ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 ...รังนอน...

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ...รังนอน...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2559 18:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ...รังนอน...
แบบอักษร

...รังนอน...

 

ผมนอนไม่หลับ ยิ่งใกล้วันออกเดินทางผมยิ่งข่มตานอนลำบาก ในที่สุดหลังจากทนนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงไม่ไหวผมก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากห้อง หวังจะมานั่งรับลมให้ง่วงแล้วค่อยกลับไปนอน

 

ขณะที่เดินออกมาที่ระเบียงผมก็เห็นแผ่นหลังของกายีนั่งอยู่บนม้าหินใต้ต้นไม้ใกล้กับลานกว้างที่เคยฝึกประลองกำลังกับกายี ผมเดินเข้าไปหาเห็นกายีกำลังนั่งเหม่อมองแหวนสองวงในมือ แหวนที่ผมได้มาจากท่านต้วน ซึ่งท่านต้วนได้รับมาจากคนของพ่อกายีและฝากให้ผมมอบให้กายีอีกทอด

 

“คุณควรใส่ไว้กับตัวนะ” ผมพูดขึ้นเบาๆแล้วเดินเข้าไปหยิบแหวนของกายีร้อยเข้าไปในสร้อยแล้วใส่ให้เขา

 

“นอนไม่หลับหรอ?” กายีหันมามองผมแล้วขยับที่ให้ผมนั่งข้างๆ

 

“คุณก็นอนไม่หลับเหมือนกันหรอ?” ผมมองใบหน้าด้านข้างของกายี แววตาของเขาแฝงไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน

 

“มีอะไรต้องคิดนิดหน่อยน่ะ”

 

“หลังจากนี้แล้วคุณจะทำยังไงต่อ?”ผมเหลือบมองกายี

 

“ฉันจะไปเซี่ยงไฮ้ จะไปรับศพพ่อของฉันคืน” กายีขมวดคิ้วแน่น

 

“แม่ใหญ่ของคุณคงไม่ยอมง่ายๆ” ข้อนี้ใครๆก็รู้ดี ลงว่าถึงขนาดโกหกผู้นำสาขาคนอื่นๆได้แม่ใหญ่ของกายีจะต้องไม่ปล่อยให้กายีเข้าไปรับศพพ่อของเขาออกมาง่ายๆแน่

 

“พ่อของฉันแต่เดิมเป็นเพียงผู้นำเล็กๆของตระกูลหวังก็จริง แต่ก็ยังมีลูกน้องที่ภักดีในปักกิ่งอยู่มาก ที่เซี่ยงไฮ้เองก็มีคนของพ่ออยู่ไม่น้อย หากรวบรวมคนได้มากพอทางนั้นคงไม่กล้า” กายีหันมามองหน้าผมแล้วเอื้อมมือมาแตะไหล่

 

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก หากเข้าตาจนจริงๆไต้หวันก็ยังมีท่านต้วนกับเสี่ยวเอิน พวกเขาไม่ทิ้งฉันแน่ๆ....ฉันอยากให้ศพของพ่อได้นอนเคียงข้างกับแม่ที่ฮ่องกง พวกเขาถูกพรากจากกันมานานเกินไปแล้ว...พวกเขาควรได้พับผ่อนข้างกันเสียที” กายีพูดจบก็หลุบตาลง

 

“...แล้วหลังจากนั้นล่ะ...” ผมมองหน้าเขาและรอให้เขาพูดขึ้นมาเสียทีว่าเขาจะกลับมารับผม

 

“หลังจากนั้น....ฉันจะทวงสิทธิ์ทุกอย่างคืนจากแม่ใหญ่ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้และเกาหลีฉันจะรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน” ผมเม้มปากแน่น ฝันที่จะแก้แค้นของกายีดูยิ่งใหญ่และเลือนลางเหลือเกิน ระหว่างทางย่อมเจอปัญหาอุปสรรค์ ผมหวังลึกๆให้เขาเรียกผม อยากให้ผมมีส่วนร่วมในการทำให้ฝันของเขาเป็นจริง แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือนอนาคตของเขาก็ยังไม่มีผมอยู่ดี

 

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”  ผมถามเขาต่อ

 

“หลังจากนั้นฉันคงจะแก่มากแล้ว เมื่อจบเรื่องฉันจะไปรับนาย ช่วงชีวิตบั้นปลายในใจของฉันขอแค่มีชาสักถ้วย สุนัขสองสามตัวกับจูงมือเมียเฒ่าเดินเล่นรอบทะเลสาบซีหูคงจะดีไม่น้อย” สุดท้ายกายียื่นมือมาโอบไหล่ผม  ทว่าผมกลับขยับตัวออกห่างจากเขาแล้วจ้องหน้า

 

เมียประเภทไหนที่ร่วมสุขไม่ร่วมทุกข์? คนที่รักกันจริงเขาจะร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทิ้งไปไหน ไม่ถือว่าอีกฝ่ายเป็นภาระแม้ในวันที่ทุกข์ที่สุดมาเยือน....ถ้าคุณแค่ตามหาคนที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกับคุณในบั้นปลาย งั้นคุณก็ไปหาผู้หญิงคนอื่นเถอะ” ผมขบกรามแน่น พูดจบก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไปทันที กายีช่างไม่รู้ใจผมบ้างเลย....

 

 

เสี่ยวซือจากไปแล้ว แต่คำพูดของเสี่ยวซือทุกคำยังคงก้องอยู่ในหัวของกายี ทุกคำ เสี่ยวซือกำลังโมโหและโกรธที่ถูกเขาผลักไสให้ไปอยู่กับคนอื่น เรื่องนั้นเขาพอเข้าใจได้ แต่จะบอกว่าเขาไม่ได้รักเรื่องนี้เขายอมรับไม่ได้ ก็เพราะเขารักเสี่ยวซือถึงได้ไม่อยากให้เสี่ยวซือจะต้องมาเข้ามาพัวพันกับเรื่องภายในตระกูลของเขาไปด้วย

 

การแก่งแย่งอำนาจของตระกูลเขาไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จะทำยังไงก็ได้ ทุกย่างก้าวมีแต่อันตรายรายล้อม แล้วจะให้เขาเอาชีวิตของเสี่ยวซือเข้ามาเสี่ยงด้วยได้ยังไง แม้ในใจเขาอยากให้เสี่ยวซืออยู่ข้างกายตลอดเวลา ไม่อยากให้อยู่ห่างเกินสายตาของเขาที่จะมองเห็นได้ แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของเสี่ยวซือเอง เขาถึงได้มีประโยคที่ว่า...หัวใจกับความคิดมักสวนทางกันเสมอ

 

ความคิด...จะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง

ในขณะที่หัวใจ...จะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ

 

วันที่ต้องออกเดินทางเสี่ยวซือไม่เข้าใกล้เขาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้สัมผัสเสี่ยวซือ ไม่ได้มองหน้าใกล้ๆ ไม่ได้บอกลาอย่างที่คนที่รักกันพึงกระทำต่อกัน พวกเขาขึ้นเครื่องในเวลาไล่ๆกันแต่เครื่องของเสี่ยวซือบินไปลงเถาหยวนในไต้หวัน ส่วนเครื่องของเขาบินไปลงผู่ตงในเซี่ยงไฮ้ เมื่อถึงทางแยกที่ต้องจากกันเสี่ยวซือเพียงแค่ยืนโค้งให้เขาด้วยสีหน้าราบเรียบ จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเขาแม้แต่น้อย

 

“ฝากเสี่ยวซือด้วยนะ” กายีบอกลาเสี่ยวเอินแล้วหันหลังเดินจากมา

 

แต่ก่อนเขาอาจจะเคยคิดว่างูพิษนั้นแบ่งได้ 2 ประเภท คืองูพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและงูพิษที่มีผลต่อระบบโลหิต แต่พิษของเสี่ยวซือมีผลต่อระบบหัวใจของเขา

 

ไม่มีใครที่อยู่ให้เขารัก...และจากให้เขาคิดถึงได้มากขนาดนี้

 

------------------------------------------------

 

 

เรามาถึงสนามบินเถาหยวนในเวลาบ่ายกว่าๆ ที่สนามบินคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวซึ่งตรงกับวันที่ผมเดินทางมาถึงพอดี เมื่อออกมาจากสนามบินก็มีรถ BMW มาจอดรอรับเราอยู่ด้านนอกอยู่ก่อนแล้ว แต่คุณต้วน อยากให้ผมได้เที่ยวชมเมืองก่อนจึงได้ส่งกระเป๋าเดินทางกลับไปพร้อมกับรถของท่านต้วน จากนั้นเขาก็พาผมตะลอนทัวร์ในไทเป

 

คุณต้วนพาผมไปขึ้นรถไฟหัวจรวดที่มีความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นก็พาผมไปชมวิวกลางคืนที่ตึกไทเป 101 ช่วงเย็นเราทานปูทะเลในภัตตาคารไม่ไกลจากตึกไทเป 101เท่าไหร่นัก ขากลับเขายังชวนผมเดินย่อยโดยขึ้นเขาเซี่ยงซานเพื่อดูวิวกลางคืน

 

ผมนึกภาพไม่ออกว่าทำไมคนที่นี่ถึงได้นิยมมาชมวิวกลางคืนที่เขาเซี่ยงซานกันนักเพราะตลอดทางขึ้นเขา มีทั้งคู่รัก นักท่องเที่ยว วัยรุ่น คนเฒ่าคนแก่รวมถึงเด็กเล็กๆหลายคนเดินขึ้นเขาพร้อมๆกันหลายคู่ แต่ที่นึกไม่ถึงคือเมืองหลวงอย่างไทเปที่มีแต่ตึกสูงใหญ่และย่านธุรกิจจะมีธรรมชาติอย่างป่าเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม

 

ทางขึ้นเขาเองก็ใช่ว่าจะลำบากมากมายเพราะที่นี่มีบันไดทอดยาวขึ้นไปบนเขาให้ แถมยังมีราวจับอีกด้วย จะเหนื่อยหน่อยก็ตอนที่กำลังเดินไต่ผ่านความชันเท่านั้น คุณต้วนเองก็คอยหันหลังกลับมามองผมเป็นระยะๆ ตรงไหนที่ชันมากๆเขาจะรีบเดินนำหน้าไปก่อนแล้วส่งมือกลับมาให้ผมจับเสมอ

 

“จริงๆถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ร่วงนายจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสี จากสีเขียวๆที่เห็นจะกลายเป็นสีเหลืองทอง จากนั้นจะค่อยๆกลายเป็นสีส้มและสีแดง” คุณต้วนหันกลับมาพูดกับผมทั้งที่ตัวเองยังหอบหายใจไปด้วย เนื่องจากเราค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ ความกดอากาศยิ่งมาก เวลาจะพูดทีก็ยิ่งเหนื่อย และเมื่อเขาคอยช่วยจูงมือผมอยู่อย่างนี้เขายิ่งเหนื่อยมากขึ้นเป็นเท่าตัว

 

“งั้นไว้ปีหน้าเรามาอีกก็ได้นี่ครับ” ผมเงยหน้ามองคุณต้วนที่หยุดเดินแล้วหันกลับมามองผม

 

“ปีหน้าของนายมีฉันรวมอยู่ด้วยสินะ?” ผมไม่เข้าใจความหมายของคุณต้วนนัก แต่ก่อนที่ผมจะได้ถามอะไรออกไปคุณต้วนก็ตัดบท

 

ดี! งั้นปีหน้าเรามาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่กันอีก” คุณต้วนไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ไหน หลังจากนั้นเขาทั้งฉุดทั้งดึงทั้งลากผมขึ้นมาบนยอดเขาได้ทันก่อนพระอาทิตย์จะลาลับฟ้าไป

 

ผมยืนตะลึงลานมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ทันทีที่เราปีนขึ้นมาถึงยอดเราก็มองเห็นตึกไทเป 101 ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินเข้ม ไล่ลงมาเป็นสีชมพูแดงจากแสงไฟตามบ้านเรือนและตึกสำนักงานเบื้องล่าง ยิ่งเมื่อมีหมอกเมฆลอยอ้อยอิ่งเหนือตึกยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าดูนุ่มนวลน่ามอง ยิ่งดึกขึ้นสีสันจากแสงไฟยามค่ำคืนยิ่งชัดเจน มันสวยจนผมไม่สามารถละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็อยากดั้นด้นขึ้นมาให้ถึงบนนี้ให้ได้

 

ผมหันกลับไปยิ้มให้คุณต้วน เขามองผมแล้วยิ้มกลับมา ใบหน้าที่ราบเรียบของเขาดูแปลกตาเวลาที่เขายิ้ม ดูมีเสน่ห์น่ามองกว่าเวลาที่เขาทำตัวนิ่งๆเป็นไหนๆ

 

ระยะเวลาสองสามสัปดาห์แรกของผมหมดไปกับการท่องเที่ยวทั่วเมืองไทเป คุณต้วนพาผมตระเวนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับ ทั้งวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านวัฒนธรรม ทะเลสาบสุริยันจันทรา ไปจนถึงตลาดไนท์มาร์เก็ต กระทั่งล่วงเข้าสัปดาห์ที่สี่ท่านต้วนก็ปรากฏตัวขึ้นและพาผมเก็บของเดินทางไปยังหมู่บ้านอู่ไหลที่อยู่ไม่ไกลจากไทเปนัก ส่วนคุณต้วนเองก็ต้องกลับไปดูแลงานของทางตระกูลและกายีต่อ ก่อนผมจากมาเขาสัญญาว่าจะไปเยี่ยมผมบ่อยๆ

 

สำหรับผมแล้ว ที่อู่ไหลให้บรรยากาศแบบชนบทซึ่งแตกต่างจากเมืองหลวงอย่างไทเปมาก สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่รายล้อมด้วยภูเขาและธารน้ำ ราวกับว่าที่นี่หลบซ่อนตัวเองจากความวุ่นวายในเมืองหลวง และท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามภายใต้อ้อมกอดของขุนเขายังมีสำนักฝึกตนของท่านต้วนอยู่ใจกลางหุบเขารวมอยู่ด้วย ที่นั่นมีลูกศิษย์ของท่านต้วนในชุดจีนคอปกตั้งสีม่วงเปลือกมังคุดอยู่ 7- 8 คน

 

“เหล่าซือ! ท่านกลับมาแล้ว!!” เหล่าลูกศิษย์ของท่านต้วนออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตา แถมยังช่วยถือของช่วยหยิบจับและรายงานความเป็นไปในสำนักในระหว่างที่ท่านต้วนไม่อยู่ให้ได้ทราบเป็นข้อๆจนผมลืมไปชั่วขณะนึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในหนังสือนิยายกำลังภายในจีนที่เคยได้อ่านจากชั้นหนังสือของคุณต้วน

 

“ทุกคน...นี่คือเสี่ยวซือ ต่อไปเขาจะมาฝึกอยู่กับพวกเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มีอะไรก็แนะนำเขาในฐานะเด็กใหม่ด้วยล่ะ” ท่านต้วนหันมาหาผม ผมที่เดินตามหลังมาตลอดทางจึงก้มหัวทักทายทุกคน

 

“อาห้าว! เป็นพี่ใหญ่ก็ช่วยดูแลเด็กคนนี้กับน้องๆด้วยล่ะ อธิบายให้เขาฟังว่าอะไรอยู่ตรงไหน แล้วก็ตารางฝึกในแต่ละวัน” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าอาห้าวตวัดตาจ้องหน้าผมทีก่อนจะพยักหน้ารับคำ

 

“ตามเขาไปดูห้องหับที่หลับที่นอน แล้วตอนเย็นค่อยมาทานข้าวพร้อมกัน”

 

“ครับ!” ผมก้มหัวรับคำ

 

“อ้อ! ต่อไปเรียกฉันว่าเหล่าซือเหมือนคนอื่นด้วยล่ะ”

 

“ครับ” ผมพยักหน้าแล้วรีบเดินตามชายที่ชื่ออาห้าวกับคนอื่นๆที่รออยู่

 

“นี่นายชื่ออะไรห๊ะ?” ใครคนหนึ่งที่เดินข้างๆผมถามขึ้น

 

“เสี่ยวซือ” ผมตอบสั้นๆ

 

“เสี่ยวซือแค่นั้นหรอ? แซ่ล่ะ?” อีกคนถามอย่างสนใจ

 

“ผมเป็นคนต่างชาติ...คนที่ตั้งชื่อให้ไม่ได้ตั้งแซ่ให้ด้วย”

 

อุว้า!! ฮ่ะๆโดนย้อนแล้วไงอู๋เจี๋ย” คนที่ชื่ออาห้าวเดินนำอยู่ข้างหน้าหันมาหัวเราะใส่คนที่ชื่ออู๋เจี๋ยจนอีกฝ่ายหน้าเสีย

 

“นายไปทำอีท่าไหนทำไมถึงได้มาอยู่กับเหล่าซือได้?” อาห้าวถามผม

 

“ก็ไม่ได้ทำไง...แค่มาอยู่ด้วยชั่วคราว” ผมตอบออกไปตรงๆแต่นึกไม่ถึงว่าอาห้าวคนนั้นจะโมโหใส่ผม

 

แค่มาอยู่ชั่วคราวงั้นหรอ! นี่นายตั้งใจมาฝึกที่สำนักเพื่ออะไรกันแน่? จะบอกว่าแค่ฆ่าเวลาเท่านั้นหรือไง?” อาห้าวกระชากคอเสื้อผมขึ้น

 

ปล่อย!” ผมจ้องหน้าอีกฝ่ายกลับ ผมเกลียดเวลาที่ถูกคุกคามโดยไม่มีเหตุผลที่สุด เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ยอมปล่อยผมก็ปัดแขนเขา แต่เขากลับใช้ฝ่ามือเพียงมือเดียวพลิกแขนผมจับบิดไปไขว้หลังได้อย่างรวดเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน ผมย่นคิ้วรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แขนที่ถูกบิด แต่เพราะขยับไม่ได้เนื่องจากอีกฝ่ายยืนประชิดอยู่ด้านหลัง

 

“เหอะ! ลำพังมีปัญญาแค่นี้อีก 10 ปีก็ไม่มีวันออกไปจากที่นี่ได้”

 

หมายความว่ายังไง!” ผมหันไปถลึงตาใส่อาห้าวที่อยู่ด้านหลัง

 

“ไม่รู้หรือไงว่าคนที่เข้าสำนักเราแล้วจะออกไม่ไปไม่ได้จนกว่าจะล้มเหล่าซือได้ ฉันล่ะสงสัยจริงๆว่าเหล่าซือถูกใจอะไรนาย!” อาห้าวผลักผมออกไปจนผมถลันล้มลงบนพื้น เขาปรายตามองผมอย่างเย้ยหยันก่อนจะเดินจากไป

 

“เฮ้อ~ลุกขึ้นๆ ทีหลังก็อย่าไปทำให้อาห้าวเค้าโมโหสิ” ผมย่นคิ้วหันไปมองชายอ้วนที่ช่วยพยุงผมลุกขึ้นจากพื้น

 

“แล้วทำไมเขาถึงต้องโมโหด้วย?” ผมลุกขึ้นพลางปัดเศษดินที่เปื้อนตามร่างกายแล้วมองคู่สนทนา

 

“คนอย่างเจิ่งเฉินห้าวน่ะอ่อนไหวกับเรื่องเหล่าซือที่สุด!” อีกคนรีบอธิบาย

 

“เขาเป็นเด็กที่ต้วนเหล่าซือเก็บมาจากข้างถนน เห็นว่าเคยเป็นทั้งนักเลงทั้งติดยาสารพัด แถมยังหัวแข็ง กว่าเหล่าซือจะปรายพยศและสอนเขาได้ก็ใช้เวลาหลายปี จนตอนนี้กลายเป็นดาวเด่นในสำนักไปแล้ว เหล่าซือพาไปแข่งที่ไหนก็ชนะทุกที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้สำนักเราเลยล่ะ” อีกคนอธิบาย

 

ผมหันมองชายสองคนทั้งสองอย่างไม่เข้าใจ จากนั้นเจ้าคนอ้วนก็แนะนำตัวว่าตัวเองชื่อเสี่ยวจิ่ว ส่วนคนผอมชื่อหยางลู่ คะเนจากหน้าตาแต่ละคนก็อายุไม่น้อยกันแล้วทั้งนั้น แต่หยางลู่บอกว่าลูกศิษย์ทุกคนเท่าเทียมกันหมดไม่แบ่งพี่หรือน้องมาก่อนหรือหลัง

หยางลู่เล่าให้ผมฟังว่าพวกเขาอยู่ในสำนักแห่งนี้มานานแล้ว แต่ละคนต่างเข้ามาที่นี่ด้วยเหตุผลต่างกันออกไป อย่างหยางลู่อยากแข็งแกร่งเพราะรูปร่างผอมบางมักโดนคนอื่นรังแกอยู่เป็นประจำ ทว่าจนตอนนี้ผ่านไปปีกว่าแล้วเขาก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าซือ ส่วนเสี่ยวจิ่วที่บ้านยากจน แต่เป็นโรคอ้วน ใครๆก็ต่อว่าที่เสี่ยวจิ่วกินจนเป็นหมูแต่มีแม่ผอมแห้งแรงน้อย เขาอยู่ที่นี่นอกจากได้ร่ำเรียนวิชาแล้วยังสามารถแบ่งอาหารกลับไปที่บ้านได้ด้วย ดังนั้นทุกๆเช้าหลังจากเสร็จงานในสำนักก็จะลงจากเขาเพื่อเอาอาหารไปแบ่งให้แม่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน

 

หลังจากผ่านไป 2 อาทิตย์ผมก็พอจะรู้ตารางคร่าวๆแล้วว่าในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง โดยในตอนเช้าทุกๆคนจะตื่นเช้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อมาออกกำลังกายตอนเช้า 1 ชั่วโมง จากนั้นก็วิ่งขึ้นเขาและจะลงจากเขาในตอนที่ฟ้าสว่างพอดี จากนั้นก็เริ่มแยกย้ายกันไปเก็บกวาดห้องนอนที่นอนร่วมกัน คนที่เป็นเวรทำอาหารก็แยกไปทำ ส่วนคนที่เหลือก็กวาดใบไม้และทำความสะอาดขัดถูโรงฝึก เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็เก็บล้างจานชามและเริ่มต้นฝึกในโรงฝึกโดยการจับคู่ฝึกการต่อสู้มือเปล่าเพื่อประเมินคะแนนของทุกๆคนในแต่ละวัน ช่วงเที่ยงหลังอาหารกลางวันคนที่เป็นเวรทำอาหารต้องขึ้นเขาไปเก็บของป่าเพื่อนำมาทำอาหารในวันรุ่งขึ้น ส่วนคนที่เหลือจะฝึกภาคสนามโดยที่สำนักจะมีฐานฝึกให้ซึ่งคล้ายกับสนามทดสอบความสามารถของทหาร ทั้งโดดหอ ไต่เชือก ปีนเสาลงน้ำมัน วิ่งบนตอไม้ในสระ วิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง ช่วงบ่ายจึงจะเป็นการต่อสู้แบบใช้อาวุธทั้งการใช้ดาบ กระบี่ ธนู หน้าไม้และอาวุธโบราณ โดยในหนึ่งอาทิตย์จะมีเหล่าซืออีกสองคนจะเป็นคนสอนวิธีใช้อาวุธแต่ละประเภทให้

 

และทุกวันศุกร์จะมีการจับคู่ฝึก ใครแพ้จะต้องล้างห้องสุขาตลอด 1 อาทิตย์ ผมเข้ากับคนอื่นๆได้เร็ว แต่กับอาห้าวไม่ว่ายังไงก็เข้ากันไม่ได้สักที

 

วันหนึ่งในปลายฤดูหนาว ผมกำลังเข้าฐานฝึกวิ่งบนตอไม้เพื่อข้ามสระ หมอนั่นพรวดพราดมาจากไหนไม่รู้อยู่ๆก็ผลักผมตกสระ แกล้งให้ผมขายหน้าคนอื่นๆ เย็นนั้นผมจึงถูกต้วนเหล่าซือใช้ให้ไปตักน้ำจากบนเขามาเติมในห้องอาบน้ำรวม ผมเติมน้ำได้ไม่กี่เที่ยวอาห้าวก็ตามมารังควานอีกจนได้ คราวนี้เขาจงใจนอนขวางทางเดิน พอผมจะผ่านเขาก็ขัดขาทำผมล้มถังน้ำหก ผมอดทนไม่ยุ่งด้วยอยู่สองครั้ง สุดท้ายทนไม่ไหวตรงเข้าไปซัดเขานัวเนีย ไม่สนใจท่าทางการออกหมัดอย่างที่เรียนมาใดๆทั้งสิ้น  คิดแค่ว่าต้องเอาเลือดหัวหมอนั่นออกสักทีให้หายแค้น

 

สุดท้ายกลับเป็นว่าพวกเราถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่อย่างนั้นตั้งแต่บ่ายจนเย็นและถูกสั่งห้ามทานข้าวเย็น วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ลิ้มรสความทรมานจากการเจ็บหัวเข่า เพราะเจ็บจนมันชา ชาจนตอนที่เหล่าซือออกมาประกาศว่าการลงโทษสิ้นสุดแล้ว ผมกลับไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้  ต้องลงไปนั่งพักยืดขาเฉยๆอยู่ครู่ใหญ่ ส่วนเพื่อนของอาห้าวนั้นพอรู้ว่าการทำโทษสิ้นสุดลงก็มาช่วยกันพยุงหมอนั่นกลับที่พักไป ผมเองก็ได้เสี่ยวจิ่วกับหยางลู่มารับ

 

ฮ่ะๆนายนี่บ้าดีเดือดของแท้!” ทั้งสองหัวเราะร่วนเมื่อเห็นสภาพของผม

 

นั่นสิ! คิดได้ยังไงกล้าไปงัดข้อกับอาห้าวมันแบบนั้น!” ผมแยกเขี้ยวใส่แล้วตอบ

 

“ไม่ต้องพูดมากน่า! รีบมาช่วยกันก่อน!” ผมพูดพลางยกแขนสองข้างรอ

 

ไอ้เด็กคนนี้นี่!” หยางลู่แม้จะบ่นแต่เวลาที่ผมอ้อนเขา เขาก็มักใจอ่อนเสมอ

 

ยังไม่ทันที่หยางลู่กับเสี่ยวจิ่วจะเข้ามาถึงตัวผม เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาซ้อนด้านหลังผม มือข้างหนึ่งสอดเข้ามาใต้ข้อพับขา ช้อนตัวผมลอยขึ้นจากพื้น พอหันหน้าไปมองก็พบว่าเป็นคุณต้วนนั่นเอง

 

“พวกนายกลับไปเรือนนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้ฉันดูแลเอง” การปรากฎตัวของคุณต้วนทำให้หยางลู่กับเสี่ยวจิ่วแทบจะทิ้งผมไปในทันที

 

คุณต้วนอุ้มผมไปนั่งที่ม้านั่งในสวน เขาคุกเข่าลงตรงหน้าผม จับขาผมพาดลงที่ขาตัวเอง เลิ่กขากางเกงเพื่อดูอาการบวมช้ำที่หัวเข่า เสร็จแล้วก็สั่งให้ผมนั่งรอ

 

จากนั้นก็เดินหายไปครู่ใหญ่ก่อนจะกลับมาพร้อมกับขวดยาหน้าตาแปลกๆที่มีกลิ่นแสบจมูก คุณต้วนว่าเป็นน้ำมันเหลืองที่ช่วยคลายเส้นและแก้ปวดได้ เขาถึงกับลงมือช่วยทายาและนวดคลายเส้นให้ผมด้วย ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าทำไมใครๆก็นิยมการนวดจับเส้น นวดคลายเส้นกันนัก ก็เพราะมันทั้งเพลินทั้งสบายอย่างนี้นี่เอง

 

“ดีขึ้นแล้วหรือยัง?” คุณต้วนเงยหน้ามองผมกะทันหัน ผมจึงถูกจับได้ว่ากำลังเคลิ้มเวลาที่ถูกนวดแบบนี้

 

“ดีขึ้นเยอะแล้วครับ” ผมจะยกขาลงแต่คุณต้วนยังไม่หยุดมือและนวดขาให้ผมต่อ

 

“ไปทำอีท่าไหนถึงได้ถูกลงโทษให้คุกเข่า?” ผมยังไม่ทันได้ตอบคุณต้วนเขาก็ยื่นมือมาแตะที่มุมปากทำให้ผมสะดุ้งโหยงเพราะอยู่ดีๆก็เจ็บจี๊ดขึ้นมา

 

“ถูกต่อยด้วยนี่?” คุณต้วนวางขาผมลงอย่างเบามือแล้วเปลี่ยนมาเชยคางผมพลิกซ้ายพลิกขวาดูแผลที่หน้าแทน

 

“ผมไม่เป็นไรจริงๆครับ อีกฝ่ายแผลน่าจะเยอะกว่าผมด้วยซ้ำ”

 

“ฉันรู้ว่านายเก่ง แต่หัดดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ด้วยสิ” คุณต้วนส่ายหน้าแล้วสั่งให้ผมนั่งรออยู่ที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับกล่องยาหนึ่งกล่อง จากนั้นก็ลงมือแต้มยาใส่แผลถลอกแถวๆข้อศอกและมุมปากให้

 

“ไป...ฉันจะอุ้มไปส่งที่เรือนนอน” คุณต้วนเก็บยาลงในกล่องแล้วส่งให้ผมอุ้มไว้พลางทำท่าจะช้อนร่างผมขึ้นอีก แต่ขืนให้เขาอุ้มท่าเจ้าหญิงไปส่งผมที่เรือนนอนมีหวังคนอื่นๆได้หัวเราะเยาะผมตายเลย

 

ไม่ต้องอุ้มก็ได้ครับ! ผมเดินเองไหว” ผมห้ามเขาแล้วยันตัวลุกขึ้นเองแต่กลับเซเอียงไปหาเขาเล็กน้อย

 

“งั้นฉันช่วยพยุง” คุณต้วนไม่รอฟังผมปฏิเสธ แต่กลับคว้ามือผมขึ้นพาดไหล่ จากนั้นก็รวบเอวผมให้พิงอกเขาแล้วพาเดินกลับเรือนนอน

 

“ส่งผมแค่นี้ก็พอครับ เดี๋ยวผมเดินเข้าไปเอง” ผมเอามือยันผนังห้องเพื่อทรงตัวเมื่อเดินมาถึงเรือนนอนรวมของพวกลูกศิษย์

 

“ได้! ถ้างั้นไว้ฉันจะมาเยี่ยมอีก” คุณต้วนหมุนตัวทำท่าจะเดินกลับแต่ผมรีบเรียกเขาไว้

 

“เอ่อ...เดี๋ยวครับ!.....คุณ....ได้พบกา....” ผมหยุดพูดแล้วเปลี่ยนสรรพานามการเรียกชื่อกายีเสียใหม่

 

“หวังเจียเอ๋อร์บ้างหรือเปล่า? เขาเป็นยังไงบ้าง? ผมไม่ได้ข่าวเขาเลย”

 

ในตอนที่คุณต้วนมองผมกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาของเขาดูเศร้าสร้อยแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คนที่เย็นชาจนดูไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่อย่างคุณต้วนกลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังน้อยใจอยู่

 

“เขาสบายดี นายรีบเข้านอนเถอะน้ำค้างลงมากแล้วเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา” ผมอับจนคำพูดจึงไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่ก้มหัวลาเขาแล้วเดินกลับเข้าไปนอน

 

กลางดึกคืนนั้นผมได้แต่นอนพลิกไปพลิกมาในความมืด ด้วยท้องเจ้ากรรมร้องโครกครากไม่ยอมหยุด  ไม่นึกว่าแค่อดอาหารเพียงมื้อเดียวจะทรมานขนาดนี้ เมื่อผมทนไม่ไหวจึงพยุงกายเดินกระโผลกกระเผลกออกไปเปิดน้ำก๊อกกินให้หนักท้องเข้าไว้ เพราะอีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว ทนเอาหน่อยให้พอพ้นคืนนี้ไปได้ ในตอนที่ผมกำลังจะเดินกลับที่พักได้ยินเสียงดังมาจากในครัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรือนนอนเท่าไหร่ ด้วยใจที่คิดว่าอาจจะเป็นขโมยหรืออะไรจึงได้ย่องไปดู

 

ผมผลักประตูไม้หน้าครัวเห็นเงาตะคุ่มๆกำลังก้มๆเงยๆอยู่ในครัว พอฝ่ายนั้นได้ยินเสียงผมเปิดประตูครัวก็หันหน้ามาพอดี ประจวบเหมาะกับที่คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงายพระจันทร์ส่องแสงสว่างกว่าทุกคืนผมจึงมองเห็นใบหน้าของคนด้านในได้ชัดเจน และคิดว่าฝ่ายนั้นเองก็มองเห็นหน้าผมเช่นกันเพราะเขาหยุดมือที่กำลังจ้วงข้าวในหม้อแล้วมองผมอยู่อย่างนั้น ผมเห็นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่เดินออกมาเงียบๆ

 

เช้าวันรุ่งขึ้นไม่รู้ว่าทำไมเรื่องที่คนขโมยข้าวกินเมื่อคืนถึงได้แดงออกมา ก่อนเริ่มทานอาหารเช้าต้วนเหล่าซือให้ลูกศิษย์ทุกคนตั้งแถวแล้วคาดคั้นหาตัวขโมยมาลงโทษแต่ไม่มีใครกล้ายอมรับ เหล่าซือจึงไม่อนุญาตให้คนอื่นๆทานข้าวจนกว่าจะหาตัวคนผิดออกมาให้ได้ซะก่อน ขณะที่ยืนอยู่ในแถวผมมองหน้าอาห้าวที่ยืนกระสับกระส่ายไปมา ไม่เห็นเขาทำอะไรสักอย่างผมจึงยกมือยอมรับผิด เช้าวันนั้นผมจึงไม่ได้ทานอาหารเช้าร่วมกับคนอื่นๆ ทั้งยังต้องไปผ่าฟืนไว้ใช้สำหรับก่อไฟทำอาหารที่หลังโรงครัวแทน

 

คนอื่นๆที่ไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์เมื่อคืนต่างก็พากันตำหนิผมทุกครั้งที่เห็นผมเดินผ่าน มีเพียงเสี่ยวจิ่วกับหยางลู่เท่านั้นที่แอบมาคาดคั้นกับผมในตอนที่อยู่กันเพียงลำพัง

 

“นายทำจริงๆหรอเสี่ยวซือ? ยังไงฉันก็ยังไม่ปักใจว่าเป็นนาย” เสี่ยวจิ่วพึมพำ

 

“ฉันยังได้ยินเสียงท้องนายร้องอยู่เลยเนี่ย นายรู้ใช่มั้ยว่าใครทำ?” หยางลู่ถาม

 

“โอ๊ย....อย่าถามมากนักเลย! ไหนๆมันก็ผ่านมาแล้ว!” ผมเบือนหน้าหนีทั้งสองคนแล้วยกขวานขึ้นมาผ่าฟืนต่อ แต่เพราะตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง แถมยังใช้พลังงานในการผ่าฟืนไปค่อนวันแล้ว ดังนั้นตอนนี้แค่ยกขวานให้ขึ้นยังทำได้ลำบาก สุดท้ายต้องยกขวานทิ้งแล้วทรุดลงนั่งแทน หยางลู่กับเสี่ยวจิ่วมองผมแล้วพยักเพยิดกันไปมาก่อนจะหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากในอกเสื้อยื่นให้

 

“เอา! รีบกินซะก่อนจะถูกเห็น!” พวกเขายัดซาลาเปาก้อนโตออกมาใส่มือผม

 

เอามาจากไหนเนี่ย!” ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉีกเนื้อซาลาเปาใส่ปากทั้งอย่างนั้น แต่น่าเสียดายที่ซาลาเปาที่ว่าเป็นเพียงแค่ก้อนแป้งหวานๆนึ่ง ไม่ได้มีไส้อย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็ช่วยให้อิ่มท้องประทังชีวิตไปได้อีกหน่อย

 

“อาห้าวให้มา” พอได้ยินเสี่ยวจิ่วพูดแบบนั้นผมแทบจะคายซาลาเปาที่กินไปออกมา ดีที่หยางลู่มาช่วยปิดปากแล้วบังคับให้ผมกลืนลงไป

 

เอาคืนไป! ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณคนอย่างอาห้าวหรอกนะ!” ผมสะบัดตัวหลุดออกมาจากทั้งสองคน

 

“จะบุญคุณหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้มีให้กินก็รีบๆกินๆไปเถอะ! เกิดเป็นคนต้องรู้จักผ่อนปรนกันบ้าง” ผมมองหน้าหยางลู่อย่างหงุดหงิด แต่คำพูดเขาก็ไม่ผิด ขืนตอนนี้กินทิ้งกินขว้างคงไม่ดีแน่ สุดท้ายผมจึงยอมกินซาลาเปาที่อาห้าวเอามาให้

 

แต่หลังจากนั้นก็ใช่ว่าความมึนตึงระหว่างผมกับอาห้าวจะลดลง พวกเราสองคนยังคงเป็นเหมือนคู่แข่งกันอยู่ตลอดเวลา หากแข่งกันอย่างแฟร์ๆผมกับอาห้าวเรียกว่ากินกันไม่ลง ไม่ว่าจะเข้าฐานอะไรผมกับอาห้าวจะเป็นเบอร์ต้นๆที่ทิ้งห่างคนอื่นๆ ยิ่งเมื่อจับคู่ซ้อมดาบยิ่งไม่มีใครยอมใคร ในฐานะที่ผมเข้ามาที่หลังและต้วนเหล่าซือเห็นการพัฒนาอยู่ตลอดจึงค่อนข้างจะชมผมบ่อยๆ ซึ่งอาห้าวมันจะทำหน้าไม่พอใจเสมอ

 

คืนหนึ่งต้นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่เราได้ยินว่าต้วนเหล่าซือต้องเดินทางไปปักกิ่งด้วยธุระส่วนตัวหนึ่งวัน อาห้าวกับคนอื่นๆก็แอบหนีลงเขาไปเที่ยวในหมู่บ้าน

 

“นายจะไม่ไปด้วยกันจริงๆหรอ?” หยางลู่เงยหน้าถามผมอีกครั้งที่ปลายบันได พวกเขากำลังเตรียมลงจากเขาเข้าหมู่บ้านโดยมีผมเป็นคนอยู่เฝ้าสำนักเพียงคนเดียว

 

“เขาไม่ไปก็ช่างเถอะ!” อาห้าวทำเสียรำคาญซะเต็มประดา

 

กลับมาก่อนเที่ยงคืนด้วยล่ะ! ไม่งั้นฉันจะตามลงไปลากคอพวกนายเรียงตัวเลย!” ผมตะโกนไล่หลังพวกเขา

 

ทว่าแม้เลยเที่ยงคืนไปแล้วผมก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าพวกเขาจะกลับมาสักทีจึงได้จำใจลงจากเขาไปยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ ที่หมู่บ้านอู่ไหลปกติจะเงียบสงบ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีการจัดงานเทศกาลอะไรสักอย่างบรรยากาศจึงค่อนข้างจะคักคัก มีการตกแต่งโคมไฟสีแดงรอบๆหมู่บ้าน มีดนตรีจีนประโคมเล่นดังให้ได้ยินอยู่ใกล้ๆ ผมตื่นตากับบรรยากาศรอบๆก็จริงแต่ก็ไม่ลืมว่าต้องมองหาคนไปด้วย

 

ผมเดินมาจนกระทั่งถึงสะพานข้ามไปยังหมู่บ้านชั้นในเห็นคนกำลังยืนมุงอะไรกันอยู่จึงเดินแหวกฝูงชนเข้าไปดูเห็นคนที่ดูเหมือนนักเลงกำลังอัดคนแถวนั้นอยู่ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างพากันซุบซิบแต่ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง อยู่ดีๆนักเลงคนหนึ่งก็เตะคนล้มมาตรงหน้าผม พออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นผมก็เบิกตากว้าง เพราะคนที่ถูกนักเลงคนนั้นซ้อมคือหยางลู่ หยางลู่ถูกต่อยปากแตกตาแทบจะปิดลงมาอยู่แล้ว

 

หยางลู่!” ผมตะโกนลั่นแล้วตรงเข้าไปประคองหยางลู่

 

“เสี่ยวซือ?” อีกฝ่ายพยายามลืมตามองผม แต่ผมหันไปกวาดตามองคนอื่นๆเห็นว่ามีนักเลงหลายคนกำลังซ้อมคนของสำนักทั้งนั้น เสี่ยวจิ่วตัวใหญ่ถูกต่อยท้องจนท้องกระเพื่อม อู๋เจี๋ยเองก็ถูกตี ส่วนตัวต้นคิดที่จะพาคนอื่นๆลงมาเที่ยวเล่นข้างนอกนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ตรงกลางลานไม่มีใครโต้ตอบสักคน

 

ทำไมถึงเป็นแบบนี้! คนพวกนี้เป็นใคร?” ผมเข้นคอถามหยางลู่

 

ผมกับพวกเขาคลุกคลีกันมานานหลายเดือนมีหรือจะไม่รู้พวกเขาแต่ละคนเก่งกาจขนาดไหน แม้แต่เสี่ยวจิ่วเองที่ดูอ้วนๆแต่พอเอาเข้าจริงๆกลับว่องไวปราดเปรียว ไม่มีทางที่จะยอมให้คนธรรมดาๆเล่นงานได้ง่ายๆ

 

“แค่พวกนักเลงที่ป่วนในงานน่ะ อาห้าวเห็นมันคนหนึ่งกำลังรังแกผู้หญิงอยู่เลยยื่นมือออกไปช่วย ไม่นึกว่ามันจะไปตามพวกมารุม” หยางลู่ตอบ

 

รุม! รุมแล้วทำไมพวกนายไม่สู้!

 

“เหล่าซือห้ามไว้ไม่ให้ใช้การต่อสู้งรังแกคนอื่น”

 

ก็เลยยอมให้พวกมันรังแกหรือไงกัน!” ในตอนนั้นเองที่หนึ่งในกลุ่มนักเลงพวกนั้นสังเกตเห็นผมกำลังช่วยพยุงหยางลู่ขึ้นจากพื้นจึงตรงเข้ามาหาเรื่อง

 

เฮ้ย! แกน่ะพวกเดียวกันมันหรอไง?

 

“ยืนรออยู่ตรงนี้นะ!” ผมกำชับหยางลู่แล้วหันไปหานักเลงที่ตรงเข้ามาหาเรื่อง จากนั้นกระโดดเตะเข้าที่ก้านคออีกฝ่ายจนกระเด็นสลบกลางอากาศ

 

เจิ่งเฉินห้าว! ไอ้ลูกหมา! กล้าก่อเรื่องแต่ไม่กล้ามีเรื่องหรือไง! ปกป้องพี่น้องไม่ถือเป็นการรังแกเว้ย!” ผมตะโกนพลางต่อยคนที่พุ่งเข้ามา ไม่มีเวลาหันมองรอบข้างว่าคนอื่นๆมีปฏิกิริยายังไงกันบ้าง รู้แต่ว่าไอ้พวกนักเลงนั่นพอเห็นผมสู้ก็ไปหาอาวุธมา

 

ในตอนที่ผมซัดคนหนึ่งกระเด็นออกไป อีกคนก็เข้ามาทางข้างหลังคว้าท่อเหล็กมาล็อคคอผมไว้จนผมแทบหายใจไม่ออก พอเห็นผมถูกล็อคคอไว้ ไอ้คนแรกก็เตะเข้าที่ท้องผม อาห้าวที่เพิ่งจะลุกขึ้นมาสู้เห็นผมถูกรุมก็เข้ามาช่วยจัดการคนที่เตะผม

 

“อาห้าวช่วยที!” ผมเห็นเขาอยู่ใกล้ๆจึงตะโกนบอกเขาแล้วออกแรงเหยียบตัวเขาไต่ขึ้นไปต่างกำแพง อาศัยแรงส่งจากอีกอาห้าวพลิกตัวกลางอากาศดันเหล็กออกจากคอกระโดดไปอยู่ด้านหลังคู่ต่อสู้แล้วเตะขาพับจนฝ่ายนั้นล้มทั้งยืน พวกเราแค่ 5-6 คนสู้นักเลงเกือบ 10 คนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าอย่างที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ช้าก็สามารถจัดการนักเลงพวกนั้นได้ทั้งหมด

 

“แล้วทีนี้ทำไงต่อดี?” อาห้าวหันมาถามความคิดเห็นของผมเป็นครั้งแรก

 

จับแก้ผ้าประจาน!” ผมปรายตามองคนพวกนั้นแล้วเดินเข้าไปดูเสี่ยวจิ่วกับ หยางลู่

 

ส่วนอาห้าวให้ลูกน้องคนหนึ่งไปขอเชือกจากชาวบ้านแถวนั้นมา จากนั้นพวกนั้นก็สนุกกับการจับนักเลงที่ถูกเล่นงานจนสลบแก้ผ้าแล้วมัดรวมกันไว้ที่เสา ทั้งยังเอาลังกระดาษมาเขียนข้อความว่า พวกผมมันขยะ มาแขวนไว้อีกด้วย

 

หลังจบเรื่องพวกเราประคองกันกลับขึ้นเขาในตอนตี 2 กว่าๆ แย่งกันอาบน้ำแย่งกันกลับเรือนนอน แต่ไม่ลืมที่จะหาหยูกหายามาใส่แผล ผมมองคนอื่นๆที่แต้มยาให้กันแล้วปีนกลับไปนอนที่เตียงของตัวเอง

 

“จะไปไหนห๊ะ!” อาห้าวคว้าข้อเท้าผมไว้แล้วลากผมลงจากเตียง

 

ย๊า! ทำอะไรห๊า!” ผมใช้เท้าอีกข้างเตะหน้าเขาแต่ถูกเขาคว้าข้อเท้าอีกข้างไว้ได้ก่อนที่จะถูกเตะ

 

“นายนั่นแหละทำอะไร! เมื่อกี๊ถูกเตะท้องมาไม่ใช่หรือไง! ไหนเปิดให้ดูหน่อยสิ!

 

“ไม่ต้องหรอกน่า! ไม่ได้เจ็บอะไรมาก!” ผมพยายามปิดเสื้อที่ถูกอาห้าวเลิ่กขึ้นดู

 

เป็นขนาดนี้แล้วยังจะบอกว่าไม่เจ็บอะไรมากอีกหรอ!!” อาห้าวตะคอกใส่ผมเมื่อเขาเห็นรอบแดงช้ำสีม่วงอมเขียวที่ท้อง แถมยังเห็นรอยแผลเป็นขนาด 1 นิ้วสมัยที่ผมถูกแทงอีกด้วย

 

“แผลนี่ไปโดนอะไรมา?” เขาเงยหน้าถามผมด้วยสีหน้าแปลกๆ

 

“ถูกแทง” ผมตอบเขาส่งๆโดยไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่ดูเหมือนอาห้าวจะติดใจเรื่องนี้มากเพราะหลังจากนั้นน้ำเสียงเวลาที่เขาคุยกับผมก็อ่อนลง

 

“เอา! ไปนอนลงที่เตียง เดี๋ยวฉันจะนวดให้”

 

ผมบีนกลับไปนอนหงายที่เตียง เปิดเสื้อไว้ให้เขานวดท้องให้ แต่ไม่นึกว่าอยู่ๆคุณต้วนจะโผล่เข้ามา พอเขาเห็นผมได้แผลก็ตรงเข้าไปกระชากคออาห้าวแล้วเงื้อมือขึ้น

 

เดี๋ยวครับ!” ผมกอดแขนข้างที่คุณต้วนง้างทำท่าจะชกอาห้าวแล้วรีบอธิบายให้เขาฟังว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาเห็น

 

“คุณกำลังเข้าใจผิดนะ อาห้าวไม่ได้เตะผมแต่เขากำลังจะทายาให้! พวกเราลงจากเขาไปมีเรื่องมานิดหน่อย” เมื่อคุณต้วนได้ฟังผมอธิบายเขาก็หยุด ผมจึงเลิกกอดแขนเขา

 

คุณต้วนหันกลับมามองผมด้วยสายตาแข็งกร้าวอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน อยู่ๆเขาก็ลุกขึ้นแล้วกระชากแขนผมให้ลงจากเตียง อาห้าววิ่งตามพวกผมออกแต่แต่ผมยกมือห้ามเขาไม่ต้องตามเขาจึงหยุดรออยู่แค่หน้าเรือนนอน

 

ผมถูกคุณต้วนกึ่งลากกึ่งจูงมายังเรือนหมู่ที่ใกล้กับเรือนนอนใหญ่ของต้วนเหล่าซือ คุณต้วนผลักบานประตูไม้แบบจีนออกแล้วกดไหล่ผมให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้ชุดหน้าเตียง

 

จากนั้นเขาก็เดินไปจุดตะเกียงมาวางลงกลางห้อง แล้วเค้นถามต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ผมพยายามอธิบายให้เขาฟังโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่คำ จากนั้นในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ อยู่กับเขาผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกันแน่ เขาไม่มีถ้อยคำ ไม่ดีใจ ไม่เจ็บ ไม่เศร้า เขาเป็นเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอยู่เสมอ ยืนเงียบๆอยู่ตรงนั้น มองทุกสิ่งอย่างเรียบเฉย

 

ตัวตนของเขาในสายตาผมคือความว่างเปล่า ซึ่งต่างกับกายีที่เหมือนสีสารพัดสี แค่มองกายีผมก็รู้แล้วว่าเขาคิดยังไงหรือรู้สึกยังไง แต่กับคุณต้วนผมไม่เคยมองเขาออกว่าเขากำลังรู้สึกยังไงกันแน่

 

“คุณโกรธผมหรอ?” ผมพยายามมองหน้าเขาแต่เขาลุกหนีและเดินไปหยิบขวดน้ำมันที่ชั้นแล้วเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆผม

 

“เปิดเสื้อขึ้นฉันจะทายาให้” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแล้วบรรจงทายาให้ผมอย่างเบามือ

 

“แบบนี้มันดูแปลกๆยังไงไม่รู้” ผมพึมพำเบาๆเพราะเราใกล้ชิดกันเกินกว่าปกติ ใบหน้าเขาตอนที่เงยขึ้นมองผม ดวงตาที่ตวัดมองผมทำเอาผมต้องรีบหลุบตาลงมองพื้น คุณต้วนเดินไปเก็บขวดยาเข้าชั้นแล้วเดินไปยืนหันหลังให้ที่หน้าประตูห้อง

 

“อยู่กับฉันนายเบื่อล่ะสิ? รอบตัวฉันมีแต่ความเงียบเหงา นายคงจะรำคาญ ใช่ว่าฉันต้องการความเดียวดาย แต่เป็นความเดียวดายต่างหากที่เลือกฉัน” ผมผินหน้ากลับมามองผมก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ผมลุกขึ้นเดินตามเขาออกไปที่ลานหิน

 

มองเห็นแผ่นหลังกว้างของเขาดูหง๋อยเหงาแล้วผมรู้สึกสะท้อนใจพิกล แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวผม

 

ที่แท้เขาก็กำลังเหงา....คนคนนี้แค่กำลังรู้สึกเหงาเท่านั้น

 

“ตอนที่ฉันเริ่มเรียนการใช้กระบี่ เหล่าซือคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า หากมีความรู้สึกอ่อนไหวก็จะอ่อนแอและสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอ่อนไหวเป็นพิเศษ....ก็คือความรัก”

 

“เพราะงั้นคุณถึงกลัวที่จะรักใคร? กลัวว่าความรักจะทำให้คุณอ่อนแอ?” ผมเดินตามไปยืนข้างๆคุณต้วน ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมอยู่กับเขาแล้วผมถึงได้รู้สึกถึงความว่าเปล่า เพราะเขาพยายามตัดความรู้สึกส่วนตัวเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองอ่อนแอนั่นเอง

 

“เสี่ยวเจียเปลี่ยนไปจากเดิมตั้งแต่ได้พบนาย ช่วงหลังมานี้การตัดสินใจของเขาส่วนใหญ่ก็เพื่อนาย” คุณต้วนหันกลับมามองผม

 

ความรักอาจจะทำให้คนฉลาดปราดเปรื่องกลายเป็นคนโง่เขลาได้ก็จริง แต่ความรักไม่ได้ทำให้ใครอ่อนแอ ยิ่งเผชิญอุปสรรค์ยากแค้นมากแค่ไหน ดอกผลที่ออกก็ยิ่งหอมหวานยืนนานเท่านั้น” ผมเผลอตัวคลี่ยิ้มออกไปเมื่อนึกถึงกายี

 

“ฉันไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของเสี่ยวเจียจนกระทั่งได้ใกล้ชิดกับนาย” คุณต้วน ก้าวเข้ามาประชิดตัวผม มือข้างหนึ่งจับแก้มผมไว้ มืออีกข้างรวบเอวผมดึงเข้าหาตัว ยังไม่ทันที่ผมจะได้รวบรวมความคิด ริมฝีปากก็ถูกช่วงชิง

 

คุณต้วนบดเบียดริมฝีปากผมอย่างรุนแรง ปลายลิ้นอุ่นแทรกเข้ามาในโพรงปากช่วงชิงลมหายใจผมไปจนหมด ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่รู้สึกถึงลมหายใจคุณต้วนที่อ้อยอิ่งอยู่เหนือกระหม่อมและเสียงกระซิบข้างหู

 

แบมแบม...อยู่ใกล้นายแล้วฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว

 

 

------------------------------------------

To Be Con

ติดตามต่อตอนหน้าค่ะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น