ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 65 ถูกลักพาตัว

ชื่อตอน : ตอนที่ 65 ถูกลักพาตัว

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 438

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2564 16:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 65 ถูกลักพาตัว
แบบอักษร

เมื่อเจออัยย์สาดอารมณ์เข้าใส่ก็ทำเอาบอดี้การ์ดไปไม่เป็น ได้แต่ถอยไปสองก้าวแล้วปล่อยให้ลูน่าพาอัยย์เดินออกไปด้านนอก 

“ไม่ต้องตามมานะ” ลูน่าหันไปย้ำเพราะไม่อยากให้เขามารู้เห็นเรื่องที่พวกเธอกำลังจะคุยกัน 

ถ้าไปถึงหูตะวันมีหวังเธอตายแน่.... 

ลูน่าพาอัยย์เดินเข้าไปในสวน แต่เมื่อหันหลังกลับไปดูแล้วเห็นว่าบอดี้การ์ดยังคงยืนมองมาจากด้านในตัวโรงแรม เธอก็พาอัยย์เดินลึกเข้าไปจนลับสายตาเขา 

กว่าจะหลุดพ้นจากสายตาของบอดี้การ์ดก็ทำเอาลูน่าต้องถอนหายใจออกมา 

เธอไม่น่าหลวมตัวรับปากนาราเลย.......... 

เมื่อนึกถึงนาราขึ้นมา เธอก็ถอนหายใจแล้วหันไปหาอัยย์ 

“ขอบคุณนะที่ยอมออกมาคุยกับฉัน” ท่าทีที่ลูน่ามีต่ออัยย์นั้นดูเป็นผู้ใหญ่และให้เกียรติ แตกต่างจากที่เคย “ฉันรู้ว่าที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ดีกับเธอมากนัก แต่ว่า...หลังจากที่ฉันเห็นท่าทางของพี่ตะวันในคืนนี้ ฉันรู้แล้ว...ว่าเขารักเธอจริงๆ” 

รักเธออย่างนั้นเหรอ?......อัยย์ทรุดตัวลงบนม้านั่ง แล้วมองออกไปไกล 

ถ้าแม้แต่ลูน่าก็ยังถูกหลอกเหมือนเธอสินะ 

ลูน่าทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อัยย์ แล้วค่อยๆ บอกความรู้สึกออกมา “ฉันไม่เคยเห็นพี่ตะวันมองใครด้วยสายตาแบบนั้นเลย มันทำให้ฉันต้องยอมรับว่าเขารักเธอจริงๆ” 

“รัก...รักอย่างนั้นเหรอ” อัยย์แค่นหัวเราะออกมา ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกเยาะเย้ยอยู่นะ? 

ท่าทางของอัยย์ทำให้ลูน่าสับสน แต่แล้วเธอก็ต้องสับสนมากกว่าเดิม เมื่อหันไปเห็นว่าอัยย์กำลังร้องไห้อยู่ 

“อ้าว...ร้องไห้ทำไม ฉันไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนะ เธอร้องไห้ทำไม เมื่อกี้ฉันพูดจริงๆ นะ ไม่ได้ประชด” น้ำตาของคนข้างๆ ทำให้ลูน่าทำตัวไม่ถูก เธอหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาทิชชูแต่ก็จนใจ  

“ถ้าฉันพูดอะไรผิดไปฉันขอโทษนะ” แม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่ลูน่าที่รู้สึกผิดอยู่แล้วก็รีบขอโทษขอโพย 

ชั่วเวลาไม่กี่นาที ความคิดและทัศนคติของลูน่าได้เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกฝ่ามือ 

จากคุณหนูขี้เหวี่ยงกลายเป็นผู้หญิงที่กล้าจะขอโทษเมื่อทำผิดไป 

เธอทำผิดกับอัยย์ไว้มากจริงๆ 

“เธออย่าร้องไห้เลยนะ ที่ฉันพาเธอออกมา ฉันไม่ได้จะเรียกเธอมาด่านะ ฉันแค่....อยากจะขอให้เธอวิดีโอคอลกับพี่นารา” 

นารา.............ชื่อนี้ทำเอาอัยย์ที่กำลังก้มหน้าร้องไห้อยู่รีบเงยหน้าขึ้นมาทันที 

ชื่อนี้อีกแล้ว..........นารา 

“นารา...อย่างนั้นเหรอ” 

“ใช่...พี่นารา เขาเป็น...เขาเป็นเพื่อนของฉันกับพี่ตะวัน เขาอยากจะอวยพรให้กับการแต่งงานของเธอกับพี่ตะวัน ด้วยตัวเองเลยขอร้องให้ฉันทำแบบนี้” 

หลังจากพูดออกไปแล้ว ลูน่าก็เริ่มรู้สึกสบายใจมากขึ้นแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา  

อีกนิดเดียว หลังจากอัยย์คุยกันนาราเรียบร้อยแล้ว เธอจะได้จบเรื่องนี้เสียที 

และหลังจากนี้....เธอสาบานกับตัวเองไว้เลยว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านอีกเป็นเด็ดขาด  

“อวยพร?” อัยย์ทวนคำแล้วมองตาลูน่าที่รีบพยักหน้ายืนยันคำพูดของตัวเอง 

“ใช่...พี่เขาอยากจะอวยพรเธอ” 

“แล้วเขาอยู่ที่ไหนเหรอ? ถ้าเป็นเพื่อนกับตะวัน ทำไมเธอถึงไม่ได้มางานนี้ล่ะ?” สัญชาตญาณของผู้หญิงที่เริ่มทำงาน ทำให้อัยย์สงบได้อย่างน่าประหลาดใจ  

ถ้าอยากรู้ความจริง เธอก็ต้องทำจิตใจให้สงบเข้าไว้ ลูน่านี่ล่ะที่จะเป็นคนช่วยเธอคลายปริศนาต่างๆ 

“อ๋อ...พี่เขาอยู่ต่างประเทศน่ะ เลยมาไม่ได้” 

ต่างประเทศอย่างนั้นเหรอ? 

“ประเทศไหนเหรอ?..........ฮ่องกง” อัยย์โพล่งชื่อเมืองที่ติดอยู่ในใจของเธอมาตลอด 

“ใช่...เธอรู้ได้ยังไงว่าพี่นาราอยู่ฮ่องกง พี่ตะวันเล่าให้ฟังเหรอ?” 

อยู่ฮ่องกงจริงๆ สินะ 

ปริศนาค่อยๆ คลี่คลาย ธุระสำคัญที่ทำให้เขาต้องรีบแล่นไปหา เสียงผู้หญิงที่แทรกเข้ามา 

เรื่องสำคัญที่ทำให้ตะวันต้องไปถึงฮ่องกง 

ไม่ใช่เรื่องงาน...แต่เป็นเรื่องผู้หญิง ผู้หญิงที่ชื่อนารา 

“เฮอะ...เฮอะ ฮ่าฮ่าฮ่า” อัยย์หัวเราะจนไหล่สั่น หัวเราะให้กับความโง่ของตัวเอง แต่ทั้งๆ ที่หัวเราะอยู่ น้ำตาของเธอกลับไหลออกมา  

อัยย์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบ้าไปแล้ว 

เหมือนจะเป็น แต่ยังไม่ได้เป็น และคงจะดีกว่าถ้าเป็นไปเสียเลย เธอจะได้หลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้เสียที 

น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังอ้าปากหัวเราะทำเอาลูน่าหนาวสันหลัง 

ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไร? ทำไมถึงหัวเราะทั้งน้ำตา? เขาว่าคนท้องฮอร์โมนจะแปรปรวน แต่มันจะแปรปรวนได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ? 

ลูน่าที่กล้าๆ กลัวๆ ยื่นมือไปแตะไหล่อัยย์เบาๆ “เป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ? อย่าเป็นแบบนี้สิ เธอทำฉันกลัวนะ” 

แม้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เนื้อแท้ของลูน่านั้นเป็นคนจิตใจดี แม้จะไม่ได้สนิทกันแต่เมื่อเห็นอัยย์เป็นแบบนี้ เธอก็รู้สึกอยากจะกอดอีกฝ่ายเอาไว้ 

“ถ้าฉันพูดอะไรผิดไป ฉันขอโทษนะ แล้วก็ขอโทษที่เคยทำตัวแย่ๆ กับเธอด้วย” 

“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะคุณนะคะ ตรงกันข้าม ฉันต้องขอบคุณคุณด้วยซ้ำ” 

อัยย์ฝืนยิ้มออกมา เธอควรจะขอบคุณ เพราะถ้าลูน่าไม่บอก เธอก็คงจะโง่อยู่อย่างนั้น 

โง่ที่ไม่รู้ว่าเขามีตัวจริงอยู่แล้ว.... 

ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นตัวจริง แล้วเธอเป็นใครกันนะ? 

ถ้าคนชื่อนาราสำคัญมากเสียจนเขาต้องแล่นไปหาทุกครั้งที่เธอโทรมา 

ทำไมตะวันไม่แต่งงานกับนาราไปเสีย มาแต่งงานกับเธอทำไม? เขามาหลอกเธอทำไม? 

“เธอไม่โกรธฉันแน่นะ?” 

อัยย์พยักหน้าเบาแล้วพยายามปาดน้ำตา “อัยย์คงเหนื่อยมากไป ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ” 

“โล่งอกไปที ถ้าเธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว ฉันจะโทรหาพี่นาราเลยนะ พวกเธอจะได้คุยกันเสียที เธอไม่ต้องกังวลนะ เขาแค่อยากจะอวยพร แล้วอยากจะเห็นหน้าภรรยาพี่ตะวันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเลยจริงๆ” 

ลูน่าพูดซ้ำๆ ในสิ่งที่นาราสัญญาไว้ราวกับจะปลอบใจตัวเองมากกว่าจะปลอบใจอัยย์ เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่อัยย์กลับยื่นมือไปแตะมันไว้เบาๆ 

“ทำไมล่ะ? ไม่มีอะไรหรอกนะ แค่คุยกันแป๊บเดียว พี่นาราเขาก็ยอมรับเธอแล้วนะ” ลูน่ายกมือขึ้นปิดปากทันที เพราะรู้ตัวว่าเกือบจะหลุดปากพูดอะไรออกไปแล้ว  

“ไม่เป็นไรค่ะ อัยย์รู้เรื่องนั้นแล้ว”  

“อ้าวเหรอ......?” ลูน่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก 

เธอก็หลงคิดว่าอัยย์ไม่รู้ไม่เห็นทำให้ต้องระวังคำพูดเสียจนเกร็งไปทั้งตัว ถ้าอัยย์รู้อยู่แล้ว เธอก็พูดกันตรงๆ ได้แล้วสินะ “เธอรู้เรื่องพี่นาราแล้วเหรอ? ฉันนึกว่าเธอยังไม่รู้เลยกังวลจนเครียดไปหมดแล้วเนี่ย” 

“ฉันรู้ค่ะ เพราะคุณตะวันก็ไปหาเธอที่ฮ่องกงมาหลายครั้งแล้ว พวกเราคิดว่าระหว่างสามีภรรยาไม่ควรจะมีความลับต่อกันค่ะ” 

คำพูดประชดประชันตนเองของอัยย์กลับทำให้ลูน่าเชื่ออย่างสนิทใจ เธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกอัยย์หลอกล้วงความลับ 

“ดีแล้วที่พี่ตะวันบอกเรื่องนี้กับเธอ ใครๆ ก็มีอดีตกันทั้งนั้น ระหว่างเขากับพี่นาราก็จบกันไปแล้ว ถึงฉันจะสงสารพี่นาราที่ต้องมาผิดหวัง ทั้งๆ ที่รอมานานหลายปี แต่ว่า...ยังไงเขากับพี่ตะวันก็ไม่เหมาะกันหรอก” 

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ?”  

“ก็พี่เขาป่วยอยู่ตลอดเลย พี่ตะวันไม่ได้บอกเธอเหรอว่าพี่นาราสุขภาพไม่ค่อยดี ไม่อย่างนั้น พ่อพี่ตะวันคงยอมอนุญาตให้แต่งกันไปนานแล้ว ถ้าพี่นาราไม่ป่วย คุณลุงก็คงไม่คัดค้านหรอก นั่นลูกสาวเพื่อนสนิทเขาเชียวนะ” 

ถ้าอย่างนั้น ครอบครัวของเพื่อนพ่อที่อยู่ฮ่องกงที่เฉินกับพอลเคยพูดถึงก็คือครอบครัวของนารานี่เอง 

มือของอัยย์กำกระโปรงชุดราตรีไว้แน่น  

เมื่อจิ๊กซอว์ค่อยๆ ถูกวางลงทีละชิ้น ทีละชิ้น ความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาให้เธอเห็น 

ทุกคน...แม้แต่พอลและเฉินต่างรับรู้ถึงตัวตนของผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดี  

มีแต่เธอที่หลงโง่งมงายอยู่คนเดียว 

“เขาป่วยเป็นอะไรเหรอคะ?” 

“เขาเป็นโรคหัวใจ ร่างกายก็อ่อนแออยู่ตลอดเวลา หลายปีที่ผ่านมาพี่ตะวันพยายามรักษาเธออย่างดีที่สุด เขาพยายามจนเกือบจะหมดหวังแล้ว แต่โชคดี...” 

“โชคดี?” 

“โชคดีที่เขาได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแล้ว อีกหน่อยเขาก็คงจะแข็งแรงพอที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เหมาะที่จะแต่งงานกับพี่ตะวันหรอก” 

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ?” 

“ก็ถึงจะผ่าแล้ว พี่เขาก็ยังต้องพักฟื้นอีกนาน ไหนจะต้องคอยระวังโรคแทรกซ้อนอีก แทนที่จะต้องมาคอยดูแลคนป่วย พี่ตะวันควรจะมีเมียมีลูก มีครอบครัวที่สมบูรณ์” 

ลูก.........ลูกนี่เอง  

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ขาดหายไปคือลูกนี่เอง  ที่เขาทำทุกอย่าง สร้างเรื่องราวหลอกลวง ตระเตรียมแผนการมากมายก็เพื่อใช้ให้เธอเป็นแม่พันธุ์  

ตะวันไม่ได้รักเธอ....เขาแค่ต้องการเด็กในท้องของเธอไปเติมเต็มภาพครอบครัวที่สมบูรณ์ของเขา 

กว่าเธอจะคลอด ผู้หญิงคนนั้นก็คงจะแข็งแรงพอที่จะแต่งงานกับเขา และเมื่อนั้น....เธอก็จะถูกเขี่ยทิ้ง 

 อัยย์ประสานมือไว้ที่หน้าท้องราวกับอยากจะปกป้องลูกจากเรื่องราวที่โหดร้ายทั้งหมด 

แต่เธอจะต้องทำยังไงถึงจะปกป้องลูกเอาไว้ได้? จะปล่อยให้ลูกไปอยู่กับคนใจร้ายเจ้าแผนการแบบนั้นได้เหรอ?  

ลูน่าเห็นว่าอัยย์นิ่งไปก็หยิบรีบโทรศัพท์ขึ้นมาวิดีโอคอลหานารา 

พวกเธอออกมาอยู่ตรงนี้นานแล้ว ควรจะรีบทำทุกอย่างให้เสร็จเสียที 

ไม่รับสาย.......ลูน่าขมวดคิ้วใส่โทรศัพท์ นาราน่าจะกำลังรอให้เธอโทรไปสิ 

ทำไมถึงไม่รับสายกันนะ? 

เธอกดโทรศัพท์เพื่อโทรหานาราอีกครั้งโดยมีอัยย์ที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆ  

สายตาของอัยย์นั้นมองไกลออกไปผ่านสวนที่มีแสงสลัวจากโคมไฟที่ติดอยู่รอบๆ ผ่านความมืดที่อยู่ไกลออกไป ราวกับหวังว่าจะมีแสงสว่างที่จะช่วยพาเธอหนีออกไปยังเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้... 

“ทำไมไม่รับนะ ฉันก็บอกแล้วบอกอีกว่าให้รอสายไว้”  

ลูน่าก้มหน้ากดโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดจนไม่ทันสังเกตเห็นมือที่ยื่นออกมาตรงหน้าแล้วประกบผ้าขนหนูที่อยู่ในมือเข้าที่หน้าเธอ  

“อื้อ” กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ลูน่าพยายามสะบัดตัวหนีแต่ทำยังไงก็ไม่หลุด สุดท้ายโลกของเธอก็มืดลง 

 

อัยย์ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมาในความมืด เธอรู้สึกเหมือนร่างกายโอนเอนไปมา เนื้อตัวของเธอก็รู้สึกปวดเมื่อยไปหมด 

จนกระทั่งเธอขยับแขนขา อัยย์ถึงได้รู้ตัวว่าแขนและขาของเธอถูกพันธนาการไว้ เธอรีบลืมตาขึ้นมาแต่ก็พบว่าตนเองนั่งอยู่ในความมืด  

“อย่าขยับ” เสียงกระซิบดังมาจากข้างๆ ทำให้อัยย์รู้ว่าใครที่อยู่ข้างๆ เธอ 

ลูน่า...เธอจำเสียงลูน่าได้ 

“อย่าเสียงดัง เรากำลังถูกลักพาตัว” เสียงของลูน่านั้นเบาบางเพราะกลัวว่าจะมีคนมาได้ยิน 

ลูน่าฟื้นขึ้นมาก่อนอัยย์แค่ไม่กี่นาที เธอประเมินสถานการณ์ได้เกือบจะทันทีที่ฟื้นขึ้นมา 

ในวัยเด็กเธอมักจะถูกย้ำเตือนให้ระมัดระวังตัว ให้กลัวคนแปลกหน้าที่จะมาจับลูกคนรวยไปเรียกค่าไถ่ 

มันเป็นนิทานหลอกเด็กที่เธอไม่คิดจะเชื่อ และมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะมาถูกลักพาตัวเอาตอนนี้ 

อัยย์นิ่งไปแล้วพยายามทบทวนความทรงจำ เธอจำได้ว่าระหว่างที่นั่งอยู่ข้างๆ ลูน่า มีบางอย่างที่น่าอึดอัดปิดเข้ามาที่ใบหน้าเธอ เท่านั้นจริงๆ ที่เธอจำได้ 

แต่พวกเธอถูกพาตัวออกจากโรงแรมได้ยังไง? ในเมื่อมีบอดี้การ์ดของตะวันอยู่เต็มไปหมด 

ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นผู้หญิงสองคนในชุดราตรีที่แสนจะรุ่มร่าม 

พวกเธอถูกพาออกมาได้ยังไง? แล้วใครกันนะที่ทำแบบนี้? 

“ใคร?”  

“ไม่รู้ แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงแตร เราน่าจะอยู่ในรถ” 

ลูน่าคิดว่าเป้าหมายของคนร้ายน่าจะเป็นเธอ เพราะถ้าการจะลักพาตัวใครสักคนคงจะต้องมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี แต่อัยย์เพิ่งถูกแนะนำตัวในฐานะภรรยาของตะวันได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น พวกมันไม่น่าจะรู้ล่วงหน้า... 

ดังนั้นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ พวกมันพยายามจะลักพาตัวเธอแต่อัยย์กลับติดร่างแหมาด้วย... 

“พวกมันน่าจะมาจับฉัน” เธอพยายามเอนตัวไปกระซิบให้เบาที่สุด เพราะกลัวว่าคนร้ายจะมาได้ยินแผนการของเธอ “เธออยู่เงียบๆเอาไว้นะ ก้มหน้าไว้ ฉันจะลองขอให้พวกมันปล่อยเธอไป” 

ในความมืดอัยย์นั่งตะลึง เธอคิดไม่ถึงว่าลูน่าจะพูดแบบนี้ 

“คุณ......” 

“เชื่อฉัน...คิดถึงลูกเอาไว้แล้ว.......” 

รถที่พวกเธอนั่งมาก็เบรกลงกะทันหัน พวกเธอต้องจิกเท้าเข้ากับพื้น เพื่อไม่ให้ตัวไถลออกไป 

ตึก...ตึก...ตึก 

อัยย์แทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอก ความกลัวทำให้ทั้งเธอและลูน่าแทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ  

เสียงประตูรถถูกเปิดและปิดลง  

หนึ่งก้าว...สองก้าว...สามก้าว เสียงรองเท้าที่ถูกบดลงบนพื้นกรวด ดังขึ้นสามครั้ง แล้วก็มีเสียงประตูถูกเลื่อนเปิด 

“ทางสะดวกแล้ว รีบลากรถลงมา” 

รถ? 

แสงสว่างที่ลอดเข้ามาเล็กน้อยพอให้ได้รู้ว่าพวกมันซ่อนพวกเธอมาในรถเข็นผ้าขนาดใหญ่ของโรงแรม 

รถเข็นผ้าถูกลากลงมาจากรถ ทำให้ร่างของพวกเธอโอนเอนไปมา เมื่อออกมาพ้นตัวรถแล้ว ผ้าใบที่ปิดอยู่ด้านบนก็ถูกเปิดออก 

ทั้งคู่รีบก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้พวกมันรู้ว่าพวกเธอฟื้นแล้ว 

“เฮ้ย...มึงจับมาทำไมตั้งสองคน?” เสียงของคนที่ถามดูมีอำนาจและน่ากลัว มันคงจะเป็นหัวหน้าสินะ 

“โถ่พี่ พวกมันอยู่ด้วยกันก็เลยจำเป็นต้องเอามาทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นก็ความแตกกันพอดี” 

“เออๆ รีบเปลี่ยนรถเร็ว แล้วรีบเอาคันนี้ไปชำแหละทิ้งซะ” 

มืออาชีพชัดๆ 

ลักพาตัว...เปลี่ยนรถ... 

ใครกันนะ ที่ลักพาตัวพวกเธอมา? แล้วเป้าหมายที่แท้จริง คือใครกันแน่? 

 

 

……………………………………………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว