email-icon facebook-icon Line-icon

รบกวนทุกท่านด้วยนะคะ ><

Wolf Glamour - EP 16 ผูกเองแก้เอง (2)

ชื่อตอน : Wolf Glamour - EP 16 ผูกเองแก้เอง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2564 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Wolf Glamour - EP 16 ผูกเองแก้เอง (2)
แบบอักษร

เวอชั่นเต็มจิ้มค่า 

 

จิ้ม
0
0
0
.

 

 

ฉันเข้ามานั่งหลบในห้องแบบเซ็งๆ ส่องกระจกดูก็ยังเห็นว่าหน้าฉันยังมีสีออกชมพูอยู่เล็กน้อย ฉันเลยลงแป้งบนหน้าแล้วแต่งหน้าบางๆ ทาปากนิดๆ ให้ดูไม่ซีดหรือหน้าสดเกินไป หลังแต่งหน้าเสร็จกระบวนการแล้วออกมานั่งรอเขาตรงโซฟาห้องรับแขก ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่ไวล์ดเดินออกมาจากห้องนอนแขกพอดี 

“…”  

ฉันนิ่งเงียบแล้วมองเขาเดินมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟากลางห้องตัวเดิม รู้สึกเหมือนตัวเขามีออร่าพิเศษที่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด เพราะหุ่นแน่นน่าฟัดและหน้าตาที่คมเข้มลงตัวไปทั้งคิ้วตาจมูกนั่นด้วย ส่งผลให้เสื้อชาวเลพื้นๆ บนตัวเขาดูเป็นของแบรนด์เนมไปเลย แถมขากางเกงยีนส์สีซีดขากระบอกทรงเข้ารูปที่ลอยเต่อนิดๆ ก็ดูแฟชั่นจ๋าสุดๆ  

ฉันเหลือบสายตาไล่ลงไปจนถึงเท้าเปล่าเปลือยของเขา แล้วลอบถอนหายใจ ถึงเสื้อผ้าจะพอใส่ได้ แต่รองเท้านี่สิที่เป็นปัญหา 

เอาเถอะ ให้ใส่รองเท้าแตะหนีบไปก่อน คู่นั้นน่าจะใหญ่พอให้เขาใส่ออกไปอะนะ 

“มองจนฉันจะละลายอยู่แล้วนะแม่คุณ รู้ครับว่าหล่อ แต่เห็นบอกว่ามีเรื่องจะคุยไม่ใช่รึไง”  

เป็นเขาที่พูดแทรกความคิดฉันขึ้นมาก่อน ฉันถึงได้ทำหน้าอย่างคนเพิ่งหลุดออกจากภวังค์ แล้วลุกเดินไปนั่งยังโซฟาอีกตัวตรงข้ามเขา 

เมื่อผ่อนลมหายใจเข้าออกแล้วคิดทวนคำถามจบในหัว ฉันก็หันไปคุยกับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง 

“งั้นถ้าฉันถามอะไรพี่ไป รบกวนตอบให้ตรงและเป็นความจริงด้วย 

นะคะ” 

“แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าเธอจะไม่เอาเรื่องความลับของเผ่าพันธุ์ฉันไปขาย?” 

“เอาน่า พี่เชื่อฉันได้ละกัน เพราะตระกูลฉันก็ไม่ใช่พวกคนธรรมดาเหมือนกันล่ะค่ะ”  

ฉันนิ่งคิดคำอธิบายเล็กน้อย ก่อนจะว่าต่อ “งั้นฉันจะเล่าเรื่องตระกูลฉันให้ฟังสั้นๆ นะคะ พี่น่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับตำนานเรื่องนึง ที่เล่าถึงคนสี่กลุ่มด้วยกัน คือพวกอมนุษย์ พวกเลือดพิเศษ พวกนักล่าปิศาจ และพวกมนุษย์ทั่วไป” 

“แล้วตระกูลเธอเป็นพวกไหนละ?” เขาดูเหมือนจะเริ่มสนใจขึ้นบ้าง เลยตั้งคำถามกับฉัน ฉันเลยระบายยิ้มขึ้นมาบางเบาเมื่อเห็นแบบนั้น ก่อนจะตอบคำถามเขา 

“ตระกูลฉันจะอยู่ในหมวดพวกเลือดพิเศษค่ะ เรียกว่าพวกแม่มดก็ได้ นามสกุลทางฝั่งแม่ฉันคือเฟลโซล ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นพวกอยู่ตรงกลางของทั้งสี่กลุ่มแล้วคอยเก็บข้อมูลมั้งคะ  

มัมของฉันเคยเล่าให้ฟังนิดหน่อยว่าตระกูลของฉันมีสายเลือดที่สืบทอดมาจากแม่มดศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่ง ทำให้เลือดของลูกหลานในตระกูลจะเป็นเลือดที่บริสุทธิ์มาก เลยต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับตระกูลเลือดพิเศษแขนงอื่นเพื่อหาวิธีป้องกันตัวเองค่ะ แต่ฉันก็ไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์จนมาวันนี้ล่ะ”  

ฉันเล่าคร่าวๆ เท่าที่เคยได้ยินมา แต่รายละเอียดเจาะลึกฉันก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงต้องป้องกันตัว หรืออาจเป็นเพราะพลังพิเศษประจำแต่ละคนที่จะทำให้เกิดปัญหาได้ถ้าคนภายนอกรับรู้ 

“หมายถึงพวกผู้วิเศษ กับพวกมีพลังพิเศษแบบนั้นใช่รึเปล่า? มันมีพวกนั้นจริงเหรอเนี่ย” เขาทำหน้าเหมือนพอจะเข้าใจเรื่องราวแต่กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ ฉันเลยพยักหน้าตอบรับแล้วปล่อยให้เขาพูดต่อ  

“ความจริงต้นตระกูลฉันก็เคยเล่าอะไรทำนองนี้ให้ฟังนิดหน่อย แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่า พวกเขาจะกลายร่างเป็นหมาป่าทุกคืนพระจันทร์เต็มดวงและมีกำลังกายเหนือคนทั่วไป” 

ฉันพยักหน้าให้เขาแล้วตั้งใจฟังต่อ 

“เรื่องนี้ฉันไม่เคยเล่าให้คนนอกตระกูลฟังหรอกนะ แต่กับเธอที่เป็นตัวปัญหาฉันคงต้องบอก” เขาพูดพลางกัดฟันมองเขม่นฉันแบบดูก็รู้ว่าไม่พอใจ ฉันเลยหัวเราะแห้งๆ ใส่ไปทีหนึ่งแล้วนั่งเงียบรอให้เขาอธิบายให้ฟัง 

“เรื่องตามตำนานนะเป็นความจริงไม่ถึงห้าในสิบด้วยซ้ำ แต่เรื่องกลายร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวงเนี่ยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะแบบนั้นเผ่าพันธุ์เราถึงได้มีปัญหาและทำให้อยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วไปไม่ได้ พวกเราจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากพวก ‘ผู้วิเศษ’ เพื่อทำให้พวกเราควบคุมการกลายร่างได้  

พวกเขาได้ให้มนต์พร้อมตราประทับมาบทหนึ่ง ต้นตระกูลเผ่าพันธุ์ฉันเลยใช้สิ่งนั้นในการทำให้เราเป็นเหมือนคนปกติเพื่อปกปิดตัวตน” 

เขาหยุดเล่าแล้วสบตากับฉันนิ่ง น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกนั่นเอ่ยถามขึ้นมา “เธอพอจะเดาออกไหมละ ว่าไอ้ตรากับมนต์บทนั้น ใช้กับเผ่าเรายังไง?” 

“เอ่อ อย่าบอกนะว่ามันคือตราตรง… นั้น”  

นิ้วเรียวยาวของฉันชี้ไปตรงกลางอกเขา อีกฝ่ายเลยยักคิ้วตอบ 

“ใช่ ตรงที่เธอเคยเอาเลือดมาป้ายฉันเพื่อลองของไง” เขาทวนความจำให้พลางแยกเขี้ยวใส่ฉัน 

“ถ้าให้เดา ฉันคิดว่าสิ่งที่เธอทำวันนั้น มันทำให้ของฉัน ‘เสื่อม’ ไปแล้วไงล่ะ” 

“แฮะๆ”  

ฉันหัวเราะแห้งๆ ใส่เขากลบเกลื่อน แล้วถามเขาไปเรื่องอื่นแทน  

“แล้วสมมุตินะคะ ว่าถ้ามนุษย์หมาป่ากลายร่างแล้ว โดยปกติจะกลับร่างมนุษย์ได้เองไหมคะ หรือมีเงื่อนไขอื่นถึงจะทำให้กลับร่างได้อะ” 

“ปกติถ้ากลายร่างแล้ว แค่ควบคุมจิตนิดเดียวก็กลับร่างคนได้แล้วล่ะ ก็เหมือนกันกับตอนแปลงร่างด้วยตัวเองที่ต้องเพ่งจิตเพื่อเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่านั่นแหละ มีแต่ตอนคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่ยากหน่อย ถ้าไม่ได้ตราที่ลงไว้ตรงอก ก็อาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือบางทีก็หลายวันถึงจะกลับร่างได้ แถมยังควบคุมสติได้ลำบาก เพราะงั้นไอ้อาคมที่ลงไว้บนกายมนุษย์หมาป่าทุกคนจึงสำคัญมาก” 

เขาเขม่นมองหน้าฉันตาวาวเหมือนจะสื่อให้รู้โดยนัยว่าเป็นเพราะฉันที่ทำให้เขาซวย ฉันเสมองไปทางทีวีเพื่อหลบตาเขา ความรู้สึกผิดลอยขึ้นมาจุกอยู่ตรงอกเลยทีเดียว 

“แล้ว… แล้วเคยมีคนเล่าให้ฟังบ้างไหมคะว่า ถ้าอาคมเสื่อมจะต้องแก้ไขยังไง” 

ฉันตะล่อมถามเขากลับไปเผื่อฝั่งต้นตระกูลเขาจะมีทางแก้ แต่เมื่อเขาแบะปากนิดๆ แล้วยกไหล่ขึ้นเพื่อบอกปฏิเสธ นั่นทำให้ฉันแทบจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมมาตรงขมับ 

“ไม่เคยมีใครเล่าให้ฟัง เพราะตลอดรุ่นพ่อ รุ่นปู่ หรือมาจนฉันโตแล้วก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย” เขาว่าแล้วปรายตาคมดุมองฉันย้ำๆ อยู่นั่น “ฉันน่าจะเป็นคนแรก” 

อูยยย เป็นคนแรก แบบนี้ถ้าเกิดแก้ไขไม่ได้ตลอดชีวิตขึ้นมาจะทำยังไงเนี่ย 

“แล้วใครเป็นคนสืบทอดตราพวกนี้ให้พี่ละคะ ถ้าลงคาถาซ้ำมันจะได้ผลไหม?” 

“ไม่มีทาง ฉันลองแล้ว เพราะคาถาพวกนี้เด็กในตระกูลทุกคนต้องเรียนรู้และจดจำมันไว้ตั้งแต่เด็ก เพื่อสลักให้ลูกหลานของตัวเอง” พี่ไวล์ดว่าพลางปลดกระดุมสองเม็ดบนออกแล้วแหวกอกให้ดูรอยสักที่เป็นวงกลมซ้อนกันเหมือนวงเวทย์ให้ดู 

“ไอ้ลายสักตรงอกเนี่ย ตามตำนานเขาบังคับมาว่าลงได้แค่ครั้งเดียวในตลอดช่วงชีวิตมนุษย์หมาป่า ส่วนคาถาที่เอาไปร่ายกำกับตอนลงอาคมก็จะใช้ตอนสักนี่แหละ แล้วถ้าเกิดปัญหาอย่างมากก็ให้ร่ายคาถาเดิมซ้ำก็ใช้ได้แล้ว ฉันลองเป็นสิบๆ รอบก็ไม่เกิดอะไรขึ้น”  

เขากลัดกระดุมกลับให้เรียบร้อยเหมือนเดิมแล้วยกขานั่งไขว่ห้าง เอนตัวพิงโซฟาแล้วกระดิกเท้าเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่สีหน้าเคร่งเครียดไม่ได้จางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาชวนให้เพ้อฝัน  

ฉันยกฝ่ามือสองข้างขึ้นมานวดขมับตัวเองแรงๆ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที 

“ลองคาถาของฉันก็แล้ว ของพี่ก็ทำหมดแล้ว ไม่ได้ผลซักทาง… งั้นก็มีทางเดียวแล้วล่ะค่ะ คือไปทดสอบเงื่อนไขของคาถาที่ฉันลงไว้กับพี่  

แล้วค่อยกลับมาคิดกันว่าจะทำไงดี” 

“อืม”  

เขาตอบรับสั้นๆ  

ฉันถอนหายใจเพื่อระบายความเครียดเมื่อเขาลุกขึ้นเดินออกไปที่ประตู ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กที่มีกระดาษโน้ตจดรายละเอียดที่จะทำการทดสอบเงื่อนไขพวกนั้น 

ก็ได้แต่หวังว่า วิธีแก้คงไม่เป็นแบบในหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศนะ ที่เจ้าของคาถาต้องตายเขาถึงจะเป็นเหมือนเดิมได้อ่ะ กระซิก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว