ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 70 ใจที่ร้อนไปด้วยไฟแค้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 70 ใจที่ร้อนไปด้วยไฟแค้น

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 495

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2564 16:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 70 ใจที่ร้อนไปด้วยไฟแค้น
แบบอักษร

การที่นารามาปรากฏตัวที่กรุงเทพและยังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเดียวกับอัยย์อีกต่างหาก 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นฝีมือของพอล 

พอลที่ต้องการเร่งปฏิกิริยาเพื่อบีบให้เขาตัดสินใจ 

แม้จะโมโหแต่ตะวันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันผิดที่เขาที่ไม่สามารถทำทุกอย่างให้ชัดเจนได้ 

แต่เขาก็มีเหตุผลของตัวเอง เหตุผล….ที่ยังไม่สามารถบอกทุกคนได้จนกว่าแผนที่วางไว้จะเรียบร้อย แต่ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่ออัยย์ทั้งนั้น 

 

“คุณตรวจเสร็จหรือยัง?” ตะวันถามนาราที่วันนี้ดูสดใสกว่าเคย ต่างจากเขาที่แทบจะมืดหม่นไปทั้งหน้าแล้ว 

“เสร็จแล้วค่ะ แล้วเรื่องที่พัก...?” 

“เดี๋ยวผมจัดการเอง” 

ตะวันอยากจะรีบพานาราออกไปจากที่นี่ เขาไม่อยากเสี่ยงให้อัยย์มาเจอกับเธอ 

หลังจากนาราตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตะวันก็พาเธอเดินออกจากตึกเพื่อไปขึ้นรถ 

สายตาที่จับจ้องคนทั้งคู่จากริมหน้าต่างบนชั้นสามของตึกนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเกินจะพรรณนา 

สามีของเธอกำลังประคองผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวขาวแลดูอ่อนแอเดินออกไป เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อพูดคุยกับเธอ แม้จะมองไม่เห็นแต่อัยย์ก็เชื่อว่าสีหน้าของเขานั้นคงจะอ่อนโยน เพราะแม้แต่ท่าทางการเดินของตะวันนั้นก็ดูระมัดระวังราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลาย  

ผู้หญิงคนนี้ใช่ไหมนารา ถึงจะเห็นจากไกลๆ ยังบอกได้ว่าเธอดูบอบบางและอ่อนแอเหมือนดอกลิลลี่ที่แสนจะบอบบาง  

“ตะวัน...นาราขอโทษนะที่มาโดยที่ไม่ได้บอกก่อน นารามัวแต่ดีใจที่จะได้มาจนลืมคิดไปว่าตะวันอาจจะไม่สะดวก ให้นารานั่งรถไปเองก็ได้นะ ตะวันจะได้ไปทำงาน” 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปส่งคุณก่อน แล้วค่อยไปทำงาน”  เขารู้ว่าเธอพูดแก้เกี้ยวไปอย่างนั้นเพราะถ้ารู้สึกเกรงใจเขาจริงๆ เธอก็คงจะไม่มาที่นี่ 

นาราที่ได้ทุกอย่างดั่งใจนึก อมยิ้มแล้วซบหน้ากับต้นแขนของตะวัน  

 

มิกก้าที่ยืนอยู่ข้างๆ แทบอยากจะสาปส่งตะวัน  

“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมละครไทยถึงต้องมีเพื่อนนางเอก” เขาพึมพำแล้วหันไปหาอัยย์ “ให้ผมวิ่งไปตบให้ไหม?” 

“เคยตบคนด้วยเหรอคะ?” 

“ไม่เคย แต่ถ้าเป็นสองคนนี้ ผมคิดว่าผมทำได้” สีหน้าจริงจังของมิกก้าทำให้อัยย์หลุดขำออกมา 

เธอหัวเราะให้กับความน่ารักของเขา แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปร้องไห้ 

“อ้าวคุณ...ร้องไห้ทำไม ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?” 

“เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกขอบคุณ” ที่ผ่านมาเธอได้แต่เก็บปัญหาหนักอกไว้คนเดียว พอได้ระบายให้ใครสักคนฟัง เธอก็รู้อ่อนไหวขึ้นมา 

เธอยิ้มทั้งน้ำตาให้กับมิกก้า แล้วแตะแขนเขาเบาๆ “ขอบคุณนะคะที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้สู้อยู่คนเดียว” 

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่เรื่องทนายคุณจะเอายังไง?” 

“ฉันกำลังคิดอยู่ค่ะ เพราะทนายที่เคยดูแลก็เป็นคนของสามี เขาคงจะไม่ช่วยฉันแน่ๆ” 

“ทำไมคุณไม่ลองถามพอลล่ะ” 

นั่นสินะ ทำไมเธอไม่ถามพอล เขาน่าจะรู้จักทนายฝีมือดีที่พอจะช่วยเธอได้..... 

ตะวันประคองนาราเดินมาถึงรถ เมื่อขึ้นรถแล้ว ทันทีที่ประตูปิดลง เขาก็ปล่อยมือจากเธอทันที  

ไม่ใช่แค่ปล่อยมือ แต่ตะวันยังพยายามนั่งให้ห่างเธออีกด้วย 

“ตะวัน” นารามองเขาด้วยความสงสัย เธอไม่แน่ใจว่าเขาจงใจหมางเมินหรือเธอนั้นคิดมากไปเอง 

“อือ” ตะวันตอบรับห้วนๆ แล้วหันมามองเธอด้วยสีหน้าเย็นชาจนนาราเริ่มกลัว  

ทำไมเขาจึงได้เปลี่ยนท่าทีอย่างปุบปับ? ตอนที่อยู่ในโรงพยาบาลเขายังอ่อนโยนและใส่ใจเธออยู่เลย 

ทำไม? 

“คุณโกรธนาราหรือเปล่าคะที่มารบกวนกะทันหัน นารามาเพราะพ่อแนะนำ....” 

“ช่างมันเถอะ เดี๋ยวถึงที่พักแล้วคุณก็พักผ่อนเสีย ช่วงนี้ผมยุ่งมาก อาจจะไม่มีเวลาไปพบคุณนะ แต่ผมจะจัดคนขับรถไว้ให้ จะไปไหนก็บอกเขาแล้วกัน” 

เมื่อลับสายตาของคนนอกแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องรักษาหน้าให้เธอและที่สำคัญเขาคิดว่าตนเองได้บอกความรู้สึกของตนเองให้นาราฟังอย่างชัดเจนแล้ว ยามที่อยู่กันลำพัง เขาก็ไม่ต้องการเสแสร้งอีก 

“ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรค่ะ นาราผิดเองที่มากะทันหัน แค่คุณรีบมารับ นาราก็ขอบคุณมากแล้ว” 

นาราพยายามปั้นยิ้มและแสดงสีหน้าเข้าอกเข้าใจเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง  

ตะวันไม่ได้พูดกับเธออีก ทั้งคู่นั่งรถมาด้วยกันเงียบๆ ไม่นานก็มาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง 

“โรงแรมนี้ใกล้กับโรงพยาบาลที่สุดแล้ว ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน คุณจะได้ไม่ต้องเดินทางนาน กรุงเทพรถติดมาก ไกลออกไปแค่โลสองโลก็ลำบากแล้ว” 

“ผมจะส่งแม่บ้านมาคอยดูแลคุณอีกต่อหนึ่ง ถ้าต้องการอะไรก็บอกแม่บ้านกับคนขับรถได้” 

“อยู่โรงแรมจะไม่ลำบากคนอื่นเหรอคะ มีคนป่วยมานอนแบบนี้ พนักงานโรงแรมจะลำบากใจไหม?” 

เธอถามเลี่ยงๆ แต่ภายในใจนั้นกรีดร้องว่า “ฉันไม่อยากอยู่โรงแรม ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยว” 

“นี่โรงแรมผม ถ้าผมจะให้คุณอยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าลำบากใจหรอก ยกเว้นว่าคุณจะพูดออกมาเอง” 

นารารีบโบกมือปฏิเสธ “นาราไม่ลำบากใจเลยค่ะ จะให้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้คนอื่นมาลำบาก” 

ตะวันเหยียดยิ้มให้กับความเสแสร้งของนารา ถ้าเธอไม่อยากจะให้ใครลำบากใจก็ไม่ควรจะโผล่หน้ามาที่นี่สิ 

นาราผิดหวังอย่างที่สุด เธอหลงดีใจที่เห็นเขารีบไปหาที่โรงพยาบาล 

เธอคาดหวังว่าตะวันจะพาเธอไปพักที่บ้านของเขา ไม่ใช่โรงแรมแบบนี้ 

หลังจากพาเธอเข้ามาส่งที่ห้องแล้ว ตะวันก็หมุนตัวเตรียมจะออกไป แต่นารากลับรั้งเขาไว้ด้วยคำถามแทงใจ 

“ว่าแต่คุณจะบอกผู้หญิงคนนั้นไหมคะ ว่านารามาที่นี่? ถ้าเธอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยู่ในสถานะแบบไหน เธอก็คงจะไม่โกรธที่นารามาที่นี่ใช่ไหมคะ?” 

เธอจงใจถามถึงอัยย์เพราะอยากจะย้ำสถานะของตัวเอง เธอต่างหากที่เป็นตัวจริง อัยย์ไม่มีสิทธิ์โกรธ แต่ตายก็คงไม่สามารถโกรธใครได้อีก..... 

หลังจากได้ยินชื่อของอัยย์ สีหน้าของตะวันก็เปลี่ยนไป เขาดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ดูพยายามข่มอารมณ์เอาไว้... 

“เรื่องอื่นไว้คุยกันทีหลัง” เขาเลี่ยงคำถามเธอแล้วหันไปสั่งงานแม่บ้านแทน “พาคุณนาราไปพักผ่อนไป” 

นอกจากจะเจ็บปวดกับท่าทีเย็นชาของตะวันแล้ว นารายังต้องผิดหวังเมื่อได้ข่าวว่าแผนการลักพาตัวล้มเหลว คนที่ถูกส่งไปลักพาตัวอัยย์ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว  

ดวงแข็งเหลือเกินนะ....แต่ไม่เป็นไร เธอมาแล้ว เธอมาเพื่อทวงสิทธิ์ที่เป็นของเธอ 

 

 

 

“คุณ...คุณ” คุณอมรรัตน์สะดุ้งแล้วหันไปมองสามีที่กำลังเขย่าไหล่เธออยู่ 

“เป็นอะไรไป ผมเห็นวันสองวันมานี่ คุณดูเครียดแปลกๆ นะ หุ้นที่แอบซื้อไว้ตกหรือว่าแอบไปสร้างเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า?” 

“เอ๊ะคุณ ถามแบบนี้ได้ยังไง ฉันจะไปสร้างเรื่องอะไร ทุกวันนี้แค่ดูแลบ้านกับช่วยธุรกิจคุณ ฉันก็แทบไม่มีเวลานอนแล้ว” 

“บ้านน่ะแม่บ้านดูแล ส่วนธุรกิจผม คุณก็ไม่เคยช่วยอะไรได้ มีแต่เข้ามาทำให้ยุ่งมากกว่า” 

คุณอมรรัตน์หันมาทำตาขวางใส่สามีที่ตอกกลับด้วยความจริง 

“ว่าไง...เครียดเรื่องอะไร?” 

คุณอมรรัตน์ถอนหายใจแล้วตัดสินใจบอกสามี “ก็เรื่องตะวันไง” 

“คุณจะไปยุ่งเรื่องเขาทำไม?”  

“ก็เมียเขาหายไปทั้งคนจะไม่ให้ฉันกังวลได้ยังไง อุตส่าห์จัดงานเปิดตัวเสียใหญ่โตกลับมาถูกลักพาตัวไป” เธอถอนหายใจออกมาแต่สีหน้ากับน้ำเสียงไม่ได้ดูเป็นห่วงอย่างปากว่าเลย “ฉันถึงได้ไม่เห็นด้วยที่จะจัดงานใหญ่โตแบบนั้น ยิ่งเป็นแม่หม้ายแล้วด้วย ไม่ได้มีอะไรให้น่าอวดเลย” 

“เขาจะจัดงานแบบไหนก็เรื่องของเขา เงินของเขา ว่าแต่คุณไปรู้เรื่องที่เธอหายไปมาได้ยังไง?” 

“ได้ยินมาจากคนใช้” 

คนเป็นสามีส่ายหน้าให้กับความช่าง.....เสือกของภรรยา 

“แล้วยังไง เมียเขาจะหายไปแล้วยังไง จะหาเมียใหม่ให้เขาเหรอ?” 

คำถามแทงใจดำทำเอาเธอต้องรีบปฏิเสธเสียงสูง “บ้าเหรอ...ฉันก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าตะวันจะเสียใจ ถ้าแม่นั่นตายไป เขาก็จะเสียทายาทที่อยู่ในท้องเธอไปด้วย” 

“ที่แท้ก็ห่วงสมบัติชาวบ้าน” 

“ฉันเป็นห่วงหลานฉัน กลัวว่าจะเสียเมียกับลูกไป” 

“งั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอก ทั้งเมียทั้งลูกเขาปลอดภัยดี” 

“อะไรนะ?” เธอตกใจมากจนถึงขั้นหลุดปากตวาดใส่สามี  

“ผมได้ข่าวมาว่าตะวันเจอเธอแล้ว คุณก็เลิกเป็นห่วงเขาเถอะ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน” 

เมื่อแน่ใจแล้วว่าภรรยาไม่ได้สร้างเรื่องไว้ เขาก็ออกจากบ้านไปทำงาน ทิ้งให้คุณอมรรัตน์นั่งคิดอยู่คนเดียว 

นังตัวปัญหากลับมาแล้ว เธอต้องบอกข่าวนี้ให้นาราได้รู้..... 

 

หลังจากยืนมองตะวันกับนาราลับตาไปแล้ว มิกก้าก็หันมาสะกิดอัยย์ 

“อยากดูประวัติการรักษาของผู้หญิงคนนั้นไหม?” 

“ทำได้ด้วยเหรอ?” 

“ได้สิ...ประวัติการจากโรงพยาบาลเก่าต้องถูกส่งต่อมาให้เพื่อที่ทางเราจะได้ทำการรักษาต่อได้ถูก” มิกก้าพูดกับอัยย์ที่กำลังก้มหน้าก้มตา อ่านแฟ้มหนาๆ ที่มีประวัติการรักษาของนาราอยู่ในนั้น “ปรกติคนนอกดูไม่ได้หรอกนะ แต่ผมถือว่าเราเป็นเพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ผมทำให้ได้” 

ด้วยความเอื้อเฟื้อจากเพื่อนใหม่ทำให้อัยย์ได้รู้ว่านารานั้นรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หลังจากรอหัวใจมานานแสนนาน เธอก็ได้ผ่าตัดแต่ว่าสภาพร่างกายที่อ่อนแอทำให้แม้จะมีหัวใจดวงใหม่แล้ว เธอก็ไม่สามารถตั้งท้องได้เอง ยิ่งรู้แบบนี้อัยย์ยิ่งมั่นใจ พวกเขาต้องการพรากลูกไปจากเธอแน่นอน 

“ขอบคุณนะมิกก้า ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะช่วยเหลือฉันมากขนาดนี้” 

 

กว่าตะวันจะย้อนกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ใจของอัยย์ก็ร้อนไปด้วยไฟแค้น 

สีหน้าเรียบเฉย แววตาที่ลึกลับทำให้ตะวันใจคอไม่ค่อยดี แต่เขาก็ค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในห้องที่มีภรรยาอยู่ 

“ที่รัก...ผมมารับคุณแล้ว” 

อัยย์มองผู้ชายที่ยิ้มให้เธอจากปลายเตียง แล้วเผลอขยุ้มผ้าห่มจนมันยับยู่ยี่ 

ที่รักอย่างนั้นเหรอ...ที่รักของเขาไม่ใช่เธอ แต่เป็นผู้หญิงที่เขาประคับประคองพาออกไปคนนั้นต่างหาก 

เธอนี่มันโง่ซ้ำซาก มีสามีกี่คนกี่คนก็ถูกเขาหลอกใช้  

ในเมื่อมีประสบการณ์มาแล้ว เธอก็ต้องพยายามข่มอารมณ์เอาไว้จนกว่าเธอจะมีข้อมูลมากพอ มีทนายดีๆ ที่จะช่วยต่อสู้เรื่องสิทธิ์ในตัวลูก เธอไม่ควรจะเปิดเผยออกไปว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว 

แต่มันก็ยากเหลือเกิน ที่รู้ทั้งรู้ว่าเขากำลังทำอะไรแต่ต้องทำเป็นนิ่งเฉย 

ตะวันเดินมายืนข้างเตียง เขาลูบหัวเธอเบาๆ แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ “กลับบ้านเรากันนะ” 

เขาเอนตัวเข้าไปใกล้หวังจะจูบริมฝีปากของเธอเบาๆ แต่ก็ต้องผิดหวังที่อัยย์เบือนหน้าหนี 

เธอเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่สบตาไม่สนใจ ไม่พูดกับเขาด้วยซ้ำ  

ถ้าหมอไม่เตือนไว้ก่อน ตะวันก็คงจะพูดหรือแสดงความไม่พอใจออกมาแล้ว แต่ตอนนี้เขาทำได้แค่อดทน 

แม้จะอยากกอดเธอแทบตาย อยากจะจูบให้หายคิดถึงแต่ก็ทำได้แค่อดทน 

อดทนไว้ตะวัน.....  

อัยย์ไม่อยากกลับบ้านกับเขาเลย แต่เธอไม่มีทางเลือก ถ้าโวยวายตอนนี้ก็จะกลายเป็นเพิ่มเหตุผลให้ตะวันยกมาเป็นข้ออ้างในการกักบริเวณเธอ  

คุณอำภารีบปรี่เข้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี สองตาของเธอมีน้ำตาคลอเบ้า  

“ปลอดภัยแล้วนะคะคุณ” คุณอำภาเข้ามาจับเนื้อจับตัวราวกับอยากจะสำรวจให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้บุบสลายตรงไหน  

เพราะมีตะวันอยู่ข้างๆ ทำให้อัยย์ต้องข่มน้ำตาแล้วทำนิ่งเฉยเข้าไว้ เธอได้แต่ปล่อยให้คุณอำภาสำรวจเนื้อตัวจนพอใจ  

“เดี๋ยวบ่ายๆ คุณลลิลจะมาเยี่ยมนะคะ” คุณอำภาจับมืออัยย์มาลูบเบาๆ เนื้อตัวหญิงสาวนั้นเย็นจนทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ คนกำลังท้องกำลังไส้แต่ต้องไปเจอเรื่องอันตรายมา คนที่อยู่ทางบ้านอย่างเธอยังกลัวแทบตาย แล้วอัยย์เล่า...จะกลัวแค่ไหน 

อัยย์ถูกพาขึ้นไปพักที่ชั้นบน ในห้องนอนเดิมที่เธอกับตะวันใช้ร่วมกัน แต่มันกลับทำให้เธอเริ่มระแวง  

เพราะมันหมายความว่าคืนนี้เธออาจจะต้องนอนห้องเดียวกับเขา 

หน้าเขาเธอยังไม่อยากจะมองเลย แล้วจะนอนข้างๆ กันได้หรือ? 

“คุณอยากได้อะไรเพิ่มไหม? ผมไม่ได้ให้คนเปลี่ยนแปลงอะไรในห้องเลย แต่ถ้าคุณอยากได้อะไรก็บอกผมได้นะ หรือบอกคุณอำภาก็ได้” 

“ได้จริงๆ เหรอคะ?” เสียงของเธอนั้นเบา แต่ทำให้ตะวันรู้สึกตื่นเต้นเพราะตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เธอเพิ่งจะพพูดกับเขาเป็นคำแรก  

“ได้สิ คุณอยากได้อะไรบอกมาได้เลย ผมจะทำให้ทุกอย่าง” ตะวันหมายความตามนั้นจริงๆ ไม่ว่าอัยย์อยากจะได้อะไร เขาจะหามาให้  

ทุกอย่างที่เธอต้องการ...สามีคนนี้จะหามาให้ 

อัยย์หันกลับไปมองหน้าสามีด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วบอกความปรารถนาของเธอออกมา 

ความปรารถนาที่ตะวันไม่คาดคิดว่าจะได้ยินและไม่อยากจะทำตาม 

“ฉันอยากใช้ห้องนี้คนเดียว คุณให้ฉันได้ไหมคะ” เมื่อว่าตะวันทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน อัยย์ก็ย้ำให้เขาฟังอีกครั้ง อย่างช้าๆ ชัดๆ 

“ฉันไม่อยากให้คุณมานอนข้างๆ ฉัน คุณช่วยไปนอนห้องอื่นได้ไหมคะ?” 

 

 

………………………………………………………... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว