facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามซ่อนรัก 25 : คิดวิธีเปลี่ยนร่าง

ชื่อตอน : ฉลามซ่อนรัก 25 : คิดวิธีเปลี่ยนร่าง

คำค้น : ฉลามซ่อนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2564 18:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามซ่อนรัก 25 : คิดวิธีเปลี่ยนร่าง
แบบอักษร

ฉลามซ่อนรัก 25 : คิดวิธีเปลี่ยนร่าง 

#ฉลามซ่อนรัก 

 

           ผมรักทุกคำพูดที่ออกมาจากผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าเราจะผ่านเรื่องทุกข์มามากแค่ไหน เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านไปได้เสมอ และเขาไม่เคยพูดจาเห็นแก่ตัว ถึงเขาจะพูดว่าไม่อยากปล่อยผมไป แต่นั่นก็ไม่ใช่การเห็นแก่ตัวเลยสักนิด

 

           กลับกันเป็นผมต่างหากที่อยากทิ้งเขาเพราะคิดว่าตัวเองไม่ดี

 

           ทั้งที่ยังไม่ได้หาวิธีเปลี่ยนตัวเองเลย

 

           อาโนเอลจูบหน้าผากผม ใช้ปลายนิ้วลูบริมฝีปาก เราสองคนสบตากัน ผสานความรักเป็นหนึ่งเดียวโดยมีพ่อดีแลนแอบมองอยู่จากชั้นสอง เขามองตาถลึงก่อนที่แม่จะปิดม่านไม่ให้มอง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือแม่ยิ้มให้ก่อนจะลากพ่อไปจากตรงนั้น

 

           ไม่งั้นเราสองคนคงได้ถูกขัดจังหวะจากพ่อดีแลนแน่ๆ

 

           “รู้สึกเหมือนถูกคนมองเลยเมื่อกี้”

 

           “คิดมากน่ะครับ” ผมยิ้มให้แม้ว่าอาจะสัมผัสได้ก็ตาม “มีแค่เราแล้วตอนนี้”

 

           “แบบนั้นก็ดีสิ”

 

           “…”

 

           “จะได้ขอทำคะแนนหน่อย” เขาหัวเราะขบขันก่อนจะเกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าผมไปทัดหูให้ การกระทำอ่อนโยนของเขามีผลต่อหัวใจพาให้ผมหลุบตามองเรียวปากแสนหวานนั่น เช่นเดียวกับอาที่โน้มหน้าลงมา “จูบได้หรือเปล่า”

 

           “ทำไมถึงถามล่ะครับ” ผมอมยิ้มเขินอาย “ปกติอาไม่ถามนี่น่า”

 

           “เราเคยจูบกันแค่ไม่กี่ครั้งเองและเราก็เป็นคนเริ่มทุกครั้ง” อาพึมพำ “ครั้งนี้อาอยากทำด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่อยากฝืนใจเรา”

 

           “พูดเหมือนก่อนหน้านี้ผมฝืนใจอา”

 

           “ไม่ใช่อย่างนั้น แค่จูบก่อนๆ อาไม่ได้ตั้งตัวนี่น่า” เขาย่นคิ้วใส่ “แล้วก็ตอนนั้นอายังให้ความชัดเจนกับเราไม่ได้ มันต่างจากตอนนี้นะ”

 

           “ตอนนี้อาอยากชัดเจนกับผมแล้วเหรอครับ”

 

           “มากเลยล่ะ”

 

           “…”

 

           “อาอยากทำให้มันถูกต้องนะ”

 

           “อาครับ”

 

           “เราจะได้ไม่ต้องกลัวว่าอาจะไม่รักในแบบที่เราต้องการอีก” รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาพาให้หัวใจผมเต้นถี่ “เพราะอารักเราในแบบที่เราหวัง อารักของอามานานมาก และอาไม่อยากเสียเราไปอีก แค่จากกันนิดเดียวอาก็แทบจะบ้าตายแล้ว”

 

           “ฟังดูไม่ใช่อาที่ผมรู้จัก”

 

           “คงเพราะก่อนหน้านี้อาทรมานเรามานาน”

 

           “ผม...”

 

           “ขอโทษนะที่เพิ่งจะมารับรักอย่างเป็นทางการ”

 

           “อา”

 

           “แต่อารักเรานะ”

 

           “…”

 

           “อารักเรามากนะ ซีน” ผมได้แต่ยิ้มเขินอายกับประโยคบอกรัก ทั้งน้ำเสียง ทั้งแววตามันสะท้อนถึงความรู้สึกที่เขามีให้ผมจนล้นอกไปหมด นาทีนั้นผมโอบรอบคอเขา กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เขายอมรับความรู้สึกผม ผมไม่ถือโทษเลยที่ก่อนหน้านี้เขาบ่ายเบี่ยง ทำเป็นไม่สนใจทั้งที่เรารักกันมากขนาดนี้

 

           เขาเป็นผู้ใหญ่ ย่อมคิดอะไรมากกว่าที่ผมคิดนัก ช่องว่างระหว่างวัยทำให้เราต้องใช้เวลานานในการปรับจูนให้ตรงกัน อีกทั้งเหตุการณ์ที่เราเจอมามันก็ช่วยยืนยัน เป็นดั่งคมดาบที่พังกำแพงของเราให้พังทลาย

 

           เราต่างรู้ว่าการแยกจากกันหรือการสูญเสียกันไปมากแย่แค่ไหน

 

           ชีวิตนี้มันสั้น ถ้ามัวแต่รอ มัวแต่ยื้อเวลามันไม่ช่วยอะไร กลับกันมันยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้าย

 

           “ขอบคุณที่รักผมนะครับอาโนเอล” ผมว่าเสียงแผ่ว “ผมมีความสุขมาก”

 

           “อาไม่อยากให้เราคิดว่าที่อาพูดเพื่อแค่ให้เรารู้สึกดีขึ้นนะ” เขาย้ำเสียงหนัก “อาพูดเพราะอารักเรา อาไม่อยากเสียเราไป ไม่ได้อยากให้เราสบายใจเท่านั้น”

 

           “ผมรู้ ผมเห็นมันในแววตาของอา”

 

           “งั้นมองตาอาไว้นะ”

 

           “ครับ ?”

 

           “มองให้นานแล้วจะเห็นว่าอารักเรามากแค่ไหน” ผมเขินแทบตาย “รักทุกอย่างไม่ว่าเราจะเป็นยังไง จะร่างมนุษย์หรือฉลาม อาก็รักทั้งหมด รักจนยอมแลกทุกอย่างเพื่อเราได้”

 

           “ผมเขินจะตายแล้ว”

 

           “งั้นย้อนกลับไปคำถามแรกดีไหม”

 

           “หืม ?”

 

           “ที่ถามว่าจูบได้หรือเปล่า” เขายิ้มกว้าง “อารอคำตอบอยู่นะ”

 

           “ไม่เห็นต้องรอเลยนี่ครับ”

 

           “ซีน”

 

           “เราควรจะจูบกันตั้งแต่อาถามจบแล้ว :)” จบประโยคนั้นพวกเราก็ยิ้มให้กันเคล้าเสียงหัวเราะก่อนที่ริมฝีปากทั้งสองจะเลื่อนเข้าหากันผสานกลายเป็นหนึ่ง ความวาบวามเคลื่อนไหวดั่งเกลียวคลื่น อาประคองใบหน้าผมไว้ในฝ่ามือ ขณะที่ใช้แขนอีกข้างโอบเอวผมไว้แล้วรั้งเข้ามาใกล้ๆ

 

           ส่วนผมก็โอบรอบคอเขา จูบตอบพร้อมปล่อยให้เขาได้เก็บเกี่ยวความหวานภายใน

 

           นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมสัมผัสได้ถึงความสุขจากการจูบใคร เพราะจูบก่อนหน้านี้ของเรามันเต็มไปด้วยความเสียใจ ความเมา และความรู้สึกย่ำแย่ที่ดึงรั้งเราไว้

 

           ทว่าจูบนี้มันอ่อนโยน แสนหวานราวกับน้ำผึ้งที่ผ่านมากลั่นกรองมาอย่างดีไม่ก็ขนมสายไหม

 

           เป็นจูบแรกที่สร้างความประทับใจ

 

           “พ่อเราแอบมองอยู่ไหม”

 

           “แม่ปิดม่านไปแล้วครับ”

 

           “โอเค” ผมขบขันให้กับอาที่ผละออกมาถามก่อนเราจะจูบกันอีกครั้ง ไม่แปลกที่เขาจะถามเพราะขนาดปิดม่านไปแล้วก็ยังสัมผัสถึงรังสีอำมหิตของพ่อดีแลนได้ เดาว่าตอนนี้พวกพ่อๆ คงกำลังสนุกกับแม่ ผมได้กลิ่นรสชาติของผู้ใหญ่ 

 

           ซึ่งไม่ต้องเดาเลยว่ามันจะเร่าร้อนขนาดไหน พ่อกับแม่ไม่เคยแผ่วเรื่องแบบนี้

 

           แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราควรสนใจหนิ สิ่งที่เราควรโฟกัสคือความรู้สึกเราตอนนี้มากกว่า

 

           เราจูบกันนานมาก ผสมผสานความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์อันเหนียวแน่น ผมไม่คิดว่าเราจะกลับไปเป็นอาหลานกับอีกแล้วต่อให้ผมจะยังเรียกเขาว่าอาก็ตาม แต่มันชินปากไปแล้ว และมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายตรงไหน

 

           เราไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาหรือคำพูดใคร

 

           สิ่งเดียวที่เราควรใส่ใจคือความรู้สึกของเราที่มีให้

 

           “อยากคบกับอาไหม”

 

           “เป็นแฟนน่ะเหรอครับ”

 

           “ใช่”

 

           “ไม่รู้สิครับ ผมว่ามันน้อยไป”

 

           “หืม ?”

 

           “แต่งงานเลยได้ไหม”

 

           “…!!”

 

           “จะได้ขอพ่อทีเดียว :)” 

 

           อยากข้ามขั้นเลยครับ ไม่อยากเป็นแค่แฟนเด็กแล้ว

 

 

           คืนนั้นเรานั่งคุยกันอยู่ริมสระจนอาผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อย ผมต้องส่งกระแสจิตขอร้องให้ซีวานมาพาอาไปนอน เพราะถ้าเขานอนอยู่ข้างสระน้ำจะป่วยเอาได้ ยิ่งเขาบาดเจ็บอยู่แบบนี้ ถ้าแผลติดเชื้อขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ ซีวานเลยพาอาไปนอนที่โซฟา ปรับมันให้เป็นเตียงเพราะอาไม่อยากขึ้นไปนอนข้างบน

 

           เอาแต่บอกจะอยู่เป็นเพื่อนผมทั้งที่สภาพร่างกายตัวเองก็ไม่ได้ดีเลยสักนิด

 

           ตอนเขาหลับผมก็เอาแต่เท้าแขนมองเขาจากตรงนี้ มองดูความน่ารักของคนที่เพิ่งจะขอคบ ถึงมันจะยังไม่เป็นทางการเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำเอาผมดีใจแทบบ้า ผมมีความสุขมากจนเกือบลืมไปเลยว่าตอนนี้เผชิญปัญหาอยู่

 

           อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น มีแรงต่อสู้กับเรื่องอื่นๆ

 

           บางครั้งเราเวลาเราเหนื่อยหรือท้อ เราแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะสู้ไปกับเราหรือกลัวไปกับเรา ใครก็ได้ที่เชื่อมั่นในตัวเรา ซึ่งผมโชคดีมากที่มีครอบครัวและคนรักที่เชื่อในตัวผม

 

           ต่อให้ผมจะยังเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทว่ามันก็ดีกว่าตอนอยู่คนเดียวนัก

 

           ผมหลับไปอีกรอบ ฝันเห็นตัวเองที่นั่งมองกัน

 

           แววตาของเขาเศร้าเช่นคนคิดหนัก

 

           ผมเลยเอื้อมมือไปจับมือเขาแล้วบีบเบาๆ

 

           ‘เราจะผ่านไปด้วยกัน’

 

           ‘กลัวไหม’

 

           ‘กลัวสิ’

 

           ผมตอบกลับ ถ้าไม่กลัวมันก็คงเป็นเรื่องโกหก ผมกลัวชนิดที่ต้องให้คนอื่นมากล้าแทนผม แต่กับอีกคนในร่างเขารับความรู้สึกของผมทั้งหมด เขาคือเงาสะท้อนแบบคูณสองที่เห็นแล้วผมอยากปกป้องเขา เขาจะได้รู้สึกดีขึ้น

 

           เขารับรู้ความรู้สึกผม พอผมกลัว เขาก็ยิ่งกลัวมากกว่า

 

           เพราะงั้นผมต้องเข้มแข็งเหมือนที่เขาทำตลอดมา

 

           เราคือคนเดียวกันแล้วนะ

 

           ‘เราจะกลัวไปด้วยกัน’

 

           ‘ขอโทษนะ’

 

           ‘ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย ไม่มีใครผิดหรอกนะ’

 

           ‘แต่ฉันทำให้นายเจ็บปวด’

 

           ‘นายก็เจ็บเหมือนกัน’

 

           ‘…’

 

           ‘เพราะงั้นอย่าแยกจากกันเลยนะ’

 

           ‘...’

 

           ‘สู้ไปด้วยกันเถอะ’ 

 

           “อือ...” ผมครางในลำคอตอนที่แสงอาทิตย์กระทบเปลือกตาบาง พอนอนในสระน้ำแบบนี้ ถูกปลุกจากดวงตะวันง่ายมาก เข้าใจแล้วที่พ่อดีแลนตื่นเช้าเวลาโดนแม่ไล่ออกมานอนที่สระน้ำ จำได้ว่าเขาจะรีบตื่นมาทำอาหาร ตอนแรกก็คิดว่าอยากเอาใจแม่เท่านั้น

 

           แต่เขาคงอยากหนีเข้าบ้านไม่เจอกับความร้อนของแสงแดดมากกว่า

 

           “ฟู่ว” ผมถอนหายใจหลังดำลงไปใต้น้ำ ความเย็นของน้ำในสระช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ดีหน่อยที่เมื่อวานนอนมาเยอะพอสมควร พอตื่นเช้าเลยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าไหร่ ผมตีหางไปมาเพื่อให้ตัวเองทรงตัวได้ก่อนจะมองเข้าไปข้างใน

 

           อายังนอนอยู่ที่เดิม ขณะที่มือยื่นมาทางนี้คล้ายกับละเมออยากให้เราจับมือกันไว้

 

           ทำเอาผมยกยิ้มดีใจที่เห็นเขาพักผ่อนได้

 

           “ตื่นเช้าเชียว”

 

           “พ่อครับ”

 

           “อรุณสวัสดิ์ซีน” ผมยิ้มหวานให้กับพ่อดายที่เดินลงมาจากชั้นสอง ดวงตาสีดำสบตากับผมพลางเหลือบมองอาโนเอลที่เกือบจะตกโซฟาอยู่แล้ว พ่อเลยเดินไปดึงร่างอาให้นอนดีๆ ไม่ได้มีท่าทีอยากกินหัวแบบที่พ่อดีแลนชอบทำ

 

           ทำเอาผมโล่งใจที่พ่อใจดีกับอานักก่อนที่เขาจะเดินมาหา

 

           “ร้อนหรือเปล่า”

 

           “นิดหน่อยครับ” ผมไหวไหล่ “แต่ผมทนได้ ยังไงก็อยู่ในน้ำอยู่แล้ว”

 

           “ถ้าลูกอยากไปว่ายน้ำในทะเล พ่อจะพาไป”

 

           “ผมไม่ค่อยอยากออกจากบ้านเท่าไหร่”

 

           “…”

 

           “ผมโอเคดีครับพ่อ ไม่ต้องเป็นห่วง” ผมระบายยิ้มบางหวังให้เขาสบายใจขึ้น “แล้วแม่กับพ่อดีแลนล่ะครับ ยังไม่ตื่นเหรอ”

 

           “อื้ม พวกเขาหลับอยู่ อีกสักพักคงตื่นมากินมื้อเช้า”

 

           “วันนี้พ่อจะทำเมนูอะไรเหรอครับ ผมอยากรู้จัง”

 

           “จะทำของโปรดลูก แพนเค้กราดน้ำผึ้งท็อปปิ้งด้วยบลูเบอร์รี่” ผมตาลุกวาว “และว่าจะมาจัดโต๊ะกินข้าวเช้าที่ข้างสระน้ำ”

 

           “ทำไมไม่กินในบ้านล่ะครับ ตรงนี้ร้อนจะตาย”

 

           “กินด้วยกันมันอร่อยกว่าจริงไหม”

 

           “พ่อดาย...”

 

           “และลูกคงอยากมีเพื่อนมากกว่าอยู่คนเดียว” เขายิ้มให้ก่อนจะลูบหัวผม การกระทำแสนอ่อนโยนนั่นทำผมจะร้องไห้แต่เช้า พ่อคงกลัวว่าผมจะเหงาถึงได้ทำแบบนั้น มันแสดงให้เห็นเลยว่าเขาใส่ใจผมมากแค่ไหน “ลูกอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม”

 

           “ไม่ครับ แค่ได้อยู่กับทุกคนผมก็พอใจแล้ว” พ่อดายพยักหน้า “แต่...ผมรู้สึกว่าพ่อมีบางอย่างอยู่ในใจ”

 

           “...”

 

           “พ่ออยากถามอะไรผมไหม”

 

           “พ่อไม่อยากทำให้ลูกไม่สบายใจ”

 

           “เกี่ยวกับปู่ใช่ไหม”

 

           “…”

 

           “เขายังมีชีวิตอยู่ครับพ่อ” ผมว่าเสียงแผ่ว ไม่คิดปิดบังพ่อแม้ว่าการพูดถึงผู้ชายคนนั้นจะทำให้ผมรู้สึกแย่ก็ตาม แต่ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของพ่อดาย เขาคงอยากเจอปู่เดม่อนมากในฐานะลูกชายที่เสียพ่อไปก่อนจะมารู้ทีหลังว่าพ่อตัวเองไม่ได้ตาย

 

           แต่กลับกำลังทดลองพร้อมทำร้ายครอบครัวลูกตัวเองอยู่

 

           “เป็นเขาตัวจริงเลย” ผมย้ำอีกครั้ง “แต่เขามีร่างโคลนนิ่ง เขาคงร่วมมือกับหมอโทแวนสร้างร่างขึ้นมา ส่วนเรื่องอื่นผมไม่ค่อยรู้อะไรมาก”

 

           “เขาใจร้ายกับลูกมากใช่ไหม”

 

           “ผม...”

 

           “พ่อขอโทษนะที่ไปช่วยลูกเร็วกว่านั้นไม่ได้” ผมเห็นความเสียใจในดวงตาคู่นั้น ไม่บ่อยเลยที่พ่อดายจะแสดงความเจ็บปวดออกมา “ถ้าพ่อรู้เร็วกว่านี้ คงทำอะไรได้มากกว่าไปหาลูกในตอนสุดท้าย”

 

           “ไม่ใช่ความผิดของพ่อหรอกครับ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำแบบนี้”

 

           “พ่อก็ไม่คิดว่าเขาจะทำได้”

 

           “เขาบอกผมว่าอยากทำให้ผมเป็นเหมือนพวกพ่อกับพี่”

 

           “เขาพูดถึงดีวานล่ะสิ” ผมขานรับทันที “เขาคงจำฝังใจจนถึงทุกวันนี้”

 

           “พ่อ…”

 

           “สำหรับเขา พ่อคงเป็นแค่ลูกเลวที่ฆ่าแฝดตัวเอง” 

 

           “พ่อครับ อย่าคิดอย่างนั้นสิ” ผมเอื้อมมือไปจับมือเขา บีบเบาๆ ไม่ให้เขารู้สึกแย่ เรื่องของปู่เดม่อนมีอิทธิพลกับเขาอยู่แล้วไม่ว่าเขาจะพยายามเก็บความรู้สึกแค่ไหนก็ตาม เขากับแม่และพ่อดีแลนผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก การมาอยู่จุดนี้มันไม่ง่าย

 

           พอมารู้ว่าคนตายไม่ได้ตายจริงซ้ำยังกลับมาหาเรื่องตัวเองอีกก็ย่อมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าอะไร

 

           ถ้าผมเป็นเขาอาจจะช็อคตายเลยก็ได้

 

           พ่อดายน่ะรักปู่เดม่อนจะตาย

 

           เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี 

 

           “พ่อไม่ได้อยากให้เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นกับลุงดีวานสักหน่อย” ผมพยายามปลอบใจ “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ ตอนนั้นพ่อยังเด็ก ควบคุมสัญชาตญาณยังไม่ค่อยได้ ผมอาจไม่ได้เข้าใจขนาดนั้น แต่ผมรู้ว่าการควบคุมตัวเองไม่ได้มันเป็นยังไง”

 

           “ลูกทรมานกับมันมากใช่ไหม”

 

           “พ่อก็ทรมานกับมันมากเหมือนกัน” ผมสบตาเขา “เราต่างเจ็บปวดและเรียนรู้จากมัน เพราะงั้นอย่าโทษตัวเองเลยนะครับ ปู่เองก็ไม่ได้พูดว่าเป็นความผิดของพ่อเลยนะ เขาย่อมรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร”

 

           “แต่เขาไม่ได้คิดว่ามันอันตรายขนาดไหน”

 

           “พ่อดาย”

 

           “เขาถึงทำกับลูกพ่อแบบนี้” มือหนาลูบหัวผมปลอบประโลมแทนผมที่ปลอบใจเขาเมื่อกี้นี้ “ไม่ต้องห่วงนะซีน เขาจะไม่มีวันได้แตะต้องลูกอีก คราวนี้พ่อจะขัดขวางเขาทุกวิธี”

 

           “แค่พ่ออยู่ลูบหัวผมแบบนี้ ผมก็ดีใจแล้วครับ”

 

           “ลูกรัก” เขาก้มลงมาหอมหัวผม มอบความรักแสนอ่อนโยนให้ “ขอโทษนะซีนที่พ่อทำได้แค่นี้”

 

           “พ่อทำเต็มที่แล้วครับ อย่างน้อยพ่อก็ปกป้องแม่และคนอื่นๆ ให้ปลอดภัย” ผมยิ้มให้ “การที่เห็นคนอื่นยิ้มได้และปลอดภัยถือเป็นความสุขของผมแล้ว”

 

           “นายเองก็เป็นความสุขของพวกเรา”

 

           “ซิล”

 

           “พี่ซีวาน”

 

           “ขอขัดจังหวะแปปนึงนะครับ” เราสองคนหันไปหาซีวานที่เอ่ยทัก ในมือเขาถือกระดาษสองสามแผ่น ใต้ตาคล้ำนิดหน่อยราวกับคนอดนอนมา เขาเดินมาหาเราเทียบข้างพ่อให้ความรู้สึกเหมือนเห็นพ่อดายเวอร์ชั่นที่หนุ่มกว่า แม้ว่าในตอนนี้พ่อจะไม่ได้ดูแก่ลงเลยก็ตาม

 

           กลับกับเขาดูภูมิฐานขึ้น ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา

 

           “ผมว่าผมคิดวิธีช่วยน้องได้แล้ว”

 

           “หืม ?” จากที่กำลังซึ้งเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ซีวานโชว์แผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรเขียนไว้ เสียดายที่ผมอยู่ไกลเลยมองไม่ค่อยเห็น พ่อดายจึงรับหน้าที่หยิบกระดาษแผ่นนั้นไปอ่านเอง เป็นจังหวะเดียวกับที่อาเดินตามหลังมา

 

           ทั้งที่เพิ่งตื่นนอนทว่ากลับดูเหมือนตื่นนานแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจตื่นตั้งแต่ตอนที่พ่อขยับร่างให้ แค่แกล้งทำเป็นหลับต่อเพื่อฟังว่าเราจะคุยอะไร

 

           ผมเดาได้ ไม่สิ

 

           ผมอ่านเขาออกต่างหาก

 

           “วิธีอะไรเหรอซิล”

 

           “ตื่นไวเชียวนะครับอา” ซีวานแซว “จากที่เรารู้คือซีนสร้างตัวเองอีกคนขึ้นมาเพื่อทดแทนร่างฉลามที่กลายร่างไม่ได้ และถูกกระตุ้นให้แสดงอาการหลังเซลีนเข้ามาในบ้าน”

 

           เขาเริ่มอธิบาย

 

           “ผมได้ตรวจเลือดของเซลีนรวมถึงโครงสร้างร่างกายต่างๆ และตรวจเลือดของน้องเพื่อเปรียบเทียบกัน” เขาชี้ไปที่กระดาษแผ่นนึงที่เขียนรายละเอียดไว้ในนั้น “มันมียีนส์ตัวนึงที่ทั้งสองคนมีเหมือนกัน นั่นก็คือยีนส์ฉลามที่ไม่ได้มาจากทั้งพ่อหรือของแม่”

 

           “ว่าไงนะ”

 

           “ซึ่งผมขอคิดเอาเองว่านั่นน่าจะเป็นยีนส์ของปู่เดม่อนที่หมอโทแวนฉีดเข้ามาในตัวของซีนตั้งแต่เด็ก และเขาให้เซลีนมากระตุ้น พอเห็นว่าซีนเริ่มมีอาการก็เริ่มใช้กลิ่นเลือดที่มาจากเขาอีกเช่นกัน” ผมคิดตามแม้จะต้องใช้เวลาในการฟังคำอธิบาย “มันคือกลิ่นเดียวกับที่ผมได้กลิ่นตอนรู้เรื่องศูนย์วิจัยนั่น ผมตรวจเลือดของซีนอีกครั้งและพบว่าน้องมียีนส์ตัวนี้เพิ่ม”

 

           เราทุกคนตั้งใจฟัง

 

           “นั่นแปลว่าที่น้องถูกทดลอง มันอาจการฉีดเลือดคนที่เป็นเมกาโลดอนเลือดแท้เข้าไปให้มันกระตุ้นยีนส์ข้างใน น้องเลยกลายร่างเป็นฉลามได้แต่ไม่สมบูรณ์”

 

           “ทำไมถึงไม่สมบูรณ์ล่ะ ?”

 

           “เพราะตอนแม่ท้องน้อง แม่แท้งไปรอบนึงเลยมีผลกับน้องที่เกิดทีหลัง” ผมเม้มปากเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น มันเป็นแผลใจของแม่มากที่เสียพี่คนที่สามไป “ร่างกายที่อ่อนแอย่อมส่งผลต่อเด็กที่เกิดมานั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนแรกน้องถึงกลายร่างเป็นฉลามไม่ได้ พอถูกฉีดเลือดปู่เข้าไปน้องเลยมีร่างฉลาม”

 

           “งั้นเราควรทำไง ต้องไปจับเดม่อนมารีดเลือดเหรอ ?”

 

           “ไม่จำเป็นหรอกครับ เราไม่ต้องการเลือดสกปรกนั่น”

 

           “...”

 

           “เราต้องการเลือดของแม่กับพ่อต่างหาก” พี่ยกยิ้มมุมปาก “ถ้าสกัดเอายีนส์เฉพาะออกมาแล้วฉีดเข้าไปในตัวน้องใหม่ น้องก็มีสิทธิ์ที่จะกลับมาเป็นมนุษย์ได้”

 

           “หมายความว่าจะใช้เลือดของแม่เรากับพ่อเราผสมกันเหรอ ?”

 

           “ใช่ครับ อาจจะใช้ของแม่เยอะหน่อย”

 

           “…”

 

           “และวิธีนี้มันอาจจะเสี่ยงเล็กน้อย”

 

           “ยังไง ?”

 

           “น้องอาจกลายเป็นโซล อิลเดนสันคนที่สอง”

 

           “…!!!”

 

           “แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ครอบครองเจ้าของท่าเรือ ไม่ใช่เจ้าของจ้าวแห่งท้องทะเลแทนนะครับ :)” 

 

เปิดพรี #ฉลามซ่อนรัก แล้วน้า สนใจสั่งซื้อ > https://www.readawrite.com/c/f24e289619a54b9e9efbea9a781a44bf  

*ฝากส่งฟีดแบ็ก #ฉลามซ่อนรัก ด้วยน้า เปิดพรีวันที่ 21 พค – 23 กค นาจา* 

LOADING 100 PER 

คิดหาวิธีเปลี่ยนร่าง มันง่ายกว่าไล่ตามคนผิด 

ฉลามฉลาดมีอยู่ทั่วทุกทิศและที่แห่งนี้ก็มีอยู่หลากหลาย 

หนึ่งความคิดจุดไอเดีย หนึ่งคนช่วยให้ผลร้ายกลายเป็นดีได้ 

ขอแค่จับจุดให้ถูกก็จะรู้ว่าผิดพลาดตรงไหน 

จากที่เคยเป็นครึ่งอาจสมบูรณ์ก็เป็นได้ 

ต้องรอลุ้นจากวัคซีนแค่เข็มเดียว 

หวีดลงแท็กด้านล่างเมื่อพูดถึงความแซ่บของนิยายเรื่องนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

Follow Me 

Twitter : ael_2543 

PAGE : Avery Pie 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว