facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

7. ความหล่อเป็นเหตุสังเกตได้ 50%

ชื่อตอน : 7. ความหล่อเป็นเหตุสังเกตได้ 50%

คำค้น : หล่อ

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 170

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มิ.ย. 2564 22:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7. ความหล่อเป็นเหตุสังเกตได้ 50%
แบบอักษร

บทที่ 7 

ความหล่อเป็นเหตุสังเกตได้ 

  

“ความคิดไม่เข้าท่า มีดีแค่หล่อเท่านั้นแหละ พวกพนักงานสาวถึงได้กรี๊ดกันนัก” 

พานลั่วเฉิงแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยถึงบอสหนุ่มที่เข้ามาบริหารงานได้ครึ่งปี แต่มีสาว ๆ กรี๊ดกันทั้งบริษัท ทั้งที่วัน ๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร เอาแต่เก๊กหน้าหยิ่งยโสอย่างนั้น 

“คุณพาน คุณลองมองให้ออกว่าจุดแข็งของบอสอิงอยู่ตรงไหน” 

คู่สนทนาเป็นหนุ่มวัยสามสิบห้า รูปหน้ายาว จมูกโด่งเป็นสันชัดเจน ตาคมโตใต้คิ้วตรงที่พาดเป็นสัน รูปร่างสูงใหญ่แน่นไปด้วยมัดกล้ามนั้นทำให้เขาดูมีเสน่ห์ 

หนุ่มคนนี้คือ ‘เจิ้งสิงฝาน’ ซีอีโอแห่ง ‘จูหลิง จิวเวลรี่’ ที่จัดเป็นคู่แข่งของเจินเป่า กรุ๊ป 

สองหนุ่มต่างวัยนัดดื่มกันในผับดังในย่านที่คนวัยทำงานมักมาเที่ยว 

พานลั่วเฉิงมีสายตาที่แสดงความหมั่นไส้ที่สุดเมื่อเอ่ยถึงบอสของเขา 

“มันไม่ได้มีอะไรที่น่าชื่นชมหรอกนะคุณเจิ้ง มันก็แค่เด็กที่เพิ่งหย่านม” 

“คุณพาน การที่เราจะเอาชนะศัตรู เราต้องรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของมัน อคติไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะ เท่าที่ผมตามดู ผมว่าหกเดือนมานี้เจินเป่าดูจะมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น สังเกตได้จากที่ในโซเชียลพูดถึง และหุ้นก็แพงขึ้นด้วย ถ้าบอสอิงไม่มีอะไรดีคงไม่ทำได้ขนาดนี้”  

เจิ้งสิงฝานหรี่ตาอย่างครุ่นคิด 

เขาให้พานลั่วเฉิงเจาะข้อมูลเจินเป่ามานานแล้ว 

แม้กระทั่งส่งคนแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานมาเกือบปี 

และรอวันเปลี่ยนบอสจากเฉินจวิ้นเชามาเป็นเฉินเฉียวอิง  

รอมาตั้งแต่รู้ข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร เพราะมันจะเป็นช่วงที่เจินเป่าอยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุด  

แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น 

เฉินเฉียวอิงเหมือนจะทำการบ้านมามาก พอเข้ามาถึงก็เรียนรู้งานได้ไวเกินคาด เข้ามาทำงานได้ครึ่งปียอดขายก็พุ่งจากปีที่แล้วไปสามสิบเปอร์เซ็นต์  

มันไม่ใช่แค่ความหล่อแน่ ๆ  

“ตอนนี้ได้ข่าวว่าจะคิดไปซื้อที่เชียงใหม่เพื่อเปิดสาขา” พานลั่วเฉิงรายงาน 

“เชียงใหม่? ” เจิ้งสิงฝานเลิกคิ้ว 

“ใช่ครับ ก็ความคิดไอ้บ้านนอกนภัทรนั่นแหละ ถ้าไปดูที่แล้วก็คงสรุปอีกที แล้วผมจะมารายงานความคืบหน้าให้คุณแล้วกัน” 

“ขอบคุณมาก เอาล่ะคุณพาน” เจิ้งสิงฝานตัดบทและเปลี่ยนเรื่อง 

“เราเลิกพูดเรื่องงานกันก่อน แล้วไปพักผ่อนหาน้อง ๆ ที่คลับกันดีกว่า ถ้าสมองปลอดโปร่งแล้วน่าจะคิดอะไรได้ดีขึ้น ผมเลี้ยงเอง ถือเป็นการตอบแทนที่วันนี้เอาข่าวสำคัญมาบอกนะ” 

 

“ขอบคุณมากนะครับคุณแนน” 

เฉินเฉียวอิงค้อมศีรษะให้วนัสนันท์เมื่อเห็นผลงานของเธอออกมาเป็นที่ประจักษ์ตรงหน้า 

ร่างผอมสูงยืนล้วงกระเป๋ามองความอลังการของลอบบีธรรมดาที่ถูกดัดแปลงให้เป็นบัลลังก์หรูหราสำหรับนั่งถ่ายภาพ รายล้อมด้วยโต๊ะและเก้าอี้บุนวมสีเมทาลิกสีที่เข้าชุดกัน มีซุ้มโค้งรูปมงกุฎสำหรับชงเครื่องดื่มให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเฉินเฉียวอิงได้จัดอบรมการชงเครื่องดื่มง่าย ๆ ให้พนักงานขายบางส่วนแล้ว  

อีกทั้งบอสยังได้สั่งทำรูปจำลองประดับคริสตัลสวาลอฟกี้เป็นรูปการ์ตูนสัตว์ต่าง ๆ ขนาดเท่าคนใส่ตู้โชว์วางไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้ถ่ายรูปได้อีกด้วย 

บอสใหญ่มีสีหน้าพอใจ 

ชิดชญาซึ่งเดินตามต้อย ๆ รู้ว่าสีหน้าอย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว 

รอยยิ้มของบอสนั้นรับรู้ได้ทางโทรจิต! 

หวังว่าคุณแนนคงเข้าใจ 

“คุณแนนคะ” ชิดชญาเรียก 

เอ้า...แอบมองบอสอยู่นั่นแหละ 

เห็นวนัสนันท์แอบเคลิ้มกับหน้าหล่อ ๆ กับหุ่นลีน ๆ ของบอส ชิดชญาที่จริงไม่อยากรบกวน 

ก็รู้ว่าบอสอิงน่ะหล่อตั้งแต่สันกรามยันลูกกระเดือก 

แต่นี่มันเวลางาน! ช่วยสนใจฟังหน่อย!  

“เอ่อ...คุณแนนคะ”  

คราวนี้ชิดชญาเสนอหน้าเข้าไปในคลองสายตาของมัณฑนากรสาว จนฝ่ายนั้นสะดุ้ง 

“อ้อ...คุณเฟิร์นว่าไงคะ? ” 

“อีกสักประมาณเดือนสองเดือนอาจจะต้องรบกวนคุณแนนอีกนะคะ เพราะเรามีโครงการจะไปเปิดสาขาที่เชียงใหม่ ถึงเวลานั้นต้องให้คุณแนนช่วยอีกค่ะ” 

“ได้เลยค่ะคุณเฟิร์น บอกไว้ล่วงหน้าแนนจะได้เตรียมตัว อยากได้คอนเซ็ปต์แบบไหนแจ้งมาได้เลยนะคะ” 

วนัสนันท์มีท่าทีกระตือรือร้นเต็มที่ 

ท่าทางจะชอบบอสมาก 

แต่จะว่าไปถ้าคุ้นชินกับความเย็นชาของเขาแล้วก็ไม่รู้สึกว่าเขาน่ากลัวแต่อย่างใด 

ระยะหลังเขาใจดีทำอาหารกลางวันมาเลี้ยงเธอและเกาซิ่งอยู่บ่อย ๆ  

หากวันไหนเขาไม่มีงานดึกก็มักจะเรียกให้เธอติดรถกลับบ้านด้วยเสมอ  

ชิดชญาเลิกนั่งตัวเกร็งในรถไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่มีคำสนทนาใด ๆ ตลอดเส้นทาง ทว่ากลับไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อก่อน 

ที่จริงเธอรู้... 

ตั้งแต่เขาเลี้ยงเจ้าเถียนเถียนก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาก แถมยังใช้มันเป็นตัวช่วยในการฝึกภาษาไทยเสียด้วย  

เธอเคยเห็นเขาพูดภาษาไทยกับเถียนเถียน 

ภาษาไทยของบอสนั้นได้มาจากชิดชญาบ้าง วายุบ้าง บางครั้งก็หัดพูดกับเกาซิ่งซึ่งภาษาไทยก็งู ๆ ปลา ๆ จนไม่รู้ว่าตกลงแล้วระหว่างบอสกับเลขา ใครจะพูดภาษาไทยได้ตลกกว่ากัน  

สุดท้ายก็มีการใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือเป็นตัวช่วยในฝึกอีกทาง 

“เสาร์นี้ว่างไหม? ผมอยากพาเถียนเถียนไปทะเล” 

เฉินเฉียวอิงเปรยขึ้นขณะขับรถพาชิดชญากลับบ้าน 

“เสาร์หน้าได้ไหมคะ พอดีนัดกับอากงไว้ว่าจะไปเพื่อนแกรำมวยไทเก๊กน่ะค่ะ นี่ไม่ได้ไปกับแกมาสองสัปดาห์แล้ว เดี๋ยวแกงอน” 

“อือม์ ถ้างั้นเสาร์หน้า” 

เขาตอบสั้น ๆ  

แล้วชิดชญาก็นึกอะไรขึ้นได้ 

“เออ...บอสคะ ไอ้ฮวงมันก็จะกลับบ้านเหมือนกันนะคะ เห็นว่าจะไปเป็นเพื่อนอาม่าเต้นชะชะช่า ถ้าบอสว่างก็ไปเจอมันได้นะ เดี๋ยวเฟิร์นให้มันเตรียมทำกับข้าวให้” 

 

บ่ายวันเสาร์เฉินเฉียวอิงไปถึงหน้าร้านบ้านชิดชญา 

“อ้าว...คุณ” นายทวีศักดิ์ร้องทักชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นฝ่ายนั้นยกมือไหว้ 

เฉินเฉียวอิงเป็นลูกค้าประจำไปแล้ว หลังจากที่รู้ว่าที่นี่คือแหล่งขายวัตถุดิบสำหรับทำอาหารแหล่งใหญ่ 

เดิมทีทั้งพ่อและแม่ของชิดชญาไม่คิดจะรับเงินจากเขา แต่เฉินเฉียวอิงเสนอว่าขอส่วนลดเพื่อความสบายใจดีกว่า สองสามีภรรยาก็ไม่ขัด 

ชายหนุ่มยื่นกล่องใส่อาหารให้ผู้อาวุโสทั้งสอง 

“ขนมผักกาดครับ ผมทำมาให้” 

“ขอบใจมากเลยจ้ะ เข้าไปข้างในก่อนนะฮวงรออยู่ข้างใน เฟิร์นไปคุยอากงเขา เดี๋ยวก็คงมา”  

ลินดากล่าวก่อนจะพาเฉินเฉียวอิงเดินไปด้านหลังซึ่งเป็นห้องครัวตกแต่งแบบโมเดิร์น ชนิดที่ว่าคนละเรื่องกับหน้าร้านที่ดูโบราณเลยทีเดียว  

ลินดากดอินเตอร์คอมเรียกคนที่อยู่ข้างบน ก่อนที่ร่างสูงของวายุจะวิ่งตื๋อลงมา 

“พี่อิง” เสียงเรียกมาก่อนตัวเสียอีก 

“มา ๆ ๆ ขึ้นมาข้างบนก่อน” 

ว่าแล้วก็ลากแขนของคนพี่ขึ้นไป 

วายุเดินไปบรรยายไปว่าบ้านหลังนี้มีทั้งหมดสี่ชั้น นอกจากหน้าร้านแล้ว ทุกชั้นล้วนได้รับการรีโนเวทเป็นแบบสมัยใหม่ทั้งหมด ชั้นสองเป็นโซนของพ่อแม่ ชั้นสามเป็นของวายุ ส่วนชั้นสี่เป็นของชิดชญา  

“เจ๊เฟิร์นคุยกับอากง จะเรียกว่าคุยก็ไม่ใช่ล่ะ เรียกว่าเม้าท์แตกดีกว่า เดี๋ยวอากงกับอาม่าจะมากินข้าวด้วยนะ วันนี้ฮวงเตรียมทำอาหารไว้ตั้งเยอะ” 

วายุรินน้ำผลไม้ให้คนพี่ ก่อนจะเอาขนมเปี๊ยะกุหลาบสีชมพูสวยออกมาเสิร์ฟ 

เขารู้ว่าเฉินเฉียวอิงเป็นหนุ่มสายรักสุขภาพอยู่เหมือนกัน แม้ในห้องบอสหนุ่มจะมีเบียร์และวิสกี้อยู่บ้าง แต่ที่จริงแล้วดื่มของมึนเมาไม่เก่ง  

คราวที่แล้ววายุเข้าไปในห้องเขาตั้งใจว่าจะแค่เอาเสื้อผ้าคืน แต่พอเอาเข้าจริงเฉินเฉียวอิงยื่นเบียร์กระป๋องให้ดื่ม แล้ววายุก็ชื่นชมกับห้องสวย ๆ ของคนพี่ที่เห็นทิวทัศน์ได้รอบกรุง แบบสุดแสนโรแมนติก  

อิเจ๊เฟิร์นไปห้องบอสหลายครังแล้ว มันไม่รู้สึกรัญจวนใจบ้างรึไง 

คืนนั้นวายุก็คุยกับเฉินเฉียวอิงเรื่องงานดีไซน์ที่แม้จะคนละสาย แต่ถึงอย่างไรเสื้อผ้าและเครื่องประดับย่อมมาคู่กัน ทำให้สองหนุ่มอยู่คุยกันจนดึก โดยวายุเป็นผู้กล่าววาจามากกว่า 

แต่เฉินเฉียวอิงก็มีทีท่าสนใจในหัวข้ออยู่ไม่น้อย 

“เออ...พี่อิง คราวที่แล้วที่คุยเรื่องหนังเรื่องนั้นน่ะ ของคุณปกป้องน่ะ เขาก็ติดต่อให้ผมดีไซน์ชุดให้เหมือนกันนะ เราได้ทำงานด้วยกันแล้ว” 

วายุยิ้มกว้างสุด ๆ  

ส่วนเฉินเฉียวอิงนั้นหน้านิ่งแบบได้กลิ่นไอแห่งความพอใจก็หมายถึงรอยยิ้มของเขาแล้ว 

วายุก็เหมือนจะชินเสียแล้วกับท่าทีแบบนี้ จึงจ้อต่อไปว่าตนมีชุดที่ออกแบบเล่น ๆ ไว้หลายชุด จากนั้นจึงเปิดห้องนอนค้นงานดีไซน์ออกมาและเรียกเฉินเฉียวอิงเข้ามาดูด้วยกัน 

 

“อากงไม่มีจริง ๆ เหรอ ยากระตุ้นการหัวเราะน่ะ” 

ชิดชญาถามจริงจัง 

ชายชราวัยเจ็ดสิบห้าในชุดเสื้อคอปิดแบบจีนมองหลานสาวอย่างเอือม ๆ  

“มีแต่ยาโป๊ว ลื้อจะเอาไหมละ กินแล้วคึกทั้งคืนน่ะ” 

“โธ่...อากง เฟิร์นแค่อยากเห็นเขายิ้ม มีคนบอกว่าเขายิ้มน่ารัก” 

“อั๊วว่าลื้อมีปัญหาละ ผู้ชายเห็นลื้อแล้วหมดอารมณ์ ลื้อต้องพิจารณาตัวเอง” 

“เฮ้ย...ทำไมต้องพูดเหมือนไอ้ฮวงด้วยล่ะ” ชิดชญาโอดครวญ 

“ก็ถ้าลื้อจะเอาอีทำผัวเดี๋ยวอั๊วจัดยาโป๊วให้ได้ แต่ลื้อก็บอกไม่เอา” 

“ใครจะไปเอาผู้ชายแบบนั้นเล่า วัน ๆ มีหน้าเดียว เบื่อตายชัก” 

“ก็ลื้อว่าอีทำอาหารอร่อยไม่ใช่เหรอ” 

“อาหารอร่อยกินที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าให้อยู่กับอนุสาวรีย์ทุกวัน เฟิร์นต้องหาดอกไม้มาบูชาไหมล่ะ อากงล่ะก็ ไหนว่าเป็นหมอเทวดา แค่ยาหัวเราะก็ไม่มี” 

“เอ๊ะ...ลื้อนี่ มานี่เลย มาแมะสักทีซิ สมองลื้อมันมีปัญหาตรงไหน อั๊วขอตรวจดูหน่อย” 

 

สี่โมงเย็น... 

วายุชวนเฉินเฉียวอิงลงไปเข้าครัวด้วยกัน 

บอสใหญ่ลงมือผัดไก่ผัดเม็ดมะม่วงด้วยตนเองอย่างคล่องแคล่ว ทั้งท่าทางจับตะหลิวเขย่ากระทะ ทำเอาวายุต้องทึ่ง จนถึงกับยกนิ้วให้และหมายมาดในใจ... 

คุณสมบัติครบถ้วน ฮวงให้ผ่าน! 

ชิดชญาเดินเข้ามาเสนอหน้าแต่ถูกน้องชายขับไล่ทันที 

“ไม่ช่วยก็อย่าเกะกะ” 

หญิงสาวเบะปากทำจมูกย่นใส่ 

ในขณะที่เฉินเฉียวอิงหันไปบอก 

“ไปนั่งรอก่อน” 

ไปนั่งเฉย ๆ ซะที่ไหน ปากก็งับถั่วลิสงอยู่หน้าทีวี 

จวบจนอาหารตั้งโต๊ะอากงอาม่า ป๊าม้า มากันครบ จึงลงมือกันอย่างครึกครื้น 

“ลื้อเป็นเป็นเถ้าแก่อาเฟินใช่ไหม? ”  

นางเตียงถามหนุ่มร่างบางที่เพิ่งเข้ามาร่วมโต๊ะที่นี่เป็นครั้งแรก สำเนียงจีนกลางของนางแม้จะแปร่ง ๆ แต่บอสหนุ่มก็ยังพอฟังเข้าใจ  

“ครับ” 

“อีทำงานเป็นไง? ” 

“ทำงานดีครับ”  

ชิดชญาได้ยินดังนั้นก็ยืดยิ้มอย่างภูมิใจ แต่แล้วก็ถูกสกัดดาวรุ่งโดยน้องชาย 

“ทำงานดีแต่ชอบนั่งกินถั่วในที่ทำงาน” 

“ไอ้ฮวง! ” พี่สาวถลึงจ้อง 

ขณะเดียวกันเฉินเฉียวอิงก็คีบอาหารใส่จานหญิงสาวพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ 

“กินข้าว อย่าดุน้อง” 

แหม...เอาอาหารมาปิดปากเรา  

ทีไอ้ฮวงล่ะ แตะไม่ได้เชียว 

ชิดชญาทั้งขำทั้งหมั่นไส้ในความสนิทสนมของทั้งคู่ 

“ลื้อก็กินเยอะ ๆ ” นายเพ้งกล่าวกับคนหนุ่มรุ่นหลาน 

แววตาอ่อนโยนของผู้อาวุโสมองดูคนหนุ่มที่มีใบหน้าละมุนแบบปากนิดจมูกหน่อยเรียบร้อยน่าเอ็นดู  

ในสายตาผู้อาวุโสไม่ได้มองเฉินเฉียวอิงเป็นเหมือนอนุสาวรีย์อย่างที่หลานสาวเคยประณามไว้ เขากลับเห็นว่าคนรุ่นใหม่ยุคนี้หาที่เรียบร้อยแบบนี้นั้นยากเต็มทน  

“นอนดึกใช่ไหม? ” นายเพ้งถาม 

เฉินเฉียวอิงชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ อย่างฉงนใจที่อยู่ดี ๆ ผู้อาวุโสทักเรื่องนี้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว