facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 : โลกกลมหรือพรหมลิขิต

ชื่อตอน : บทที่ 5 : โลกกลมหรือพรหมลิขิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2564 07:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 : โลกกลมหรือพรหมลิขิต
แบบอักษร

 

บทที่ 5 

โลกกลมหรือพรหมลิขิต 

  

คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม? 

  

พรึ่บ! 

กระดาษวาดรูปแผ่นใหญ่ลอยตามแรงลมมาแปะลงบนหน้าของนักเรียนชายที่สวมเครื่องแบบระดับชั้นมัธยมปลาย ขณะกำลังนอนฟังเพลงอยู่บนสแตนด์เชียร์เก่าหลังโรงเรือนเกษตร มือหนาจับกระดาษออกก่อนส่งสายตามองคนที่ยืนตาละห้อยอย่างรู้สึกผิด 

“ขอโทษครับพี่” 

“ไม่เป็นไร” 

นักเรียนรุ่นพี่ยื่นแผ่นกระดาษคืนให้เด็กชายที่สวมชุดระดับชั้นมัธยมต้น เจ้าของภาพวาดนั่งขัดสมาธิลงพลางจ้องแผ่นกระดาษในมือ 

“พี่ว่ามันสวยพอที่จะส่งประกวดไหม” 

แววตาของคนตัวเล็กแสดงออกถึงความกังวล ดวงตาคู่สวยมองแผ่นกระดาษที่มีรูปวาดต้นซากุระสีชมพูขนาดใหญ่ตั้งโดดเดี่ยวท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีเลือดนก คิ้วเรียงสวยขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นปม ไม่ว่าจะวาดสักกี่ครั้ง มันก็ดูไม่สวยพอสำหรับส่งประกวดสักที 

หลังเลิกเรียนระหว่างรอผู้ปกครองมารับ เขามักจะแวะมาวาดรูปที่สแตนด์เชียร์แห่งนี้เป็นประจำ เนื่องจากมันอยู่ทางด้านหลังของโรงเรียน ทำให้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านรบกวนสมาธิ 

“อืม สวยดี” 

คนพี่ลุกขึ้นนั่งพลางขยับกรอบแว่นให้เข้าที่ ดวงตาคมมองภาพวาดสลับกับมองเจ้าของใบหน้าหวานที่เอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด 

“ผมอยากได้ทุนไปเรียนต่อมอสี่ในกรุงเทพฯ ว่าแต่...พี่ชื่ออะไรเหรอ” 

“พี่ชื่อไอ แล้วเราล่ะ” 

คนน้องไม่ตอบแต่กลับพลิกกระดาษวาดรูปส่งให้คนเป็นพี่แทน ‘เด็กชายณัฐวีร์ พงษ์พิชญ์’ 

“เรียกผมว่าวีร์ก็ได้ รูปนี้ผมให้พี่แล้วกันนะ” 

รอยยิ้มสดใสของคนอายุน้อยกว่าทำให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้แต่อมยิ้มกับความมีมนุษยสัมพันธ์ แค่คนที่เพิ่งรู้จักยังทำตัวน่ารักได้ขนาดนี้ ถ้าหากว่าสนิทกันจะทำตัวน่ารักขนาดไหน 

เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันอย่างรวดเร็ว ทุกเย็นหลังจากเลิกเรียน คนเป็นพี่มักจะแวะมาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน แถมยังหอบน้ำหอบขนมมาเป็นเสบียงสำหรับพวกเขาทั้งสองคน ส่วนคนน้องก็มานั่งวาดรูปเช่นทุกวัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนทั้งคู่ต่างดังก้องอยู่ในหัวใจของกันและกัน ที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่ามันกำลังก่อเกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่เรียกว่าความรัก 

แค่มีกันในทุกวันมันก็มีความสุขแล้ว 

  

“ไอ้ไอ มึงรู้หรือยังว่าน้องวีร์ของมึงกำลังจะย้ายโรงเรียน ตอนนี้กำลังทำเอกสารอยู่ที่ห้องฝ่ายบุคคล” 

เสียงเหนื่อยหอบของบุคคลที่เพิ่งเข้ามาใหม่บอกคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องระหว่างรอเปลี่ยนคาบเรียน 

“มึงอย่ามาล้อกูเล่น” แววตาและน้ำเสียงจริงจังเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อในคำพูดของเพื่อนรัก 

“แม่ของน้องกำลังจะพาน้องเขาไปแล้ว” 

เขารีบลุกออกจากโต๊ะก่อนวิ่งผ่านประธานนักเรียนไปยังห้องฝ่ายบุคคลที่ตึกอำนวยการทันที แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอหน้าน้องอีก หัวใจของเขาก็ร้อนรนไปหมด 

และตอนนี้...ร่างกายของเขามันชาไปทุกส่วน เมื่อรถเอสยูวีสีดำคันใหญ่แล่นผ่านหน้าเขาไป ภาพใบหน้าของคนที่เขาไม่อยากให้หายไปจากชีวิต กำลังค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ 

“พี่ยังไม่ได้บอกวีร์เลยว่าพี่ชอบวีร์” 

  

[พาร์ต : คุณหมอไอศูรย์] 

ติ๊ดดด! ติ๊ดดด! 

“สวัสดีครับ หมอไอศูรย์พูดครับ” 

ขณะเดินตรวจคนไข้ตามเตียงผู้ป่วย เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงและรีบกดรับสายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์จากห้องฉุกเฉิน 

(อาจารย์หมอคะ มีเคสที่ห้องฉุกเฉินค่ะ เป็นเด็กผู้ชายอายุสิบเอ็ดปี พลัดตกจากบันไดก่อนมาถึงโรงพยาบาลสามสิบนาที มีอาการขยับแขนแล้วปวด และข้อศอกบวมค่ะ) 

“ผมราวนด์วอร์ดใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเข้าไปดูครับ” 

ผมบอกคนปลายสายก่อนกดวาง คนไข้มีมากขึ้นแต่แพทย์และพยาบาลมีจำนวนเท่าเดิม ทำให้ภาระงานของพวกเราหนักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า 

ผมเดินลงจากตึกออร์โธปิดิกส์หรือเรียกกันติดปากว่าตึกกระดูกที่ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางประจำอยู่ ผมชื่อ ‘นายแพทย์ไอศูรย์ เวชพิสิฐ’ ตอนนี้ผมกำลังเดินไปยังห้องฉุกเฉินที่อยู่อาคารส่วนหน้าของโรงพยาบาล เมื่อเข้าไปข้างใน ที่เตียงหมายเลขห้า มีร่างของเด็กชายอายุสิบเอ็ดขวบนอนรออยู่บนเตียงพร้อมส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ผมเข้าไปถามอาการ แต่เด็กชายก็เอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมตอบคำถาม 

“เด็กมากับใครครับ” 

“คุณครูค่ะ แต่คุณครูมีเด็กเล็กมาด้วยเลยไม่สะดวกเข้ามาข้างในค่ะ” 

ผมรับชาร์ตจากนางพยาบาลมาอ่านข้อมูลคร่าว ๆ แต่สายตาของผมมันดันไปสะดุดกับชื่อของคนที่ผมคิดถึงมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ‘ณัฐวีร์ พงษ์พิชญ์’ หัวใจของผมเต้นแรงอีกครั้ง ผมรีบจัดการตรวจร่างกายของเด็กชายก่อนส่งไปเอกซเรย์ เมื่อผลเอกซเรย์ออกมาก็พบว่า กระดูกกลางแขนหักแต่ยังไม่เคลื่อนออกจากกัน ผมเลยทำการเข้าเฝือกดามไว้ให้กับเด็กชาย 

“คุณครูที่มาส่งอยู่ที่ไหนพอจะทราบไหม” 

เมื่อทำการรักษาคนไข้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็รีบเดินไปถาม 

นางพยาบาลที่จุดคัดกรอง 

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ตอนนี้เป็นคุณแม่ที่มารอรับแทนค่ะ” 

คำพูดของนางพยาบาลทำให้ความหวังของผมเกือบพังทลายลงไปอีกรอบ แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้แล้วว่าน้องวีร์ของผมทำงานอยู่ที่โรงเรียนฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาล 

  

หลังจากเลิกงาน ผมก็เดินกลับมายังบ้านพักแพทย์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโรงพยาบาล บ้านพักแพทย์ที่นี่มีทั้งหมดสิบหลังและแฟลตพยาบาลอีกสามหลัง ผมเดินเรียบแนวรั้วไม้สีขาวก่อนสังเกตว่าประตูรั้วบ้านของผมมันถูกเปิดออก แผ่นหลังบอบบางของผู้ชายคนหนึ่งยืนมองเด็กชายตัวเล็กกำลังเล่นกับเจ้าถังทองสุนัขพันธุ์โกลเด้นของผม 

ผมเปิดประตูรั้วไม้ออกกว้าง มันส่งเสียงดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังยืนหันหลังหันกลับมา ตาสวยคู่นั้นผมไม่เคยลืมมันไปได้เลย 

น้องวีร์ของผม 

“ขอโทษครับพอดีว่า...” 

น้ำเสียงหวานละมุนของคนตรงหน้า ทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นไปอีกว่าเขาคือน้องวีร์ของผมแน่ ๆ ตอนนี้หัวใจของผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะยิ่งกว่าตอนที่ได้เห็นชื่อเสียอีก 

“แม่วีร์ฮะ...ผมอยากได้เจ้าหมาตัวนี้” 

แม่อย่างนั้นเหรอ? 

“ชอบมันเหรอ” 

ผมก้มลงพูดกับเด็กชายตัวน้อยที่จับชายเสื้อของคนที่เขาเรียกว่าแม่ ใบหน้ากลมของเด็กชายดูซีดเซียวราวกับว่าไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยง 

“สวัสดีครับพ่อ” ผมได้แต่ขมวดคิ้วกับการที่เด็กชายตัวเล็กเรียกผมแบบนั้น 

“พ่อเหรอ?” 

“ขอโทษนะครับ ลูกผมคงจำคนผิด” 

“ไม่ผิดฮะแม่ เจ้าแม่เคยให้ผมดูรูป คนนี้แหละพ่อผม ผมจำได้!” 

เด็กชายหันไปเถียงคนเป็นแม่ ผมได้แต่ยิ้มกับความน่ารักน่าเอ็นดูระหว่างน้องวีร์กับเจ้าตัวเล็กที่น้องวีร์เรียกว่าไรวินท์ ผมยืนคุยกับทั้งสองคนอยู่สักพักก่อนน้องวีร์จะชวนลูกชายกลับ แต่ก่อนกลับเด็กชายก็ส่งสายตาอ้อนมา ผมนั่งย่อลงก่อนเจ้าตัวเล็กจะเข้ามากระซิบที่ข้างหู 

“ผมรู้นะฮะ ว่าคุณหมอชอบแม่วีร์ของผม” 

“แล้วไรวินท์อยากได้หมอเป็นพ่อไหมล่ะ” 

“อยากฮะ มีพ่อเป็นหมอเท่จะตาย” 

“งั้นก็ช่วยพาแม่ของเรามาเจอพ่อบ่อย ๆ สิ” 

“จัดไปฮะ!” 

เจ้าเด็กนี่ช่างรู้ใจผมดีจริง ๆ ว่าแต่ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่มีลมหายใจพ่นออกมา 

ผมมองตามแผ่นหลังบอบบางของน้องวีร์ที่อุ้มไรวินท์เดินออกจากบ้านพักของผมไป หากแต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือไรวินท์ไม่มีเงา หรือว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่คน ถ้าถามว่าผมกลัวไหม ผมบอกเลยว่าผมไม่กลัว ตั้งแต่เรียนหมอมาผมมักจะเห็นวิญญาณอยู่เสมอ บ้างก็มาขอให้ช่วย บ้างก็มาขอส่วนบุญ แต่ที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็คือวิญญาณมาขอผมเป็นแฟนนี่แหละครับ 

เฮ้อออ... 

[จบพาร์ต : คุณหมอไอศูรย์] 

  

  

[พาร์ต : คุณครูณัฐวีร์] 

เสียงดีดกีตาร์จากห้องนั่งเล่นดังปลุกผมที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงให้ตื่นขึ้น ผมลุกออกจากเตียงก่อนเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น เท้าก้าวเดินลงจากบันไดช้า ๆ อย่างกลัวว่าจะไปขัดจังหวะอารมณ์สุนทรีย์ของคุณหมอ 

“เอ่อ...ขอโทษครับ” 

ผมว่าผมทำตัวเบาแล้วนะ แต่คุณหมอก็ยังหันมาเจอผมยืนอยู่บนบันไดจนได้ ผมส่งยิ้มน้อย ๆ ก่อนเดินไปนั่งลงบนโซฟาข้างเขา 

“คุณตื่นเพราะผมทำเสียงดังเกินไปใช่ไหม” 

“เปล่าครับ เป็นเวลาตื่นของผมอยู่แล้ว” 

“อยากฟังเพลงไหม วันนี้ผมอารมณ์ดีจะร้องให้ฟัง” 

คุณหมอพูดไปยิ้มไป ไม่รู้ว่าเขาไปอารมณ์ดีมาจากไหน ผมพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว อยากฟังเสียงคุณหมอร้องเพลงว่าจะร้องเพราะสักแค่ไหนกันเชียว คุณหมอเริ่มดีดกีตาร์เข้าสู่อินโทรเพลงก่อนจะร้องมันออกมา 

“อย่าบอกนะว่าคุณหมอคือเจ้าของช่องไออุ่นศูนย์องศา” 

แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ผมจำได้! เสียงของคุณหมอคือเสียงของศิลปินคนโปรดของผม เขาไหวไหล่ยักคิ้วเล็กน้อยแต่กลับเป็นผมเองที่แทบนั่งทรงตัวไม่อยู่ อยากจะกรี๊ดลั่นบ้าน 

คุณหมอคือไอดอลของผม! 

“จะเป็นลม” 

“เจ้าปลาทอง...” 

ผมหันขวับไปมองใบหน้าของคุณหมอด้วยความตกใจ ไม่มีใครเรียกชื่อผมแบบนั้นนับตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น มีเพียงแค่คนเดียวที่เรียกผมว่าเจ้าปลาทอง 

พี่ไอ... 

เดี๋ยวนะ พี่ไออย่างนั้นเหรอ? 

คุณหมอไอศูรย์ คือพี่ไออย่างนั้นเหรอ? 

ถึงแม้ว่าผมจะรู้จักชื่อคุณหมอ แต่ผมกลับไม่รู้จักชื่อจริงของพี่ไอ เนื่องจากที่โรงเรียนเก่าของผมเขาปักเพียงแค่เลขประจำตัวนักเรียน ไม่ได้ปักชื่อนามสกุล แล้วผมก็เรียกแต่พี่ไอจนติดปาก และในสมองน้อย ๆ ของผมมันก็ไม่ได้มีความคิดที่จะถามชื่อจริงของพี่ไอเลยสักครั้ง 

“น่าแปลกที่เราจำพี่ไม่ได้ แต่เป็นพี่ที่จำเราไม่เคยลืม” 

คุณหมอตั้งกีตาร์ลงข้างโซฟาพลางหันหน้ากลับมามอง ผมเพิ่งสังเกตชัด ๆ ว่าดวงตาสีน้ำตาลประกายทองและแววตาของคุณหมอเหมือนกับพี่ไอของผมไม่มีผิดเพี้ยน 

“คุณหมอคือพี่ไออย่างงั้นเหรอ” 

“เสียใจจัง” 

“ทำไมถึงไม่ยอมบอกผมตั้งแต่แรก” 

ผมจะร้องไห้แล้วจริง ๆ นะเว้ย เขารู้ทั้งรู้แต่ก็ไม่ยอมบอกผม 

แม่งโคตรคิดถึง... 

คุณหมอรั้งเอวของผมไปนั่งลงบนตักของเขา ถึงแม้ว่าคุณหมอจะเป็นพี่ไอจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หัวใจของผมหยุดเต้นแรงได้เลย มันเต้นจนแทบจะระเบิดตู้มเป็นโกโก้ครั้นช์อยู่แล้ว 

“วีร์เองก็ไม่บอกพี่เหมือนกัน” 

คุณหมอวางคางเกยลงบนไหล่พลางจ้องหน้าผมไม่วางตา ลมหายใจอุ่นรดลงบนพวงแก้มของผมจนเริ่มรู้สึกร้อนผ่าว 

อย่าหน้าแดงนะเว้ย อายเขา! 

“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่ได้บอกคุณหมอ” 

“เอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ” 

“มีหลายเรื่องหรือไงกัน” 

ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ผมว่าผมไม่เคยมีความลับอะไรกับคุณหมอนะ ยกเว้นเรื่องของไรวินท์ 

“เลิกเรียกพี่ว่าคุณหมอได้แล้ว เรียกพี่ไอเหมือนเดิมเถอะ แล้วก็เลิกเรียกตัวเองว่าผม เรียกว่าวีร์เหมือนเดิมได้ไหม พี่คิดถึงเสียงอ้อน ๆ นั้นแล้วครับ” 

หัวใจของผมเต้นรัวกับเสียงนุ่มของคุณหมออีกแล้ว ตอนนี้ผมต้องหน้าแดงมากแน่ ๆ เวรแล้วไง 

“ทำไมพี่ไอถึงจำผม เอ๊ย! จำวีร์ได้ล่ะ” 

“รอยยิ้มแบบวีร์มีคนเดียว” 

ให้ตายเหอะ คุณหมอแม่งความจำดีเกินไปแล้ว ต่างจากผมลิบลับสมกับฉายาปลาทองที่เขาตั้งให้ผมจริง ๆ 

“ทำไมวีร์จำพี่ไม่ได้” 

“พี่ไอไม่ได้เป็นเด็กแว่นหนาแล้วนี่ แถมยังหล่อขึ้นด้วยอะ” 

คุณหมอหลุดหัวเราะออกมา แขนแกร่งกระชับกอดผมแน่นขึ้นไปอีก 

“แน่นไปแล้วครับ กระดูกวีร์หักพอดี” 

“พี่เป็นหมอกระดูก วีร์ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถ้าหักก็แค่รักษา แต่ห้ามไม่ให้พี่กอดวีร์พี่ทำไม่ได้หรอก พี่คิดถึงวีร์จะตายอยู่แล้วครับ” 

ฮือออ...แม่จ๋า คุณหมอเขาทำน้ำเสียงแบบนั้นอีกแล้ว 

เขากดปลายจมูกลงบนแก้มของผมย้ำจนทั่ว นี่ขออนุญาตกันแล้วหรือไง ตอนนี้ผมต้องการหาหมอหัวใจก่อนที่จะหัวใจวายตายไปกับการกระทำของคุณหมอกระดูกคนนี้ 

“พี่ขอถามวีร์บ้างสิ” 

ผมพยักหน้ารับ เมื่อไหร่คุณหมอเขาจะปล่อยแขนออกจากผมสักทีครับ เริ่มจะรัดแน่นจนหายใจไม่ออกแล้ว 

“เรื่องแรก...ทำไมวีร์น่ารักจัง” 

“พี่ไอ! วีร์จริงจัง” 

“ทำไมตอนนั้นถึงหายไป” 

ผมนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต วันนั้นผมกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง อยู่ ๆ แม่ของผมก็เดินเข้ามาพร้อมกับบอกว่าพวกเราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้อีกทีแม่ก็พาผมไปลาออกกับฝ่ายบุคคล ผมอยากไปเจอพี่ไอเป็นครั้งสุดท้าย แต่แม่ก็ลากผมขึ้นรถก่อนขับมันออกไปด้วยความรีบร้อน ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพ่อของผมเขามีบ้านใหญ่อยู่แล้ว และคนที่บ้านใหญ่กำลังจะมากำจัดแม่กับผมออกไปจากชีวิต ผมเข้าใจและสงสารแม่ที่ถูกพ่อหลอกมาตลอดสิบห้าปี มันเจ็บปวดน่าดู 

“ที่บ้านวีร์มีปัญหา วีร์ขอไม่เล่าได้ไหม” คุณหมอพยักหน้าเข้าใจ 

“วันนั้นพี่มีเรื่องจะคุยกับวีร์ แต่แล้วอยู่ ๆ วีร์ก็ย้ายโรงเรียนไป ไม่บอกลาพี่สักคำ” 

คุณหมอพูดเสียงเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าตอนนั้นผมมีมือถือเหมือนตอนนี้ก็คงจะดี คุณแม่ของผมเธอไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์เลยตั้งแต่เด็ก เพิ่งจะมาได้ใช้ตอนมัธยมปลายนี่เอง 

“เรื่องที่สอง ไรวินท์เขาไม่ได้เป็นแบบเราใช่ไหม” 

“พี่ไอรู้?” 

คำถามของคุณหมอทำให้ผมตกใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมไม่คิดว่าเขาจะรู้เรื่องของไรวินท์ว่าเจ้าตัวเล็กไม่ใช่คน ผมไม่ได้จะปิดบัง แต่มันยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกกับเขา 

“ไม่มีชีพจร ไม่มีลมหายใจ และไม่มีเงา” 

“ครับ...วีร์รักไรวินท์ แต่ถ้าพี่ไอกลัว วีร์จะไม่พาเขามาเจอพี่อีก” 

“พี่รับได้นะวีร์ พี่ไม่ได้กลัวด้วย พี่เอ็นดูไรวินท์ด้วยซ้ำ” 

“พี่ไอ...” 

“ขอแค่วีร์อย่าหายไปไหนอีกเลยนะ” 

ผมไม่กล้าแม้กระทั่งสบตาคุณหมอ ความรู้สึกผิดในตอนนั้นมันไหลย้อนกลับเข้ามาในความคิดของผมอีกครั้ง ผมกลัวว่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ผมและเขาจากกันอีกครั้ง 

คุณหมอพลิกตัวผมนอนลงบนโซฟาโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ใบหน้าหล่อได้รูปจ้องลงมาบนใบหน้าของผม มือหนารั้งเอวบางเข้าไปชิดร่างกำยำก่อนกดริมฝีปากลงมาประทับจูบบนหน้าผากของผมแผ่วเบา 

“อยู่กับพี่นะครับ” 

หัวใจของผมบอกให้พยักหน้าตอบรับ ลมหายใจอุ่นของคุณหมอเริ่มเคลื่อนตัวลงมาจนริมฝีปากของเราทั้งคู่แนบชิดสนิทกัน ลิ้นร้อนแทรกผ่านเข้ามากวาดเอาความหวานไปจนทั่วโพรงปากอย่างโหยหา ผมยกแขนขึ้นรั้งคอคนที่อยู่ด้านบนไว้แน่น  

ผมไม่อยากจากพี่ไอไปไหนอีกแล้ว 

“แม่วีร์ น้องวินตื่นแล้วฮะ!” 

เสียงเรียกของไรวินท์ดังมาจากข้างบนบ้าน ผมรีบผละตัวออกจากคุณหมอด้วยกลัวว่าไรวินท์จะลงมาเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น เขาได้แต่ยิ้มอ่อนอย่างเสียดาย 

“ผมไปดูลูกก่อนนะครับ” 

ผมรีบลุกพลางหันกลับไปมองคุณหมอที่นั่งทำหน้าเซ็ง บางทีก็สมน้ำหน้าเขานะครับ ชอบทำให้หัวใจของผมเต้นแรงอยู่เรื่อย โดนขัดจังหวะบ้างก็ดี 

“เฮ้อออ...” 

[จบพาร์ต : คุณครูณัฐวีร์] 

 

 

----------------------------------------- 

ฝากสกรีมในทวิตเตอร์ #ไม้เรียวเสื้อกาวน์ ด้วยนะคะ 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว