นับหนึ่งถึงร้อย
ตอนที่ 1 สัมพันธ์ลึกซึ้ง
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1 สัมพันธ์ลึกซึ้ง

ตอนที่ 1

สัมพันธ์ลึกซึ้ง

 

@Follow Pub

 

"ฮืออ กูผิดอะไรวะ กูมันไม่ดีตรงไหนวะ พวกมึงบอกกูหน่อย"

 

"มึงดีแล้วเพื่อน มึงทำดีที่สุดแล้ว"

 

"ดีแล้วทำไมกูไม่ถูกเลือกวะ ทั้งที่กูมาก่อนแท้ ๆ กูทุ่มเททำทุกอย่าง ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้วะ" ผมนั่งคร่ำครวญกับความเจ็บปวดในความรักกับกลุ่มเพื่อนสนิทภายในผับแห่งนี้ ผู้คนมากมายกำลังผ่อนคลาย มีความสุข สนุกสนานกับบรรยากาศรอบข้าง ใครจะรู้ว่ามุมหนึ่งของร้านจะมีผู้ชายอกสามศอกอย่างผมกำลังนั่งร้องไห้ งอแงราวกับเด็กถูกแม่ตีอยู่เช่นนี้

 

"ไอ้ฟาร์ กูรู้นะว่าที่มึงเจอมันหนักแค่ไหนแต่มึงต้องเข้มแข็ง มึงยังมีพวกกู" คำปลอบโยนของ 'นัตตี้' เพื่อนสนิทหญิงสาวเพียงคนเดียวของกลุ่มพูดขึ้น

 

"ใช่มึง ตอนนี้ยังมีเรื่องสนุกให้มึงทำอีกเยอะ เดี๋ยวกูจะพามึงจีบสาวแม่งให้ครบทุกคณะเลยเป็นไง กลับมาโสดทั้งที มึงใช้ให้คุ้มเว้ย" 'ต้น' อีกหนึ่งเพื่อนสนิทพูดขึ้น ผมรู้ดีว่าเพื่อนทั้งสองต่างสรรหาคำปลอบใจ สรรหาวิธีการที่จะทำให้ผมหลุดจากความเศร้านี้ แต่ทำไงได้ล่ะครับ แผลสดมันหายยากหรอกนะ

 

"มึงเสียใจมามากพอแล้วว่ะ หน้าตาแบบมึงหาใหม่ได้ไม่ยากหรอกเชื่อกู"

 

"พวกมึงน่าจะรู้ว่ากูไม่อยากหาใหม่...กูอยากให้เตยกลับมาหากู" ผมกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอเมื่อต้องเอ่ยถึงคนรักเก่า ไม่สิ...เธอคือคนรักของผมเสมอ ถึงแม้ผมจะกลายเป็นคนรักเก่าของเธอไปแล้วก็ตาม

 

บรรยากาศรอบข้างที่ดูคึกคักแต่มันกลับช่างมืดมนกับผมสิ้นดี รักครั้งแรก อกหักครั้งแรกมันทำให้ผมเจ็บขนาดนี้เลย รู้จักกันมาเจ็ดปี คบกันมาสี่ปี แต่ผมดันแพ้ให้กับใครที่ไหนไม่รู้ที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ

 

"กูว่ากลับเหอะว่ะ" ผมเป็นคนเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียด เพื่อนกำลังจะหมดสนุกเพราะผมและเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ค่อนข้างนานแล้ว

 

"มึงเมาไหมวะ ให้กูไปส่งไหม" ต้นเอ่ยถามขึ้น

 

"ไม่ต้อง เดี๋ยวกูขับไปเอง" ผมตอบเพื่อนแต่กลับได้เพียงสายตาของความไม่เชื่อใจกลับมา "กูไม่ได้เมา" ผมย้ำอีกครั้ง

 

"มึงแน่ใจ?" นัตตี้ถามย้ำอีกครั้ง

 

"เออ! พวกมึงกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อน" ผมว่าพร้อมดันหลังเพื่อนทั้งสองคนให้พ้นตัว ขืนยังยืนอยู่แบบนี้มีหวังพวกมันได้เดินตามเข้าไปในห้องน้ำด้วยพอดี

 

วันนี้ถือว่าผมค่อนข้างประคองสติตัวเองได้ดีเมื่อเทียบกับทุก ๆ คืนที่ผ่านมา ทั้งเมา ทั้งเพ้อจนไม่เหลือคราบความเป็นคน จึงไม่แปลกที่เพื่อนสองคนจะห่วงผมราวกับลูกน้อย

 

ผมยืนอยู่หน้ากระจกเงาภายในห้องน้ำ พิจารณาคนที่ยืนอยู่ในเงานั้นพร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้าที่เคยขาวใสกลับดูทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัดเป็นผลพวงมาจากการดื่มหนักและไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สมองฟุ้งซ่านก็คิดไปต่าง ๆ นานา ขณะที่ผมจมปลักกับความเศร้าอยู่เช่นนี้ เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะมีสักวินาทีไหมที่จะคิดถึงผมบ้าง จะมีสักวินาทีไหมที่จะกลับมาหาผมอีกครั้ง

 

ความเจ็บปวดจากความรักมันมีอานุภาพรุนแรงกว่าที่ผมคิดเสียอีก

 

ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เป็นการเรียกให้สติกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ฝืนยิ้มให้กับคนในกระจกด้วยความยากเย็น ก่อนจะพาร่างกายที่พยายามเข้มแข็งออกมาจากผับนั้นให้ได้

 

ท่ามกลางแสงไฟสลัว นักท่องราตรีมากมายที่ขยับกายเบา ๆ เบียดเสียดกันอยู่ด้านหน้าเวทีเล็ก ๆ เขากำลังมีความสุขกับวงดนตรีที่กำลังขึ้นแสดง ได้แต่หวังว่าผมจะกลับมามีความสุขแบบพวกเขาอีกครั้งได้เร็ว ๆ นี้

 

แต่…ความหวังคงต้องพังลงสินะ สิ่งที่ผมเคยสงสัยว่าในตอนนี้เธอจะคิดถึงผมบ้างหรือไม่ เธอจะเสียใจกับเรื่องของเราบ้างหรือไม่ มันกำลังให้คำตอบกับผมด้วยภาพบาดตาบาดใจตรงหน้า สองแขนเรียวเล็กโอบรอบคล้องคอคนตัวสูงโยกย้ายเบา ๆ ไปตามจังหวะเพลง ใบหน้ากำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เขาทั้งสองคนกำลังไปได้ดี มันช่างต่างกับผมเหลือเกิน ผมกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ผมร้องไห้แทบทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งในตอนนี้…

 

ผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอด้วยความยากลำบาก เงยหน้าขึ้นสูงเพื่อไม่ให้น้ำตาได้ไหลลงมา บรรยากาศรอบข้างที่ดูครึกครื้นในตอนนี้ดูเคว้งไปหมด ผมมองไม่เห็นใครเลยนอกจากสองคนคู่รักที่อยู่ตรงหน้าห่างออกไปไม่ไกลนัก ก่อนจะรวบรวมสติตัวเองอีกครั้งพร้อมก้าวขาเดินออกจากตรงนั้นด้วยความยากลำบาก จุดหมายของผมไม่ใช่ที่คอนโดฯ อีกแล้ว 

 

"ขอแบบที่แรงที่สุดครับ" ผมเอ่ยบอกกับบาร์เทนเดอร์พร้อมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวสูงตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ นี่คงเป็นสิ่งที่ผมต้องการที่สุดในตอนนี้ ถึงแม้จะรู้ดีว่าแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้ลืมความเจ็บปวดสักนิด แต่มันก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วจริง ๆ 

 

เหล้าที่นี่รสชาติเหมือนน้ำตาชะมัด

 

แก้วแล้ว แก้วเล่า ไม่รู้ว่าแก้วที่เท่าไรที่ผมยกอย่างต่อเนื่อง บางทีก็อยากจะเมาให้ภาพตัดรู้แล้วรู้รอดไปเลยจะได้ไม่ต้องนึกถึงภาพบาดตาบ้า ๆ นั่น

 

"เฮ้ย! พอแล้ว" ผมชะงักแก้วในมือทันทีเมื่อถูกรั้งจากเจ้าของเสียงทุ้มด้านข้างก่อนจะเปรยตามองตามเจ้าของเสียง

 

"ใครวะ" ผมเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย พิจารณาภาพเลือนลางตรงหน้าที่ไม่คุ้นตาสักนิด

 

"กลับได้แล้ว" ชายตรงหน้าพูดขึ้นกับผมอีกครั้งในขณะที่ผมยังนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร

 

"อยู่เฉย ๆ หน่อยดิวะ จะนั่งส่ายไปส่ายมาทำไม มันมองไม่รู้เรื่องสักทีเนี่ย" ผมว่าพร้อมใช้สองมือประคองใบหน้าคนตรงหน้าก่อนจะมองอย่างพิจารณาอีกครั้ง

 

"…"

 

"เฮ้ย! บอกให้นั่งเฉย ๆ ไง ตาลายหมดแล้วเนี่ย" ผมโวยออกไปเมื่อภาพตรงหน้ามันส่ายไปมาจนผมเริ่มจะเวียนหัว

 

"กูยังไม่ได้ขยับสักนิดเลย มึงเมาหนักมากแล้วเนี่ย" คนตรงหน้าตอบกลับมา

 

"เหรอวะ" ผมพึมพำพร้อมถอนมือออกจากใบหน้านั่นแล้วฟุบหน้าลงกับเคาน์เตอร์บาร์ ผมคงจะเมาแล้วจริง ๆ ก็ได้ เพราะรู้สึกว่าการจะพูดแต่ละคำของตัวเองมันยากขึ้น ลิ้นพันกันไปหมดจนแทบจะพูดไม่รู้เรื่อง

 

"กลับเหอะ เดี๋ยวไปส่ง" เสียงทุ้มข้างหูพูดขึ้นพร้อมกับแรงดึงที่แขนเพื่อประคองให้ลุก

 

"ไม่กลับเว้ย" ผมเสียงดังพร้อมสะบัดแขนออกทันที

 

"เดี๋ยวเมาหนักกว่านี้แล้วจะลำบาก"

 

"…" ผมได้แต่ยกแก้วของตัวเองขึ้นดื่มต่อโดยไม่ได้สนใจคำพูดของเขา

 

"บอกว่าพอแล้วไง!" เสียงทุ้มเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มขึ้นอย่างชัดเจน

 

"อย่ายุ่งน่า" ผมตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดเช่นกันก่อนจะยกดื่มอีกแก้วอย่างไม่ลดละ

 

"มึงแม่งดื้อจังวะ" ผมเปรยตามองคนด้านข้างที่พูดขึ้นก่อนจะพิจารณาใบหน้านั่นอีกครั้ง 

 

"จมูกโด่ง คิ้วเข้ม อืม…ปากก็สวย ตาก็คม…หล่อนะเนี่ย" ผมยื่นหน้าเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยไล่เรียงทีละส่วนออกมา ถึงแม้จะเมาจนเกิดภาพเบลอแต่ก็เห็นได้ชัดว่าผู้ชายตรงหน้าผมนี้หน้าตาดีไม่ธรรมดาเลยทีเดียว "ถ้ากูหล่อแบบมึงก็ดีเนาะ" ผมพูดออกมาอีกครั้งแฝงด้วยความน้อยใจเล็กน้อย ถ้าผมหล่อขนาดนี้ เตยอาจจะไม่ทิ้งผมไปก็ได้มั้ง

 

"มึงน่ารัก…น่ารักมาก" ผมอ้าปากเหวอ มีผู้ชายที่หล่อขั้นเทพมาชมผมว่าน่ารักงั้นเหรอ ให้ตายเถอะ! แทบจะสร่างเมาเลยทีเดียว 

 

"กูไม่อยากน่ารัก กูอยากหล่อ" ผมตอบพร้อมยกแก้วอีกครั้ง

 

"ถ้ามึงยังกินอีก มึงภาพตัดแน่"

 

"ก็ดีดิวะ" ผมตอบไปอย่างไม่สนใจ ในเมื่อต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว "แล้วมึงเป็นใครเนี่ย รู้จักกูใช่ไหม เพื่อนในคณะเหรอวะ แต่โทษทีนะ พอดีกูเป็นพวกไม่ชอบทำความรู้จักใครแล้วก็ไม่จำหน้าใคร" ผมอธิบายความเป็นตัวเองออกไปด้วยความยากลำบากเพราะรู้สึกว่าตัวเองหนักที่หัวขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรแล้ว ถ้ายังเมาแบบนี้อยู่ อีกไม่นานภาพคงตัดแน่

 

"รู้ตัวไหมว่าพูดไม่รู้เรื่องแล้ว" 

 

"งั้นเหรอวะ อืม…เมาไง" ผมพร่ำออกไปเบา ๆ อย่างรู้ตัว

 

ผมนั่งมึน ๆ อยู่ที่เดิมกับคนเดิมข้างกายที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร มีโดนดุบ้างเมื่อผมจะยกดื่มแต่เขาก็ห้ามผมไม่ได้ เขาเป็นผู้รับฟังที่ดี ไม่รู้ว่าความเมาทำให้ผมเผลอทำพฤติกรรมประหลาด ๆ หรือพูดอะไรที่ไร้สาระไปบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ผมพร่ำเพ้อถึงแต่เรื่องของความรักสุดห่วยแตก ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง ความเมามันทำให้ผมกล้าพูด กล้าระบายกับคนอื่น กล้าทำอะไรแปลก ๆ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ทีเดียว

 

เป็นหนักจนถึงขั้นทุกอย่างมืดสนิท มองอะไรไม่เห็นสักอย่าง…ภาพตัดสิครับงานนี้

 

 

 

 

 

 

 

"อึก! ที่ไหนวะเนี่ย" ผมปรือตาขึ้นช้า ๆ รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อถูกประคองมายังสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่คุ้นตาเลยสักนิด

 

"คอนโดฯ กูเอง" คนที่กำลังประคองกึ่งลากกึ่งเดินเป็นคนตอบ ขณะที่กำลังเปิดประตูเข้ามายังห้องใหญ่กว้างขวาง

 

"ใครวะ" ผมปรือตามองคนข้าง ๆ อย่างสงสัย "อ๋อ นึกออกแล้ว" อาการมึน ๆ เบลอ ๆ ของผมกลับมาทำงานอีกครั้ง ฤทธิ์แอลกอฮอล์มันช่างแรงจริง ๆ

 

"ฮึบ ตัวหนักฉิบหาย" เสียงบ่นดังเล็ดลอดเข้าหูผมหลังจากคนตัวสูงโยนผมลงบนที่นอนอย่างไม่ใยดี

 

"โว้ย! ทำไมมันร้อนจังวะ เปิดแอร์หน่อยดิ ร้อนเว้ย!" ไม่รู้ว่านิสัยเมาแล้วขี้โวยวายของผมมีตั้งแต่เมื่อไรกัน 

 

"ไอ้เด็กบ้านี่ อุตส่าห์เตือนแล้วว่าอย่ากินมาก สุดท้ายแม่งเมาเละเทะเลย" เสียงบ่นพึมพำดังอยู่ไม่ไกลในขณะที่ผมนอนหลับตาอยู่บนเตียงนุ่ม 

 

"อึก อึก ร้อนว่ะ"

 

"มาเช็ดตัวก่อน" 

 

"อื้อ ปล่อย จะนอน" ผมสะบัดแขนปัดป่ายไปมาเพื่อเลี่ยงสิ่งที่กำลังรบกวน

 

สัมผัสนุ่มจากผ้าเย็น ๆ ปะทะเข้าที่ใบหน้า ลากต่ำมาจนถึงช่วงคอและแขนตามลำดับ ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์

 

"เตย! กลับมาแล้วเหรอ" ผมผุดลุกขึ้นนั่งทันทีแล้วสวมกอดคนตรงหน้าไว้อย่างแนบแน่น

 

"เฮ้ย ปล่อย"

 

"เตยหายไปไหนมา ฟาร์คิดถึงเตยมากเลยนะ"

 

"ไม่ใช่เว้ย"

 

"เตย...อย่าทิ้งฟาร์ไปอีกนะ" ผมผละออกจากอ้อมกอดแล้วบรรจงจูบคนตรงหน้าช้า ๆ ด้วยความคิดถึง แต่ดูเหมือนว่าริมฝีปากนั้นจะขัดขืนเล็กน้อย แต่ผมก็ดึงเขาเข้ามาจูบอีกครั้งพร้อมกับสอดแทรกเรียวลิ้นอุ่นเข้าไปสำรวจความหอมหวาน ก่อนที่อารมณ์จะพลุ่งพล่านยิ่งขึ้นเมื่อผมถูกตอบสนองกลับมาเช่นเดียวกัน

 

"ฮึก ปล่อยเว้ย" แต่ทุกอย่างชะงักลงเมื่อผมถูกแรงผลักจากคนตรงหน้า

 

เขาไม่ใช่เตย...

 

ผมฉุกคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ชั่วขณะ ผมเข้าใจผิดไปเอง ในตอนนี้เตยคงอยู่กับผู้ชายคนนั้น...คนที่เธอเลือกแล้ว

 

สายตาผมสบเข้ากับดวงตาคมเข้มของคนตรงหน้า แสงสว่างจากดวงไฟในห้องทำให้ผมเห็นใบหน้าเขาชัดกว่าตอนที่อยู่ในผับแห่งนั้นเสียอีก ใบหน้าดูดีได้รูป คิ้วเข้มเรียงตัวสวย จมูกโด่งคมจนน่าอิจฉา และจบตรงริมฝีปากที่ผมได้ลิ้มลองเมื่อสักครู่นี้

 

จูบเมื่อกี้...มันก็ไม่เลวนะ

 

ด้วยอารมณ์ที่ค้างคาบวกกับความกล้าที่มีอย่างมากจากความเมาจึงทำให้ผมดึงคนตรงหน้ามาประกบจูบอีกครั้ง

 

"ฮึก กูไม่ใช่เตยอะไรนั่นของมึง" ผมถูกผลักออกอีกครั้งก่อนเจ้าตัวจะพูดขึ้น

 

"รู้แล้ว" ผมตอบเสียงนิ่ง

 

"รู้แล้วแต่ก็จูบต่องั้นเหรอ"

 

"เออ ทำได้ไหมล่ะ" ผมถามต่อ ซึ่งยืนยันได้เลยว่าถ้าไม่เมา ผมคงไม่เป็นเช่นนี้แน่

 

"มึงแน่ใจ?" คำถามวัดใจจากคนตรงหน้าทำให้ผมหยุดคิดอยู่ชั่วครู่ว่าจะทำอย่างไรต่อดี ถึงแม้ผมจะเมามากแต่ก็รู้ตัวเองว่ากำลังจะทำอะไรอยู่

 

แต่แล้วผมก็ตัดสินใจเลือกจัดการอารมณ์ที่ค้างคามากกว่าการใช้เหตุผล ในเมื่อเขาก็ดูไม่ได้ขัดขืนสักเท่าไร ผมจึงรั้งคอคนตรงหน้าเข้ามาจูบอีกครั้ง เขาตอบรับการกระทำผมเช่นกัน ปล่อยให้ผมขยับปากตามใจชอบแต่ไม่นานก็กลายเป็นเขาที่คุมเกมเองทั้งหมด โคตรเก่งกว่าผมเลยว่ะ 

 

เขาจูบเก่ง…

 

สัมผัสอุ่นร้อนจากริมฝีปากทำให้ผมสั่นวูบวาบไปทั้งตัว ยิ่งตอนที่เขาสอดแทรกลิ้นอุ่นเข้ามาเกี่ยวกวัดไปมาอย่างช่ำชองมันทำให้ผมลืมเรื่องเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะ ไม่คิดไม่ฝันว่าการจูบครั้งแรกกับผู้ชายด้วยกันจะทำให้รู้สึกดีขนาดนี้

 

ผมออกแรงผลักอีกฝ่ายให้ล้มลงนอนพร้อมทาบตัวลงทับไปกับคนที่ร่างกายกำยำกว่า โดยที่ริมฝีปากทั้งสองยังคงบดเบียดกันอยู่อย่างเร่าร้อนก่อนจะผละออกเล็กน้อยเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอด

 

"มึงเมามากนะ...แน่ใจใช่ไหมว่าจะทำแบบนี้" เขาถามย้ำกับผมอีกครั้งเพื่อเตือนสติ แต่ขอโทษนะครับ สติของผมได้หายไปหมดแล้ว จึงทำให้ผมตอบคำถามโดยการบดจูบลงไปอีกรอบ ก่อนจะขึ้นคร่อมคนใต้ล่างเพื่อควบคุมกิจกรรมนี้เอง

 

"อะ!" ผมเผลอร้องออกมาเล็กน้อยเมื่อถูกคนใต้ร่างจับผมพลิกตัวให้ลงมานอนราบกับเตียงแทน

 

"ทำไรวะ" ผมเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังขึ้นคร่อมทับร่างผมพร้อมถอดเสื้อออกจนเผยให้เห็นอกแกร่งกำยำ

 

"สลับตำแหน่งไง" คนด้านบนซุกใบหน้าเข้ากับซอกคอผมโดยที่ไม่รอให้ตัวเองพูดจบด้วยซ้ำ

 

"..." ส่วนตัวผมได้แต่ตกใจกับสัมผัสดี ๆ แบบนี้จึงยังไม่ได้ทักท้วงอะไร เดี๋ยวรอจังหวะผมค่อยเป็นคนนำเกมเองแล้วกัน

 

"กูรุกอย่างเดียวนะ" เสียงกระเส่าพูดอยู่ข้างหู ประโยคนี้ทำให้ผมตกใจไม่น้อย หมายความว่าผมจะต้องเป็นฝ่ายรับอย่างงั้นเหรอ มันไม่ได้หรอกนะ!

 

"อ่า..." ผมเผลอส่งเสียงออกมาจากลำคอ เมื่อคนด้านบนอาศัยความว่องไวสอดมือเข้ามาในกางเกงของผมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะลูบไล้แผ่วเบาตามความยาวส่วนใบหน้าหล่อคมก็กำลังคลอเคลียอยู่ที่ข้างหูและซอกคอขบกัดเบา ๆ ให้ผมเสียวซ่านจนไม่สามารถขัดขืนกับตำแหน่งนี้ได้เลยถึงแม้ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม

 

เขาเก่งมาก เก่งทุกอย่าง เก่งจนทำให้ผมต้องยอมแพ้...ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง

 

 

 

 

 

 

 

แสงแดดจ้าของวันใหม่ส่องกระทบเข้าที่ใบหน้าจนต้องค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเมื่อยล้า เพดานสีขาวสะอาด ห้องสวยงามกว้างขวางที่ไม่คุ้นตา เตียงนอนนุ่มชุดผ้าปูสีเทาเรียบหรู กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ไม่คุ้นชิน

 

'กูมานอนอยู่ที่ไหนวะเนี่ย'

 

ผมรำพึงรำพันกับตัวเองในใจก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ปวดเมื่อยและอ่อนล้าช่วงขาอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่าไปออกกำลังกายอย่างหนักมาอย่างไงอย่างงั้น

 

ผมนั่งอยู่บนเตียงชั่วครู่ พิจารณาเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่อยู่ในตอนนี้ เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเทา มันก็ไม่ใช่ของผมนี่นา คงจะเป็นของเจ้าของห้องนี้นั่นแหละ จนเริ่มปะติดปะต่อได้ว่าเมื่อคืนนี้ผมนั่งดื่มอยู่กับชายคนหนึ่ง จะเรียกว่าเพื่อนใหม่ได้ไหมนะ เพราะผมก็ยังไม่รู้จักชื่อเขาด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเราคุยกันถูกคอ เขาเป็นผู้รับฟังที่ดี คอยปลอบใจผมขณะที่ผมเมาจนพร่ำเพ้อ แถมยังคอยอยู่เป็นเพื่อนผม หลังจากนั้นผมก็เมาหนักมากจนภาพตัดไป รู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงนี้แล้วและถ้าให้เดาอีก ที่นี่ก็คือห้องของเขาล่ะมั้งครับ

 

ผมขยับตัวลุกขึ้นพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนต่อว่าเผลอทำอะไรแปลก ๆ ลงไปบ้าง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งของบางอย่างอยู่ในถังขยะใบเล็ก

 

 

 

'ถุงยางอนามัย!!!'

 

 

 

หรือว่า...ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เริ่มพรั่งพรูเข้ามาในความทรงจำของผมทีละนิด ๆ

 

 

 

'แน่ใจใช่ไหมว่าจะทำแบบนี้'

 

'กูรุกอย่างเดียวนะ'

 

!!!

 

 

 

"เชี่ย!!" ผมสบถออกมาอย่างหัวเสีย อาการงัวเงียหายไปอย่างฉับพลัน สองมือกุมหัวด้วยความหนักใจ เมื่อเหตุการณ์เมื่อคืนนี้มันกำลังย้ำเตือนผมอยู่อย่างชัดเจน แถมยังจำได้ทุกกระบวนท่า

 

"อ้าว ตื่นแล้วเหรอ" เสียงทุ้มดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง เมื่อสบสายตากันมันทำให้ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบรนรานคว้าโทรศัพท์และข้าวของตัวเองทันทีก่อนจะเดินออกมาอย่างเร็วที่สุด

 

"จะไปไหน" ร่างกายผมถูกหยุดไว้จากแรงรั้งที่ต้นแขน

 

"ปล่อย!" ผมสะบัดแขนออกอย่างแรงก่อนจะก้าวขาต่อ

 

"เดี๋ยวดิ" มือหนานั่นยังคงรั้งผมไว้อีกครั้ง

 

ผัวะ!! ผมทิ้งหมัดลงไปที่มุมปากนั่นก่อนจะรีบออกจากที่นี่ด้วยความรวดเร็ว

 

"โอ๊ยย!! ต่อยกูทำไมวะ ดะ เดี๋ยว"

 

ไม่รู้ว่ามันเป็นความเฮงซวยอะไรของผมนักหนากับเรื่องราวบ้า ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งตกใจและโมโหในเวลาเดียวกัน  แต่โมโหที่สุดก็คงจะเป็นตัวผมเองที่ทำอะไรโดยขาดสติ ไม่สิ...ตอนนั้นผมรู้ตัวดีด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร เป็นเพราะการกระทำตัวเองแท้ ๆ ถึงได้มานั่งเครียดอยู่เช่นนี้

 

รับผลกรรมที่ก่อไว้อีกหนึ่งชั้นเมื่อกระเป๋าสตางค์เจ้าปัญหาไม่รู้ว่าไปตกหายอยู่ที่ไหน โทษอะไรไม่ได้เลยนอกจากความเมาจนไม่รู้เรื่อง ซวยซ้ำซวยซ้อนสิครับงานนี้ เมื่อเรื่องนี้รู้เข้าถึงหูคนเป็นแม่ ท่านก็รีบจัดการปัญหาให้อย่างไว แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานะ ช่วยจัดการยึดรถผมน่ะสิ โทษฐานที่ช่วงนี้ทำตัวไม่น่ารัก เมาหัวราน้ำแทบทุกวัน

 

โธ่...ชีวิตผม

 

 

 

 

 

#นับหนึ่งถึงร้อย

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น