ขอบคุณทุกคอมเม้นน้า ทุกแรงใจน้า ขอบคุณมากจริงๆ : 3

ชื่อตอน : CH. 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2559 02:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CH. 8
แบบอักษร

8

 

                ก๊อก ก๊อก

                เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะเปิดเข้ามาโดยที่ผมไม่ได้อนุญาต ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมา..

                ร่างสูงเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบนึง เขาวางเป้ลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะกินข้าวก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียงข้างๆ ผม ก่อนจะเอามือมาแตะหน้าผากผม

                “ตัวก็ไม่ร้อน ทำไมถึงมานั่งเหม่อเป็นพระเอกเอมวีแบบนี้” พี่ยูพูดติดตลก แต่ผม.. ผมตลกไม่ออก

                ผมปัดมือของพี่ยูออกไปจากหน้าผากอย่างไร้เยื่อใย

                “เป็นเหี้ยอะไรอีก!” ร่างสูงพูดเสียงดังเหมือนไม่พอใจ

                ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ.. เจ็บแค่นี้.. ไม่นานก็หาย ผมตอบพี่ยูในใจ แต่ในความเป็นจริงผมต้องตอบคำพูดที่โหดร้ายออกไป

                “เป็นสิ.. เป็นมากด้วย.. เมื่อไหร่พี่จะเลิกมาวุ่นวายกับชีวิตของผมเสียที”

                “ใครมาทำอะไรให้มึงไม่พอใจอีก

                “ไม่มีใครทั้งนั้น.. มีแต่พี่นั้นแหละที่ทำให้ผมไม่พอใจ.. ผมเบื่อ.. ผมรำคาญ.. ได้โปรด..” ผมพูดก่อนจะข่มตาไว้แล้วกลั้นหายใจพูดออกไป “ออกไปจากชีวิตผมซะที”

                “เมื่อกี้ยังนอนกกกูอยู่เลย ตอนนี้มึงเป็นเหี้ยอะไรของมึง ใครมาทำอะไรมึง บอกกูสิ!” ร่างสูงตะคอกใส่ผมก่อนจะจับไหล่ผมเขย่าไปมา

                “ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น.. เลิกเอามือของพี่มาแตะตัวผมซะที.. ผมสะอิดสะเอียน” ผมเริ่มใช้คำพูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างสูงยังคงไม่ลดละพยายามที่จะถามเอาความจริงจากปากผม

                “อย่ามาตลก.. บอกมาใครมาทำอะไรให้มึงไม่พอใจ” พี่เขายังไม่ลดละ

                ผมกำลังจะอ่อนแอ.. น้ำตาผมกำลังจะไหล.. ผมไม่อยากให้คนตรงหน้าเห็นมัน

                ผมไม่อยากผิดคำพูดต่อลี.. ไม่อยาก.. ไม่อยากเลย.. ได้โปรด

                “ไม่มีใครทำอะไรผมทั้งนั้น!! พี่กลับไปซะ!!” ผมตะคอกใส่คนตรงหน้าก่อนจะพลักเขาออกไป แต่เรี่ยวแรงของผมมีไม่พอที่จะผลักเขาให้ออกไปได้ เลยกลายเป็นว่าผมแค่ดันเขาเบาๆ แค่นั้นเอง

                “กูไม่กลับ! กูจะนอนนี่ กับเมียของกู!!” พี่ยูพูดก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดผมอย่างดื้อๆ แขนของพี่เขาโอบรอบตัวผม มือของพี่ยูกุมมือผมไว้อย่างกับว่ากลัวว่าผมจะหายไป..

                ผมเกลียด.. เกลียดตัวเอง.. เกลียดที่ตัวเองอ่อนแอ.. เกลียดที่ตัวเองเป็นคนใจง่าย.. เกลียดที่ตัวเองแพ้พ่ายให้กับใจตัวเอง.. และผม.. ผมก็ยังเกลียดคนตรงหน้า.. ที่มอบอ้อมกอดอันอบอุ่นให้ผมโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับผม

                ผมดิ้นอย่างรุนแรงจนร่างสูงต้องลุกขึ้นคร่อมผมก่อนจะใช้มือของเขาขึงแขนผมไว้เหนือหัวทั้งสองข้าง

                “มึงเป็นเหี้ย.. อ่ะ.. อ้าว ร้องไห้ทำไม” ร่างสูงร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นผมเริ่มร้องไห้ เขาปล่อยมือผมทั้งสองข้างให้เป็นอิสระแต่ก็ยังคงขึ้นคร่อมผมอยู่

                ผมกำลังร้องไห้ต่อหน้าเขาอย่างอดไม่ได้.. ผมจะบอกยังไง.. ว่าผมชอบ.. ชอบให้เขากุมมือผมไว้ ชอบให้เขากอดผมไว้ ถึงแม้เรื่องราวที่ผ่านมาเขาจะโหดร้ายกับผมแค่ไหน แต่ผมก็อยากให้เขากอดผมไว้ กอดไว้แน่นๆ ไม่ให้หลุดจากอ้อมแขนไปไหน กุมมือผม กุมให้แน่น กุมให้เหมือนจะบดมือผมให้ละเอียดไปเลยก็ยังได้..

                “ฮึก.. พี่ครับ.. ได้โปรด.. อย่าให้ผมต้องรู้สึกผิดมากกว่านี้เลยครับ”  ผมพูดก่อนจะเอามือสองข้างมาบังใบหน้าของผมไว้อย่างอับอาย.. ผมไม่อยากให้เขาเห็นสภาพที่อ่อนแอแบบนี้

                “ได้โปรด.. ทำลายผม.. ฮึก ฆ่าผม.. ทำให้ผมไร้ความรู้สึก.. ทำให้ผมหายไป ได้โปรด ฮือๆ

                ร่างสูงนิ่งเงียบก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ ราวกับไม่รู้ว่าจะทำยังไงก่อนจะลุกขึ้นออกจากตัวผมแล้วนั่งลงที่ข้างเตียงก่อนจะขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสีย

                “กูเข้าใจแล้ว.. กูจะไม่ยุ่งกับมึงอีก.. เลิกร้องไห้ซะ” ร่างสูงพูดก่อนจะลุกขึ้น เขาเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตูห้องก่อนหันหลังกลับมา

                “ที่ผ่านมา.. อยากให้รู้ไว้.. ว่าที่ทำไปมันเป็นเพราะความรู้สึกของกูที่มีต่อมึง.. มันมาก.. มากซะจนกูบังคับตัวเองไม่ได้.. กูไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไร.. ยังไงก็ขอโทษด้วย”

                ‘พี่ครับ ไม่ไปได้ไหม.. อยู่กับผมได้หรือเปล่า.. กุมมือผมไว้ได้ไหม.. จะกอดผมได้หรือเปล่า’ คำพูดที่ผมอยากจะพูดออกไปก็ต้องกลืนลงคอไปเพียงเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนตัวเอง

                “ฮึก.. ฮือ” สิ่งที่ผมทำได้ คือแค่ร้องไห้จนกระทั่ง.. พี่ยูหายลับออกไปจากประตูห้องของผม

                พี่ครับนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วครับ.. สำหรับเราสามคน

                พี่ครับ.. ผมก็มีความรู้สึกต่อพี่มากมายเหลือเกิน.. มากมายจนแทบไม่เชื่อใจตัวเอง.. มากมายซะจนแทบมันปิดไว้ไม่ได้.. ตอนแรกผมยังไม่แน่ใจ.. แต่พอได้เห็นหลังพี่ลับไปไกลสุดสายตา.. ผมก็แน่ใจได้แล้วว่า..

                ผมชอบพี่เข้าจริงๆ ซะแล้ว

 

                ผมเป็นนักเรียนทุนที่เส้นใหญ่มาก ฮะๆ

                คิดแล้วก็ตลก.. พี่ยูทำใบลาที่มีลายเซ็นของพ่อเขาให้ผม เขาบอกให้ผมอยู่พักฟื้นตัวอยู่บ้านห้องเงียบๆ จะดีกว่า อย่าพึ่งไปเรียนด้วยสภาพแบบนี้เลย

                ‘ฉันเป็นห่วง’ คำพูดก่อนที่เขาจะเดินจากไปผมยังจำได้.. ต่อไปนี้ผมและเขาเราจะพบกันในสถานะรุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้น

                ไม่นานนักเสียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทำให้ผมตื่นภวังค์จากความคิดเกี่ยวกับเรื่องพี่ยู

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

                ผมเดินไปเปิดประตูห้องให้แขกผู้มาเยือนก็พบว่าเป็นเอสที่ยืนก้มหน้าอยู่

                “สวัสดีค้าบบ” เสียงทักทายใสแจ๋วทักทันทีที่รู้ว่าผมเปิดประตูให้ เอสเงยหน้าขึ้นมองหน้าผมก่อนจะร้องออกมาอย่างตกใจ “เฮ้ย!! ตาพี่เป็นอะไรเนี่ย”

                ผมเบือนหน้าหนีไม่ให้เขาได้มองหน้าผม..

                ผมร้องไห้จนตาปูดตาโปน.. ร้องไห้จนเจ็บตา

                “ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่นายมีอะไรหล่ะ หืม?” ผมพูดก่อนจะเดินเข้าไปหยิบนมเทใส่ถ้วยให้เจ้าหมากิน

                “พี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมตาปูดขนาดนั้นเนี่ย” เอสเดินเข้ามาใช้มือสองข้างประคองใบหน้าผมก่อนจะมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมที่ไร้ซึ้งกรอบแว่น

                “พี่ไม่เป็นอะไร นายมีอะไรหรือเปล่า มาหาพี่ซะเช้าเลย” ผมพูดก่อนจะผละเอสออกแล้วเดินไปลูบหัวเจ้าหมาที่เอาแต่เลียกินนมอย่างตั้งใจ

                อยากเกิดเป็นแมวจัง.. อยากจะรู้ว่ามันจะคิดอะไร.. จะรู้สึกยังไง.. จะเจ็บปวดเป็นหรือเปล่า

                “คิดถึงก็เลยมาหา ฮ่ะๆ” เอสพูดกึ่งจริงกึ่งตลกก่อนจะไปนั่งลงที่เตียงนอนของผม

                สักพักเอสก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นก่อนจะเดินเสียงดังปึงปังมาหาผมก่อนจะกระชากผมให้หันหน้าไปหาเขา

                เชาชูบางสิ่งที่ดำมืดสนิท.. ต่างหูสีดำ

                “นี่ใช่ไหม.. เหตุผลที่พี่ปฏิเสธผม” เอสชูต่างหูสีดำพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

                ต่างหู.. ของพี่ยู

                ผมเบือนหน้าหนีเอส.. ผมไม่รู้จะตอบยังไง.. ผมรู้สึกเหมือนกำลังแอบขโมยของแล้วโดนพนักงานร้านค้าจับได้

                “กูถามว่าใช่ใช่ไหม?!?!!!” เสียงตะคอกของเอสทำให้ผมอึ้ง ตกใจและเสียขวัญ

                “เอส.. นายเป็นอะไรของนาย” ผมถามเขาขึ้นเบาๆ กับท่าทีที่ดูเหมือนสัตว์ป่าของเขาซึ่งไม่ต่างอะไรจากพี่ยูเลย

                “มึงตอบกูมา!! ที่มึงปฏิเสธกูเป็นเพราะพี่กูใช่ไหม!!” เอสตะคอกใส่ผม..

                ทันทีที่เขาเริ่มแสดงท่าทีแบบนี้ใส่ผม ผมก็เริ่มรู้แล้วว่าคำพูดพี่ยูที่พูดเมื่อวานนี้มันหมายความว่ายังไง

                “พี่ว่าเอสกลับก่อนเถอะ.. เอสกำลังอารมณ์ร้อนนะ” ผมพูดด้วยท่าทีใจเย็น

                ถ้าเขาเป็นไฟ.. เราก็ต้องเป็นน้ำ.. แต่ถ้าหากเขาเป็นไฟแล้วเราเป็นไฟ ก็มีแต่จะเผาซึ่งกันและกัน..

                แคว่ก!! เสื้อนอนของผมถูกฉีกขาดเป็นสองส่วน กระดุมหลุดกระเด็นไปทุกสารทิศ

                “โอ้โห.. รอยรักเต็มตัวไปหมดเลย!! นี่สินะที่มึงเอาแต่ปฏิเสธกู เพราะว่ามึงได้กับพี่กูแล้วนี่เอง”

                “เอสหยุด.. กลับไปซะ!!” ผมตะคอกใส่เอสกลับไป

                “กูไม่กลับ!! กูอยากจะได้อะไรกูก็ต้องได้!!” เอสแผดเสียงราวกับเป็นราชสีห์ก่อนจะเหวี่ยงผมใส่เตียงอย่างรุนแรงจนผมปวดหล้าทั่วตัวไปหมด

                “เอสอย่า.. นายไม่ใช่คนแบบนั้น” ผมพูดก่อนจะถอยกรูดไปติดฝาผนัง

                “มึงไม่รู้จักกูดี.. อย่าตีค่ากูดีเกินไป” เอสพูดก่อนจะแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ก่อนจะจับขาของผมดึงพรวดลงมาให้นอนราบกับเตียงก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อมผม

                “พี่รู้.. ว่านายดี.. ไม่งั้นพี่จะพูดทำไม” ผมพยายามทำตัวให้เป็นน้ำมากที่สุด เพื่อที่จะดับไฟอารมณ์ของร่างสูงตรงหน้าที่ตอนนี้แววตาเต็มไปด้วยความกระหาย

                “กูนี่แหละ!! เลวยิ่งกว่าใคร!!” เอสพูดก่อนจะโน้มหน้าลงมาไซร้ที่คอของผม

                “ไม่เอสอย่า.. พี่ขอร้อง” มือผมตะเกียกตะกายไปมา ผมพยายามที่จะดิ้นให้หลุดจากร่างสูงแต่ก็ไม่เป็นผล

                “ถ้ามึงอยากร้อง.. ก็ไม่ต้องขอ จะร้องก็ร้องได้เลย หึๆ” เอสพูดก่อนจะลุกตัวขึ้นนั่งทับผมก่อนจะปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น.. มันทำให้ผมอดนึกถึงตอนแรกที่พบกับพี่ยูไม่ได้

                เหมือนภาพเก่าๆ ที่พี่ยูกระทำกับผมมันแวบเข้ามาในหัวสมองของผม.. ผมไม่ได้โกรธเกลียด.. แต่ผมกับมีความสุขเมื่อนึกถึงมัน

                เอสดึงกางเกงนอนของผมที่ติดกับกางเกงชั้นในของผมออกไปอย่างง่ายดาย เขาหยิบซองอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะฉีกซองนั้นออก

                มันเป็นสารเหลวๆ ใสๆ เขาเขวี้ยงซองนั้นทิ้งก่อนจะปลดซิบกางเกงตัวเองลงมา ก่อนจะควักเอาส่วนนั้นของเขาออกมา.. ผมหลับตานิ่ง

                “รอยบนตัวเยอะแบบนี้.. คงผ่านศึกมาเยอะสินะ กูคงไม่ต้องเล่นเบาๆ แล้วใช่ไหม” เขาพูดก่อนจะสอดใส่ส่วนนั้นของเขาเข้ามาในช่องทางด้านหลังของผม มันลื่น.. แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หายเจ็บได้เลย

                ผมอยากจะดิ้นให้หลุด.. แต่ผมทำไม่ได้ ผมอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ทำให้คนร่างสูงที่บ้าอำนาจตรงหน้ารู้สึกเจ็บบ้าง.. แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง.. ผมอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตัวเองได้.. ผมมันแย่

                แผลเก่าที่ยังไม่หายดีเหมือนถูกกรีดซ้ำลงไป

                เจ็บ.. ผมเจ็บอีกแล้ว.. ผมเจ็บอีกครั้งแล้ว.. ครั้งเล่า.. เจ็บไม่รู้จักพอ..

                “ร้องออกมาสิ!!” เอสใช้มือบีบคางผมราวกับบังคับให้ผมพูดออกมา

                “...” ผมได้แต่นิ่งเงียบมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา

                ผมร้องไห้.. ไม่ใช่ร้องไห้เพราะใครหรืออะไรทั้งนั้น.. ที่ร้องไห้ก็เพราะเกลียดตัวเอง.. เกลียดตัวเองที่เคยแอบรู้สึกดีๆ ไปกับการกระทำของร่างสูงตรงหน้า..

                “ทำไมไม่ร้องหล่ะ.. เสียงจนร้องไม่ออกเลยใช่ไหมจ้ะ ของน้องมันดีกว่าของพี่จนต้องร้องไห้เลยใช่ไหม!!” เอส

กระแทกเอวเข้าออกที่ตัวผมอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง

                “ร้อง!! ร้องออกมา!!” เขาพูดก่อนจะบีบครางผมแรงขึ้นจนผมเจ็บ.. เจ็บทั้งปากที่เป็นแผลอยู่แล้ว.. เจ็บจนรู้สึกเหมือนคางผมช้ำใน

                เอสกระแทกเข้าออกใส่ผมอยู่เนิ่นนาน สายตาผมเริ่มเหม่อลอย ผมถูกจับเปลี่ยนท่าทางไปมา จนสุดท้ายเขาอุ้มผมขึ้นโดยส่วนนั้นคาที่ช่องทางด้านหลังผมอยู่ เขาอุ้มผมไปที่โต๊ะกินข้าวก่อนจะปัดข้าวของบนโต๊ะตกพื้นแตกกระจาย

                เขาวางผมลงก่อนจะเริ่มกระแทกตัวเข้าออกใหม่

                วูบนึงของความคิดผม.. ผมคิดว่าผมกำลังอยู่ขั้วโลกใต้ที่หนาวเหน็บ แต่แล้วความคิดก็ถูกดึงกลับมาเมื่อร่างสูงตรงหน้ากอดไหล่ผมไว้ทั้งสองข้างก่อนจะจิกไหล่ผมด้วยนิ้วซึ่งไร้เล็บของเขาราวกับต้องการระบายความเสียวและกดตัวเขาเข้ามาข้างในลึกสุดของตัวผมก่อนจะกระตุกส่วนนั้นปล่อยน้ำที่ร้อนวูบวาบใส่ตัวผม แล้วถอนตัวก่อนจะติดกระดุมเสื้อตัวเองแล้วเก็บส่วนนั้นของเขาที่ยังไม่ได้เช็ดเข้ากางเกงตัวเองก่อนจะเดินออกไปจากห้องไป

                เพล้ง.. ไม่ใช่เสียงแก้วแตกหรือเสียงจานแตก แต่เป็นเสียงของความรู้สึกของผมที่แตกกระจายไปหมดเหมือนแก้วน้ำที่แตกละเอียดจนไม่สามารถนำมาต่อได้ใหม่

                พี่ยูจะยังอยากเจอผมอยู่หรือเปล่า.. พี่ยูจะรังเกียจผมหรือเปล่า.. ถ้าพี่ยูรู้แล้วพี่ยูจะยังกอดผมอยู่หรือเปล่า.. ยังจะอยากจับมือของคนสกปรกๆ ของคนๆ นี้อยู่ไหม..

                ผมจะคิดถึงเขาไปทำไมนะ.. บ้าจริงๆ เขาเป็นของคนอื่น.. เรารู้ดีอยู่แก่ใจ.. แต่มันอดคิดถึงไม่ได้จริงๆ

                มันคิดถึงมาก.. มากซะจนไม่รู้เลยว่าผมจะยับยั้งชั่งใจได้อย่างไรว่าอันไหนถูกอันไหนผิด

                ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนโต๊ะอย่างสั่นเทา.. ปลายโต๊ะที่ผมนั่งเต็มไปด้วยน้ำสีชมพูเข้มขุ่นที่ไหลออกจากช่องทางด้านหลังผม มันออกมาเยอะจนหยดลงพื้นเสียงดัง แปะๆ เหมือนฝนตกกระทบพื้น

                นี่ใช่ไหมครับ.. นี่คือสิ่งที่พี่ยูเตือนผมใช่ไหม..

                รอยยิ้มของเอส.. มันเป็นอะไรที่ติดตาผมจริงๆ คำพูดเยอะๆ จนน่ารำคาญทำให้ผมอดหัวเราะไม่ได้..

                ที่ผ่านมาคือการแสดงสินะเอส ที่นายยิ้ม ที่นายพูดเยอะ ที่นายทำตัวน่ารักมันก็คือเปลือกนอกของนาย แต่สันดานเลวดิบใช่ไหม.. ที่คือเปลือกในจริงๆ ของนาย

                ผมพยุงตัวลงจากโต๊ะกินข้าวอย่างยากเย็นแสนลำบาก..

                ตอนนี้เข้าใจแล้ว.. ว่าตัวคนเดียวมันเป็นยังไง.. แต่ก่อนเคยอยู่ได้.. แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมถึงอยู่คนเดียวไม่ไหว..

                ผมหยิบผ้าเช็ดตัวจากราวตากผ้าเดินเข้าห้องน้ำก่อนจะถอดเสื้อผ้าออก

                ผมมองตัวเองผ่านกระจกบานยาวที่ส่องเห็นท่อนบนของลำตัวผม

                กระจกสะท้อนให้เห็นความจริงเสมอ.. รอยแดงตามตัวผมที่พี่ยูทำไว้.. และรอยแรงกดนิ้วของเอสที่อยู่บนไหล่

                “ฮึก.. ฮือ” ผมเริ่มร้องไห้มาอย่างอดไม่อยู่.. ทำไมมันถึงรู้สึกแย่แบบนี้

                ผมเปิดฝักบัวให้น้ำไหลลงมาเพื่อชำระล้างกายของผม ทันทีที่น้ำกระทบเข้ากับตัวผม ความเจ็บแสบก็แล่นไปทั่วร่างกาย ผมพยายามถูร่องรอยของเอสออกให้หมดราวกับว่าอีกเดี๋ยวพี่ยูจะกลับมากอดผม ผมกลัวเขาเห็น..

                ยิ่งลบเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ออก.. ผมลบมันออกเท่าที่คิดว่ามันจะออกได้ก่อนจะเช็ดตัวแล้วเดินไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปกดล็อคห้องแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหนาวสั่น

                ผมไม่ได้เปิดแอร์.. แต่ความหนาวเหน็บในใจผมทำเอาผมสั่นไปทั้งตัวจนผมต้องนอนขดตัวลงกับเตียง

                ถ้าผมหายไป.. จะมีใครตามหาผมหรือเปล่านะ?

 

                [S Part]

                ผมเป็นเด็กขาดความอบอุ่นจากพ่อ.. พ่อไม่เคยมอบความอบอุ่นให้ผมเพียงเพราะผมเป็นเด็กหัวขี้เลื่อยกว่าพี่ตัวเอง มันก็แค่นั้น

                อะไรๆ ต้องพี่ชายผมมาก่อนเสมอ ไม่เหมือนแม่ของผม รักลูกอย่างเท่าเทียม.. อะไรๆ ก็ต้องเท่ากัน

                พ่อผมเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน.. ไม่ว่ากับแม่ พ่อก็ไม่ไว้หน้า.. พ่อไม่เคยมีเวลาแวะมาทานข้าว ไม่มีเวลามาร่วมงานวันเกิดของผม มีแต่เวลาให้พี่ วันเกิดของพี่ผม พ่อก็ไป พ่อลำเอียงมาก..

                ผมยอมรับว่าผมอิจฉาพี่ชายตัวเอง.. อิจฉาริษยามากซะด้วย

                จนกระทั่งวันนึงผมได้เห็นพี่ชายของตัวเองพาผู้ชายหน้าตาหล่อน่ารักเข้าบ้าน..

                ไม่ว่าจะเป็นดวงตากลมใสสีดำนั้น ริมฝีปากที่บางน่าจูจุ๊บ แก้มสีชมพูระเรื่อ จมูกสวยได้รูป และสีหน้าท่าทางเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูกที่ถูกพี่ผมลากเข้าบ้านมาแบบนี้..

                มันหน้าแปลกใจ.. พี่ผมไม่ใช่คนที่จะพาใครเข้าบ้านโดยไม่สมยอม ปกติผู้หญิงที่พี่ผมหิ้วกลับบ้านจะเป็นพวกผู้หญิงกลางคืน.. กลางคืนในที่นี้หมายถึงชอบเที่ยวกลางคืน.. รักสนุกแบบไม่ผูกพันธุ์อะไรประมาณนี้.. แต่ก็มีหลายรายที่คิดจะจับพี่ผม.. แสดงว่าพี่ผมคงถูกใจหนุ่มคนนี้ไม่น้อย..

                ผมกับพี่เราไม่ค่อยกินเส้นกัน.. ผมกับเขาไม่ถูกกันในหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องความรักจากพ่อ

                พอพูดถึงพี่ผมไม่รู้ทำไมผมต้องโกรธทุกที.. ผมมักจะได้ใช้ของต่อจากพี่เสมอ.. เช่นของเล่นที่ให้ผมเล่นตอนเด็กๆ ก็ต่อมาจากพี่ เสื้อผ้าบางตัวก็มาจากพี่..

                ผมไม่เข้าใจว่าทำไม พ่อไม่ซื้อให้ผมใหม่ ทั้งๆ ที่บ้านเราก็รวยซะไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว

                ทันทีที่ประตูห้องพี่ปิดลับไป.. ผมก็คิดอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้

                ผมรู้! มันไม่ใช่เรื่องที่ดี.. และผมก็ไม่เคยอย่างว่ากับผู้ชายมาก่อน.. ผมเลยอยากจะลองดูสักครั้ง

                ลองอะไรหน่ะหรอ?.. แย่งของของที่พี่ชายกำลังเล็งไว้ยังไงหล่ะ!

                สิ่งแรกที่ผมทำเลยคือให้พ่อบ้านประจำบ้านไปหาข้อมูลของบุคคลตรงหน้ามาให้ผม ชายหนุ่มหล่อน่ารักเขาเป็นใครมาจากไหนมีฐานะอะไรยังไง

                แล้วผมก็ได้รู้ว่าเขาเป็นนักเรียนทุนของมหาลัยพ่อผม ซึ่งเป็นมหาลัยเดียวกันกับมหาลัยที่พี่ยูกำลังเรียนอยู่

                เขามีชื่อว่า ‘ไอ’ หรือนายเอกภพ มากบารมี อายุ 19 ปี เป็นนักเรียนที่หัวกะทิที่สุดในมหาลัย เก่งกว่ารุ่นพี่ปีสี่ที่สอบได้เกรดเฉลี่ย 4.00 บางคนด้วยซ้ำ เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่เพราะพ่อแม่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ

                “หึๆ” ผมเอามือลูบครางอย่างครุ่นคิดแล้วหัวเราะออกมาอย่างเยือกเย็น..

                คราวนี้.. ของของพี่ชายต้องเป็นของของผม พอผมได้เขามา.. ผมก็จะทิ้งขว้างเขาราวกับว่าเป็นของเล่นที่พี่ชายรักที่สุด.. แต่ผมเกลียดที่สุด!

 

                พี่ไอน่ารัก.. เขาเป็นคนสุภาพจนผมเผลอมองเขาจนตาค้าง.. ผมต้องสลัดความคิดนั้นทิ้ง

                นี่ไม่ใช่แผนที่ผมวางไว้.. สิ่งที่ผมอยากทำก็คือคว้าใจของพี่ไอมา แล้วบดขยี้มันด้วยมือของผมก่อนจะนำใจดวงนั้นไปทิ้งต่อหน้าต่อตาพี่ผม

                ผมทำการย้ายเข้ามหาลัยโดยให้แม่ช่วยไปขอพ่อให้ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้หัวดีอะไรมากมาย โดยให้เหตุผลว่าผมอยากเรียนรู้เพิ่มเติม อยู่มัธยมปลายมันน่าเบื่อแล้ว พ่อผมยอมแต่โดยดี พ่อผมชอบเด็กใฝ่เรียน.. และนั้นมันทำให้ง่ายต่อผมมากที่จะเข้าหาพี่ไอ

                วันแรกของการพบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมบังเอิญไปเห็นพี่ไอสลบเหมือดอยู่ที่ข้างถนนพอดี และนั้น ปิ้งทันที เหมือนมีแผนการหลุดเข้ามาในหัวสมองผม ผมพาพี่ไอไปส่งโรงบาลก่อนจะถามชื่อเสียงเรียงนามและแอบจิกบัตรนักศึกษาไว้เพื่อเป็นข้ออ้างให้พี่ไอไปกับผม

                ผมเริ่มเข้าหาพี่ไอแบบรุกหนัก ผมต้องแสร้งพูดเยอะ ยิ้มบ่อย ทำตัวน่ารักเหมือนหมา ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลย.. จริงๆ แล้วนิสัยผมก็ไม่ต่างอะไรจากพี่ชาย บ้า ดีเดือด มีดีกรีความเป็นนักเลงสูง เพียงแต่ไอคิวผมน้อยกว่าพี่ยูแค่นิดหน่อยเท่านั้น

                วันแรกของการไปด้วยกันแต่ดันมีพี่ชายตัวดีมาขวางไว้ได้.. ผมต้องทนนั่งรวมโต๊ะกับพี่ยูและคู่หมั้นของพี่ยูที่พ่อเตรียมไว้ให้ คู่หมั้นของพี่ยู.. สวย.. สวยมาก.. แต่เธอดูบอบบางและแตกหักง่ายเกินไปจนไม่อยู่ในความคิดผม หรือไม่ก็บางทีความคิดผมตอนนี้มีแต่เรื่องร่างบางตรงหน้าที่ผมพามาด้วย

                พี่ยูและพี่ไอเหมือนมีความลับต่อกันและกัน ทำให้ผมและลีมองกันอย่างงงๆ เหมือนกับว่าสิ่งที่พี่ยูพูดมีเพียงพี่ไอเข้าใจคนเดียวอะไรประมาณนั้น ซึ่งนั้นผมไม่ถือสา

                พี่ชายผมบอกพี่ไอเป็นแค่ครูสอนพิเศษ เป็นแค่ครูสอนพิเศษทำไมต้องพาเข้าบ้าน? สอนเรื่องอะไรงั้นหรอ?

                ผมไม่คิดว่าพี่ไอจะง่ายขนาดนั้น เพราะผมเริ่มรู้จักพี่ไอทีละนิดหน่อย เลยทำให้ผมรู้ว่าพี่ไอคงไม่ยอมให้ผู้ชายมาทำเรื่องอย่างว่าได้ง่ายๆ แน่นอน

                วันนี้ผมกะจะรุกพี่ไอต่อ แต่โชคกลับเข้าข้างพี่ยู พี่ลีคู่หมั้นของพี่ยูมีนัดกับที่บ้านก่อนจะเดินออกไป ผมเลยโดนพี่ชายชิงตัวพี่ไอไปก่อนซะงั้น โดยพี่ชายผมให้เหตุผลว่าจะไปสอนพิเศษพี่ยู พี่ไอเลยไม่ว่าง

                ผมเลยยอมแต่โดยดี.. วันหน้าเรายังมีโอกาส

                วันถัดมาผมพาพี่ไอไปดูหนัง ผมมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในใจของผม.. ขณะที่นั่งดูอยู่นั้นผมก็รุกหนักโดยการเอามือผมไปอิงแก้วน้ำไว้ให้มือมันเย็นก่อนจะเอามาเช็ดเสื้อตัวเองแล้วเอาไปจับมือพี่ไอ

                ผมจับมือพี่ไอ.. มันอุ่น.. อุ่นเหมือนกับว่าความอุ่นนั้นได้เคลื่อนตัวไปสู่หัวใจของผม.. หัวใจผมที่เย็นยะเยือกเหมือนได้กลับมาเต้นอีกครั้ง

                ผมพลั้งเผลอพูดคำบางคำออกไปโดยไม่ได้คิด

                ‘ผมขอจูบพี่ได้ไหม’ และแน่นอนผมโดนเขาปฏิเสธ.. ซึ่งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมขอจูบพี่เขาทำไม

                พี่เขาโวยวายผมนิดหน่อยกลางโรงหนังทำเอาผมอายแต่ก็หลุดหัวเราะออกมาในเวลาเดียวกัน..

                พี่เขาน่ารักมาก.. น่ารักกว่าพวกผู้หญิงที่เสแสร้งแกล้งทำพวกนั้นอีก

                พี่ไองอนที่ผมขอจูบพี่เขา.. นั้นยิ่งทำให้ผมคิดว่าคนตรงหน้าน่ารักซะเกินกว่าจะเป็นผู้ชายได้.. น่ารักจนผมอดใจไม่ไหวที่จะล้วงเกินเขาโดยการหอมแก้ม..

                เขาจะรู้ตัวบ้างไหมว่าเขามีสเน่ห์.. เขาไม่ได้มีดีแค่เป็นนักเรียนทุนที่ใส่แว่นตาหนาเต๊อะอะไรทำนองนั้น แต่เขามีดีที่ข้างใน เขาสุภาพทุกการกระทำ ผมยอมรับว่าผมพูดเยอะจนผมยังรำคาญตัวเองเลย และผมก็รู้ว่าพี่ไอก็รำคาญผม แต่พี่ไอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

                ขณะที่ผมเดินจู๋จี๋กับพี่ไอไปตามทางก็ถูกทักทายด้วยเสียงที่คุ้นเคย

                พี่ชายของผมเขามากับคู่หมั้น.. พี่ไอดูท่าทางจะกลัวพี่ยูไม่ใช่น้อยไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร แต่ผมก็ไมได้สนใจ ผมคุยกับคู่หมั้นเขาอย่างสนุกปากก่อนจะพลั้งปากพูดอะไรที่ไม่ได้คิดออกไป

                ‘เรื่อยๆ หน่ะครับ ตามประสาคนเป็นแฟนกัน’ ทุกคนอึ้งหมดมีผมหัวเราะแห้งๆ เพียงคนเดียว

                พี่ไอดูค่อนข้างจะไม่พอใจ.. มาก.. กับคำพูดของผมถึงกับต้องตวาดใส่ผมที่ลานจอดรถ

                ผมรู้สึกผิด.. ผมไม่น่าทำให้พี่เขาไม่พอใจเลย.. แต่อีกใจก็คิดว่าทำไมเขาต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นด้วย ผมแค่พูดหยอกเล่นเฉยๆ

                การนั่งรถมาส่งพี่ไอที่จึงเป็นอะไรที่อึดอัดมาก ผมไม่พูดอะไร พี่ไอก็ไม่พูดอะไรจนกระทั่งถึงหอ พี่ไอเดินรถจากนิ่งๆ ก่อนจะยืนค้างอยู่ที่ประตูรถด้านนอกจนทำให้ผมสงสัยเลยกดเลื่อนบานกระจกลง

                ‘เอ่อ.. คือ.. พี่.. ขอบคุณมากนะ’ พี่ไอพูดอย่างตะกุกตะกักทำเอาผมหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้

                ‘ไม่เป็นไรครับ ผมอาจจะทำให้พี่รำคาญเกินไปจนพี่โมโหใส่ ยังไงก็ขอโทษด้วยนะครับ’ ผมพูดก่อนจะยิ้มตอบกลับไปให้ร่างบางที่ยืนก้มหน้าคุยกับผมอยู่นอกประตูรถ

                พี่ไอหัวเราะก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน

                 ‘พี่นี่แหละผิดเอง ฮะๆ ยังไงก็ขอโทษด้วย ฝันดีนะ’ พี่ไอขอโทษผม นั้นทำให้ผมยิ่งยิ้มแทบแก้มจะแตก

                ‘ฝันดีครับพี่ไอ’ ผมบอกตอบกลับพี่ไอก่อนจะเลื่อนบานกระจกลงแล้วขับรถออกไปจากนั้น

                ผมไม่ค่อยแน่ใจกับความรู้สึกที่ตัวเองเป็นอยู่ซะเท่าไหร่..

                มันเริ่มต้นด้วยความริษยาพี่ชาย.. แต่ตอนนี้มันกำลังแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น..

                ผมกำลังหลงสเน่ห์ที่ไร้เดียงสาของพี่ไออย่างงั้นหรอ?

                วันถัดมาพี่ไอไม่ได้มาเรียน.. ผมซึ่งมานั่งรออย่างใจจดใจจ่อก็ไม่เจอ ผมคิดว่าพี่เขาไม่อยากเจอผม ผมเลยปล่อยให้พี่ไอได้พักจากการ ‘รุกจีบ’ แบบหนักหน่วงของผมไปวันนึงเต็มๆ

                วันถัดมาซึ่งก็คือวันพฤหัส เขาก็ยังคงไม่มีมาเรียนจนผมสงสัย.. ผมเลยต้องขับรถไปดูที่หอของพี่ไอก่อนจะถามเจ้าของหอว่ารู้จักคนๆ นี้ไหม เจ้าของหอก็บอกหมายเลขห้องให้ ผมก็เดินขึ้นไปตามปกติ

                แค่จะมาเจอพี่ไอเฉยๆ.. ทำไมผมต้องตื่นเต้นด้วย.. งงกับตัวเองจริงๆ

                ทันทีที่ประตูห้องของพี่ไอเปิดออกทำเอาหัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

                ดวงตาของพี่เขาบูดบวมอย่างกับโดนผึ้งต่อย.. ผมพยายามถาม.. ถามว่าพี่ไอเป็นอะไร.. พี่เขาก็ได้แต่ส่ายหัวบอกว่าไม่เป็นไรๆ จนผมเลิกถามก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เตียงของเขาก่อนจะสัมผัสถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ

                ผมหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะหน้าชา.. เหมือนถูกตบหน้าด้วยหลังมือ

                ต่างหูของพี่ยู.. อยู่บนเตียงของพี่ไอ.. มันตีความหมายได้แค่ความหมายเดียวเท่านั้น..

                เขานอนด้วยกัน.. เมื่อคิดได้อย่างนั้นไม่รู้อะไรมาสะกิดใจผม.. สะกิดผมให้โกรธราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนกำลังวางแผนจะฆ่าผมทั้งเป็น ผมโกรธ.. โกรธซะจนตัวผมจะลุกเป็นไฟ.. และผมต้องการหาที่ลงและใช่..

                ผมข่นขืนพี่ไอ.. ข่มขืนแบบไร้ซึ่งความปราณี.. แต่ไม่มีแม้แต่เสียงอะไรหลุดออกมาจากปากของพี่ไอเลยสักคำ

                และเมื่อข่มขืนเสร็จ.. ผมก็พึ่งได้รู้แล้วว่า.. ผมได้เผลอทำสิ่งที่ผมคิดผิดมหันต์ไปแล้ว

                พี่ไอจะยังอยากเจอหน้าผมอยู่หรือเปล่า.. จะยังอยากพูดคุยกับผมอีกไหม

                ผมรู้สึกผิด.. แต่อีกใจก็โกรธเหมือนโดนแย่งของเล่นไป.. แต่ถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมยกพี่ไอให้พี่ยูแน่นอน

                ไม่ว่าพี่ไอจะโกรธจะเกลียดผมยังไง.. ผมก็จะใช้กำลังทั้งหมดของผม.. บังคับใจพี่ให้ได้!

                ถึงมันอาจจะฟังดูบ้าๆ แต่ถ้าพี่ไอเป็นของเล่นหล่ะก็ ก็ต้องให้ผมเล่นคนเดียวเท่านั้น ถ้าให้คนอื่นเล่นผมไม่ยอม!

                เล่าให้ฟังตั้งยืดยาวแหนะ ผมได้บอกชื่อของผมหรือยัง?

                ผมชื่อ ‘S’ หรือ เอสนั้นเอง เอสที่มาจาก Apostrophe s ซึ่งหมายถึงการแสดงความเป็นเจ้าของยังไงละ

 

                  ________________________________________________________________________________

งง ทำไมไรท์เตอร์เขียนได้ตาลปัตรขนาดนี้ 55555555555555555555555555555555555555555555555555555555 สรุปเรื่องนี้มีคนดีคนเดียวคือไรท์เตอร์เอง จบ แยก

ความคิดเห็น