ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 ...เติบใหญ่...

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ...เติบใหญ่...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam fic GOT7

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 983

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2559 17:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ...เติบใหญ่...
แบบอักษร

...เติบใหญ่...

 

“แบมแบม...อยู่ใกล้นายแล้วฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว”

 

เสียงของคุณต้วนยังคงดังก้องอยู่ในหูของผม รอยจูบสลักแน่นอยู่บนริมฝีปาก จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงคิดไม่ตกกับคำพูดของคุณต้วน และสลัดมันออกไปจากหัวไม่ได้

 

“เสี่ยวซือ? นายไม่เป็นไรแน่นะ?”

 

 เสียงเรียกของอาห้าวดึงสติผมกลับมา ณ เวลาปัจจุบัน ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในระหว่างรอแข่งขันชิงแชมป์ศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงที่มีการจัดการแข่งขันทุกปีเพื่อหาตัวแทนของโรงฝึกที่ดีที่สุด ซึ่งในปีนี้ผมเพิ่งจะได้มีส่วนในการร่วมลงแข่งเป็นปีแรก การแข่งขันมีติดต่อกัน 3 วันที่ปักกิ่ง ผมและอาห้าวเป็นตัวแทนแข่งในนามของโรงฝึกต้วนได้ผ่านรอบเซมิไฟนอลเข้าสู่รอบชิงโดยการแข่งแบบแบ่งสาย ซึ่งผมอยู่ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ส่วนของอาห้าวอยู่ในรุ่นอายุไม่เกิน 30 ปี เมื่อเขาเห็นผมเหม่อๆจึงได้เข้ามาถาม

 

“มีสมาธิหน่อยสิ นี่ก็รอบชิงแล้วด้วย ถ้าเราชนะทั้งคู่จะสร้างชื่อเสียงให้กับโรงฝึกได้อีกมากเลยนะ” ผมมองอาห้าวแล้วตอบ

 

“เข้าใจแล้ว”ผมตั้งสมาธิและสนใจอยู่กับแต่เรื่องที่กำลังจะแข่งจนกระทั่งแข่งจบผมสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้อย่างขาดลอย ขณะที่อาห้าวเองก็ชนะคะแนนไปอย่างฉิวเฉียด

 

เมื่อจบการแข่งขันพวกเราก็เดินทางกลับไทเป ตกเย็นของอีกวันต้วนเหล่าซือจึงพาพวกผมสองคนและคนในโรงฝึกคนอื่นๆไปเลี้ยงฉลองด้วยอาหารจีนในเมือง ในงาน ผมสังเกตเห็นว่าอาห้าวเอาแต่ดื่มและไม่ค่อยคุยเรื่องที่แข่งสักเท่าไหร่ เมื่อเขาหลบออกไปข้างนอกผมจึงได้ขอตัวออกไปตามหาเขา

 

อาห้าวออกมายืนรับลมที่ริมระเบียงร้านอาหาร เงยหน้าแหงนมองฟ้า เสี้ยวหน้าของเขาที่ซ่อนอยู่ในความมืดดูหมดอาลัยตายอยากจนผมรู้สึกเป็นห่วง

 

“ทำไมนายถึงออกมาอยู่ข้างนอก ไม่เข้าไปในงานหรอ?” ผมสาวเท้าเข้าไปหาแล้วเดินไปยืนข้างๆ อาห้าวหันกลับมามองแล้วตอบ

 

“นายต่างหากทำไมถึงไม่อยู่ในงาน? วันนี้นายเป็นพระเอกของงานนี่” น้ำเสียงของอาห้าวดูน้อยเนื้อต่ำใจมากพอดู ผมรู้ว่าเขาเป็นคนจริงจังกับการแข่งมากคนหนึ่ง ทั้งเขาและผมฝึกฝนกันอย่างหนักกว่าจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของสำนักแต่ผลออกมาเขากลับทำคะแนนได้ไม่ดีนักจึงค่อนข้างกดดันตัวเอง

 

“นายเองก็เป็นพระเอกของงานเหมือนกัน”

 

“ไม่หรอก....ฉันไม่ใช่ ฉันทำได้แย่กว่าที่คิด แข่งติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 แล้วแต่เอาชนะได้แค่ 3 ครั้ง แถมครั้งนี้ยังชนะคะแนนไปอย่างฉิวเฉียดอีก ส่วนนายขนาดเพิ่งลงปีแรกก็ชนะได้เป็นที่ 1 ของสายมาตลอด รักษาระดับไว้ให้ดีอย่าประมาทเชียว” อาห้าวเตือน

 

“ดูนายจะยึดติดกับเรื่องการแข่งมากนะ” อาห้าวหันมาคลี่ยิ้มน้อยๆให้ผม

 

“โรงฝึกแห่งนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน เหล่าซือเหนื่อยกับการฝึกสอนคนอย่างฉันมามาก หากเป็นไปได้ฉันก็อยากจะแบ่งเบาภาระท่าน แต่ก็อย่างว่าแหละ ฉันมันคนนอกจะให้มารับช่วงต่อก็กระไรอยู่ แต่คุณต้วนเองก็ทำงานอยู่แต่ข้างนอก คุณหนูใหญ่คุณหนูรองกับคุณชายเองก็อยู่ต่างประเทศ ไม่มีใครอยากรับช่วงต่อของที่นี่สักคน” อาห้าวพูดยืดยาวพลางถอนหายใจ

 

ผมเข้าใจความคิดข้อนี้ของอาห้าวดี ธรรมดาสำนักของเรารับคนเข้ามาสองทาง หนึ่งคือคนที่ต้วนเหล่าซือเห็นแววแล้วพามาฝึกฝน กินอยู่หลับนอนร่วมกับพี่น้องคนอื่นๆเหมือนอย่างผมกับอาห้าว ส่วนอีกทางคือคนธรรมดาทั่วไปที่หวังจะเรียนศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเอง เพื่อออกกำลังกาย เพื่อฆ่าเวลา และเพื่อนำไปต่อยอดในสายงานอื่นอย่างสตั๊นแมนหรือบอร์ดิการ์ด ซึ่งคนสองประเภทหลังเรามักได้มีโอกาสต่อสู้ประลองฝีมือกันจริงๆในบางโอกาส นอกจากนั้นนานๆทีเราก็ได้รับหน้าที่สอนเด็กๆหรือบุคคลทั่วไปที่เข้ามาเรียนบ้างเป็นบางครั้งเนื่องจากจำนวนอาจารย์นั้นไม่พอ

 

เห็นเป้าหมายของอาห้าวแล้วผมก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ อาห้าวรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแล้วมุ่งหน้าตรงไปอย่างไม่ลังเล ขณะที่เป้าหมายของผมเห็นอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่สามารถติดตามไปอยู่ข้างกายได้

 

“นี่! พวกนายสองคนมาทำอะไรกันตรงนี้! รีบเข้าไปดื่มฉลองเร็วเข้าไปๆ” หยางลู่เดินออกมาพร้อมกับคนอื่นๆแล้วทำลายบรรยากาศเงียบๆระหว่างผมกับอาห้าว

 

คืนนั้นต้วนเหล่าซือปล่อยให้พวกเราสนุกกันเต็มที่ เราทั้งดื่มทั้งพูดจาหยอกกันไปมา อาห้าวถูกจับกรอกเหล้าจนลุกขึ้นมาอาละวาดเสียงดัง ผมเองก็ถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มจนเริ่มเดินไม่ตรงทาง กว่าจะลากสังขารกลับมาที่เรือนนอนกันได้ก็หลังจากนั้นอีกนานโข แต่ที่น่าตกใจและคิดไม่ถึงคืนคุณต้วนยืนรอเราอยู่ที่หน้าเรือนนอน

 

“คุณเป็นผีหรืองาย~ ถึงได้ผลุบๆโผล่ๆอยู่แถวนี้เรื่อย~” ผมทักเขาด้วยเสียงอ้อแอ้ขณะที่ถูกเสี่ยวจิ่วกับหยางลู่หิ้วปีกกลับมาจากกงานเลี้ยง

 

“เฮ้ย! เสี่ยวซือ!” เสี่ยวจิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆกระแทกศอกใส่จนผมจุก

 

“ก็มันจริงนี่นา~ ถ้าจะมาเพื่อถามเรื่องวันก่อน โผมยังไม่มีคำตอบให้คุณหรอกนะ” ผมมองสีหน้าคุณต้วนไม่ออก เห็นแต่เป็นภาพเบลอๆ

 

“ส่งเขามา...ฉันจะทำให้เขาสร่างซะก่อน” เสี่ยวจิ่วกับหยางลู่มองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะยอมส่งตัวผมให้

 

ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้นผมไปนั่งพิงไหล่คุณต้วนบนม้าหินข้างต้นท้อได้ยังไง รู้แต่ว่าเขาคะยั้นคะยอให้ผมดื่มน้ำชารสเข้มๆไปหลายกา ดื่มจนท้องเต็มไปด้วยน้ำชาจนรู้สึกปวดเบาจึงงัวเงียลุกขึ้นไปยืนถอดกางเกงปลดทุกข์ข้างต้นไม้ จากนั้นก็เดินกลับมาฟุ๊บหน้าลงที่ม้าหินหินอ่อน เวลาที่แก้มแนบกับพื้นหินอ่อนเย็นๆแล้วมันรู้สึกสบายขึ้นจริงๆ

 

“นอนแบบนั้นไม่สบายหรอกนะ” ผมได้ยินเสียงทุ้มของคุณต้วนพูดอยู่ข้างๆหู แต่ผมง่วงเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมาดูด้วยซ้ำ ผมรู้แต่ว่าแก้มผมสัมผัสได้ถึงความเย็นจากมือของคุณต้วน ที่พยุงมผมขึ้นจากพื้นให้ขึ้นมานั่งบนม้าหินอ่อน จากนั้นผมก็สามารถเอนกายลงนอนหนุนบนตักที่อุ่นๆของเขาได้

 

พลันนั้นความรู้สึกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในใจผม ผมคิดถึงกายีขึ้นมาจับใจ คนใจร้ายคนนั้นทิ้งผมแล้วหรือไงถึงไม่ส่งข่าวมาเลยสักครั้ง ทั้งๆที่เขาสัญญาว่าเขาจะมา....

 

“....กากา...” ผมย่นคิ้วนิ่วหน้า มือที่เย็นชืดยื่นเข้ามาเช็ดน้ำตาที่คลออยู่ออก เสียงกระซิบเบาๆดังขึ้นที่ข้างหูผม

 

“ฉันรัก นายที่รักเสี่ยวเจีย ฉันไม่ได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนนายหรือต้องการความรักจากนาย ฉันแค่รักนายเท่านั้นแบมแบม” เสียงที่กระซิบฟังดูหดหู่เหลือเกิน ผมไม่รู้ว่าตอนเขาพูดประโยคนั้นเขาจะทำหน้าแบบไหน

 

ในโลกนี้หากยังมีคนที่ ขอแค่ได้รัก....ไม่ต้องรักตอบ อยู่ในโลกนี้จริง ไม่เท่ากับว่าคนคนนั้นคือคนที่น่าสงสารที่สุดหรอกหรอ?

ผมไม่รู้ว่าตัวเองต่อสู้กับเสียงในหัวและความง่วงงุนของตัวเองนานแค่ไหน แต่สุดท้ายก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ผมมองเห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ดวงกลมโตส่องแสงสีเหลืองนวล เห็นกิ่งต้นท้อที่ปราศจากใบไหวเอนไปตามแรงลม และเห็นใบหน้าที่หลับตาพิงอยู่ใต้ต้นท้อ ที่แท้ตักที่ผมหนุนอยู่คือตักของคุณต้วน

 

ผมค่อยๆชันตัวลุกขึ้นนั่ง อาการเมาค้างที่มีหายไปเกือบ 70% แล้ว เรียกว่าตอนนี้ผมมีสติสัมปชัญญะเต็มร้อย ใบหน้าที่หลับใหลอยู่ดูเงียบสงบและดูอ้างว้าง ผมยื่นมือออกไปประคองที่แก้มที่เย็บเฉียบของอีกฝ่าย คุณต้วนเป็นผู้ชายโชคดีที่น่าสงสาร เขาเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากจะเป็นได้ แต่กลับน่าสงสารที่เลือกรักผิดคน

 

เพราะไม่ว่ายังไงความรู้สึกของผมกับเขาก็ไม่มีวันลึกซึ้งลงไปมากกว่านี้



ในตอนที่ผมกำลังจะชักมือกลับ มือของคุณต้วนก็คว้ามือผมไว้ เขาลืมตาขึ้นแล้วมองหน้าผม แต่ผมไม่กล้าสบตา ได้แต่ชักมือกลับแล้วลุกขึ้นยืน

 

“เสี่ยวเจียกำลังจะมารับนาย” คุณต้วนพูดประโยคนั้นออกมาก่อนที่ผมจะเดินหนี แค่ได้ยินว่ากายีกำลังจะมาหัวใจผมก็ลิงโลด แต่เมื่อผมหันกลับไปกลับเห็นแต่เพียงสายตาของคุณต้วนที่ทิ่มแทงมา แต่เพียงชั่วครู่เขาก็ผินหน้าขึ้นมองต้นท้อที่ตอนนี้กำลังผลัดใบทิ้ง

 

“ฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว...หากวันที่เสี่ยวเจียมาเป็นวันเดียวกับช่วงใบไม้เปลี่ยนสี นายจะไปพบเสี่ยวเจียหรือรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉันกัน?” คุณต้วนหยิบใบของต้นท้อที่หล่นอยู่ข้างกายขึ้นมาหมุนเล่นก่อนจะปล่อยให้มันถูกลมพัดไป

 

แต่ผมเข้าใจความหมายของเขาในทันที ครบหนึ่งปีที่ผมเคยสัญญากับคุณต้วนว่าจะไปดูใบไม้เปลี่ยสีที่เขาเซี่ยงซานด้วยกัน คุณต้วนลุกขึ้นยืนแล้วมองดูนาฬิกาของตัวเองก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

 

การปรากฏตัวของเขามักจะทำให้ผมหนักใจทุกครั้งที่เขาจากไป ผมหลับตาทิ้งตัวลงบนม้านั่งก็ได้ยินเสียงเดินซวบซาบ ต้วนเหล่าซือเดินถือผ้าแพรต่วนมาทางนี้พอดี

 

“เสี่ยวเอินกลับไปแล้วหรอ? ว่าจะเอาผ้าห่มมาให้อยู่พอดี เห็นว่าอยากให้เธอได้พักให้สร่างก่อน” ผมก้มหน้าแล้วตอบ

 

“คุณต้วนเพิ่งจะไปเมื่อครู่เองครับ”

 

“เด็กคนนั้นทั้งที่งานก็ยุ่งยังอุตส่าห์บินไปๆมาๆไต้หวัน ฮ่องกง อเมริกา เป็นว่าเล่นแทนที่จะเอาเวลาไปนอนพักผ่อน” ต้วนเหล่าซือบ่นแล้วหันกลับมาหาผมที่หลบตา

 

“เสี่ยวเอินให้ความสำคัญกับเธอมากเลยนะถึงได้มาเยี่ยมบ่อยๆ” เหล่าซือก้มลงมาแล้วยิ้มให้ผม

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียติจริงๆครับ”

 

“ฉันเองก็สนใจเธอเหมือนกัน ได้ยินว่าเป็นเด็กกำพร้าที่เสี่ยวเอินกับเสี่ยวเจียเลี้ยงดูมา? ถ้าเธอไม่รังเกียจ ฉันเองก็อยากจะอุปการะเธอรับเข้ามาอยู่ในฐานะคนของตระกูลต้วน” ผมเงยหน้ามองต้วนเหล่าซืออย่างไม่เชื่อสายตา

 

“เอาเป็นว่าลองเก็บไปคิดดูแล้วกันนะ” เหล่าซือตบไหล่ผมเบาๆปล้วเดินจากไป

 

พวกเขาทุกคนทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ที่ผมเพียงคนเดียว สุดท้ายแล้วผมควรทำยังไงกับเรื่องนี้ดี? ผมควรรับช่วงต่อจากต้วนเหล่าซือแล้วออกมาจากชีวิตที่แสนวุ่นวายในเส้นทางของมาเฟีย? หรือกลับไปหากายี? หรือไปอยู่ข้างกายคุณต้วน? หากเลือกทำตามหัวใจแล้วไปอยู่กับกายี คุณต้วนจะกลายเป็นคนน่าสงสารและผมจะกลายเป็นคนเนรคุณที่สุด! เพราะทุกครั้งที่ผมมีปัญหาคุณต้วนจะเป็นคนแรกที่อยู่ตรงนั้น เขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผม ผมจะทรยศเขาลงได้ยังไง? กับกายีคนที่ผมเคยสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวและอ้างว้างเพียงลำพัง ทำร้ายกายีก็เท่ากับทำร้ายใจตัวเอง...ผมควรทำไงดี

 

------------------------------------------------------------

 

 

เขายังคงจำได้ถึงวันแรกที่ได้เห็นอีกฝ่ายในตรอกมืดๆได้ดีราวกับว่ามันเพิ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน เขายังคงจำบรรยากาศภายนอกตึกที่เพิ่งจะฝนตกจนเฉอะแฉะบนพื้นถนนด้านนอกและการต่อสู้เบื้องล่าง ราวกับว่าเขากำลังมองดูภาพนั้นอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

 

เด็กชายตัวผอมแห้งทว่าว่องไวและรวดเร็วคนนั้นลงมือกับเหยื่อที่หมายตาอย่างไม่ปราณี ทั้งยังรู้สึกได้ถึงสายตาของเขาจนมองขึ้นมา แม้ในตอนนั้นเขาจะมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ด็เดาออกไม่ยากว่าคงเป็นคนดุเอาเรื่อง เด็กน้อยในตอนนั้นตลบฮู๊ดด้านหลังขึ้นปิดบังใบหน้าแล้วแทรกตัวปะปนไปกับผู้คนบนถนน

 

นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้พบกับแบมแบม ครั้งที่สองแบมแบมเล่นงานเสี่ยวเจียจนหัวปั่นด้วยการขโมยกระเป๋าเงินของเสี่ยวเจียไป คราวนั้นเสี่ยวเจียถึงกับใช้คนกว่า 50 คนในการผลิกแผ่นดินค้นหาตัวการที่เชิดเงินไป ในตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องสนุกที่ได้เห็นเสี่ยวเจียจวนเจียนจะบ้าตายเพราะเด็กคนเดียว

 

เขาแทบจะไม่รู้เลยว่ายิ่งแสร้งทำเป็นไม่แยแสต่อเรื่องราวของทั้งคู่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่าเขาผูกพันและกังวลกับเรื่องของทั้งสองคนนั้นเป็นพิเศษ



จนกระทั่งเสี่ยวเจียเล่าว่าเด็กคนนั้นมาปรากฎตัวตรงหน้าอีกครั้งเพื่อต่อรองให้เลิกกับพี่ชาย เขาจึงได้รู้ว่า พี่ชาย ที่อีกฝ่ายว่าก็คือ จูเนียร์และคนที่แบมแบมต้องการจะปั่นหัวแท้จริงแล้วไม่ใช่เสี่ยวเจีย แต่เป็นเขาเอง เพราะเขาในตอนนั้นกำลังคบหากับจูเนียร์อยู่จนกระทั่งอยู่ๆจูเนียร์หายตัวไปและขาดการติดต่อไปในที่สุด นั่นทำให้เขาเริ่มสนใจเด็กหนุ่มที่ชื่อแบมแบมจนต้องตามสืบเรื่องราวของอีกฝ่ายให้เสี่ยวเจีย

 

แล้ววันหนึ่งสวรรค์ก็ส่งแบมแบมมาอยู่ในอ้อมกอดเขา เด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งคนนั้นมีดวงตาวาวโรจน์ราวกับงู ดูลักษณะท่าทางไม่ใช่คนที่จะยอมให้ถูกใครรังแกง่ายๆ ทว่าแบมแบมในตอนนั้นกำลังได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ลมหายใจของอีกฝ่ายค่อยๆแผวเบา ในขณะที่หัวใจของอีกฝ่ายเต้นช้าลงเรื่อยๆพร้อมกับลิ่มเลือดที่ไหลทะลักออกจากแผลที่ถูกแทงที่ท้อง เด็กคนนั้นขยำเสื้อเขาแน่นแล้วพึมพำ ช่วยด้วย เขาไม่รอช้าที่จะช้อนร่างที่เกือบสิ้นสติขึ้นแล้วพามุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที และนั่งเฝ้านับเวลาทุกๆชั่วโมงที่ผ่านไปเพื่อจะรอจนอีกฝ่ายฟื้นจากนิทราที่แสนยาวนาน

 

สิ่งแรกที่แบมแบมฟื้นขึ้นมาทำคือพยายามลงจากเตียง แบมแบมต้องการจะกลับบ้านให้เร็วที่สุดเพราะเป็นห่วงน้องชายอีกคนที่ชื่อยูคยอม และนั่นทำให้เขาได้รู้ว่า นอกจากจูเนียร์แล้วแบมแบมยังมีน้องชายอยู่อีกคน และความสัมพันธ์ที่ลึกลับมากกว่านั้นคือทั้งสามคนไม่ได้เกี่ยวพันธ์ทางสายเลือดกันเลยแม้แต่น้อย

 

แต่พวกเขาหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพร้อมๆกันและสาบานว่าจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นแบมแบมก็หายจนเกือบเป็นปกติ เสี่ยวเจียยื่นข้อเสนอให้แบมแบมเข้ามาอยู่กับพวกเขา โดยเสี่ยวเจียว่าจะสอนอีกฝ่ายเพื่อมารับใช้ แต่นานวันไปเขากลับสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของเสี่ยวเจีย จากเดิมที่เสี่ยวเจียสนใจแต่จะหาความสุขข้างนอกและเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า เสี่ยวเจียกลับเข้าบ้านเร็วขึ้น เสี่ยวเจียสนุกกับการรังแกแบมแบม ซึ่งแบมแบมไม่เคยที่จะยอมตกเป็นเหยื่อของเสี่ยวเจียสักครั้ง

 

และยิ่งเมื่อทั้งสองตกอยู่ในเหตุการณ์ตามล่าเอาชีวิตจากคนของบ้านใหญ่ยิ่งทำให้เสี่ยวเจียและแบมแบมสนิทสนมกันมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าระหว่างที่ทั้งคู่กำลังหนีจากการตามล่าได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้าง แต่รู้ว่าหลังจากนั้นสายตาของเสี่ยวเจียที่มองแบมแบมเปลี่ยนไป แบมแบมเองเวลาที่มองเสี่ยวเจียก็ให้ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อกัน จนทำให้เขาอยากรู้จักแบมแบมให้มากขึ้น อยากรู้ว่าคนที่เสี่ยวเจียยอมให้อยู่ข้างกายจะเป็นคนแบบไหน? งูน้อยที่เปลี่ยนเสี่ยวเจียจะเป็นคนแบบไหน?

 

จนเมื่อสวรรค์ได้ประทานโอกาสที่สองให้แก่เขา เสี่ยวเจียมอบแบมแบมให้เขาเป็นคนดูแลระหว่างที่เสี่ยวเจียกลับไปจัดการเรื่องของพ่อและรวบรวมคนของตระกูลหวังเพื่อกลับมาล้มบ้านใหญ่ เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับแบมแบมมากขึ้น ได้ออกไปท่องเที่ยวทั่วไทเปด้วยกัน ได้มองดูอยู่ใกล้ๆก็รู้ว่าแท้จริงแล้วแบมแบมนั้นร่าเริงสดใจ รู้ว่าแบมแบมมีความมุ่งมั่นและอดทนที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระของใคร รู้ว่าอีกฝ่ายรักความยุติธรรมและรักพวกพ้อง เหนือสิ่งอื่นใดคือเวลาที่มีแบมแบมอยู่ข้างๆเขามีความสุข

 

ความสุขสงบที่แบมแบมมอบให้เหมือนใบไม้บนแผ่นน้ำนิ่งๆ สุขสงบตามวิถีที่ควรจะเป็น ราบเรียบและเป็นสุข เขาสามารถอยู่กับแบมแบมได้ทั้งวันโดยไม่ต้องมีคำพูดใดใดระหว่างเรา ซึ่งนั่นแตกต่างจากจูเนียร์ ชายผู้ที่มีนันย์ตาโศก รอยยิ้มของจูเนียร์เวลาที่ส่งยิ้มให้เขาเป็นรอยยิ้มที่แห้งแล้ง ปากยิ้ม ตายิ้ม แต่ไม่ได้มอบความสดใสหรือความรู้สึกชุ่มชื่นใจให้คนที่มองได้เลย ระหว่างเขากับจูเนียร์แม้มีสัมพันธ์ทางกาย แต่ไม่เหมือนคนที่ผูกพันลึกซึ้งต่อกัน พวกเขาแค่เยียวยาซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่กับแบมแบมแค่เพียงจูบเดียวเขากลับไม่สามารถสลัดความรู้สึกยามที่ริมฝีปากบดเบียดกันได้ ไม่สามารถสลัดภาพยามที่อีกฝ่ายคลี่ยิ้มให้ ไม่สามารถสลัดคำพูดทุกคำที่เอ่ยออกมาจากปากแบมแบมได้ 

 

เขากลัวเพียงอย่างเดียว กลัวว่าแบมแบมจะรังเกียจคนอย่างเขา หลายปีที่ผ่านมาเขาต้องเฝ้ามองคนรอบกายล้มหายตายจากไปด้วยวิธีต่างๆทีละคน ท้ายที่สุดเขาก็ค้นพบว่าไม่มีใครอยู่ข้างกายได้ เวลานั้นก็มีมุมมองอีกอย่างต่อความตาย ลึกไปกว่าความชินชาก็คือเรียบเฉย เขาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบกาย จนกลายเป็นคนเย็นชา เขาคุ้นเคยกับความเงียบเหงาและความว้าเหว่มานานจนชินชา สำหรับเขาแล้วขอแค่ได้อยู่ข้างๆแบมแบมก็พอ แม้จะรู้ว่าในใจแบมแบมมีแต่เสี่ยวเจียก็ไม่เป็นไร

การรอคอยไม่ใช่เรื่องที่ปวดร้าวทรมานสำหรับเขาแม้แต่น้อย....ที่ปวดร้าวคือการไม่ได้อยู่เคียงข้างต่างหาก

 

-------------------------------------------------

 

 

ผมนั่งก้มหน้าขณะรอทุกคนทยอยเข้ามาในห้องรับรองที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นบนเรือนรับรองไม้แบบยกพื้นสูงในห้องขนาด 6 เสื่อ เบื้องหน้าผมคือโต๊ะไม้เล็กๆ ฝั่งตรงข้ามมีเบาะรองนั่ง 2 ใบ ด้านข้างผมอีก 1 ใบ ในไม่ช้าด้านหลังของผมก็มีความเคลื่อนไหว ประตูไม้บานเลื่อนถูกเปิดออก ผมหันไปมองเห็นคุณต้วนเดินเข้ามาและเลือกนั่งลงข้างผม เรารอต่อไปอีกครู่ใหญ่เหล่าซือก็เดินเข้ามาพร้อมกับอาห้าว เมื่อทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยก็มีแม่บ้านเปิดประตูเข้ามาเสริฟ์น้ำชาให้ ผมรอจนกระทั่งต้วนเหล่าซือยกชาขึ้นจิบจึงเปิดประเด็น

 

“ก่อนอื่นผมต้องขอโทษทุกคนที่อยู่ๆก็เรียกออกมากะทันหัน แต่เพราะผมมีเรื่องสำคัญจะชี้แจงให้ทุกคนทราบ เรื่องแรก....ผมจะไม่รับช่วงต่อจากต้วนเหล่าซือ หลังจากนี้ผมยังมีเรื่องอื่นที่ต้องสะสางอีกมาก อีกเรื่องคือ...ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปอยู่ช่วยคุณต้วนทำงาน” ผมหันไปมองคุณต้วนที่นั่งฟังอย่างสงบอยู่ข้างๆแล้วพูดต่อ

 

“ดังนั้นผมจึงไม่สามารถเป็นลูกบุญธรรมหรือรับช่วงต่อได้ เหล่าซือโปรดอภัยด้วย”พูดจบผมก็ก้มหัวให้ต้วนเหล่าซือ เหล่าซือทำเพียงแค่ยกชาขึ้นจิบแล้วหันไปถามคุณต้วนที่นั่งอยู่ข้างผม

 

“ทั้งสองคนคิดดีแล้วใช่มั้ย?”

 

“ครับ” คุณต้วนรับคำ

 

“งั้นก็รู้ใช่มั้ยว่าคนจะออกจากที่นี่ได้ต้องทำยังไง?” ต้วนเหล่าซือสบตาคุณต้วน

 

“ครับ”

 

กฎข้อหนึ่งของการเข้ามาอยู่ในสำนักของเราคือเข้าได้ออกไม่ได้จนกว่าจะได้รับการยอมรับจากต้วนเหล่าซือ ซึ่งการจะได้รับการยอมรับจากเหล่าซือก็มีแค่อย่างเดียวคือต้องประลองกำลังเท่านั้น

 

ไม่ช้าพวกเราก็ย้ายสถานที่มาที่สนามประลองผมตวัดกระบี่ในมือตั้งท่าพร้อมรับมือ ขณะที่เหล่าซือเลือกทวนในการประลอง หลังจากที่เราประมือกันได้สองกระบวนท่าผมก็เริ่มรุกคืบ อาศัยความว่องไวของตัวเองในการชิงลงมือก่อน

 

ส่วนเหล่าซือเองแม้ชรามากแล้วก็ยังตั้งรับการโจมตีของผมได้อย่างคล่องแคล่วเช่นเดียวกัน มีจังหวะหนึ่งที่ผมกระโดดหมุนตัวข้ามไหล่เหล่าซือแล้วก้มลงเตะตัดขาเหล่าซือ ล้มลง จากนั้นผมก็เอากระบี่จ่อเหล่าซือเพราะเคยได้รับประสบการณ์จากการอ่อนข้อให้อีกฝ่ายที่แก่หรือเด็กกว่า ว่าความสงสารจะนำหายนะมาให้ แต่นึกไม่ถึงว่าคนที่เข้ามาขวางจะเป็นอาห้าว เขาพรวดพราดเข้ามาโดยการ กระโดดถีบอกผมจนเซไปด้านหลัง จากนั้นเมื่อได้สติผมก็หันกระบี่ใส่เขา เพราะผมทุ่มพลังทั้งหมดในการบุกเหล่าซือไปมากทำให้การสู้กับอาห้าวที่ทั้งร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าเป็นเรื่องยาก ผมถูกเตะจนล้มลงไปที่พื้น ในตอนที่ผมกำลังจะเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำคุณต้วนก็เข้ามากู้หน้าผม พวกเขาสองคนไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างบุกและตั้งรับอย่างดุเดือดจนกระทั่งเหล่าซือเป็นคนออกหน้ามาขวางทั้งคู่

 

“พอได้แล้ว! ไปเถอะเสี่ยวซือ”

 

“เหล่าซือ?” ผมมองหน้าต้วนเหล่าซือที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมานอกจากหันหลังเดินออกจากสนามประลองไป

 

“ต่อไปคงเป็นหน้าที่นายแล้วที่จะพิสูจน์ให้เหล่าซือเห็นศักยภาพของนาย อาห้าวฉันฝากเหล่าซือด้วย” ผมก้มหัวให้อาห้าวที่ทำท่าจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง

 

ผมหันไปเก็บอาวุธและเดินออกจากสนามประลองโดยมีคุณต้วนเดินตามหลังผมมาติดๆ การกระทำของผมในวันนี้เป็นการประกาศกับอาห้าวว่าผมปฏิเสธที่จะรับช่วงต่อจากเหล่าซือ ทั้งยังแก้ปัญหาเรื่องที่คุณต้วนกำลังกังวลว่าผมจะกลับไปหากายีอีกด้วย

 

“ตัดสินใจอย่างนั้นดีแน่แล้วหรอ?” คุณต้วนที่เดินตามหลังผมมาตลอดทางถามขึ้น

 

“ผมตัดสินใจดีแล้ว” ผมเดินเข้าไปหาคุณต้วนก้มลงจับมือของเขาไว้

 

“เวลาหนึ่งปีผ่านไปไวราวกับพริบตา แต่คุณยังจำสัญญาของผมได้...ขอบคุณที่คุณยังรอ” คุณต้วนยิ้มให้แล้วสวมกอดผม ผมจึงได้แต่ยืนนิ่งๆปล่อยให้เขากอด

 

จริงๆแล้วผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการตัดสินใจของตัวเองถูกหรือผิด ผมคิดแค่ว่าผมปล่อยคุณต้วนไปตอนนี้ไม่ได้ คุณต้วนว้าเหว่และเหงาเกินว่าจะอยู่คนเดียวได้ แต่ก่อนเขาเคยอยู่กับกายี แต่เมื่อกายีจากไปเขาก็เลยเหงา เขาก็แค่เข้าใจผิดว่ารักผมเพียงเพราะผมอยู่กับเขาในเวลาที่เขาเหงาเท่านั้น

 

กับเรื่องความรักคุณต้วนดูเด็กเสมอ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมดูแลเขาได้ยังไง ผมติดหนี้ชีวิตเขาที่ชาตินี้ทั้งชาติผมก็ชดใช้ให้เขาได้ไม่หมด ทำไมผมจะทำเพื่อเขาแค่นี้ไม่ได้ ผมไม่เห็นว่ามีทางออกอื่นสำหรับเรื่องนี้นอกจากผมจะต้องอยู่กับเขา แม้ว่ามันจะหมายถึงผมจะไม่สามารถเจอกับกายีได้อีกก็ตาม

 

 

ผมตามคุณต้วนลงจากเขา คุณต้วนพาผมไปดูน้ำตกหนันซื่อที่สวยที่สุดในอู่ไหล ทั้งที่ผมอยู่ในหุบเขาอู่ไหลมานานนับปีแต่ไม่เคยได้มาเที่ยวที่น้ำตกนี่เลยสักครั้ง พอได้มาสัมผัสกับธรรมชาติเหมือนได้เติมความสดชื่น ผมสนุกจนลืมเรื่องที่น่าปวดหัวไปได้ครู่ใหญ่ จากนั้นคุณต้วนก็พาผมนั่งรถเข้าเมือง

 

เนื่องจากคุณต้วนไม่ได้ขับรถมาด้วยเราจึงได้ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถเมล์ แวะหาของกินข้างทางและซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ผม กว่าเราจะเดินทางไปถึงเขาเซี่ยงซานก็บ่ายแก่ๆแล้ว ที่นี่ยังคงมีคนพลุกพล่านเช่นเดิม ต่างคนต่างมุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกันเพื่อให้ทันถึงยอดเขาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นเขาราวกับถูกปูด้วยพรมสีแดงจากใบเมเปิ้ลและใบแป๊ะก๊วยที่ผลัดใบลงพื้นตลอดสองข้างทาง

 

ผมและคุณต้วนเลือกมุมที่คนน้อยที่สุดนั่งมองอาทิตย์อัสดง ทั่วพื้นที่โดยรอบถูกย้อมเป็นสีเหลืองทองก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนสีส้มเข้ม เมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความมืดก็ค่อยๆโรยตัวลงพร้อมกับแมลงและยุง เราอยู่บนยอดเขาได้ไม่นานจึงล่าถอดหนีกองทัพยุงลงไปหามื้อเย็นที่ตลาดไนท์มาเก็ตแทนที่จะเป็นร้านอาหารหรูๆ ผมชอบที่จะได้เดินดูร้านรวงต่างๆมากกว่านั่งทานอาหารฟูคอร์สโดยที่ไม่รู้จะหาหัวข้อใดขึ้นมาสนทนา

 

แต่ถ้าเป็นวิถีชาวบ้านแบบนี้แต่ละอย่างล้วนตื่นตาตื่นใจผมไปซะหมด ผมคอยแต่จะถามคุณต้วนซอกแซกไปหมด ดีที่เขาไม่เบื่อหรือรำคาญผมที่เป็นคนขี้สงสัยไปซะก่อน เรากลับสำนักในตอนหัวค่ำโดยที่คุณต้วนเดินมาส่งผมถึงเรือนรับรอง เรายังไม่ได้คุยกันเรื่องวันที่จะย้ายออกจากสำนักอย่างเป็นทางการนัก ผมและคุณต้วนต่างรู้ดีว่าคงต้องรอจังหวะที่เหมาะกว่านี้ อย่างน้อยก็จนกว่าคุณต้วนจะหาที่ทางให้ผมอยู่ได้ซะก่อน

 

คืนนั้นผมนอนไม่หลับจึงออกไปเดินเล่นที่สวน ผมเดินอยู่ในป่าด้านหลังเรือนนอน เงาจันทร์คืนนี้ไม่ได้สุกสว่างอย่างทุกครั้ง ลมพัดหอบเอาเมฆสีดำทะมึนมาบังแสงจันทร์จนมิด บรรยากาศแบบนี้คือลมฝนกำลังหอบพายุขึ้นมาแล้ว เมื่อฝนเริ่มลงเม็ดผมจึงหมุนตัวหันหลังจะกลับเรือนนอนแต่ผเอิญมองเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่กลางลานหิน

 

ผมขยับตัวแฝงกายใต้เงาของกิ่งไม้เพื่อให้ได้เข้าใกล้ร่างนั้นให้มากขึ้น กระบอกตาผมร้อนวูบจากการที่น้ำตาเอ่อล้นออกมา ผมมองแค่เห็นแผ่นหลังของเขาจากที่ไกลๆก็รู้ทันทีว่าใครที่ยืนอยู่ตรงนั้น

 

ผมขยับตัวไปข้างหน้าแต่รักษาระยะห่างระหว่างผมกับเขาไว้ อีกนิดเดียวผมกับเขาจะยืนอยู่ในระนาบเดียวกันแล้วแท้ๆ อีกนิดเดียวผมก็เกือบจะได้เห็นหน้าเขาแล้วแท้ๆ แต่ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงย่ำใบไม้จากผมทำให้ผมต้องซ่อนตัวหลบหลังต้นไม้

 

ผมสะอื้นออกมาอย่างไม่สามารถปกปิดได้อีก ขาผมแทบไม่มีแรงจะทรงตัวจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้น ผมต้องใช้มือปิดปากเพราะตัวว่าตัวเองจะส่งเสียงทำให้กายีได้ยิน ผมเพิ่งรู้ว่าความคิดถึงทรมานคนได้มากแค่ไหนก็ตอนที่เห็นกายี ผมไม่รู้ว่าเขายืนรอผมนานแค่ไหนแล้ว รู้เพียงแต่ว่าเม็ดฝนค่อยๆตกก่อนจะกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ผมที่แอบอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ได้เปียกมากเท่ากับกายีที่ยืนอยู่กลางแจ้ง

 

...กายีคนโง่....ทำไมไม่รู้จักกางร่ม....ทำไมไม่หาที่หลบฝน...

 

เสียงฝนกลบเสียงร้องไห้ปิ่มจะขาดใจของผม ผมนั่งงอเข่ากอดตัวเองอยู่ใต้ต้นไม้ ขณะที่กายียืนอยู่กลางสายผม เสื้อผ้าของเขาเปียกปอน ใบหน้าที่ขาวซีดของเขาดูซีดมากกว่าปกติ

 

 ....คุณผอมลงหรอ....คุณได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า... ผมอยากถามเขาใจจะขาด แต่ทำได้แค่มองเขาจากที่ไกลๆ เวลานี้ผมปวดหัวใจเหลือเกิน

 

กลับไปซะ...อย่ารออีกเลย คนเราหากมีวาสนาแม้ห่างไกลพันลี้ยังได้พบ หากไร้วาสนาแม้อยู่ตรงหน้าก็ไม่เจอ

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน รู้แค่ว่าอยู่ๆรอบตัวผมก็ไม่มีฝนตกต่อไปอีกแล้วได้ยินเพียงเสียงเปาะแป๊ะอยู่เหนือหัว เมื่อผมเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นคุณต้วนกำลังยืนกางร่มให้ผมอยู่ ดวงตาของเขาที่มองผมเศร้าอย่างบอกไม่ถูก  ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยเสียงสั่นจากความหนาวที่เสียดแทงผิว

 

“คุณวางใจเถอะ....ผมรักษาสัญญา...ไม่ได้ออกไปพบเขาแม้แต่น้อย” ผมหันหลังเดินออกไปได้สองก้าวอยู่ภาพตรงหน้าก็ดับวูบลง

 

แบมแบม!” ผมได้ยินเสียงของคุณต้วนเรียกชื่อผมดังอยู่ข้างหู

 

ทำไมชะตาชีวิตของผมกับกายีถึงเป็นแบบนี้

ให้เราพบกันน้อยนิด....จากกันเนิ่นนาน

 

 

-----------------------------------------------------------------------------

To Be Con

มาต่อให้แล้วค่ะ

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

นามิ

ความคิดเห็น