เรื่องนี้จริงจังนะครับ ช่วยกดไลค์และคอมเม้นต์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ :))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))))

คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (ลุกโชน)

ชื่อตอน : คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (ลุกโชน)

คำค้น : High School Mystery คดีที่ 7

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2564 02:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คดีที่ 7 ปีศาจเพลิง (ลุกโชน)
แบบอักษร

ผมมุ่งหน้าไปทางสะพานเชื่อมระหว่างอาคารพร้อมกับถังดับเพลิงในมือ และมีไอ้ภพกับเฟลมวิ่งตามมาติดๆ สถานการณ์ทั้งโรงเรียนในตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผมต้องรีบไปที่ถังขยะหลังอาคารเรียน ม.ปลาย ให้เร็วที่สุดก่อนที่ไฟจะลุกลามไปมากกว่านี้

 

เมื่อมาถึงผมก็เห็นพวกนักเรียนจำนวนมากพยายามช่วยกันใช้น้ำที่ตักมาจากในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ดับไฟบนกองขยะ เปล่าประโยชน์ใช้แค่น้ำธรรมดาไฟมันไม่ยอมดับลงง่ายๆ หรอก เพราะไฟพวกนั้นมีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเอาน้ำสาดเข้าไปมากเท่าไหร่กองไฟก็ยิ่งขยายตัว ต้องใช้สารเคมีจากถังดับเพลิงเท่านั้นถึงจะดับมันได้ เปลวไฟยังคงลุกโชนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

 

ทั้งผมและคุณครูอีกสองคนที่เจอกันเมื่อกี้ ต่างพยายามเดินฝ่าฝูงนักเรียนเข้าไปเพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้ ผมตะโกนขอทางแล้วทุกคนก็หลีกทางให้ กว่าจะดับไฟทั้งหมดลงได้ถังขยะใบใหญ่พวกนั้นก็ถูกไฟเผาไปถึงสามถังจนกลายเป็นกองขยะสีดำขนาดย่อมๆ

 

ผนังของอาคารที่อยู่ใกล้ๆ ก็เต็มไปด้วยรอยไหม้สีดำจากเปลวเพลิง เพราะใช้สะพานเชื่อมจากอาคารอเนกประสงค์มายังอาคาร ม.ปลาย เลยทำให้ผมและครูคนอื่นๆ สามารถวิ่งมาดับไฟเอาไว้ได้แบบทันเวลา ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ ผมก็พบซากของระเบิดขวดตกอยู่เหมือนเช่นเคย

 

หลังจากที่เหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง ผมยืนพักหายใจอยู่สักพักก่อนที่จะโยนเศษแก้วในมือทิ้ง และวางถังดับเพลิงที่ว่างเปล่าทิ้งไว้ที่หน้าห้องน้ำหลังอาคารเรียน แล้วเดินไปที่อ่างล้างมือตรงหน้าห้องน้ำที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลเพื่อล้างคราบเขม่าสีดำออกจากมือ เป็นช่วงเช้าที่เหนื่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย ผมคิดพลางถอนหายใจออกมายาวๆ

 

“ขอบใจมากนะที่ตามมาช่วย” คุณครูที่วิ่งมาด้วยกันจากอาคารอเนกประสงค์ เดินเข้ามาบอกกับผม ก่อนที่จะเปิดกรอกน้ำเพื่อล้างมือ

 

“ครับ” ผมพยักหน้าตอบแล้วล้างมืออยู่เงียบๆ ไอ้นักวางเพลิงมันคงอาศัยช่วงที่ทุกคนกำลังมุ่งความสนใจไปที่อาคารอเนกประสงค์เพื่อลอบวางเพลิงถังขยะหลังอาคาร ม.ปลาย เพราะตอนที่เกิดเหตุเผาถังขยะแทบจะไม่มีใครเห็นอะไรเลย ถ้าโรงเรียนกำลังมีภัยถึงขนาดนี้ พวกสารวัตรนักเรียนเองก็คงจะเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว

 

เมื่อล้างมือเสร็จผมก็เดินกลับไปหาไอ้ภพและเฟลมที่นั่งรออยู่ที่โรงอาหารใต้อาคารเรียนของ ม.ปลาย กลิ่นไหม้จางๆ ลอยอบอวลไปทั่วโรงอาหาร ผมมองหาเพื่อนทั้งสองคน พวกเขากำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ หลังจากที่วิ่งตามผมมาทั้งเช้า สภาพของทั้งสองดูอ่อนเพลีย

 

“มึงคิดว่ามันจะลงมืออีกไหม” ไอ้ภพชำเลืองตามองผมที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

“กูคิดว่ามันไม่หยุดง่ายๆ แน่” ผมนั่งลงข้างไอ้ภพ “กระป๋องนี้ของใครวะ” ผมชี้ไปที่กระป๋องเป๊ปซี่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ผมมองตาของเฟลมที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็รู้เลยว่าไม่ใช่ของเขาแน่นอน งั้นก็เป็นของไอ้ภพสินะ

 

“ของกู..." ไอ้ภพพูดยังไม่ทันจบ

 

“ขอกินหน่อยนะ” ผมรีบดื่มน้ำอัดลมในกระป๋องจนเกือบหมด เพราะความกระหาย

 

“ไอ้ มาร์ค กูเพิ่งกินไปได้แค่นิดเดียวเองนะ”

 

“เอ่อน่ะ เดี๋ยววันหลังกูซื้อแทนให้”

 

“ทำไมนายถึงคิดว่ามันจะลงมืออีกล่ะ” เฟลมยกมือขึ้นมาเสยผม

 

“ทั้งจุดกองไฟ ทั้งเผาห้องนาฏศิลป์ กับเผาถังขยะหลังอาคาร ถ้าฉันเดารูปแบบของมันถูก ต่อไปไอ้นักวางเพลิงมันต้องไปเผาห้องเรียนห้องไหนสักห้องแน่”

 

“อ๋อ วางเพลิงด้านนอกกับด้านในอาคารสลับกันงั้นเหรอ” เฟลมวิเคราะห์ “นายจะมั่นใจได้ยังไง”

 

“ก็ไม่รู้หรอก ฉันก็แค่ลองเดาดูเฉยๆ” ผมก้มดูเวลาในโทรศัพท์ แล้วก็กดเข้าไปดูเบอร์โทรศัพท์ของน้องมาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกันถึงได้ทำแบบนั้น เหตุการณ์วางเพลิงที่เกิดขึ้นคงไม่เกี่ยวข้องกับชมรมนาฏศิลป์อีกต่อไปแล้ว

 

“แล้วเรื่องที่นายบอกว่ารู้ตัวจริงของคนที่ขโมยผ้ากันไฟ นายเดาส่งๆ แบบนี้ด้วยไหม”

 

“เปล่า เรื่องนั้นฉันมั่นใจเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลย ว่าคนร้ายต้องเป็นคนคนนั้นแน่ ตามที่ฉันคิดเอาไว้”

 

“ใครงั้นเหรอ”

 

“คนคนนั้นก็คือ...”

 

“พี่เฟลมครับ” รุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะ ผมและเฟลมหันไปหารุ่นน้องคนนั้นพร้อมกัน

 

“ใครเหรอ” ผมถามเฟลม

 

“รุ่นน้องในชมรมวิทยาศาสตร์ แป๊บนึงนะ” เฟลมลุกออกไปคุยกับรุ่นน้องคนนั้น ผมมองตามพวกเขาไป

 

“สรุปแล้วมันเป็นใครวะ คนที่ขโมยผ้ากันไฟของเฟลมไป” ไอ้ภพถามแบบเหนื่อยหน่าย เพราะมันเองก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าอีกเดี๋ยวก็คงจะมีอะไรเกิดขึ้นมาจนทำให้ผมพูดต่อไม่ได้ มันเป็นคำถามที่ไม่หวังคำตอบแต่แรกอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ครั้งนี้

 

“ก็คงเป็นไอ้เฟลมเองนั่นแหละมั้งที่ขโมยไป...” ผมตอบคำถามของไอ้ภพในที่สุด

 

“ฮ่ะ!เดี๋ยว...มึงพูดจริงเหรอ” ไอ้ภพตกใจนั่งหลังตรง

 

“จริง เพราะว่าอาทิตย์หน้าจะมีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์...”

 

“เฮ้ย!ว่าไงเพื่อนๆ โชคดีจริงๆ ที่เจอพวกมึง นึกว่าจะหนีขึ้นห้องเรียนกันไปหมดแล้ว...” ไอ้เบสจากคดีเงินห้องปิดตาย ถือจานข้าวขาหมูมานั่งแทนที่ของเฟลมที่เพิ่งลุกออกไป “สภาพดูไม่ได้เลยนะ ไอ้มาร์ค” โดนขัดจังหวะอีกตามเคย

 

“เห่อ…วันนี้มึงมาโรงเรียนสายอีกใช่ไหม” ผมถามไอ้เบสกลับ ที่ผมรู้ก็เป็นเพราะว่าวันไหนก็ตามที่ไอ้เบสมากินข้าวเช้าที่โรงเรียน มันก็แปลว่าวันนั้นไอ้บาสต้องนอนตื่นสายจนเกือบจะมาเข้าแถวที่โรงเรียนไม่ทัน

 

“ถูกต้อง แล้วเป็นไงบ้างเรื่องวางเพลิง ทำไมโรงเรียนถึงยังไม่ยอมปล่อยให้พวกนักเรียนกลับบ้านกันอีกนะ” ไอ้เบสเริ่มกินข้าวขาหมูในจาน

 

“เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาน่ะสิ มึงก็รู้ๆ อยู่ว่าทางโรงเรียนชอบปิดข่าวอื้อฉาวของตัวเองจะตาย” ผมกล่าว

 

“ดูจากสภาพของมึงแล้ว แสดงว่ามึงคงอยู่ในเหตุการณ์ด้วยใช่ไหม เป็นไงบ้างเจอหลักฐานอะไรไหม”

 

“คือเรื่องนั้น...”

 

“เฮ้ย เดี๋ยวๆ หยุดถามก่อนไอ้เบส...” ไอ้ภพแทรก “กูกับไอ้มาร์คยังคุยกันไม่จบ”

 

“คุยกันเรื่องอะไรวะ” ไอ้เบสถามพร้อมกับเคี้ยวข้าวขาหมูตุ้ยๆ

 

“เรื่องผ้ากันไฟของชมรมวิทยาศาสตร์ที่ถูกขโมยไป” ไอ้ภพอธิบายแบบสั้นๆ

 

“เรื่องมันเป็นยังไงวะ เล่าให้กูฟังหน่อย”

 

“ต้องให้ไอ้มาร์คเล่า เพราะกูก็ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย”

 

ทั้งสองหันมามองหน้าของผมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงตัดสินใจเล่าให้พวกเขาฟัง...แต่แล้ว…

 

“ไอ้มาร์ค มึงได้เริ่มสืบเรื่องของนักวางเพลิงยัง” ไอ้กาสเดินเข้ามาถามแทรกต่ออีกที

 

“ได้เบาะแสมานิดหน่อย” ผมตอบคำถามของชายร่างอ้วน

 

“ไอ้กาส เมื่อเช้ามึงไปทำอะไรที่โรงยิมคนเดียววะ” ไอ้เบสถามไอ้กาส ฝ่ายที่โดนถามถึงกับหยุดนิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะตอบว่า

 

“กูโดนครูยันต์ใช้ให้เอาลูกบอลไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของในโรงยิม วันนี้มึงก็มาเข้าแถวไม่ทันอีกแล้วใช่ไหม ระวังจะโดนตัดคะแนนจิตพิสัยจนเหลือศูนย์เอานะ ถ้ายังมาโรงเรียนสายอยู่แบบนี้อีกบ่อยๆ”

 

“เอ่อๆ กูรู้น่ะ”

 

เฟลมเดินกลับมาที่โต๊ะ และเห็นไอ้เบสกำลังนั่งที่นั่งของตนเองอยู่ แต่เฟลมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะเขาคงไม่คิดจะนั่งต่อแล้ว เฟลมเลยยืนพูดกับผมต่อทั้งแบบนั้น

 

“โทษทีนะมาร์ค เรื่องผ้ากันไฟเราคงต้องไปคุยกันต่อตอนบ่าย เพราะตอนนี้ห้องของฉันกำลังจะเริ่มเรียนคาบแรกแล้ว”

 

“แย่แล้ว แปดโมงสี่สิบแล้วว่ะ” ไอเบสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แล้วรีบยัดข้าวเข้าปาก

 

“ผ้ากันไฟอะไร” คราวนี้ไอ้กาสเป็นฝ่ายงงบ้าง พร้อมกับหันไปถามเฟลมต่อ “แล้วนายเป็นใครเนี่ย”

 

ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับคำถามซ้ำๆ ที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน เลือกยากเหมือนกันว่าจะตอบคำถามของใครก่อนดี

 

“ตอนบ่ายค่อยคุยกันต่อก็ได้ กูจะอยู่ที่ห้องชมรมรอนะ” ผมเลือกที่จะพูดกับเฟลมก่อน จากนั้นโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ครูชายโทรมา ผมกดรับสาย ทำให้เพื่อนๆ ของผมทุกคนต้องนั่งรอคำตอบกันต่อไป

 

“ได้เบาะแสอะไรจากกล้องวงจรปิดแล้วหรือครับ”

 

“ใช่! ครูได้เบาะแสแล้ว ไปเจอกันที่เรือนเพาะชำนะ” ...

 

 

 

…โปรดติดตามตอนต่อไป… 

ความคิดเห็น