ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แตกที่ 40 …สารภาพ...

ชื่อตอน : แตกที่ 40 …สารภาพ...

คำค้น : brokenman, ใจแตก, vivace

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.3k

ความคิดเห็น : 115

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2559 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แตกที่ 40 …สารภาพ...
แบบอักษร

 

 

 

 

แตกที่ 40

สารภาพ...

 

 

 

 

หลังจากเล่าเรื่องทุกอย่างให้คณิตฟังบอยก็บอกลาร่างสูงพร้อมกับทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าหากเขาพาปูนกลับมาได้ ให้คณิตช่วยพาปูนไปขอโทษพลัสในสิ่งที่สองคนนั้นร่วมกันกระทำลงไป แม้ว่าผลของมันจะกลายบาดแผลที่ไม่มีวันหายบนหัวใจของใครบางคน แน่นอนว่าคณิตรับปากบอยอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะเพราะลึกๆเองเขาก็รู้สึกผิดกับพลัสอยู่ไม่น้อย แม้สุดท้ายเรื่องราวระหว่างสามคนนั้นจะลงเอยด้วยการแยกกันไปคนละทิศคนละทาง แต่หากมีโอกาสคณิตก็อยากให้ตัวต้นคิดอย่างปูนได้ชดใช้ในสิ่งที่กระทำลงไปอย่างเหมาะสม

 

“นม? กูนึกว่ามึงแดกเหล้าอยู่ซะอีก”

 

นิลที่เพิ่งซัดมาม่าไปถ้วยใหญ่ชนิดไม่เกรงใจเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าคณิต เป็นของเหลวสีขาวแทนที่จะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหมือนอย่างที่พวกอกหักมักจะทำกัน

 

“กูขี้เกียจฟังมึงด่า อีกอย่างปูนไม่ค่อยชอบให้กูกินเหล้าด้วย”

 

แม้ว่าจะมีอาชีพเสริมเป็นบาร์เทนเดอร์แต่ปูนกลับชอบบอกให้คณิตอย่าดื่มมากและดูแลสุขภาพของเขาอยู่เสมอ คณิตเคยถามร่างเล็กว่าถ้าไม่ชอบโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นเพราะมันแล้วทำไมถึงมาทำอาชีพนี้อยู่อีก ปูนฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะอแล้วตอบกับเขาว่า เวลาเห็นคนเมาแล้วรู้สึกสนุกดี...ตัวแสบจริงๆเลยเห็นไหมล่ะ

 

“หึ มานั่งเพ้อถึงเมียเก่าแบบนี้ไปได้ข้อมูลดีๆมารึไง”

 

“เมียเฉยๆ ไม่ใช่เมียเก่า”

 

“อ้าวหรอ กูนึกว่ามึงโดนเขาเขี่ยทิ้งแล้วซะอีก ฮ่าๆ”

 

คณิตส่ายหัวให้เพื่อนอย่างไม่ถือสาแต่ว่าในใจคาดโทษไปแล้ว นิลที่เพิ่งล้างจานเสร็จนั่งลงข้างๆแล้วมองไปยังจุดที่เพื่อนของตัวเองมองอยู่ รูปของปูนและคณิตที่กำลังยิ้มให้กันเหมือนโลกนี้ไม่มีความทุกข์ใดๆ

 

“แล้วตกลงว่าไง ไปคุยกับคนคนนั้นมาได้อะไรมั้ง”

 

“ได้โดนเขาด่า แต่ก็สนุกดี”

 

“จริงดิ รู้งี้กูไปด้วยดีกว่าจะได้ผสมโรงกับเขาด้วย”

 

“พอเหอะสัด แค่นี้มึงก็ด่าจนกูเบื่อจะฟังแล้ว”

 

นิลยิ้มขึ้นมาน้อยๆเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนดูไม่เคร่งเครียดเท่ากับตอนแรก แม้ปากจะด่ามันไปบ้างแต่นิลจะไม่โกหกหรอกนะว่าไม่ได้เป็นห่วง

 

“เขาเล่าเรื่องของลุงแล้วก็เรื่องที่ร้านนั่นให้กูฟัง แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นคือบอยทำให้กูคิดอะไรได้อยู่อย่าง”

 

“...?”

 

“ยิ่งกูรู้เรื่องของปูนมากเท่าไหร่ กูก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นมันสำคัญกับกูน้อยลงทุกที”

 

ความอยากรู้ที่คณิตเคยมีมันลดน้อยถอยลงแล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกห่วงใยที่ท่วมท้น เขาอยากไปหา อยากกอดปูนให้แน่นๆจนเด็กคนนั้นบ่นว่าอึดอัด อยากอยู่ด้วยกันถึงเช้าเพื่อที่จะทำให้ปูนรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาจะไม่ทิ้งปูนไปไหน คณิตรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่า ที่เฝ้ามองหาแต่อดีตจนเผลอทำให้ปูนหลุดมือไป ถ้าหากวันนั้นเขาเข้มแข็งและจับมือปูนให้แน่นพอ ปูนคงไม่ต้องฝืนใจเอ่ยคำลากับเขาแบบนี้

 

“คิดได้สักทีนะ เพื่อนกูเปลี่ยนสถานะจากควายมาเป็นวัวแล้ว”

 

“ห่า มันต่างกันตรงไหนวะ”

 

“เขามันสั้นกว่าหน่อย แต่เอาเถอะ ฉลาดขึ้นยังดีกว่าโง่ลง ถ้าเด็กนั่นมาได้ยินที่มึงพูดแบบนี้คงร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเตา”

 

คำพูดของนิลทำให้คณิตอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ใช่แล้ว นั่นแหละปูนเลย พอเป็นเรื่องเขาทีไรก็หวั่นไหวจนร้องไห้ตลอด

 

“แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นมึงต้องไปช่วยเด็กนั่นออกมาก่อน ตามที่ไอ้ชาติบอกลุงนั่นน่าจะพาปูนกลับไปที่บ้านแล้วไม่ยอมให้ออกมาเหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่ว่าเราก็คงไปถึงตัวเด็กมึงไม่ง่ายอย่างตอนแรกหรอกนะ”

 

“เรื่องนั้นมันไม่ใช่ปัญหาหรอก สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆคือการตัดสินใจของปูนมากกว่า...ถ้าปูนยังคิดจะปกป้องกูแค่ฝ่ายเดียวต่อให้กูทำยังไงเขาก็คงไม่กลับมา ดื้อชะมัดเลยให้ตายสิ”

 

“ก็ตามนั้น แต่ดูเหมือนว่ามึงจะไม่เครียดเท่าไหร่เลยนะ”

 

นิลพูดไปตามสิ่งที่เห็น เพราะระหว่างพูดคุยกันคณิตดูมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่กำลังคิดอะไรตลอดเวลา...มันเหมือนคนที่ตัดสินใจได้แล้วอย่างไรอย่างนั้น และเขาก็เดาถูก

 

“อืม กูรู้แล้วล่ะว่าจะต้องทำยังไง เพียงแค่...มันทำได้ค่อนข้างยาก”

 

“หึ จะยากสักแค่ไหนเชียว อย่างน้อยก็คงไม่ยากเท่าไปบอกป๊ามึงว่ามึงมีเมียเป็นผู้ชายหรอกมั้ง”

 

“...”

 

“ไอ้สัดเอาจริงดิ”

 

ไม่ใช่แค่นิลที่ตกใจ คณิตเองก็ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน เพียงแต่หากคิดดูให้ดีๆ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไรบ้าง

 

“ต่อให้คิดยังไง จุดอ่อนที่อีกฝ่ายสามารถยกมาขู่กูได้มันก็มีแค่อย่างเดียว”

 

ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่าThe Pilot แต่โรงแรม The Next ของครอบครัวคณิตก็ถือเป็นโรงแรมชื่อดังที่ถ้าถามคนในจังหวัดนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะเมื่อเขามีคู่แข่งตามฐานะอย่างเมษาที่ถือเป็นคนดังระดับประเทศชื่อของคณิต จึงกลายมาเป็นชื่อที่มักจะถูกกล่าวถึงบ้างเป็นบางครั้งถ้าหากเขายินยอมให้เป็นข่าว

 

“กูไม่เคยมีข่าวเสียหายๆ โรงแรมของพ่อก็เหมือนกัน ถ้าหากว่ามันมีหลักฐานว่ากูกำลังคบกับผู้ชาย ต่อให้จะไม่ใช่เรื่องผิดแต่ก็คงเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะเก็บไปพูดกันได้สนุกปาก”

 

คณิตรู้ความจริงข้อนี้ดีอยู่แล้ว เขาถึงไม่เคยเอ่ยเรื่องปูนให้คนในบ้านฟังนอกจากน้องสาวของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาไม่รัก แต่ถ้าหากพวกเขาประกาศออกไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังคนที่จะเจ็บปวดจากความโหดร้ายของโลกใบนี้ก็คือปูน

 

“แล้วมึงยังคิดจะทำอีกนะ มึงคิดถึงเมียจนเพี้ยนไปแล้วรึไง มึงอย่าลืมนะไอ้นิด ว่าเรื่องของมึงกับไอ้กาลจะลงเอยไม่เหมือนกัน ไอ้กาลมันเปิดตัวมาแต่แรกและมันก็ไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปร่วมวงไฮโซไฮซ้อกับใครแต่กับมึงมันไม่ใช่ไหนจะอาชีพการงานมึงด้วย”

 

“กูรู้ แต่ถ้าหากกูคิดจะอยู่กับปูน สักวันคนข้างนอกก็ต้องรู้อยู่ดี ถึงจะไม่เคยพูดถึงมาจนกระทั่งตอนนี้แต่กูก็ไม่อยากให้ปูนจะต้องหลบอยู่ในมุมมืดเพื่อกูตลอดไปหรอกนะ”

 

“...”

 

“เอาตรงๆกูก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่าทุกคนจะรับได้ โดยเฉพาะป๊ากับม๊า แล้วก็อาม่าที่เขาหวังกับกูไว้มาก แต่ว่านะนิล...ถ้าสุดท้ายพวกเขาจะต้องรู้ กูอยากให้พวกเขารู้ความจริงที่ออกมาจากปากกูมากกว่า...ความจริงที่ว่าผู้ชายที่กูเลือกเป็นคนยังไง เขาเคยทำอะไรไว้และรู้สึกยังไงกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ กูอยากให้เขารู้ว่ากูเลือกคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันได้แล้ว”

 

มือของคณิตสั่นในทุกๆคำที่เขาพูดออกมา ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน คณิตคงไม่แม้แต่จะกล้าทำอะไรให้พ่อกับแม่ของตัวเองผิดหวัง แต่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนั้นทำให้เขาคิดได้...ว่าขนาดปูนที่ไร้ซึ่งอำนาจและกำลังกลับพยายามปกป้องคนที่รักอย่างเขาสุดความสามารถโดยไม่คิดถึงสิ่งอื่นแม้แต่ตัวเอง

 

“อาม่าสอนกูว่าลูกผู้ชายต้องรักษาคำพูด เพราะฉะนั้นมันคงถึงเวลาที่กูจะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับปูนสักที”

 

 

 

สัญญา...ถ้าหากเธอต้องการฉันจะอยู่กับเธอในทุกๆที่

 

 

รออีกนิดนะปูน...พี่กำลังจะไปรับ

 

 

.

.

.

.

.

.

 

คณิตมองบ้านเจริญวัฒนะของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มันทั้งประหม่าและกดดันแต่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่แย่ขนาดนั้นเมื่อนึกถึงใบหน้าของปูนที่กำลังส่งยิ้มอยู่ในหัวใจของเขา

 

“อ้าวคุณคณิต วันนี้กลับบ้านหรอคะ”

 

สาวใช้คนหนึ่งซึ่งทำงานที่นี่มาตั้งแต่รุ่นแม่เอ่ยทักทายาทคนโตของบ้านที่ไม่ได้กลับบ้านมาสักพักใหญ่ จนอาม่าของคุณคณิตบ่นคิดถึงหลานชายคนโปรดแทบทุกวัน

 

“ครับ แล้วนี่ป๊าอยู่ไหม”

 

“อยู่ค่ะ แต่ติดรับแขกอยู่”

 

“วันเสาร์เนี่ยนะ ใครมากัน”

 

“คุณเมษาค่ะ เข้ามาตั้งแต่ช่วงสายๆแล้ว”

 

คณิตงงหนักเมื่อเพื่อนของตนมาโผล่อยู่ที่นี่ทั้งๆที่ถ้าปกติคณิไม่อยู่เมษาก็ไม่เคยคิดจะมา ร่างสูงเก็บความสงสัยนั้นไว้แล้วเลือกที่จะเดินเข้าไปดูด้วยตาของตัวเองซึ่งตามคำบอกเล่าของสาวใช้ บรรพตและเมษากำลังพูดคุยกันอยู่ในห้องหนังสือของบ้านที่กว่าครึ่งเป็นหนังสือที่คณิตสะสมไว้ตั้งแต่สมัยเรียน

 

“ป๊า ไอ้เมษ”

 

เสียงของคณิตทำให้บทสนทนาของทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอย่างออกรสชะงักไป บรรพตหันมามองลูกชายที่จู่ๆก็โผล่มาแบบงงๆผิดกับอีกคนที่ทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้วว่าคณิตจะต้องมาที่นี่

 

“กลับมาบ้านได้แล้วรึไงเจ้าตัวดี วันก่อนป๊าไปหาที่โรงแรมไม่เห็นเจอ”

 

“ขอโทษครับ แต่ผมมีเรื่องด่วนจะคุยด้วย...เมษ มึงกลับไปก่อนได้ไหม”

 

บรรพตส่งสายตาตำหนิไปให้ลูกชายทันทีที่คณิตแสดงมารยาทไม่ดีกับแขกถึงแม้ว่าทั้งสองจะเป็นเพื่อนกันก็ตาม เมษามองหน้าคณิตนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาหาเจริญวัฒนะคนพ่อแล้วเอ่ยคำลา

 

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ไว้มีโอกาสจะมาคุยเรื่องงานที่สิงค์โปรด้วยใหม่”

 

“ขอโทษแทนเจ้าคณิตมันด้วยนะเมษ ลูกของลุงมันไม่มีมารยาท”

 

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ คณิตมันคงมีธุระสำคัญจริงๆ”

 

เมษาส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรีให้ก่อนจะพนมมือไหว้ด้วยท่าทางนอบน้อมจนบรรพตต้องเอ่ยชม ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาหาเพื่อนตัวเองที่มีสีหน้าแน่วแน่ไม่ต่างจากตอนที่มาขอตัวบอยไปจากเขาเลยสักนิด

 

“จะทำอะไรก็คิดให้ดีๆ ชีวิตมึงไม่ได้มีมันแค่คนเดียวรู้ใช่ไหม”

 

มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆที่เมษาพูดออกมาโดยไม่ได้มองหน้าใคร หากแต่คณิตก็รู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นคือสิ่งที่เพื่อนคนนี้ต้องการจะย้ำเตือนกับเขา

 

“ขอบใจ แต่กูเลือกแล้วว่ะ”

 

เมษายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและหยิ่งผยองนั้นจะตั้งตรงแล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่ได้พูดอะไรอีก คณิตลอบถอนหายใจ อาการเหนื่อยเล็กๆที่เกิดขึ้นทำให้เขาเริ่มรู้สึกกลัวชายผู้เป็นพ่อที่ทำสีหน้าอ่านยากรอเขาอยู่ตรงนั้น...แต่มันคงถอยไม่ได้แล้ว

 

“พูดมาซะว่าแกมีเหตุผลอะไรถึงได้ทำตัวแบบนี้ นี่ถ้าเป็นแขกคนสำคัญที่ไม่ใช่เมษา เราจะเสียหายแค่ไหนแกรู้บ้างไหม”

 

“ขอโทษครับป๊า แต่ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะพูด”

 

“งั้นก็ว่ามา ส่วนมันจะสำคัญพอไหมฉันจะเป็นคนตัดสินใจเอง”

 

บรรพตว่าแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในขณะที่คณิตเกร็งจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับ ให้ตายสิ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วนะ ตั้งแต่มอหกได้มั้ง ตอนที่เขาเดินมาบอกกับพ่อว่าตัวเองสอบติดอักษรไม่ใช่บริหารอย่างที่ท่านต้องการ

 

“ป๊า...ไม่สิ พ่อครับ”

 

“...”

 

“ผมมีคนที่ผมรักแล้วนะ”

 

“...!!

 

“ถึงจะไม่ใช่คนที่ดีพร้อม แต่เขาคือคนที่ทำให้ผมมีความสุข เขาคือคนที่ผมอยากอยู่ด้วยในทุกๆวันนับจากนี้ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถึงแม้มันจะไม่นานที่ผมกับเขาได้พบกัน แต่หลายๆสิ่งที่เราผ่านมันมาด้วยกันนั้นมันก็ทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น”

 

พอคณิตพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการพูดออกไปจนหมดทำให้ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ เขามองใบหน้าของพ่อที่ไม่ได้แสดงความโกรธเกลียดหรือผิดหวังออกมา แต่ติดออกจะงงๆเสียด้วยซ้ำ

 

“ก็ดีแล้วนี่ อายุแกก็ขนาดนี้จะมีแฟนก็ไม่เห็นแปลกอะไร ส่วนเรื่องดีพร้อมไหมป๊าไม่ว่าแต่อย่างน้อยก็ลองพามาให้ม๊ากับอาม่าได้รู้จักกันก่อนที่จะไปติดต่อผู้ใหญ่ทางนั้นแล้วกัน”

 

คณิตยิ้มเศร้า...ก็ไม่แปลกหรอกถ้าป๊าจะเข้าใจว่าปูนเป็นผู้หญิง เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยเป็นในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ ความรู้สึกกลัวแล่นริ้วออกมาเกาะกุมหัวใจ คณิตอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินหนี ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมาที่นี่ ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่เสียใจ...แต่คณิตก็ทำอย่างนั้นไม่ได้...เขาหลอกพ่อกับแม่ต่อไปไม่ได้ว่าหัวใจนี้ไม่ได้มีใครทั้งที่มันมี

 

“ป๊าครับ...”

 

“ว่าไง?”

 

 

 

“ปูน...คนที่ผมรักเขาไม่ใช่ผู้หญิง”

 

 

“...!!

 

 

“ผมขอโทษนะครับป๊า ผมขอโทษจริงๆ แต่ว่าผมโกหกทุกคน...โกหกตัวเองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

แล้วเป็นยังไงบ้างครับ หลังจากบอกกับทางบ้านไปแบบนั้นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างรึเปล่า

 

อย่างแรกเลยก็คือสบายใจขึ้นครับ ผมรู้สึกดีที่ไม่ต้องทำตัวหลบๆซ่อนๆทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอีกแล้ว แน่นอนว่าทางบ้านผมก็ยังต้องการเวลาแต่ผมก็เชื่อว่าสักวันพวกเขาจะเข้าใจและรับเรื่องของพวกเราได้

 

แสดงว่าตอนนี้ยังไม่ยอมรับหรอครับ

 

อืม...มันก็พูดยากนะครับ จะให้ออกมาสนับสนุนทุกทางมันก็ยังไม่ใช่ แต่ว่าพวกเขาก็อนุญาตให้ผมกับน้องได้พิสูจน์ตัวเองกันต่อไป แค่นั้นก็ดีมากแล้วครับ

 

ฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกอิจฉาคนที่คุณคณิตเรียกว่า น้องจริงๆเลยนะครับ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเด็กผู้ชายที่รู้จักกันด้วยความบังเอิญจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ชายอย่างคุณได้

 

ผมก็ผู้ชายธรรมดาเนี่ยแหละครับ แต่พูดตรงๆก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะได้รักใครสักคนแบบนี้

 

ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเรื่องครอบครัวโอเคแล้ว แต่เรื่องงานล่ะครับ คุณคณิตคิดว่าการที่คุณออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้มันจะมีผลกระทบอะไรต่อโรงแรม The Next บ้างรึเปล่า ได้ข่าวว่ากำลังจะเปิดสาขาใหม่ด้วย

 

ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ามันจะไม่มีผลกระทบ แต่ว่าแรกเริ่มเดิมทีโรงแรมแห่งนี้คุณพ่อสร้างขึ้นมันมาก็เพื่อให้เป็นของขวัญกับคุณแม่ The Next จึงเป็นเหมือนกับตัวแทนความรักของท่านทั้งสอง ด้วยเจตนารมณ์นี้คุณพ่อกับผมก็ได้บริหารโรงแรมเรื่อยมาด้วยความรู้สึกที่ว่าอยากให้แขกทุกท่านที่ได้มาพักที่นี่มีความสุขและสบายใจเหมือนกับได้อยู่บ้านของตัวเองไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ดังนั้นการที่ผมมีคนรักเป็นเพศเดียวกันนั้นน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ไม่ว่าคนเราจะเป็นยังไง เหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหน สุดท้ายทุกๆท่านก็จะได้รับความเอาใจใส่และความรักอย่างเท่าเทียมกันแน่นอนครับ

 

คุณคณิตจะบอกว่าเพราะเรื่องของตัวเองจะมีส่วนทำให้แขกที่มาพักได้รับความสุขสะดวกสบายที่มากขึ้นหรอครับ

 

ฮ่าๆ ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ทางเราก็ดูแลแขกทุกคนอย่างดีอยู่แล้วล่ะครับ แค่อยากให้มั่นใจขึ้นเท่านั้นเองว่าไม่ว่าผมจะเป็นยังไง ที่ The Next ก็พร้อมที่จะให้บริการทุกท่านด้วยความรู้สึกดีๆอย่างเดิมแน่นอน

 

ได้ยินอย่างนี้แล้วทุกคนก็มั่นใจกันได้เลยนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร โรงแรม The Next ก็พร้อมที่จะดูแลคุณแน่นอน สุดท้ายนี้คุณคณิตมีอะไรอยากจะบอกกับ น้องและท่านผู้อ่านหน่อยไหมครับ

 

ครับ...สำหรับการออกมาบอกเล่าเรื่องราวความรักของผม มันคงจะสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนนะครับ มันแน่นอนอยู่แล้วที่จะมีทั้งคนที่ชอบไม่ชอบ หรือแม้แต่จะรู้สึกเฉยๆกับมัน แต่ไม่ว่าพวกคุณจะรู้สึกยังไง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ก็คือความรักไม่มีถูกผิด...ผมจะไม่บอกว่าความรักของผมกับน้องเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะสิ่งที่ใช้ตัดสินเรานั้นไม่มีคำว่าถูกผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว ผมคงไม่ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนยอมรับและเข้าใจตัวตนของพวกผม ผมแค่ต้องการให้พวกคุณเฝ้าดูพวกเราต่อไปเรื่อยๆไม่ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวมันจะจบลงที่ตรงไหนก็ตาม เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ แล้วส่วนที่จะฝากถึงน้อง...

 

“ปูน...พี่กำลังจะไปรับนะ”

 

กระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นบางเปียกเป็นดวงๆเพราะหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ปูนมองรูปของคณิตบนกระดาษแผ่นนั้น และรูปคู่ของพวกเขาที่ถูกถ่ายในวันที่เขากับร่างสูงช่วยกันลองทำอาหารเป็นครั้งแรก ปูนกอดมันไว้แนบอกราวกับว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังไขว่คว้าอยู่นี้คือร่างกายของคณิตที่มีทั้งเลือดเนื้อและจิตใจ...คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน ทำไมนะ ทำไมหัวใจถึงได้เต้นรัวแบบนี้

 

“พี่เขารักพี่ปูนมากเลยเนอะ”

 

ปิ่นที่นั่งอ่านทุกอย่างอยู่ข้างๆกันเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้พี่ชายที่เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าแต่หญิงสาวก็ส่งมือขึ้นไปลูบหัวของปูนเบาๆอย่างอ่อนโยนจนคนที่พยายามเข้มแข็งมานานต้องโผเข้าหาแล้วกอดเธอไว้

 

“พี่รักเขาปิ่น ฮึก พี่รักเขา”

 

“ปิ่นรู้แล้วน่า แถมอิจฉาด้วยนะรู้ไหม ฮ่าๆ”

 

ปูนคิดไม่ถึงว่าคณิตจะกล้าทำเพื่อเขามากถึงขนาดนี้ มันมากจนปูนไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีโอกาสได้รับมันจากใคร การออกมายอมรับความจริงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่คณิตบอกไม่ใช่ว่าทุกคนพร้อมจะเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น แค่ลองคิดว่าร่างสูงต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในการพูดมันออกไป...ความรักที่ปูนมอบให้กับคณิตก็เพิ่มมาขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

 

“เขาบอกว่าจะมารับ แสดงว่าพี่ปูนหนีเขามาหรอ”

 

“พี่...”

 

“ไม่ได้นะไม่ได้ คนรักกันต้องอยู่ด้วยกันสิเข้าใจไหม เอ้า! เก็บของเลยดีกว่า เดี๋ยวปิ่นช่วย”

 

ไม่พูดเปล่า ปิ่นรีบไปหยิบกระเป๋าเป้ของปูนลงมาจากหลังตู้แล้วช่วยหยิบเสื้อผ้าบางชุดมาใส่ลงไปในนั้นโดยไม่ฟังความคิดเห็นของปูนแม้แต่น้อย แต่ว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นปูนก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามเธอแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะลึกๆแล้วเขาอยากจะไปจากที่นี่ก็ได้ อยากจะไปหา...ไปที่ที่คณิตอยู่

 

“เอาของไปแค่นิดเดียวก็พอเนอะ แล้วถ้าพี่ปูนอยากได้อะไรอีกปิ่นจะเอาไปให้ที่หลังนะ”

 

“ปิ่น...”

 

“แล้วก็นี่! ลืมไม่ได้เลยนะเอกสารเรื่องเรียนเนี่ย พี่ปูนต้องกลับไปเรียนหนังสือนะรู้ไหมจะเรียนอยู่ที่นู้นก็ได้เขาก็สอนดีเหมือนกัน แฟนพี่เขามีหน้ามีตา อย่าให้คนอื่นเขามาดูถูกได้นะว่าพี่ชายปิ่นเกาะทางนั้นกิน พี่ปูนต้องเรียนให้เยอะๆจบมาจะได้มีงานดีๆทำแล้วก็มีความสุขมากๆนะ”

 

ปูนมองน้องสาวที่พูดด้วยรอยยิ้มแต่น้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุด เธอพร่ำบอกพี่ชายต่างสายเลือดให้ดูแลตัวเองมากๆ แม้ในวันนั้นเธอจะไม่ได้อยู่ด้วย

 

“พี่ปูนสัญญากับปิ่นได้ไหม ฮึก ว่าพี่จะมีความสุขกว่าตอนนี้ พี่ปูนสัญญานะ ฮึก ว่าพี่จะต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่ที่นี่แล้วอย่าให้ใครมาทำร้ายพี่ได้อีก”

 

ปิ่นขอร้องในสิ่งที่เธอต้องการที่สุดก่อนจะดึงแขนเสื้อของปูนขึ้นจนเธอสามารถเห็นร่องรอยที่พ่อของตัวเองฝากเอาไว้บนตัวพี่ชายเป็นครั้งแรก ปูนพยายามขืนไม่ให้ปิ่นมองมัน แต่หญิงสาวก็เอาแต่ส่ายหน้าแล้วบอกว่าเธอไม่เป็นไร

 

“ปิ่นขอโทษนะที่ปกป้องพี่ปูนไม่ได้ แต่พี่ปูนอย่าโกรธพ่อเลยนะ...ปิ่นขอโทษแทนพ่อด้วย”

 

“ฮึก พี่ไม่โกรธหรอก พี่ไม่เป็นไร เพราะถ้าไม่มีคุณลุงพี่เองก็คงไม่มีวันนี้”

 

ปิ่นยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขแต่แววตากลับรู้ทัน

 

“ขอบคุณนะคะ...ที่ยอมโกหกเพื่อปิ่นจนนาทีสุดท้าย”

 

ปิ่นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองและปูน ก่อนเธอจะออกแรงจูงพาพี่ชายลงมายังชั้นล่าง ปิ่นไม่เห็นพ่อแล้ว เห็นแต่แม่ที่กำลังจัดการกับขนมด้วยท่าทางไม่สนใจสิ่งใด แม้กระทั่งตอนที่ปูนและปิ่นเดินผ่านไปเธอก็ไม่คิดจะมอง

 

“พี่ปูนออกไปทางนี้นะ เดินไปแปปนึงแล้วไปโบกแท็กซี่เอา”

 

“เดี๋ยวปิ่น แน่ใจหรอว่าจะให้พี่ทำแบบนี้ ถ้าหากว่าพี่ไม่อยู่ ลุงอาจจะมาว่าปิ่นอีกก็ได้”

 

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ปูน ถึงพ่อจะเป็นแบบนั้นเขาก็เป็นพ่อของปิ่นนะ และถึงจะว่าก็ไม่เป็นไร พี่ปูนปกป้องปิ่นมามากเกินไปแล้วล่ะ”

 

ได้ยินอย่างนั้นปูนก็ตกใจและมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถาม แต่ปิ่นกลับปิดโอกาสนั้นด้วยการโบกมือลาปูนแล้ววิ่งกลับไปที่บ้านโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ปูนยืนกำสายสะพายของกระเป๋าแน่นแล้วมองไปยังบ้านที่เขาเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคนที่ให้โอกาสเขามากที่สุดในชีวิต ถึงแม้สุดท้ายทุกอย่างจะถูกทำลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดีก็ตาม

 

“ขอบคุณนะครับ...แล้วก็ขอโทษด้วย”

 

ปูนเริ่มออกวิ่งโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมอง เขามองถนนใหญ่เบื้องหน้าซึ่งเป็นจุดหมายแรกของอิสรภาพที่ต้องไขว่คว้าเอาไว้ให้ได้ น่าเสียดายที่ถนนตรงนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาเลยทำให้กว่าปูนจะเห็นแท็กซี่ก็ปาไปเก็บสิบนาที ร่างเล็กรีบเดินไปชิดขอบถนน เขายกมือขึ้นหวังให้รถยนต์คันสีเขียวเหลืองนี่จอดแต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น จู่ๆรถญี่ปุ่นคันคุ้นตาก็แทรกตัวเข้ามาจอดเทียบท่าแทน

 

 

“ขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้ ถ้ามึงไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน”

 

 

.

.

.

.

.

.

 

คณิตเดินถอนหายใจออกมาจากประตูบ้าน แน่นอนว่าทันทีที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นวางแผง ทั้งแม่และอาม่าก็ต่างเข้าห้องของตัวเองแล้วล็อคประตูไม่ยอมให้คณิตได้เข้าไปพูดคุยเลยสักครั้ง แต่เขาก็เข้าใจดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายและมันคงจะไม่มีทางง่ายขึ้นกว่านี้ถ้าหากว่าเขายังไม่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย...คณิตต้องพาปูนกลับมาที่นี่ แล้วทำให้ทุกคนได้เขาใจว่าการตัดสินใจของเขานั้นไม่ใช่เรื่องผิด

 

“จะออกไปแล้วหรอคะเฮีย ไม่กินข้าวด้วยกันก่อนหรอ”

 

หน่อยเดินมาหาพี่ชายซึ่งกำลังทำหน้าซังกะตายก่อนที่เธอจะเอ่ยปากทัก แน่นอนว่าเธอรักและเป็นห่วงคณิตมาก แต่สำหรับเรื่องที่ร่างสูงตัดสินใจทำหน่อยเองก็ยังไม่อยากออกความเห็นใดๆ

 

“อืม เดี๋ยวเฮียจะเข้ากรุงเทพนะ จะไปจัดการเรื่องบางอย่างให้เรียบร้อย”

 

“เรื่องพาตัวปูนกลับมาหรอคะ”

 

“เรารู้??”

 

“ป๊าบอกมาน่ะค่ะ แถมบอกหน่อยอีกนะคะว่าถ้าหากไม่มีเรื่องการกักขังหน่วงเหนี่ยวนั่นป๊าไม่มีทางยอมให้เฮียไปสัมภาษณ์ลงหนังสือแน่ๆ”

 

คณิตยิ้มเจื่อนเมื่อได้ยินความจริงข้อนั้น แต่มันก็ถือว่าดีแล้วที่พ่อของเขานึกถึงสวัสดิภาพของปูนมากกว่าอะไร

 

 

 

ฉันยังไม่ยอมรับเรื่องของพวกแกหรอกนะ แต่ฉันขอสั่งว่าแกต้องไปช่วยเด็กคนนั้นให้ได้”

 

 

 

“นักเลงเก่าจริงๆนะป๊าเรา ยอมไม่ได้เลยไอ้เรื่องข่มเหงคนอื่นเนี่ย”

 

หน่อยว่าพลางขำออกมาน้อยๆ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นว่าความจริงแล้วพี่ชายของเธอก็ได้เชื้อนักเลงโตมาจากพ่อเหมือนกัน

 

“ช่วยน้องเขาให้ได้นะคะ ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรการทำร้ายร่างกายคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำ แม้ว่านั่นจะเป็นคนในครอบครัวก็เถอะ”

 

“อืม ไม่ต้องห่วงนะ เฮียฝากหน่อยดูม๊ากับอาม่าด้วย เดี๋ยวถ้าเรื่องเรียบร้อยเมื่อไหร่ เฮียจะพาปูนมาพบพวกท่านอีกที”

 

“ค่ะๆ ปล่อยสองคนนั้นไว้เถอะ งอนเฮียได้ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็หาย”

 

“ก็หวังว่านะ”

 

คณิตพูดออกมาแบบนั้นทั้งๆที่รู้ว่าความจริงมันคงไม่ง่าย เพราะนอกเหนือจากการเป็นลูกชายคนโต คณิตยังถูกหวังให้มีทายาทซึ่งหากเขาคบกับปูนเรื่องนั้นคงต้องพับโครงการไปชนิดไม่มีทางสานต่อ แต่ก็อย่างว่าต่อให้ไม่มีปูนเขาก็ไม่คิดจะมีลูกอยู่ดี

 

“ฮัลโหลไอ้นิล กูออกมาจากบ้านแล้วนะ มึงเตรียมตัวเลย”

 

ร่างสูงโทรไปหานิลที่ยังคงพักอยู่ที่บ้านของเขา และเพราะเรื่องครั้งนี้ทำให้คณิตรู้ซึ้งถึงน้ำใจของเพื่อนมากพอๆกับค่าน้ำค่าไฟที่เจ้านักเขียนนั่นมาอาศัยใช้จนมิตเตอร์ไหลเร็วยิ่งกว่าน้ำตกวังตะไคร้ซะอีก

 

“เออ มึงถึงแล้วค่อยโทรมาอีกทีแล้วกัน แค่นี้นะ กูแช่น้ำอยู่”

 

นิลวางสายไปดื้อๆ จนคณิตได้แต่บ่นอุบคนที่ไม่มีท่าทีรีบร้อนทั้งๆที่พวกเขานัดกับโต้งและขิงแล้วว่าจะเข้าไปเจอกันที่กรุงเทพตอนบ่ายนี้ ร่างสูงมองดูแผนที่บ้านของปูนที่ฤทธิชาติแฟกซ์มาให้ตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งมันถูกยืนยันแล้วว่าปูนและครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน

 

“รอพี่นะปูน วันนี้พี่จะไปรับเราแล้ว”

 

คณิตพูดกับคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ หากแต่เขารู้ว่าถ้าปูนได้อ่านบทสัมภาษณ์นั้นร่างเล็กจะต้องยอมกลับมากับเขาแน่ๆ แค่คิดถึงร่างสูงก็ยิ้มออกมาแล้วเลี้ยวรถเข้าไปเทียบจอดหน้าบ้านของตนที่มีนิลยืนหน้ามึนอยู่

 

“กูบอกแล้วไม่ใช่หรอว่าถ้าจะถึงให้โทรมาก่อน”

 

“จะโทรทำไม กูรู้นิสัยบ้าความตรงต่อเวลาของมึงดีหรอกน่า”

 

นิลจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะยัดตัวเองเข้ามาในรถซึ่งพุ่งทะยานออกไปแทบจะทันที โดยที่จุดหมายในครั้งนี้ก็คือที่ที่หัวใจของคนขับกำลังรออยู่

 

ตื๊ดๆ

 

ขับรถออกมาสักพัก เสียงโทรศัพท์ของนิลก็ดังขึ้น คนที่นั่งฟังเพลงไปบ่นไปได้ฤกษ์หุบปากแล้วหยิบมันขึ้นมา แต่แล้วจู่ๆสีหน้าของนิลก็เปลี่ยนไปเป็นมึนงงจนคณิตที่มองอยู่แปลกใจ

 

“เป็นอะไรวะ ทำไมไม่รับสาย”

 

“ไอ้กาลโทรมาว่ะ”

 

“...!!

 

จริงอยู่ที่คณิตไม่ได้เคืองใจเรื่องปูนกับรัตติกาลแล้ว แต่การที่จู่ๆเพื่อนที่ซึ่งกำลังพักอยู่ในแดดไกลโทรมาทั้งๆที่ทางนั้นน่าจะอยู่ในเวลากำลังนอนคงไม่ใช่ปกติแน่นอน นิลมองสีหน้าแปลกใจระคนลำบากใจของคณิตแล้วลังเลว่าจะรับมันดีไหม บางทีไอ้กาลมันอาจจะเห็นข่าวของคณิตกับปูนแล้วโทรมา หรืออาจจะแค่มีธุระอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ แต่ในขณะที่เขากำลังสับสน คณิตก็ช่วยให้คำตอบ

 

“รับเถอะ เผื่อมันมีธุระกับมึง”

 

“แน่ใจนะ?”

 

“อืม ยังไงมันก็เพื่อนป่ะวะ ถึงกูจะโกรธไอ้กาลเรื่องที่มันทำไม่ดีกับปูน แต่ยังไงกูก็ตัดเพื่อนกับมันไม่ลงว่ะ”

 

คณิตพูดออกมาตามจริง โดยที่คนฟังก็รู้สึกพอใจกับคำตอบนั้น จนนิลอดที่จะลองคิดมุมกลับไม่ได้ว่าถ้าหากคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ชวนลำบากใจแบบนี้คือรัตติกาล หมอนั่นคงพยายามสับคณิตเป็นชิ้นๆแน่

 

“ฮัลโหล มีอะไรวะ”

 

“นิล มึงอยู่กับไอ้นิดรึเปล่า”

 

“เอออยู่ กูบอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้ามึงจะโทรมาวีนมันเรื่องเด็กปูนช่วยโทรมาตอนอื่นเพราะกูขี้เกียจรับรู้ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงกูมีบริการโทรไปฟ้องไอ้รัณย์ให้ฟรีๆชนิดที่ว่ามึงไม่ต้องคอยรายงานผัวมึงเองเลย”

 

นิลจัดการปิดประตูโต้เถียงของรัตติกาลทุกทาง โดยมีคณิตนั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ แต่เขาเห็นนะ...ว่ามันแอบแสยะยิ้มด้วย

 

“เฮ้อ มึงเลิกเพ้อเจ้อแล้วส่งโทรศัพท์ให้ไอ้นิดซะ กูมีธุระ”

 

“ธุระ? ธุระอะไร?”

 

นิลหยุดฟังปลายสายพูดไปสักครู่แล้วก็เกิดอาการสีหน้าเปลี่ยนอีกครั้ง จากที่เคยพูดหยอกเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเสียจนคณิตรู้สึกว่าอากาศในรถมันเย็นขึ้นกว่าเก่า เขาได้ยินเสียงนิลรับคำคนปลายสายอยู่สองสามประโยคก่อนที่โทรศัพท์ในมือของนิลนั้นจะถูกส่งผ่านมาให้

 

“ไอ้กาลมีเรื่องจะคุยด้วย”

 

“เรื่องอะไร?”

 

“คุยกับมันเอง แล้วเอาโทรศัพท์มึงมานี่ กูจะใช้โทรหาชาติหน่อย”

 

นิลหยิบมือถือของคณิตที่วางไว้หน้าคอนโซนรถมากดเบอร์โทรศัพท์ของคนรักที่น่าจะยังทำงานอยู่ที่โรงพัก คณิตที่เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของนิลก็รู้สึกไม่สบายใจและสังหรณ์ใจขึ้นมาอย่างประหลาด แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือขับรถต่อไปพร้อมกับรับสายรัตติกาลไปด้วย

 

“กูเองกาล มีอะไรรึเปล่า”

 

“ปูนถูกพาตัวไปแล้ว มึงต้องไปช่วยปูนเดี๋ยวนี้”

 

“มะ มึงว่าอะไรนะ!

 

 

 

 

 

แล้วแสงแห่งความหวังในใจของคณิตก็ถูกดับไปในเสี้ยววินาที

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!!

แล้วพี่กาลก็โผล่มา....แต่เสียง 55555555555 ค่าตัวแพ๊งแพงงงงงงงงง

ก่อนอื่นขอตอบคำถามที่หลายคนถามมาเยอะเลยนะคับคือลุงได้ขืนใจปูนไหม คำตอบคือ ไม่ได้ทำนะคับมีแค่ทำร้ายร่างกายเฉยๆ อย่าได้ดาร์กไปกว่านี้เลยชีวิต 

อีก3ตอนก็จบแล้วนะครัช! คิดว่าอาจจะจบค้างในความรู้สึกใครหลายๆคน แต่สไตล์เดียวกับพี่กาลคับ คือจะมีตอนพิเศษที่เป็นลักษณะของตอนเสริมมาช่วยไขความไม่เข้าใจและจัดการปมต่างๆให้สมบูรณ์มากขึ้น เรื่องของป๋าปูนไม่ได้ซับซ้อนเท่าเรื่องพี่กาล แต่ปมมันมีหลายมุมจากหลายๆตัวละครซึ่งค่อนข้างกระจายบทได้ยากพอสมควรคับ รู้จุดด้อยตัวเองเลย แต่ยังไงก็จะพยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุดนะคับ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว