email-icon facebook-icon Line-icon

รบกวนทุกท่านด้วยนะคะ ><

Wolf Glamour - EP 10 ลองของ (2)

ชื่อตอน : Wolf Glamour - EP 10 ลองของ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2564 22:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Wolf Glamour - EP 10 ลองของ (2)
แบบอักษร

ฉันเบิกนัยน์ตากว้างขึ้นเมื่ออีกฝ่ายก็มองกลับมาแบบเหวอๆ เช่นกัน 

 

ถึงจะทำใจไว้แล้วก็เถอะว่าอมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นมันมีอยู่จริง แต่เมื่ออยู่ๆ มาเห็นการแปลงร่างของ ‘คน’ ที่เดินสองขา กลายมาเป็น ‘หมา’ เดินสี่ขาแบบนี้จะจะตา มันก็อดตกใจไม่ได้เลยเนี่ยสิ 

 

“บรู๋ววววววว” (หมาอะไรละ หมาป่าเฟ้ยย) 

 

เขาหอนด้วยเสียงยาวๆ น่าสงสาร จนหมาแถวนั้นร้องระงมตอบกันใหญ่ เขาเดินไปเดินมาแบบทำตัวไม่ถูก ก่อนจะนั่งปุกแยกเขี้ยวใส่ฉัน สลับกับนั่งนิ่งหลับตาปี๋ทำสมาธิอยู่พักหนึ่ง แต่เหมือนจะไม่ได้ผล เขาก็เลยกลับมาเดินวนไปวนมาเหมือนเดิมด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ตัวเดียว 

 

“ซวยแล้ว ฉันซวยแน่ๆ ชิบหายมากๆ” 

 

ฉันบ่นอยู่คนเดียวด้วยเสียงอันเบากริบ แต่เหมือนหูหมาข้างๆ จะได้ยิน เลยหันมาเห่าโฮ่งใส่ฉันแบบดุๆ ราวกับจะบอกว่าใครกันแน่ที่ซวยกว่า 

 

ฉันพยายามดึงสติตัวเองกลับมา พอดูนาฬิกาก็บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว เริ่มมีคนทยอยมาที่ลานจอดรถแถวนี้ละด้วย ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยถ้าเขามาเห็นหมาขนาดยักษ์ (ประมาณไซส์น้องอลาสกัน มาลามิวท์) แต่ขนฟูฟ่องอย่างกับหมาลากเลื่อนเดินไปเดินมาพร้อมเสื้อรุ่งริ่งตัวหนึ่งแบบนี้ 

 

ฉันเอานิ้วเรียวนวดขมับตัวเองที่เต้นตุบๆ จนปวดหัว ก่อนจะตัดสินใจกดส่งไลน์ไปบอกขอตัวกลับก่อนให้ยัยสองสาวเพื่อนรักที่อยู่ในผับ ยัยควีนโทรมาถามอะไรสองสามประโยคแล้วก็วางไป ฉันเลยถอนหายใจเฮือกใหญ่แบบไม่รู้จะทำยังไง แล้วมองหมาป่าขนาดเบิ้มที่กำลังเอาหัวโขกกำแพง 

 

“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน” 

 

ตอนนี้ให้อยู่เฉยๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ ดีที่เขาพาวิ่งมาหลบมุมอยู่แถวลับตาคนหน่อย น่าจะยังพอหลบคนออกไปได้ละนะ 

 

ตอนนี้ฉันไม่รู้ข้อจำกัดของคาถาที่ฉันท่องไป แต่รู้แค่ว่าการที่ฉันใช้มันกับตราบนตัวเขา มันทำให้เขากลายร่างเป็นหมาป่า แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเขาที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของสายพันธ์มนุษย์หมาป่าอยู่แล้ว หรือเพราะฉันที่ทำให้เขากลายร่างเป็นแบบนี้เนี่ยสิ 

 

แล้วเขาจะต้องเป็นแบบนี้ไปกี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือนเนี่ย ฮืออออ 

 

“โฮ่งๆๆ” เหมือนฉันจะทำอะไรไม่ทันใจเขา เขาเลยไปคุยๆ ในกางเกงที่กองอยู่ตรงพื้นแล้วคาบเอากุญแจรถอันนึงมาให้ฉัน ฉันเลยหันไปมองแบบทำหน้างงๆ 

 

“จะให้ฉันขับรถเหรอ รถนายใช่ไหม” 

 

พี่ไวล์ดในร่างหมาพยักหน้าตอบหงึกหงัก ตอนแรกเขาเหมือนจะแปลกใจนะที่ฉันไม่วิ่งหนีไปไหน แต่อาจจะเพราะไม่มีทางเลือก เขาเลยพยายามมาสื่อสารกับฉันแบบนี้ 

 

“โอเคๆ งั้นขอฉันเก็บของที่กองอยู่ตรงนั้นแปบ” 

 

ฉันรวบรวมเสื้อผ้าเขาไว้ในอ้อมแขน แต่ยกเว้นกางเกงในชายที่ขาดแล้วอันนั้นตัวนึงละกัน… พอหันหน้าไปพยักหน้าให้เขาแล้ว พี่ไวล์ดก็เดินนำฉันไปที่รถสปอร์ตยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยูสีน้ำเงินคันหนึ่ง แล้วเห่าเรียกฉันอีกรอบ ฉันเลยจำต้องเดินไปสอดส่องดูรถคันนั้น 

 

“คันนี้รึเปล่าคะ?” 

 

หมา เอ้ย พี่ไวล์ดเห่าตอบรับมาทีนึง ฉันเลยกดปลดล็อกแล้วโยนเสื้อผ้าของเขาเข้าไปไว้หลังรถ ก่อนจะเปิดประตูแล้วเจ้าหมาป่าขนาดบึ้มก็โดดขึ้นไปโดยอัตโนมัติ 

 

 

 

ท่าทางเขาดูไม่ตกอกตกใจกับร่างหมาของตัวเองเลยซักนิด นั่นทำให้ฉันฟันธงว่าเขาเป็นมนุษย์หมาป่าแน่นอน 

 

แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วถ้าคาถานั่นคือคาถาเสกคนให้เป็นหมาขึ้นมาจริงๆ มัมกับป๊ารู้นี่ฉันตายแน่ๆๆๆๆ 

 

แต่พอฉันปิดประตูแล้วกำลังจะสตาร์ท เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์เครื่องนึงก็ดังขึ้นที่เบาะหลัง เหมือนพี่ไวล์ดจะรับรู้เร็วกว่าฉัน เลยรีบคาบเจ้ามือถือไอโฟนนั่นมาให้แบบแสนรู้ 

 

งุ้ย น่ารัก... 

 

ฉันลอบคิดในใจพลางขอโทษที่คิดอกุศลไปพลาง พอเขากลายเป็นแบบนี้ฉันรู้สึกสบายใจกว่าอยู่ใกล้ร่างคนของเขาเยอะเลย 

 

ฉันมองชื่อที่แสดงบนมือถือนั่นขึ้นว่า ‘Ruk’ เมื่อหันไปเห็นท่าทางผงกหัวเหมือนให้รับสาย ฉันเลยจำต้องกดรับซะ 

 

[ไอ้ไวล์ด มึงไปถึงไหนแล้ววะ อย่าบอกนะว่าพาสาวไปขั้วเรียบร้อยแล้วน่ะ] แล้วเสียงหัวเราะพร้อมเสียงดังจากดนตรีหนักๆ ก็ดังประสาน 

 

เข้ามา ฉันเลยกรอกเสียงกลับไป 

 

“ฮัลโหลค่ะ คือเจ้าของมือถือเขาไปเข้าห้องน้ำค่ะ ไว้เขากลับมาแล้วจะให้โทรกลับนะคะ” 

 

แล้วก็รีบกดวางสายไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ นี่อย่าบอกนะว่าพี่ไวล์ดจะออกมาเอารถแล้วพาสาวหุ่นเช้งที่มีผัวแล้วคนนั้นไปปู้ยี่ปู้ยำน่ะ พอจะจำได้แบบรางเลือนว่าพวกครึ่งหมาป่ามักจะมีตัณหาและความต้องการทางเพศเกินคนปกติ และมีแรงดึงดูด (ที่ในยุคนี้น่าจะเรียกว่าฟีโรโมน) ที่คอยล่อลวงเหยื่อเพศตรงข้ามเพื่อทำการผสมพันธุ์สืบทอดทายาท เพราะมนุษย์เผ่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและหาเพศหญิงได้ยากมากๆ 

 

หวังว่าฉันคงไม่ได้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของอะไรแบบนั้นละกัน 

 

ฉันกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ ก่อนจะหันไปหาพี่ไวล์ดที่มองตาแป๋วจนดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนออกมาเป็นหน้าฉัน 

 

“เอ่อ ให้ฉันขับพาคุณไปที่ไหนเหรอคะ” 

 

“โฮ่งๆๆๆๆ” 

 

พี่ไวล์ดตอบกลับมาโดยการเห่า พร้อมพยายามจะจิ้มๆ กดล็อกมือถือตัวเอง แต่โอย มันตลกมากเลยจริงๆ กับภาพหมาเล่นมือถือเนี่ย 

 

“งั้นคุณพอจะหาทางบอกฉันได้ไหมคะ ว่าจะให้ไปส่งคุณที่บ้านยังไง?” 

 

เหมือนหมาป่าตัวเขื่องจะเอาแต่พยายามเปิดมือถือ ทั้งกัดทั้งใช้อุ้งมือจิ้มๆ ตรงหน้าจอจนน้ำลายฉ่ำเยิ้มไปหมด อึ๋ย ให้ฉันไปจับมือถือเขาอีกรอบนี้มีตบหมาอะ 

 

พอเขาทำท่าแบบเหมือนจะยอมแพ้ พร้อมครางหงิงแบบน่าสงสาร 

 

ใส่ฉัน ด้วยความรู้สึกผิดฉันเลยคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู 

 

“โอเคๆ ไม่เป็นไรค่ะ งั้นฉันพาคุณไปที่คอนโดก่อนละกัน คอนโดฉันเลี้ยงสัตว์ได้น่ะค่ะ” พอพูดว่าสัตว์เขาก็แยกเขี้ยวใส่ฉันทันที ฉันเลยเผลอหดหัวกลับไปเพราะกลัวเขาหมั่นเขี้ยวอยากกัดฉันจริงๆ 

 

จากนั้นจุดหมายของการขับรถคือกลับไปที่คอนโดก่อนเพื่อตั้งหลักอีกที เพราะไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ในร่างหมาป่าแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ กว่าจะไปถึงคอนโดมีเนียมของฉันก็อีกราวๆ สี่สิบนาที 

 

ฉันจะลองหาวิธีแก้จากตำรานั่นดูก่อน 

 

แล้วถ้าเกิดเขาไม่กลับร่างเดิมจริงๆ ฉันคงต้องโทรไปหาแม่แล้วล่ะ 

 

แค่คิดก็อดเสียววูบในใจไม่ได้ แม่เคยห้ามฉันเหมือนกันว่าอย่าลองหรืออย่าเชื่ออะไรในหนังสือโบราณนั่นมากไป แต่เรื่องราวแบบนี้มันเหมือนท้าทายคนรุ่นหลังให้ได้ลองเมื่อมีโอกาส 

 

ฉันเคยได้ยินนิทานตำนานเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์อมนุษย์มาเยอะตั้งแต่สมัยเด็ก จากทั้งคุณยายและญาติฝั่งแม่ มันทั้งน่าค้นหา ชวนให้หลงใหลไปกับเรื่องราวพวกนั้น จนฉันอดไม่ได้ที่จะอยากพิสูจน์ตำนานพวกนั้น 

 

“ความจริงฉันไม่ได้ขับรถเองบ่อยๆ นะคะ โชคดีที่ดึกแล้วรถไม่เยอะเท่าไหร่” 

 

เมื่อบรรยากาศในรถระหว่างหนึ่งหญิงงามและหนึ่งหมาค่อนข้างเงียบและอึดอัด ฉันเลยพูดชวนพี่ไวล์ดคุยที่ตอนนี้ยังพยายามงับๆ มือถือตัวเอง 

 

โอเค เขาน่าจะทำได้แค่เห่าตอบฉันซินะ งั้นต้องใช้การถามแบบสองคำตอบ คือใช่ กับไม่ใช่ 

 

“จะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันขอถามอะไรคุณหน่อยน่ะ” 

 

“โฮ่ง” 

 

หมาป่ายักษ์ตอบมาเพียงแค่นั้น เขาทำท่าเหมือนพยายามเบ่งพลังหรืออะไรซักอย่างมาตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ จนตอนนี้เขาล้มเลิกไปแล้วเปลี่ยนเป็นนอนหมอบอยู่หลังรถ 

 

“ก่อนอื่นเลย ฉันต้องขอโทษคุณจริงๆ นะคะ ไม่คิดว่าจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้” ก่อนจะโดนหมาเห่าด่ากลับมา ฉันรีบเอ่ยต่อทันทีแบบไม่วรรค “แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ฉันว่าเราต้องมาช่วยกันหาทางแก้ไขค่ะ เพราะงั้นฉันจะถามคำถามกับคุณ แล้วให้คุณใช้การเห่าตอบนะคะ เห่าหนึ่งครั้งคือใช่ เห่าสองครั้งคือไม่ใช่” 

 

พอพูดแบบนี้แล้วฉันอดนึกย้อนไปถึงตอนเด็กไม่ได้เลยแฮะ ทำไมมันคุ้นๆ เหมือนเดจาวูยังไงชอบกล 

 

“โฮ่ง” 

 

เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบรับออกมา ฉันเลยยิงคำถามใส่ทันทีระหว่างที่ประคองรถไปตามเส้นทาง 

 

“คำถามแรกเลยคือ คุณเป็น… ‘มนุษย์หมาป่า’ รึเปล่า?” 

 

นี่ฉันถามตรงไปมั้ยหว่า ทั้งๆ ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่ใจฉันนี้เต้นระทึกด้วยความตื่นเต้น 

 

ฉันมองทางไปพลางสลับกับมองกระจกหลังเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปนานมากเหมือนกำลังคิดตัดสินใจอะไรอยู่ เขาสบตาฉันผ่านกระจกจนฉันละสายตาไปจากเขาไม่ได้ 

 

หมาป่าขนสีดำปนเทาพ่นลมออกจากจมูกเหมือนตัดสินใจ ก่อนจะเห่าขึ้นมาตอบฉันทันที 

 

“…โฮ่ง!” 

 

------------ 

 

พรี่หมาของเราน่ารักสุดๆ พอตอนหื่นก็หืดหาดสุด เกียมตัวเขินนน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว