นมือมาช่วยง่ายๆหากไม่มีเหตุผล...และเหตุผลนั้นก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากชายที่เมษารัก...คุณคณิต

 

ใช้เวลาไม่นานชายแปลกหน้าคนนั้นก็งัดหน้าต่างเข้ามาได้สำเร็จ อีกฝ่ายรีบปีนเข้ามาช่วยแก้มัดเชือกที่พันธนาการปูนไว้แม้ว่าจะลำบากนิดหน่อย ร่างเล็กมองแขนและขาที่เต็มไปด้วยบาดแผลของตัวเองด้วยความโล่งใจ เขากำลังจะกลับไปหาคณิตแล้ว เขาจะกลับบ้านได้แล้ว

 

“ขอบคุณมากเลยนะครับที่มาช่วยผม ผมไม่รู้ว่าจะตอบแทนยังไงจริงๆ”

 

“ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าคุณรีบไปเถอะ ผมเห็นผู้ชายที่พาคุณมาขับรถออกไปข้างนอก เราต้องไปก่อนที่เขาจะกลับ”

 

ปูนพยักหน้ารับแล้วปีนออกจากหน้าต่างตามชายแปลกหน้าไป พวกเขาวิ่งไปตามชายหาดที่เม็ดทรายอ่อนยวบจนกินพลังงานไปพอสมควรก่อนจะมาถึงถนนที่เริ่มมีผู้คนใช้ชีวิตให้เห็น เด็กหนุ่มมองกลับไปด้านหลังเขาไม่พบร่องรอยว่ามีใครตามมาจึงวางใจ แต่พอหันกลับมาอีกทีก็ต้องชะงัก

 

“ลุง!

 

“ทำไมเป็นเด็กไม่รู้ฟังแบบนี้ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปไหน”

 

วิทยาพูดกับปูนด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ แต่สายตาที่ใช้มองมานั้นไม่ใช่เลย ร่างเล็กหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งออกไปจากที่นี่แต่ก็โดนคนที่มีอายุเยอะกว่ามากรั้งตัวไว้จนไม่อาจขยับได้

 

“ปล่อยคุณเขานะเว้ย!

 

“มึงอย่าเสือก ถ้าอยากมีปัญหากับตำรวจก็ลองดู นี่หลานกู การที่มึงบุกเข้าไปพาหลานกูมามึงคิดว่าตำรวจเขาจะจับใคร!

 

ข้ออ้างง่ายๆสามารถหยุดการกระทำของชายที่เข้ามาช่วยปูนไว้แทบจะทันที อีกฝ่ายมองวิทยาอย่างไม่ชอบใจก่อนจะหันมาขอโทษปูนทางสายตาเพราะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นร่างเล็กก็ยังคงร้องขอ

 

“ช่วยผมด้วยครับ ช่วยผมด้วย!

 

“หยุดร้อง ไม่อย่างนั้นไอ้ต่างด้าวนี่เดือดร้อนแน่!

 

“พอเถอะครับลุง ผมอยากกลับบ้าน ฮึก ผมอยากกลับบ้าน”

 

“บ้านของแกบนโลกนี้ก็มีแต่ฉัน เราต้องอยู่ด้วยกัน ฉันจะไม่ยอมให้แกไป”

 

พูดจบวิทยาก็พาปูนเดินมายังรถที่จอดไว้ข้างต้นไม้ไม่ไกลนัก ชายแก่เหยียบคันเร่งจนรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าผ่านทิวทัศน์ที่ปูนเคยเห็นมันมาด้วยตาตัวเองแล้วครั้งหนึ่ง...ลุงกำลังพาเขาไปที่ท่าเรือ

 

“ฉันไปติดต่อเรือไว้ คิดว่าแกคงจะเบื่อถ้าต้องอยู่ในห้องนานๆ”

 

“ลุงทำอย่างนี้กับผมไม่ได้นะ พาผมกลับไปเดี๋ยวนี้!

 

“อย่าดื้อกับลุงนักเลยปูน ลุงจะพาแกมาเที่ยวไงตอนเด็กๆแกชอบให้ลุงพาไปเที่ยวอย่างนี้บ่อยๆไม่ใช่หรอ”

 

ดูเหมือนว่าความทรงจำครั้งวัยเยาว์จะทำให้ลุงวิทย์เป็นสุขมากกว่าปัจจุบัน เพราะเมื่อได้คิดถึงนั้นลุงก็ยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้นจนใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีปูนก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเรือประมงลำเล็กที่มีแต่คนขับนั่งรออยู่

 

“อย่าโวยวายออกไปล่ะเข้าใจไหม หมอนั่นก็เป็นพวกต่างด้าวแอบเอาเรือของนายจ้างมาให้ฉันเช่าเหมือนกัน”

 

คำขู่ถูกยกขึ้นมาเพราะลุงรู้จุดอ่อนของปูนดี ร่างเล็กจึงทำได้เพียงเดินตามแล้วพยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้คนที่เขาไม่รู้จักแต่ก็ไม่ได้ผล

 

ไปเลยไหมครับคุณ ถ้าหากเย็นกว่านี้จะไม่ดีนะ”

 

“ออกเรือได้เลย ขับไปไหนก็ได้พวกฉันอยากนั่งเรือเที่ยวนานๆ”

 

ปูนอยากรู้เหลือเกินว่านานของลุงน่ะมันแค่ไหน แต่สุดท้ายความอยากรู้ของเขาก็ถูกกองทิ้งไว้ตรงท่าเรือที่ไร้ซึ่งผู้คนและความหวังที่จะได้พบเจอกับคณิต ปูนไม่อยากร้องไห้แต่มันก็ทำไม่ได้จริงๆ

 

“คุณคณิต...ป๋าครับช่วยผมด้วย”

 

.

.

.

.

.

.

.

 

รถคันหรูที่มีนิลเป็นคนขับจอดลงตรงท่าเรือที่มีชายต่างด้าวคนหนึ่งกำลังยืนมองมาด้วยทีท่าร้อนใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะดับเครื่องคณิตที่นั่งอยู่ข้างๆกันก็รีบพุ่งลงไปหาชายคนนั้นด้วยท่าทางที่ร้อนใจยิ่งกว่า

 

“ปูนอยู่ไหน ผู้ชายคนนั้นอยู่ไหน!

 

“คุณเขาถูกพาขึ้นเรือไปแล้วครับ! สักสิบนาทีได้!

 

คณิตสบถอย่างหัวเสีย เวลาแค่สิบนาที ถ้าหากพวกเขาไหวตัวเร็วกว่านี้ปูนคงไม่ถูกพาออกไปข้างนอกนั้น นิลเดินตามลงมาจากรถพร้อมกับคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่งไปด้วยซึ่งจากที่ฟังๆแล้วก็คงเป็นนายตำรวจที่ช่วยประสานเรื่องให้อยู่ทางกรุงเทพนั่นแหละ

 

“เออ เห็นคนบอกว่ามันพาตัวปูนขึ้นเรือไปแล้ว เอายังไงต่อดี”

 

“ก็ตามไปสิวะ นายพอจะหาเรือให้ฉันได้ไหม”

 

ไม่ใช่ฤทธิชาติที่เป็นคนพูด หากแต่เป็นคณิตที่ทำสีหน้าแน่วแน่อยู่ข้างๆนิลนั่นแหละ ชายหนุ่มหันไปถามลูกจ้างของเมษา โดยที่อีกฝ่ายก็รับปากว่าจะหาเรือมาให้แต่คงต้องใช้เวลา คณิตจึงค้นเบอร์โทรศัพท์ของเรือประมงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยจ้างตอนพาปูนไปเที่ยวยังเกาะขาม และเขาก็โทรติด

 

“ลุงแกบอกว่ากำลังขับเรือผ่านมาทางนี้พอดี เดี๋ยวลุงเขาจะพาไปให้”

 

“เรือนำเที่ยวหรอวะ”

 

“เปล่า เรือตกปลา”

 

ปลา...มีแต่ปลาจริงๆด้วย นิลแทบจะโก่งคออ้วกเมื่อต้องมายืนอยู่ท่ามกลางกองอาหารทะเลที่ต่างส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งราวกับว่าจะแข่งกัน คือเขาก็ไม่ใช่คนกระเดะอะไรขนาดนั้นแต่พอมาอยู่ในที่แบบนี้นิลสงสัยจริงๆว่าชาวประมงเขาทนกันได้ยังไง นิลจึงหันไปถามชายต่างด้าวคนนั้นที่ขอขึ้นเรือมาด้วย

 

“น้องไม่เหม็นหรอวะ จมูกพี่จะพังอยู่แล้วเนี่ย”

 

 “ชินแล้วครับ เหม็นจนเลิกเหม็นไปแล้วพี่ ว่าแต่คุณคนนั้นนี่เก่งมากเลยนะ ดูท่าทางไม่เป็นอะไรเลย”

 

นิลหันไปมองทางคณิตที่ยืนอยู่แถวหัวเรือ ก็นะ ฝ่ายนั้นก็คงร้อนใจจนไม่ได้กลิ่นอะไรไปแล้วล่ะมั้ง

 

“ลุงพอจะรู้ไหมครับ ว่ามันน่าจะพาคนของผมออกไปที่ไหนได้บ้าง”

 

คณิตถามคนขับเรือซึ่งมีน้ำใจมาช่วยเหลือทั้งๆที่ปกติ การนำปลาขึ้นฝั่งต้องทำให้ตรงตามเวลา แต่เอาเถอะในเมื่อเขาเสนอที่จะรับซื้อปลาพวกนี้ไว้เองอีกฝ่ายเลยไม่มีทีท่าอิดออดอะไร

 

“ตอบยากเลยครับ ทะเลก็ออกจะกว้างผมก็ไม่รู้ว่ามันจะขับไปทางไหน แต่มันคงไปได้ไม่ไกลมากนักหรอกกับเรือลำแค่นี้”

 

ในระหว่างที่คณิตกับคนขับกำลังปรึกษาหารือกัน เสียงโทรศัพท์รุ่นเก่าของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น ชายผู้มีผิวกร้านแดดกดรับมันก่อนจะพูดกับคนปลายสายด้วยเสียงอันดังขนาดที่ว่าคณิตและคนอื่นๆยังได้ยิน

 

“เออ มีไรวะ!

 

“มึงอยู่ที่ท่าเรือรึเปล่าวะ เห็นเรือลำเล็กของกูไหม!

 

“ไม่เห็นๆ ทำไมมีอะไรหรอ!

 

“แม่ง ลูกน้องกูแม่งขโมยไปใช้ สงสัยจะเอาไปรับนักท่องเที่ยว!

 

“ไอ้ฉิบหาย! เรือลำไหนวะ!

 

“ลำสีฟ้า ลำใหม่ที่กูเพิ่งไปทาสีมานั่นแหละ แต่มันคงไปได้ไม่ไกลเพราะกูยังไม่ได้เติมน้ำมัน!

 

“เฮ้ยพี่ ลำนั้นเลยๆ!!

 

เสียงตะโกนของชายต่างด้าวดังขึ้นทำให้คนอื่นๆหันไปมองเป็นทางเดียว เรือลำประมงสีฟ้าลำเล็กจอดแน่นิ่งอยู่กลางท้องทะเลที่คลื่นทำให้มันโคลงเคลงไปมา หากมันเป็นแค่เรื่องของเรือที่ถูกลูกน้องขโมยมาใช้อย่างที่ได้ยินคณิตคงไม่สนใจอะไร แต่คนที่เขามองเห็นจากไกลๆว่าอยู่บนเรือลำนั้นกำลังทำให้หัวใจของคณิตที่เต้นเร็วอยู่แล้วยิ่งเร็วขึ้นไปอีก

 

“เรือลำนั้นแหละพี่ ที่มันพาคนที่ชื่อปูนไป ลำนั้นเลย!

 

“ปูน!!!!

 

ปูนที่นั่งซุกหน้าลงกับเข่าตัวเองได้ยินเหมือนมีใครกำลังเรียกชื่อเขามาจากที่ไกลๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเขาถูกจับมาขึ้นเรือที่ดันจอดสนิทเพราะน้ำหมดทั้งๆที่เพิ่งออกมาจากท่าได้ไม่กี่นาที ปูนดีใจอยู่หรอกที่ตัวเองไม่ถูกพาไปไกลกว่านี้ แต่พอต้องอยู่บนเรือนิ่งๆแล้วรู้สึกถึงเกลียวคลื่นที่กระแทกเข้ามาหลายครั้งต่อนาที เขาก็ชักจะพะอืดพะอมเหมือนกัน

 

“เมาเรือจนหูแว่วเลยหรอวะ แถมยังได้ยินเหมือนเสียงคุณคณิตอีก”

 

“ปูน!!!!!!!

 

“อีกแล้ว รอบนี้เมาเรือหนักไปไหมเนี่ย”

 

“ปูน ทางนี้ พี่อยู่ตรงนี้!!!!!!

 

“แล้วมันพี่ไหนล่ะวะ!!!!!!

 

ร่างเล็กตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิดจนวิทยาและคนขับเรือที่ช่วยกันดูเรื่องน้ำมันอยู่หันมามองด้วยความตกใจก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นตกใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นเรืออีกลำที่แล่นเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที

 

“ฉิบหายแล้ว!

 

“ไอ้เวรนั่น”

 

เสียงแรกเป็นเสียงของคนขับเรือที่จำได้ดีว่าเรือลำนั้นเป็นของเพื่อนเจ้านาย และเสียงต่อมาคือเสียงของวิทยาที่สบเข้ากับแววตาเกรี้ยวกราดของคณิตพอดี เขาละมือจากสิ่งที่ทำอยู่ก่อนจะมาฉุดหลานชายที่นั่งมึนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา ปูนที่แทบจะอ้วกอยู่รอมรอพยายามขืนตัวออกเพราะไม่อยากอยู่ใกล้แต่เพราะการทำอย่างนั้นทำให้เด็กหนุ่มเพิ่งได้สังเกตว่าเรือของเขาที่เคยอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลกำลังถูกเทียบข้างด้วยเรืออีกลำที่มีใครอีกคนอยู่

 

“คุณคณิต!!!

 

อาการเมาเรือแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อปูนได้เห็นคนที่ตัวเองคิดถึงจนต้องร้องไห้ออกมา ร่างเล็กพยายามเดินเข้าไปใกล้ตามที่ใจสั่งหากแต่ความเป็นจริงที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ผ่านฝ่ามือของลุงแท้ๆกลับทำให้ปูนไม่อาจไปถึงคณิตได้

 

“คุณลุงปล่อยปูนมาเถอะผมจะได้ไม่เอาเรื่อง!!

 

คณิตตะโกนขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองรักถูกกระทำยังไง มือขาวๆที่เขาชอบมองเวลาเจ้าของมันทำของอร่อยให้ทานตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยแผลจนคณิตแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ หากไม่ได้นิลที่คอยรั้งไว้รับรองเลยว่าคณิตได้กระโจนไปกระทืบคนบนเรืออีกลำแน่

 

“มึงจะมาเอาเรื่องอะไรกู นี่หลานกู ครอบครัวกู มึงนั่นแหละคนนอก!

 

“คุณยังกล้าเรียกปูนว่าครอบครัวอีกหรอ ทั้งๆที่คุณเป็นคนที่ร้ายเขามาตลอด คุณเห็นไหมว่าตอนนี้ปูนเป็นยังไง!

 

เพราะยืนอยู่ข้างหน้าเลยทำให้ปูนไม่อาจเห็นว่าลุงของตนมีสีหน้าเปลี่ยนไปบ้างไหมเมื่อได้ยินคำพูดของคณิต แต่เขารู้สึกว่าตัวของลุงกำลังสั่น

 

“คนอย่างมึงจะไปรู้อะไร นี่หลานกู กูเลี้ยงของกูมาตั้งแต่เล็ก! ผู้ชายอย่างพวกมึงก็แค่จะมาหลอกหลานกู มาทำให้หลานกูเสียใจ กูจะไม่ยอมให้หลานกูยุ่งกับคนแบบมึงเด็ดขาด!!

 

“เฮ้อ น่ารำคาญชะมัดพวกมึงจะตะโกนด่ากันอีกนานไหมวะ”

 

“...!!

 

นิลที่ยืนฟังอยู่นานพูดออกมาด้วยสีหน้าที่แสดงอาการเบื่อเต็มขั้น เขาเปรยตามองคณิตอย่างเซ็งๆ มาถึงขนาดนี้ยังเรียกอีกฝ่ายว่าคุณๆอยู่ได้ ที่ยังไม่ลดสถานะจากวัวมาเป็นคนให้มันก็เพราะแบบนี้นั่นแหละ ส่วนฝ่ายนั้นก็ยึดแต่ความคิดและความรู้สึกของตัวเองไม่ยอมฟังใคร ต่อให้ยืนเถียงกันจนตะวันจมน้ำก็คงยังไม่จบ เอายังไงดีนะ...อ่า เจอแล้ว

 

“เฮ้ย ไอ้คนขับเรือนั่นนะ เออ มึงนั่นแหละ!

 

ลูกจ้างที่ขโมยเรือของนายมาใช้หากินสะดุ้งเมื่อถูกนิลเรียกแล้วพยายามจะหนี แต่จะให้ไปที่ไหนได้ในเมื่อรอบข้างมีแต่ยักษ์มีครามล้อมอยู่

 

“กูจ้างมึงสามพัน ช่วยกูจับไอ้ลุงนี่ไว้ที ส่วนเรื่องที่มึงเอาเรือนายมาใช้กูจะชวนพูดให้ โอเคไหม”

 

“อะไรนะ?”

 

ไม่ใช่แค่คนขับเรือที่อึ้ง ทั้งคณิต ปูน วิทยา ต่างก็ตกใจกับข้อเสนอง่ายๆที่สามารถพลิกเรื่องทุกอย่างให้กลับตาลปัด

 

“ว่าไงจะทำไม่ทำ ถ้าไม่ก็เตรียมไปนอนคุกก่อนถูกส่งกลับประเทศได้เลย”

 

ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ คนขับเรือที่อับจนหนทางรีบปรี่เข้าไปจับตัวชายที่มาจ้างตัวเองไว้โดยไม่คิดอะไรอีก วิทยาหันมามองนิลอย่างเคียดแค้นแต่นักเขียนหนุ่มกลับปั้นหน้ายิ้มกลับไปให้อย่างไม่รู้สึกรู้สา พอไร้คนคอยจับตัวคนที่เริ่มจะรู้สึกไม่สบายก็ทรุดฮวบลงกับพื้นท่ามกลางความตกใจของคนที่มองมาโดยเฉพาะคณิต

 

“ปูน เป็นอะไรไหม!!

 

“มะ ไม่เป็นไร ผมแค่เมาเรือ”

 

ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่หน้าของปูนกลับซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด คณิตรีบมองหาทางจะปีนขึ้นไปบนเรืออีกลำ แต่เพราะเรือที่เขานั่งมานั้นบรรทุกปลาไว้มากทำให้มันลอยต่ำกว่าเรือที่ปูนอยู่ คลื่นในทะเลก็สูงและแรงมากเสียจนร่างสูงหาจังหวะดีๆจะข้ามไปทางนั้นไม่ได้

 

“นิล กูฝากของหน่อย”

 

“ของ? มึงคิดจะทำอะไร?”

 

คณิตไม่ตอบ แต่เริ่มหยิบเอาโทรศัพท์และของมีค่าของตัวเองทั้งหมดออกมาให้นิลถือไว้แล้วทำท่าเหมือนกับจะกระโดดไปบนเรือลำนั้น นิลพอเห็นท่าทางของเพื่อนก็พอจะเดาได้เลยรีบห้ามไว้แทบไม่ทัน

 

“มึงจะบ้ารึไงไอ้นิด จะกระโดดไปให้ตกน้ำตายรึไง!!

 

“ใช่ ไม่ไหวหรอกครับคุณ ถ้าเรือสูงเท่ากันหรือต่ำกว่าก็ว่าไปอย่าง แต่กระโดดขึ้นไปอย่างนี้ต่อให้หุ่นอย่างคุณก็ไม่ไหว”

 

แม้คนอื่นจะร้องห้าม แต่คณิตจะให้ทิ้งปูนไว้ตรงนั้นจนกว่าจะมีคนมาช่วยก็ไม่ได้ สีหน้าปูนไม่ไหวแล้วรวมถึงความรู้สึกของเขาก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่น้ำทะเลกั้นกลางแต่ความคิดถึงที่คณิตมีต่อเด็กผู้ชายตัวเล็กคนนี้ก็ไม่ได้บรรเทาลงเลย

 

“ปูน...ข้ามมาไหวไหม”

 

“...!!

 

“กระโดดมาที่นี่ เดี๋ยวพี่จะคอยรับทำได้ใช่ไหม”

 

ความทรงจำเมื่อครั้งมาเกาะขามแล่นกลับเข้ามาในหัวที่ปวดหนึบของปูน ความรู้สึกเวลาที่ตัวเองลอยอยู่เหนือพื้นและผืนน้ำมันช่างน่ากลัวจนปูนทำอะไรไม่ได้นอกจากส่ายหน้า เขากลัว โดยเฉพาะการข้ามไปที่นั่นคงเดียวเขายิ่งทำไม่ได้

 

“ไม่ไหว...ผมทำไม่ได้หรอก”

 

“ได้สิ ไม่เป็นไรแค่กระโดดมาเดี๋ยวพี่จะคอยรับเอง”

 

“ไม่เอา ผมกลัว”

 

ปูนเอาแต่ปฏิเสธในขณะที่คณิตก็ทำอะไรไม่ได้ วิทยาที่ถูกจับไว้ก็ไม่รู้ว่าจะหลุดมาเมื่อไหร่ต่อให้คนที่นิลเสนอเงินให้จะมีแรงมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาของเขาจะมีมากนัก

 

“คุณคณิตครับเร็วๆเข้าเถอะ น้ำมันก็ของผมก็เหลือไม่มากแล้ว ถ้าไม่เข้าฝั่งตอนนี้ได้จอดนิ่งกันทั้งสองลำแน่”

 

คำพูดของเจ้าของเรือทำเอาทั้งปูนและคณิตเครียดหนัก โดยเฉพาะร่างเล็กที่เริ่มเกลียดความกลัวไม่เข้าเรื่องของตัวเอง ทั้งที่อยากไปหา ทั้งที่อยากอยู่ใกล้ๆแต่เขากลับเอาชนะความกลัวของตัวเองไม่ได้

 

“ปูนเชื่อใจพี่ไหม”

 

เสียงของคณิตดังขึ้นพร้อมกับความแน่วแน่ที่ปูนสัมผัสได้ บรรยากาศรอบตัวคนที่เขารักค่อยๆเปลี่ยนไป มันให้ความรู้สึกที่มั่นคงแบบที่ปูนไม่เคยเห็น

 

“ถ้ากลัวก็หลับตาลงแล้วกระโดดมาทางนี้ พี่จะรับปูนไว้ให้ได้ พี่จะไม่ทำให้ปูนต้องเจ็บอีก...สัญญา”

 

“คุณคณิต...”

 

“กลับบ้านของเรากันนะปูน...พี่มารับแล้ว”

 

ทั้งปูนและคณิตไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นอีกนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองสายลมค่อยๆหยุดลงเช่นเดียวกับแรงกระทบจากคลื่นที่จางไปจนแทบไม่รู้สึก เด็กน้อยขี้กลัวพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนแม้จะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

 

“อย่าไปนะปูน! มันอันตราย!

 

“...”

 

“อยู่กับลุงเถอะนะ ลุงสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายปูนอีก กลับบ้านเรากันเถอะ ปูนจะทำอะไรก็ได้ลุงจะไม่ห้ามปูนอีกแล้ว ขอแค่ยังอยู่กับลุงนะ อย่าทิ้งลุงไป”

 

ในขณะที่ปูนกำลังรวบรวมความกล้า ลุงของเขาก็พยายามอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่ปูนไม่เคยได้ยินมันมาก่อน ปูนหันไปมองผู้ชายที่ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก...คนที่พยายามใช้ทุกอย่างเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ทั้งคำพูด แววตา และแม้แต่น้ำตา

 

“ขอโทษนะครับลุง”

 

แต่สิ่งที่ผมกลัวมากกว่าความเจ็บปวดคือการไม่ได้อยู่กับคนที่ผมรัก...

 

ทันทีที่ตระหนักถึงความต้องการของตัวเอง ปูนก็หลับตาลงแล้วกระโจนข้ามผืนน้ำไปยังเรืออีกลำโดยที่เขาไม่เห็นเลยว่าเท้าของตัวเองจะได้แตะพื้นหรือไม่ ในหัวของปูนมีแต่ภาพรอยยิ้มของคณิตที่กำลังมองมายังตัวเองพร้อมกับกางแขนทั้งสองข้างกว้างๆ...อ้อมแขนที่เขาคิดถึง...ความอบอุ่นที่เขาห่วงหา และสุดท้ายเท้าของปูนก็ไม่ได้แตะพื้นเพราะร่างกายสูงใหญ่ของคณิตได้โอบรัดเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะหลุดมือไป...เด็กหนุ่มร้องไห้ออกมาทันทีที่ได้สัมผัสความรู้สึกนั้น ความรู้สึกของความโหยหาที่เดินทางมาถึงจุดหมาย

 

“ทำได้แล้วนะ ปูน เราทำได้แล้ว”

 

“ฮือ ผมกลัว ฮึก กลัวมากเลย”

 

“ฮ่าๆ เก่งมากเลย ไม่เอาไม่ร้องไห้นะ”

 

แม้คณิตจะปลอบปูนไปอย่างนั้นแต่ร่างเล็กก็ยังคงร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้นให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอ ทั้งความเสียใจ ผิดหวัง และความโหยหาความรักที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอสำหรับใครสักคน...แม้ว่าสุดท้ายในวันที่เขาได้มันมา จะไม่ได้มีแต่ความสุขก็ตาม คณิตใช้มือของตัวเองเกลี่ยน้ำตาที่ไหลออกมาจนนึกกลัวว่ามันจะทำให้ตาดวงเล็กๆนี่เจ็บแต่ก็ไม่เป็นไร...ปูนกลับมาหาเขาแล้ว...ปูนอยู่ในมือเขาแล้ว...และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ปูนไปที่ไหนอีก

 

นิลมองภาพของเพื่อนที่เอาแต่กอดคนที่ตัวเองรักไว้ราวกับสิ่งล้ำค่าแล้วหันไปมองอีกคนที่เพิ่งสูญเสียคนสำคัญไปอย่างสมบูรณ์แม้ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ตาม แววตาของวิทยาเต็มไปด้วยความสูญเสีย...มันเป็นแววตาแบบเดียวกันกับที่รัตติกาลเพื่อนของเขาเคยมี แม้ว่านิลจะไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนั้น แต่เขาก็รู้อย่างหนึ่งว่าต่อให้คนพวกนี้จะทำตัวเลวร้ายเท่าไหร่...พวกเขาก็ยังคงมีหัวใจที่ร้องไห้ได้เหมือนกับเราทุกคน

 

 

 

 

“ร้องไห้ให้พอ แล้วใช้ชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้ให้ได้นะครับ”

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!!

นุ้งปูนกลับมาแล้ว *O* 

เห็นปูนเรียกป๋าคุณๆนี่ไม่ชินเลยเนอะ

 

 

ประชาสัมพันธ์ ตอนนี้ที่เพจมีกิจกรรมแจกหนังสือพี่กาลกันอยู่ ใครสนใจไปร่วมสนุกกันได้นะคับ

 #

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น