ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 1 || Contact

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2564 19:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 1 || Contact
แบบอักษร

(ตอนนี้มีเนื้อหาที่ใช้ความรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคั้บ) 

#1 

Contact 

 

 

[แล้วพี่หมื่นจะเข้าบ้านด้วยไหม]

“ขุนขอดูอีกทีนะ ยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานเสร็จทันรึเปล่า”

[ไม่ต้องคิดมากนะ แม่แค่คิดถึงพี่หมื่นแค่นั้นแหละ ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ถ้าเหนื่อยก็พักเลยนะลูกไม่ต้องเหนื่อยเดินทางมา]

“ครับแม่”

[แล้วช่วงนี้ที่อู่กับที่สนามแข่งโอเคไหมพี่หมื่น]

ผมแยกตัวจากพวกไอ้ไฟมาที่รถของตัวเอง วันนี้ผมมีสอบทั้งวัน สอบเสร็จทีก็สี่โมงกว่าๆแล้ว ระหว่างที่กำลังเดินไปทางที่จอดรถไว้แม่ของผมก็โทรเข้ามาพอดี และอย่างที่ได้ยินว่าแม่ผมเรียกผมว่าหมื่น ที่มาจากชื่อเต็มๆ ว่าขุนหมื่น...ใครๆ ก็บอกว่าชื่อผมแปลก ผมเองก็ยังคิดเลยว่ามันแปลกจริงๆ แต่ผมก็ไม่เคยไม่ชอบชื่อของตัวเองหรืออะไรนะ ค่อนข้างยินดีด้วยซ้ำเพราะแม่ผมเป็นคนตั้งให้ด้วยตัวเอง

ที่มาของชื่อก็มาจากการที่แม่ผมติดละครมาก อ่า...ติดเหมือนกับแม่ไอ้ไฟเลย แล้วแม่ผมกับแม่มันก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกันด้วย และด้วยความที่แม่ค่อนข้างจะชอบพวกละครพีเรียดย้อนยุคมากกว่าเลยอยากให้ชื่อแบบไทยๆ ...แม่บอกว่าแม่เลือกไม่ได้จริงๆ ว่าจะให้ชื่อพี่ขุนหรือว่าพี่หมื่นดี สุดท้ายแม่เลยตั้งให้คู่กันไปเลยเป็นขุนหมื่น

เพื่อนหรือคนรู้จักผมแทบจะทุกคนเรียกผมว่าขุนเฉยๆ จะมีก็แค่แม่เท่านั้นที่เรียกผมว่าหมื่นเพราะกลัวว่าผมจะน้อยใจที่ไม่มีใครเรียกชื่อข้างหลังด้วย ถึงแม้จริงๆ แล้วผมจะไม่ได้คิดมากอะไรเลยก็เถอะ แต่ผมก็ชอบให้แม่เรียกได้คนเดียวเหมือนกัน...ส่วนพ่อผมจะชอบเรียกแบบเต็มๆ ไปเลย จะมีบ้างบางครั้งที่เรียกว่าหมื่นเฉยๆ

“เรียบร้อยดี ช่วงนี้ก็ยุ่งๆ หน่อยเพราะลูกค้าที่อู่ค่อนข้างเยอะ ที่สนามก็มีตารางแข่งแน่นทุกวันเหมือนกัน”

[เหนื่อยแย่เลย...พี่หมื่นต้องหาเวลาพักผ่อนเยอะๆ นะรู้ไหม]

“ครับ”

[อ้อๆ เมื่อกี้แม่ไปงานบุญกับเพื่อนแม่มา แม่เลยเอารูปพี่หมื่นย้อมผมสีใหม่ให้ดูด้วย...เพื่อนแม่บอกว่าพี่หมื่นหล่อมากเลย แล้วก็ถามว่าโสดไหมเพราะอยากจองไปให้ลูกสาวหน่อย]

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมไปย้อมผมมา ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะย้อมหรอกแค่จะไปตัดให้เป็นทรงเฉยๆ เพราะเริ่มยาวแล้ว แต่ช่วงนั้นผมเห็นแม่เคยพูดว่าอยากลองเห็นผมย้อมผมสีน้ำเงินดู สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจย้อมไปด้วยเลย...แน่นอนว่าหลังจากผมถ่ายรูปไปให้ แม่ก็โทรมาชมกันยกใหญ่อย่างตื่นเต้น ตอนนั้นแหละผมถึงรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ยอมนั่งเสียเวลาย้อมสีผมเป็นชั่วโมงๆ หน่อย

“แล้วแม่ตอบว่ายังไง”

[แม่ก็บอกว่าแม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าพี่หมื่นโสดอยู่ไหม...แต่เรื่องหาแฟนให้พี่หมื่นแม่ให้ลูกเป็นเลือกเองดีกว่า พี่หมื่นรักใครแม่ก็เห็นดีเห็นงามด้วยทั้งหมดเลยครับ]

“หึ จะมีใครรู้ใจผมเท่าแม่อีก”

[ทำมาเป็นปากหวาน...งั้นไว้เดี๋ยวค่อยคุยกันนะลูก พี่หมื่นขับรถเถอะ เดินทางปลอดภัยนะครับ]

“ครับแม่”

ผมกดวางสายจากแม่ของตัวเองพอดีกับที่เดินมาถึงตัวรถ วันนี้ผมขี่บิ๊กไบค์คันโปรดที่สุดมา เลยต้องถือหมวกกันน็อกติดมือไปด้วยตอนเข้าห้องเรียน ผมก้าวขาขึ้นคร่อมรถคันสีดำสนิททั้งคัน ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีเดียวกันก่อนจะสตาร์ตรถขับออกมาจากมหาลัย เมื่อพ้นจากเขตมหาลัยแล้วผมก็บิดความเร็วเต็มที่แบบที่ชอบ...ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองหลงใหลความเร็วและการแข่งรถตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก ยิ่งตอนได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาตอนมอปลายผมยิ่งยกให้มันเป็นทั้งชีวิตของผม ผมได้ลองแข่งรถแบบจริงจังรวมถึงลองฝึกฝนทักษะแทบจะทุกแบบในการแข่งรถ ผมเป็นคนรักรถมากเลยมีรถอยู่หลายคัน ทั้งรถยนต์และบิ๊กไบค์

ธุรกิจที่ผมทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อสร้างมันขึ้นมาอย่างแรกหลังจากกลับมาไทยอีกครั้งคือสนามแข่งรถ แรกๆ มันก็ไม่ได้ง่ายดายนักหรอกที่จะประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก ทุลักทุเลไปเยอะพอสมควรแต่สุดท้ายมันก็โด่งดังในหมู่คนรักความเร็ว สนามผมสร้างรายได้ให้ผมเป็นกอบเป็นกำหลังจากนั้น ทุกๆ ค่ำคืนคนจะแน่นขนัดไปทั่วทั้งสนามและมีแต่ตัวท็อปๆ ในวงการเท่านั้นที่มาร่วมแข่งได้เพราะต้องมีฝีมือและเจนจัดมาหลายสนามจริงๆ หลังจากที่ได้กำไรมาผมก็เอาไปลงทุนสร้างอู่ซ่อมรถแบบครบวงจรต่อ เป็นพื้นที่ติดกันกับสนามแข่งเลย แล้วก็จะมีโกดังไว้เก็บพวกอะไหล่รถยนต์รวมถึงไว้จัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตรงส่วนหลังสุดของสนามแข่ง...นั่นแหละ เรื่องเกี่ยวกับผมคงมีประมาณคร่าวๆ เท่านี้

วันนี้ผมตั้งใจจะไปคุมงานที่สนามแข่งก่อนเพราะคืนนี้มีแข่งนัดครั้งสำคัญ…แต่ในขณะที่ผมเพิ่มความเร็วรถมากขึ้นก็เห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง ผมก้มลงมองกระจกข้างหลังจากสังเกตมาสักพักแล้วว่ากระบะข้างหลังกำลังขับจี้ผมอย่างชัดเจน ผมบิดคันเร่งเร่งความเร็วมากขึ้นก่อนหันไปมองเพื่อเช็กความแน่ใจ แต่ในตอนที่ผมสนใจรถข้างหลังที่มันเบี่ยงออกขวาจะมาประชิดตัวรถผมอยู่พอเห็นมาข้างหน้าอีกครั้งรถเก๋งสีดำอีกคันก็ปาดหน้าจนชนตัวรถแถวล้อหน้าผมเข้าอย่างจังจนรถผมเสียหลักล้มลงอย่างแรง

โครม!!เอี๊ยดด..

“แม่ง!”

ผมสบถออกมาอย่างหัวเสียหลังม้วนตัวลงกับพื้นได้ทัน ถ้าไม่ได้เล่นรถมานานการล้มเมื่อครู่ผมคงไม่เหลือซากไปแล้วเพราะคงโดนรถตัวเองลากไปกับถนน ดีที่ถนนค่อนข้างโล่งเลยไม่มีรถตามหลังผมมา ไอ้รถกระบะที่มันขับข้างเบียดผมอยู่ในตอนแรกเบรกเอี๊ยดทันที มันหยุดนิ่งไปชั่ววินาทีก่อนจะเข้าเกียร์ถอยหลังเตรียมกลับมาซ้ำผมอีกที

...กะเอาให้ตายเลยว่างั้น?

ปี๊นนนนๆๆ!! ปี๊นน!... 

ในขณะที่ผมเบี่ยงตัวหลบรถตามสัญชาตญาณ รถสีขาวที่มาจากไหนไม่รู้ก็ปาดเข้ามาขวางหน้าผมซะก่อนพร้อมบีบแตรเสียงดังลั่น ไอ้รถเวรนั่นมันเลยต้องเบรกกะทันหันก่อนที่ดูเหมือนพวกมันจะส่งสัญญาณกันว่าควรถอยก่อน ผมถอดหมวกกันน็อกออกจากหัว จำทะเบียนรถทั้งสองคันที่มันเริ่มขับห่างออกไปไว้ให้แม่นที่สุด ตอนแรกผมก็ว่าจะขับตามมันไปแต่ก็ได้แค่เดินไปดูรถตัวเองที่ถลอกสภาพค่อนข้างยับเยินเท่านั้นเพราะแขนซ้ายผมน่าจะกระแทกพื้นจนหัก

ขับรถแบบนี้ได้ยังไงกัน!ไม่เห็นเหรอว่ามีคนล้มอยู่ ทำไมถอยรถไม่มองเลย…ฮึ่ยย แย่จริงๆ เลย

ผมหันไปมองเสียงใครบางคนที่เพิ่งลงมาจากรถ ท่าทางจะโกรธไม่น้อยเลยล่ะถ้าดูจากน้ำเสียงแล้ว ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจหน่อยๆ ...ถอยมาขนาดนั้นนี่คิดว่าถอยโดยลืมมองหลังอีกเหรอวะ? แต่ก็นั่นแหละ เขาเป็นคนที่โคตรจะหาได้ยาก มันจะมีใครบ้างวะที่ยอมเอารถตัวเองมาขวางแบบไม่คิดห่วงรถอะไรเลยแบบนี้

“คุณ คุณโอเคไหมครับ เดี๋ยวผมเรียกรถพยาบาลให้นะ-...พี่ขุน”

แล้วผมก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าผมมากหันมาทางกัน...อ่า นี่มันเพื่อนเมียไอ้ไฟนี่หว่า เหมือนจะชื่อต้นรักรึเปล่าวะ

“เพื่อนเมียไอ้ไฟ?”

“ใช่ครับ รักเป็นเพื่อนกับดาว...พี่ขุนต้องรีบไปโรงพยาบาลแล้วนะครับ แขนข้างซ้ายพี่ขุนน่าจะได้รับบาดเจ็บ”

แม้หลังจากอีกฝ่ายเห็นว่าเป็นผมแล้วจะดูกลัวๆ อย่างชัดเจนแต่ก็เอ่ยถามผมแบบใจดีสู้เสือ…ผมน่ากลัวขนาดนั้นเลย?

“กูขอติดรถมึงไปได้ไหม พอดีกูรีบไปทำธุระต่อ”

“แบบนั้นก็ได้ครับ แล้วรถพี่ขุนล่ะครับ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูให้คนมาเอา”

“งั้นโอเคครับ”

ผมพยุงบิ๊กไบค์คันโปรดไปจอดไว้ริมถนนโดยมีอีกคนคอยช่วยเข็นไปด้วย แต่เอาจริงๆ แล้วต้นรักแทบจะไม่มีแรงเข็นรถของผมเลยก็ตาม…ก็ไม่แปลกหรอก ดูจากขนาดรถผมกับตัวเขาก็ต่างกันฉิบหายแล้ว แม้แขนอีกข้างจะใช้การไม่ได้อย่างที่ต้องการแต่ผมก็พารถตัวเองมาจอดชิดริมถนนไว้ได้ด้วยดี

คนตัวเล็กกว่ารีบหันหลังนำผมไปที่รถตัวเองทันทีไม่มีเกี่ยง...เพื่อนเมียไอ้ไฟยังคงแอบบ่นอีกนิดหน่อยตอนเราขึ้นมาอยู่บนรถแล้วเรื่องที่ไอ้รถเวรนั่นถอยรถไม่ดูคน ทำให้ผมปรายตาไปมองคนขับเล็กน้อย อีกฝ่ายคิ้วขมวดหน่อยๆ อย่างไม่ชอบใจ…แต่ผมกลับคิดว่ามันไม่ได้ทำให้เขาดูน่ากลัวเลยสักนิด

แล้วก็เอาจริงผมก็อยากบอกด้วยซ้ำว่าวันหลังอย่าทำแบบนี้อีกเพราะมันอันตราย ถ้าพวกนั้นพกปืนมาด้วยอาจจะไม่จบดีแบบนี้หรอก แต่ก็นะ ถ้าพูดแบบนั้นไปอีกฝ่ายคงมีแต่จะช็อกซะก่อนแล้วก็จะดูไม่รักษาน้ำใจไปหน่อย

“เอ่อ…พี่ขุนครับ”

“อืม ว่า”

“พี่ขุนจะแจ้งความไหมครับเพราะผมมีหลักฐานจากกล้องหน้ารถอยู่”

อย่างไอ้เวรนั่นน่ะเหรอจะโดนแค่ตำรวจจับ…ฝันไปเถอะ มันกล้าเปิดศึกกับผม ผมก็จะลองให้มันเจอกับนรกของจริงบ้าง

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูจัดการเอง ขอบใจ”

“คะ..ครับ”

เพื่อนเมียไอ้ไฟดูท่าจะยังกลัวผมไม่เลิกเหมือนเดิม ยิ่งมาอยู่ในรถแค่สองคนแบบนี้อีกฝ่ายคงจะอึดอัดใจน่าดู…เออ ขอโทษด้วยแล้วกันที่หน้าตาผมมันจะขวางโลกไปหน่อย

ไม่นานก็ถึงโรงพยาบาล ในตอนที่แยกกับต้นรักไปทางห้องฉุกเฉินผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาไอ้ไฟให้มันช่วยอะไรหน่อย รอสายอยู่สักพักหนึ่งมันก็รับสายเสียงนิ่ง

[มีไร]

“ทะเบียนรถ...หาตัวให้กูที ตอนนี้กูไม่ว่างไปหาตัวมันเอง”

[ได้ ให้พามันไปเก็บที่ไหน]

“ที่รังมันพร้อมกับหัวหน้ามันนั่นแหละ กูฝากเคลียร์ทางให้ที...ถามเรื่องมันจากลูกน้องกูได้เลย”

[อืมเค แล้วมึงอยู่ไหน]

“กูกำลังไปโรงบาล ประมาทพวกมันไปหน่อย”

[ไม่เป็นไรมาก?]

“เหมือนจะแค่แขนหัก”

[อืม รีบมา]

“เออ”

ผมเข้ารับการตรวจในทันทีเพราะสภาพก็หนักใช่ย่อย แผลถลอกก็มีบ้างประปรายตามแขนขา แต่ที่หนักสุดคงเป็นท่อนแขนซ้ายที่ร้าวจนต้องเข้าเฝือก...มันทำให้ผมค่อนข้างหงุดหงิดพอสมควรเพราะทำให้ผมขี่บิ๊กไบค์ไม่ได้ไปอีกพักใหญ่ ผมออกมาจากห้องตรวจอีกครั้งก่อนจะกวาดสายตามองหาคนที่พามาโรงพยาบาล แต่มองยังไงก็ไม่เจอ...อาจจะกลับไปแล้วมั้ง ผมเองก็ไม่มีเวลามากพอจะลีลามากกว่านี้ด้วยเลยไม่ได้อยู่รอต่ออีกหน่อย

เดินออกมาทางหน้าทางเข้าโรงพยาบาล ลูกน้องที่ผมโทรเรียกก่อนหน้านี้มารออยู่แล้ว ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีบ่งบอกว่าผมเสียเวลากับเรื่องเวรๆ นี่ไปมากขนาดไหน

“ไอ้ขุนทางนี้”

“เออ”

ไอ้เจมหรือคนที่โทรมาบอกผมเรื่องไอ้นิวเมื่อคืนเรียกผมทันทีที่พ้นประตูบานเลื่อนออกมา เจมก็เป็นหนึ่งในลูกน้องที่อู่ผม มันเป็นช่างฝีมือดีเลยแหละ อายุเท่ากับผมแต่เรียนพวกช่างกลอยู่ ผมเดินไปขึ้นรถก่อนถอดผ้าคล้องแขนออกจากลำคอโยนไว้แถวเบาะด้านหลัง เหลือไว้แค่เฝือกเท่านั้นอย่างรำคาญ

“รถกูล่ะ”

“อยู่ที่อู่แล้ว”

“ไม่ต้องซ่อมนะ เดี๋ยวกูจัดการเอง”

“เออ กูก็ยังไม่ได้ให้เด็กทำอะไรหรอก…เพื่อนมึงก็บุกไปที่รังไอ้เหี้ยพวกนั้นให้แล้วนะ”

“เร็วดี ไอ้ไฟให้คนไปถล่มรังมันเลยหรือไง”

“ใช่ ลูกน้องเราส่วนหนึ่งที่ถูกเรียกไปด้วยบอกแบบนั้น”

“โอเค”

สมกับที่ไอ้เวย์มันเรียกว่าเสี่ยไฟ...แบบนี้ค่อยน่าหงุดหงิดน้อยลงหน่อย ผมบอกให้เจมเหยียบให้สุดเพราะถ้าไปช้าไอ้ไฟมันอาจจะฆ่าไอ้เวรนั่นตายก่อนก็ได้ ยิ่งอยู่ห่างเมียนานเท่าไหร่ไอ้ไฟมันยิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น เรามาถึงรังของไอ้โฟสที่ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นตึกสูงห้าชั้นแต่ภายในนั้นเป็นบ่อนครบวงจร ตอนนี้ท้องฟ้าทั้งใบเป็นสีดำสนิททั้งหมด ผมตรงไปด้านในทันทีเพราะความแค้นมันสุ่มอยู่ในใจไม่น้อย

เดินเข้ามาในตัวตึกที่เงียบสงัดไม่สมกับเป็นบ่อน...ถ้าจะให้ครื้นเครงก็คงแปลก ลูกน้องผมที่มารอรับพาขึ้นไปยังชั้นสี่ ถ้าให้เดาผมคิดว่าคงจะเป็นห้องทำงานของไอ้โฟสมัน หลังเปิดประตูไม้เข้าไปภาพแรกที่เห็นคือร่างของเพื่อนสนิทอย่างไอ้ไฟมันนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเดี่ยวอยู่ สีหน้ามันเรียบสนิทไม่บ่งบอกความคิดใดๆ และเมื่อก้าวไปด้านในมากขึ้นผมก็เห็นร่างสะบักสะบอมของไอ้โฟสนั่งคุกเข่าเอามือไพล่หลังอยู่บนพื้น ส่วนลูกน้องมันคนอื่นๆ คนของไอ้ไฟคงเอาไปไว้ที่ห้องอื่นแทน

“ช้า”

“โทษที”

ผมก้าวช้าๆ เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าไอ้โฟส จากที่เคยยิ่งใหญ่ก็เหมือนกับหมาตัวหนึ่ง...มันมองผมด้วยความเคียดแค้นไม่ต่างจากน้องชายมันเมื่อคืนแล้วขบกรามแน่นจนปูดนูน มันภูมิใจในอำนาจที่มันมีเพราะใครๆ ต่างก็เกรงกลัวจนคงลืมคิดไปว่ามันก็แค่ลูกหนูตัวหนึ่งในท่อสกปรกก็เท่านั้น

“กูจะฆ่ามึงไอ้ขุน”

“อืม กูก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจริงๆ นั่นแหละ”

ผมพยักหน้าเชื่องช้าอย่างเห็นด้วย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องตัวเองคนหนึ่งที่ยืนอยู่รอบห้อง มันเดินเข้ามาหาทันทีที่ผมพยักหน้าให้

“แต่กูก็ไม่ตาย”

“กูจะกลับไปแก้แค้นมึงแน่” มันว่าเสียงเหี้ยม

“เอาแขนซ้ายมันออกมา”

ผมเลิกต่อเวลาให้ไอ้สวะตรงหน้า มันดิ้นสุดแรงตอนคนของผมกระชากแขนมันออกมาวางทาบกับพื้น ไม่รอช้าผมยกเท้าขึ้นแล้วเหยียบลงไปตรงข้อพับแขนมันอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระดูกแตกดังลั่น ผมกระทืบซ้ำลงไปอีกหลายครั้ง ยิ่งเห็นมันร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานมากขึ้นเท่าไหร่ผมก็ยิ่งใส่แรงมากขึ้นเท่านั้น

“แขนขวา”

ผมทำเหมือนกับแขนซ้ายเมื่อครู่...ถ้าแขนซ้ายผมต้องเข้าเฝือก แขนมันก็ต้องแตกละเอียด ไอ้โฟสสบถด่าทอผมจนไม่เป็นภาษา ผมย่อตัวนั่งลงช้าๆ ก่อนรับปืนจากไอ้เจมอย่างรู้หน้าที่มาไว้ในมือ ผมเปลี่ยนสายตาเป็นแข็งกร้าวขณะจ้องหน้ากับมันนิ่ง ยกปลายกระบอกปืนไปจ่อไว้ที่ข้างขมับมันก่อนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“คิดจะเล่นกูแต่ทำให้กูตายไม่ได้...กูก็จะกลับมาเอาให้มึงตายคาตีนเอง”  

 

 

 

 

 

 

มึงกลับเลยใช่ไหม”

“เออ กลับเลย”

“กลับไปหาเมีย?”

“วันนี้ศุกร์ไปนอนหอเพื่อน”

“มิน่าถึงดูอารมณ์ไม่ดีสัด”

“เออ”

“ขอบใจมากที่เคลียร์ทางให้ ไม่งั้นกูคงเสียเวลาอีกพอสมควร”

ไอ้ไฟพยักหน้ารับน้อยๆ เราเดินลงมาจากตัวตึกเพื่อไปขึ้นรถที่จอดไว้ด้านหน้า ส่วนสภาพเละเทะข้างในก็ให้เป็นหน้าที่ของลูกน้องให้จัดการกันไป

“ไว้เจอกันมึง”

“เออ ถ้ามึงจะให้กูเคลียร์อะไรอีกก็ก็ติดต่อลูกน้องกู กูจะพาเมียไปทะเล”

“ได้ ไปพรุ่งนี้?”

“มะรืน”

“เค กูไปล่ะ”

ผมแยกกับไอ้ไฟไปทางรถใครรถมัน ผมยังได้ไอ้เจมเป็นคนขับให้เหมือนเดิม วันนี้ผมคงกลับไปหาแม่ไม่ได้แน่ๆ เพราะกว่าจะจัดการเรื่องที่สนามแข่งเสร็จคงดึกพอตัว ที่สำคัญคือแขนผมอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่เลยไม่อยากให้แม่เป็นห่วง

 

 

 

เสียงโทรศัพท์ข้างหัวเตียงที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องกวาดมือไปกดรับสายอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมค่อนข้างมีเวลาพักผ่อนน้อยมากเพราะยุ่งเรื่องที่สนามและที่อู่ ร่างกายมันเลยต้องการการพักผ่อนอย่างหนัก

“ฮัลโหล”

[ตายจริง พี่หมื่นยังไม่ตื่นเหรอ แม่ขอโทษที่โทรมารบกวนนะลูก]

“อ่าแม่เหรอ ไม่เป็นไร…มีอะไรรึเปล่าครับ”

[แม่จะโทรมาชวนให้พี่หมื่นมาทานข้าวด้วยกันน่ะครับ เห็นช่วงนี้พี่หมื่นทำงานหนักเลยกลัวว่าจะไม่ค่อยหาข้าวหาปลากิน]

“ได้ วันนี้ขุนว่างทั้งวันพอดี เดี๋ยวตอนบ่ายๆ ขุนเข้าไปหาที่บ้านนะ”

[พี่หมื่นน่ารักที่สุดเลยย งั้นแม่ไม่กวนแล้วพี่หมื่นนอนต่อเถอะครับ]

“ครับแม่”

หลังวางสายจากแม่ผมก็นอนหลับตาลงนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ พอได้ตื่นแล้วมันก็ไม่อยากจะนอนต่ออีกผมเลยตัดสินใจลุกขึ้นไปอาบน้ำให้ร่างกายมันสดชื่นขึ้นหน่อย หลังจากคืนที่ไปจัดการไอ้โฟสผมก็ยุ่งมากจนแทบจะไม่มีเวลาทำอะไรเลย ที่สนามแข่งเมื่อคืนพวกนักแข่งก็มีปัญหากันอีกจนผมต้องลงไปเคลียร์ด้วยตัวเอง ที่อู่ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน ลูกค้าเยอะตลอดจนผมเองก็ยังไม่มีเวลาไปซ่อมบิ๊กไบค์ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

หลังอาบน้ำเสร็จผมก็เดินออกมาสูบบุหรี่ตรงระเบียง การสูดอัดความเย็นเข้าปอดช่วยให้สมองผมคลายความเครียดลงมากกว่าเดิมพอสมควร…ผมค่อนข้างติดบุหรี่ วันหนึ่งก็ตกอยู่หลายมวล แต่ช่วงนี้พยายามจะลดลงมากแล้วเพราะแม่บอกให้เบาๆ ลงหน่อย

ผมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งก่อนจะตรงไปทางห้องครัว ทำอาหารเช้าง่ายๆ อย่างพวกไส้กรอกไข่ดาวมานั่งกิน ผมมองเวลาอีกครั้งตอนจัดการมื้อเช้าเสร็จแล้วเห็นว่าเวลายังเหลืออีกมากกว่าจะถึงเวลานัดกับที่บ้าน สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจเข้าไปแต่งตัวเพราะว่าจะไปเจาะหูเพิ่มหน่อย…จากตอนนี้ข้างละสามรูก็ว่าจะไปเจาะเพิ่มอีกข้างละสองรู

เป็นร้านประจำที่ผมก็ค่อนข้างสนิทกับเจ้าของพอสมควรเพราะเป็นรุ่นพี่ที่คณะ ใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย เวลายังเหลืออีกนิดหน่อยผมเลยมีเวลาไปหาซื้อจิวต่อ กว่าจะได้เข้าบ้านจริงก็บ่ายกว่าๆ แล้ว

“พี่หมื่นมาแล้ว เอ้ะ…ทำไมแขนพี่หมื่นใส่เฝือกครับ?”

อ่า ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลยว่ะ…ซวยแล้วไหมไอ้ขุน

“ขุนรถล้มนิดหน่อย”

“อย่างพี่ขุนน่ะเหรอรถล้ม”

แม่ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่เพราะเป็นห่วงผมมากว่าเลยลืมสนใจเรื่องนั้นไปก่อน

“แล้วเป็นอะไรมากไหม แขนหักเลยเหรอลูก”

“แค่ร้าวครับ”

“ขวัญเอ๋ยขวัญมานะครับ วันหลังห้ามขับรถด้วยความประมาทเด็ดขาดเลยนะพี่หมื่น ถึงจะเก่งยังไงมันก็พลาดกันได้นะลูก”

ผมกอดแม่กลับแน่นตอนโดนแม่ลูบหัวปลอบใจ เข้าในบ้านตัวเองที่นานๆ ครั้งจะได้กลับเพราะงานยุ่ง ส่วนพ่อก็น่าจะยังไม่กลับจากทำงานที่บริษัท…พ่อผมเป็นเจ้าของบริษัทผลิตพวกอะไหล่รถยนต์ ทั้งจำหน่ายในประเทศและส่งออกที่ต่างประเทศ คงไม่ต้องบอกแล้วมั้งว่าผมได้นิสัยรักรถมาจากใคร

ผมขึ้นมาพักผ่อนบนห้องของตัวเอง ส่วนแม่ก็ขอเข้าครัวไปเตรียมอาหารมื้อบ่าย ที่มันเลยเที่ยงไปมากเพราะเรารอพ่อเข้าประชุมเสร็จ…พ่อกลับมาถึงบ้านตอนเกือบประมาณบ่ายสอง แม้จะเป็นวันหยุดแต่ท่านประธานก็ยังคงงานล้นมือ พอถึงปุ๊บพ่อก็มาตามเคาะห้องผมเพื่อตามลงไปกินข้าวด้วยตัวเอง ผมกับพ่อเราค่อนข้างสนิทกันเหมือนเพื่อนเลยด้วยซ้ำ เจอหน้ากันทีไรก็จะชวนคุยแต่เรื่องของธุรกิจอย่างถูกคอ

“พ่อกับลูกทำไมไม่คุยกันเรื่องละครบ้างนะ แม่จะได้โม้บ้าง”

“ถึงไม่คุย แต่พ่อก็คอยดูเป็นเพื่อนแม่ตลอด” ผมว่า

“สามีที่ดีของแม่~”

ผมเห็นพ่อกระตุกยิ้มน้อยๆ อย่างชอบใจ ถึงพ่อผมจะนิสัยดุๆ ตามแบบท่านประธานขนาดไหนแต่ถ้าเป็นแม่แล้วพ่อก็จะยอมให้ตลอด

“ทานเยอะๆ”

“ขอบคุณนะคุณ”

“ครับ”

ที่ไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยอีกเหตุผลหนึ่งก็คงเพราะไม่อยากเป็นก้างขวางคอพวกเขาด้วยนี่แหละ

“แล้วไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง”

“ปกติดีทุกอย่างเลยคุณ แต่หมออยากให้ลดพวกของหวานอีกหน่อย ถ้าทำได้จะดีมาก”

หืม…โรงพยาบาล 

เวร ลืมไปสนิทเลยว่ะ เพราะงานยุ่งไปหน่อยผมเลยลืมเรื่องคนที่พาผมไปโรงพยาบาลวันนั้นไปเลย ผ่านมากี่วันแล้ววะ…น่าจะวันสองวัน

ถ้าไปขอบคุณตอนนี้คงจะไม่ดูเหี้ยมากหรอกใช่ไหมวะ…หลังกินข้าวเสร็จผมก็ขอตัวกลับ เมื่อขึ้นมานั่งอยู่หลังคนขับเรียบร้อยผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งไลน์หาไอ้ไฟ

KM. : ไฟ

: ขอช่องทางติดต่อคนที่ชื่อต้นรักจากเมียมึงให้หน่อย 

 

 

………………………………………

น้องรักคนแมนมาช่วยพี่เค้าแล้วก็หายไปเลย สงสัยหิวข้าวก่อนเลยขอเลยกองเร็วค่ะ5555 ตอนหน้าเจ้าแก้มอ้วนจะเป็นยังไงเอาใจช่วยด้วยนะคับ พี่ขุนจะไปคืนคำขอบคุณให้เทอแล่วว (ノ´∀`*)

 

Twitter : @Themoonthere 

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ♥

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว