ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 47 เหมือนไฟเผาหัวใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 เหมือนไฟเผาหัวใจ

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 572

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2564 17:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 เหมือนไฟเผาหัวใจ
แบบอักษร

ตีสี่ครึ่ง 

คุณลลิลที่นอนอยู่ข้างๆ อัยย์ขยับตัวลุกขึ้น ทันทีที่ประตูห้องนอนถูกเปิดออก 

เธอรีบปรี่เข้าไปดึงแขนลูกชาย แล้วพยายามลากเขาออกจากห้อง “ตะวันออกมาคุยกับแม่ก่อน” 

แต่ตะวันขืนตัวไว้ “ไม่จำเป็น” 

“ไม่จำเป็นอะไร ออกมาคุยกันก่อน” คุณลลิลกระซิบลอดไรฟันเพราะกลัวอัยย์จะตื่นขึ้นมาก่อน 

ตะวันค่อยๆ ดึงแขนของคนเป็นแม่ออก แล้วดันเธอไปที่ประตูเบาๆ “แม่กลับไปก่อนเถอะครับ ผมเหนื่อยแล้ว” 

คำว่าเหนื่อยของลูกชายทำเอาคุณลลิลนิ่วหน้า  

เหนื่อยอะไรน้อ.....มีแต่กลิ่นเหล้า 

ยิ่งรู้ว่าเขาดื่มมาเธอยิ่งกังวล กลัวว่าตะวันจะปลุกเมียขึ้นมาด่าอีก “แป๊บเดียวตะวัน แม่ขอคุยด้วยแป๊บเดียว” 

ตะวันส่ายหน้าปฏิเสธคำอ้อนวอนจากแม่ เขาดันจนตัวเธอออกไปยืนนอกห้อง 

“ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะครับ” พูดจบตะวันก็ปิดประตูแล้วกดล็อก ทิ้งให้คุณลลิลยืนหงุดหงิดอยู่หน้าห้อง 

เธอรู้มานานแล้วว่าไม่สามารถควบคุมหรือบังคับลูกชายคนนี้ได้เลย 

ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ทำร้ายความรู้สึกของอัยย์มากไปกว่านี้ 

หลังจากปิดประตูตะวันก็หันกลับไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียง สีหน้าที่เฉยชาที่แสดงให้แม่เห็นก่อนหน้านี้ เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและลึกซึ้งเมื่อเห็นคราบน้ำตาบนหน้าอัยย์ 

เขาได้แต่ยืนมองเธอนิ่งๆ แบบนั้น ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ขยับตัวเดินไปทางห้องน้ำ 

หลังจากนั้นไม่นานตะวันที่อยู่ในชุดนอนก็เดินกลับออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูเปียกที่อยู่ในมือ 

เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อัยย์ที่หลับสนิท แล้วโน้มตัวไปเช็ดคราบน้ำตาด้วยผ้าขนหนูที่อยู่ในมือ เสร็จแล้วก็ค่อยๆ ประคบมันเข้ากับดวงตาที่บวมแดงของเธอ 

เขาตั้งใจไว้ว่าหลังจากดูแลเธอเสร็จแล้วก็จะออกจากห้องไปเงียบๆ  

แต่ภาพของอัยย์ที่นอนคู้ตัวอยู่บนเตียง หน้าอกที่ขยับเล็กน้อยยามหายใจบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังหลับลึกทำให้เขาห้ามใจไว้ไม่ไหว ตะวันค่อยก้มลงไปจูบหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา 

“ผมขอโทษ”  

คำขอโทษที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยคิดว่าจะออกมาจากปากตัวเองกลับเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย เมื่อรู้สึกตัวว่าทำให้เธอเสียใจมากแค่ไหน 

 

วันรุ่งขึ้น 

อัยย์ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย เธอเดินไปล้างหน้าแล้วมองสภาพของตัวเองในกระจก 

เมื่อคืนนี้เธอร้องไห้หนักเสียจนแสบตาไปหมด โล่งอกที่ตาของเธอบวมน้อยกว่าที่คิดไว้ 

พอได้ตื่นเต็มตา เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็ตีกลับเข้ามาให้ปวดร้าวอีก 

เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กดความเจ็บปวดลงไป แล้วบอกตัวเองว่าทุกอย่างจะดีขึ้น 

อย่างน้อยๆ เธอก็มีโอกาสได้อธิบายให้คุณลลิลฟัง 

เมื่อนึกถึงความอ่อนโยนและอบอุ่นที่ได้รับเมื่อคืนก็ทำเธอตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง 

อัยย์หายใจลึกๆ แล้วมองหน้าตัวเองในกระจก “เข้มแข็งเข้าไว้อัยย์ อย่าทำตัวหดหู่ ลูกจะได้ไม่เศร้า” เธอลูบเบาๆที่หน้าท้อง คำพูดของคุณลลิลเมื่อคืนเตือนสติให้เธอนึกถึงลูกน้อยที่อยู่ในท้อง  

เธอควรจะนึกถึงชีวิตน้อยๆ ให้มากกว่านี้.... 

ลูก...ไม่ควรจะต้องมารับผลกระทบจากการกระทำขอเธอและตะวัน... 

หลังจากปลุกความเข้มแข็งให้ตัวเองได้แล้วเธอก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินลงไปที่ชั้นล่าง 

แม่สามีบอกว่าจะไปหาหมอพร้อมกับเธอ อัยย์ก็ไม่ควรจะปล่อยให้เธอคอยใช่ไหม?.... 

เมื่อเดินเลี้ยวเข้าห้องรับประทานอาหาร อัยย์ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ 

ตะวัน....เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? 

ตะวันที่เอาเธอมาทิ้งไว้ที่บ้านเมื่อวาน ตอนนี้กำลังนั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ คุณลลิลราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  

ฝีเท้าของอัยย์หยุดลง เธอเริ่มลังเลว่าควรจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือว่าควรจะหลบหน้าเขาไปก่อนดีนะ 

คำพูดของเขายังคงก้องอยู่ในหัวเธอ 

“คุณก็แค่จำไว้ว่า....ใครเป็นคนจ่ายเงิน แค่นั้นคุณก็จะสำนึกได้เองว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” 

เขาเป็นคนซื้อ......... 

เธอเป็นคนขาย........ 

ชัดเจนแล้วว่าเขาคิดกับเธอแบบไหน แล้วถ้าเธอโผล่เข้าไปตอนนี้ มันจะเป็นการรบกวนเขาหรือเปล่า? 

ระหว่างที่เธอกำลังลังเล คุณลลิลก็หันมาเห็นเสียก่อน “อ้าว...มาแล้วเหรออัยย์ รีบมานั่งเร็วกำลังร้อนๆ เลย” 

“อรุณสวัสด์ค่ะ” อัยย์พึมพำทักทายแล้วเหลือบไปมองคนที่นั่งข้างๆ คุณลลิล โชคดีที่ตะวันยังคงก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้า  

อัยย์ค่อยๆ เดินไปนั่งข้างๆ คุณลลิล เธอกลัวเกินกว่าจะเอ่ยปากทักทายเขา 

มีคุณลลิลนั่งคั่นอยู่แบบนี้ เธอก็พอจะมั่นใจว่าเขาจะเกรงใจคนเป็นแม่ คงจะไม่ลุกขึ้นมาลากเธอออกไปจากห้อง 

โชคดีที่เช้านี้เธอไม่มีอาการแพ้ท้องทำให้พอจะทานอาหารที่คุณอำภาเอามาเสิร์ฟให้ได้บ้าง 

“กินอีกสิลูก กินเข้าไปเยอะๆ” เสียงคะยั้นคะยอของคุณลลิลทำให้เธอพยายามกินให้มากขึ้น 

เธอไม่ได้กินเพื่อตัวเองแต่กินเพื่อลูก... 

หลังจากกลั้นใจกินไปจนเกือบหมดชาม อัยย์ก็ตัดสินใจวางช้อน  

“อิ่มแล้วเหรอ?”  

“ค่ะ” อัยย์แอบเหลือบมองไปยังคนที่นั่งถัดจากคุณลลิล ตะวันกินอาหารเช้าเสร็จแล้วและกำลังดื่มกาแฟอยู่ เธอไม่อยากนั่งอึดอัดอยู่ตรงนี้จึงหันไปขอตัวกับคุณลลิล 

“อัยย์ขอออกไปเดินเล่นที่สวนนะคะ” เธอลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไปข้างนอก 

แต่น้ำเสียงราบเรียบที่เย็นชาของตะวันทำเอาเธอชะงัก 

“เพิ่งกินอิ่มๆ นั่งพักเสียก่อนแล้วค่อยไปเดินทีหลัง” พูดจบเขาก็ยกกาแฟขึ้นจิบต่อ ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเธอและคนอื่นๆ จะมีท่าทีอย่างไร 

สิ่งที่เขาบอก ฟังดูเหมือนคำสั่งสำหรับเธอ อัยย์เดินกลับมานั่งข้างๆ คุณลลิลเหมือนเดิม 

จะอยู่...จะไป..จะทำอะไรก็ต้องเป็นไปตามคำสั่งของเขาสินะ? 

สงครามเย็นระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ทำให้คุณลลิลตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วย 

“ได้เดินย่อยอาหารก็ดีเหมือนกัน เดินช้าๆ ก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั่ง” เธอหันไปลูบผมอัยย์เบาๆ “ไปเถอะลูก” 

เหมือนมีคนยื่นเชือกมาให้ อัยย์รีบพยักหน้าแล้วลุกออกไปที่สวนเล็กๆ ข้างบ้าน 

ทันทีที่ลูกสะใภ้ออกไปข้างนอก คุณลลิลก็หันมากัดฟันพูดใส่ลูกชาย “ยิ้มหน่อยได้ไหม? แล้วน้ำเสียงเวลาพูดน่ะ ทำให้มันเย็นชาน้อยกว่านี้ได้ไหม? เขาท้องอยู่นะ...ไม่ใช่แค่สภาพร่างกาย แต่สภาพจิตใจของเขาก็สำคัญนะ” 

ตะวันทำหูทวนลมแล้วก้มหน้าก้มตาดื่มกาแฟต่อ 

“ไอ้นิสัยเด็กๆ นี่ได้ใครมานะ?” คุณลลิลพึมพำบ่นลูกชาย 

วันนี้เธออุตส่าห์รีบตื่นแต่เช้าเพื่อดักเจอเขา เธอบอกทุกอย่างที่ได้ยินจากอัยย์ให้เขาฟัง แต่ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้าตัวก็ยังทำแง่งอนไม่ยอมพูดกับเมียดีๆ อีก  

จะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเมียก็ควรจะใช้น้ำเสียงให้มันดีกว่านี้ นี่อะไร...พูดอย่างกับจิกหัวสั่ง แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะคืนดีกันได้สักที....... 

“แม่...วันที่เจ็ดเดือนหน้า ผมอยากจะจัดงานเลี้ยง แม่ช่วยเป็นแม่งานให้หน่อยได้ไหม?” 

คุณลลิลหันขวับไปมองหน้าคนพูดที่ทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เหลืออีกแค่สิบวัน จะไปจัดอะไรทัน” 

ตะวันไม่ได้บอกแม่ว่าเขาตั้งใจจะทำมันอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนแปลงวันเท่านั้นเอง 

“แล้วอีกอย่างนะ...เรื่องแรกที่ลูกต้องสนใจคือปรับความเข้าใจกับอัยย์ ไม่ใช่จัดงานเลี้ยง” 

คนเป็นแม่กะพริบตาปริบๆ เมื่อได้รู้ว่าลูกชายต้องการจะทำอะไร 

ในที่สุด...พ่อลูกชายจอมปากแข็งนี่ก็คิดได้แล้วสินะว่าควรจะทำอะไรเพื่อครอบครัวตัวเอง...... 

 

อัยย์เดินช้าๆ พยายามทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง รอเวลาออกไปพบหมอกับคุณลลิล เธอได้ยินเสียงเปิดประตูจากด้านหลัง น้ำหนักของฝีเท้าทำให้รู้ว่าคนที่เดินเข้ามาคือตะวัน 

ถึงใจจะสั่นและแอบกลัวนิดๆ แต่อัยย์ก็ทำเป็นนิ่งและพยายามหาข้ออ้างเดินหนีกลับเข้าไปด้านใน 

“อัยย์” เสียงของคุณลลิลเป็นเหมือนระฆังช่วยชีวิต อัยย์รีบหันกลับไปและพยายามเดินหลบร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน 

แต่ประโยคถัดมาของคุณลลิลก็ทำเอาเธอห่อเหี่ยว “แม่มีธุระด่วนไปหาหมอกับเราไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วยนะ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ อัยย์ไปคนเดียวได้ค่ะ” 

ในหัวคุณลลิลตอนนี้มีงานให้ทำเต็มไปหมด ทั้งเรื่องตกแต่งสถานที่จัดเลี้ยง เรื่องอาหาร เรื่องแขก พอลูกชายบอกว่าจะไปหาหมอกับอัยย์เอง เธอก็ไม่อยากจะขวาง 

“เดี๋ยวผมพาคุณไปเอง”  

พวกเขาตัดสินใจไปแล้ว เธอจะทำอะไรได้เล่า อัยย์ได้แต่เดินตามตะวันไปที่รถเงียบๆ 

เกริกที่ยืนรออยู่ข้างรถเปิดประตูหลังไว้รอพวกเขา อัยย์ชะงักไปเล็กน้อย เพราะจู่ๆ ก็เห็นภาพที่ตัวเองร้องไห้คร่ำครวญเมื่อวาน..... 

“ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีก” เสียงของคนที่ขึ้นรถไปก่อนทำเอาเธอสะดุ้งก่อนรีบตามขึ้นรถไป 

รถที่ใหญ่และกว้างขวางกลับให้ความรู้สึกคับแคบจนแทบหายใจไม่ออก แล้วการต้องมานั่งข้างๆ ตะวันก็เพิ่มความอึดอัดจนอัยย์เริ่มปวดหัวตุบๆ 

รถที่เบรกกะทันหันทำให้อัยย์ที่จมอยู่กับความคิดของตัวเองไม่ทันระวังตัวจนถลาไปข้างหน้าเบาๆ ในตอนนั้นเองที่มือของคนข้างๆ ยื่นมาช่วยกันไม่ให้หน้าผากของเธอกระแทกกับเบาะหน้า 

หน้าผากของเธอกระแทกเข้ากับฝ่ามือที่เย็นเฉียบเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นออกจากฝ่ามือเขา ทำให้หัวใจของอัยย์กระตุกวูบ เธอรีบขยับตัวกลับมานั่งแล้วเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง 

“ขอโทษครับ พอดีมีรถตัดหน้า” เสียงเกริกทำลายความเงียบภายในรถแต่ไม่มีใครตอบรับเขาสักคน 

ตะวันปรายตาไปมองผู้หญิงที่พยายามนั่งให้ห่างจากเขามากที่สุดราวกับว่าการอยู่ใกล้ๆ เขา มันทรมานเสียเต็มประดา 

หลังจากนั่งรถมาได้สักพัก อัยย์ก็เริ่มผ่อนคลายลง เธอพบว่าอารมณ์ของตะวันในวันนี้ ไม่ได้โกรธเกรี้ยวและน่ากลัวเหมือนเมื่อวานแต่เป็นความเย็นชาเหมือนคนแปลกหน้า 

แต่มันจะสำคัญอะไร ถ้าเขาจะเย็นชากับเธอ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นแค่ คนซื้อ...กับคนขาย 

และที่มากับเธอวันนี้ก็มาเพื่อตรวจสอบสินค้าสินะ............. 

“ถึงแล้วครับ” 

เมื่อถึงโรงพยาบาล เธอก็หันไปจดจ่อกับการตรวจครรภ์จนเลิกกังวลกับคนที่มาด้วยกัน 

ตะวันปล่อยเธอไว้กับหมอจนมาถึงขั้นตอนอัลตราซาวนด์ที่จู่ๆ เขาก็เดินมานั่งข้างๆ 

“ตัวเล็กในท้องแข็งแรงดีนะคะ” หมอค่อยๆ เลื่อนหัวตรวจไปทั่วๆ แล้วก็หยุดที่จุดๆ หนึ่ง 

“โอ้..” เสียงอุทานและรอยยิ้มของหมอเรียกความสนใจจากคนทั้งคู่ให้หันไปมองหน้าจอ  

“ถ้าดูไม่ผิด คุณแม่น่าจะได้ลูกชายนะคะ” 

“รู้ได้เลยเหรอคะคุณหมอ? ไม่ต้องรอให้ถึงสี่เดือนก่อนเหรอคะ?” 

“บางครั้งสามเดือนกว่าก็ทราบเพศแล้วค่ะ ยิ่งเป็นลูกชายแบบนี้ยิ่งเห็นได้ชัด แต่เอาเป็นว่าหมอไม่ขอรับรองร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วกัน รอให้อายุครรภ์มากกว่านี้ น่าจะเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น” 

ลูกชายเหรอ.......เขาจะเหมือนพ่อไหมนะ  

ภาพเด็กน้อยที่หน้าตาเหมือนตะวันและเสียงหัวใจของลูกทำให้เธอก็ดีใจเสียจนเผลอไปกุมมือตะวันไว้  

“ลูก...” หลุดปากออกมาได้คำเดียว อัยย์ก็ต้องชะงักแล้วรีบชักมือกลับ 

เธอไม่ควรลืมตัว........... 

ตะวันเอื้อมมือออกมาแล้วกุมมือของเธอไว้ ฝ่ามือของเขานั้นอุ่นไม่เย็นชาเหมือนสีหน้า 

เขาบีบมือของเธอเบาๆ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาบวกกับความตื้นตันที่ได้ฟังเสียงหัวใจของลูกน้อยทำให้อัยย์น้ำตาคลอ 

หมอที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง เผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทีรักใคร่ของว่าที่พ่อแม่มือใหม่ 

“ช่วงท้องคุณแม่ก็จะอ่อนไหวหน่อย คุณพ่อก็ต้องคอยให้กำลังใจนะคะ ตัวเล็กจะได้แข็งแรง” 

คุณพ่อ...คุณแม่...ตัวเล็ก 

คำเรียกเหล่านั้นทำให้รู้สึกอ่อนไหว แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องจริง......... 

“สุขภาพจิตของพ่อและแม่สำคัญกับลูกในท้องมากนะคะ ตัวเล็กขาจะรับรู้อารมณ์ของพ่อแม่ได้ ดังนั้นคุณทั้งคู่ ต้องพยายามทำจิตใจให้แจ่มใสไว้นะคะ.....เพื่อลูก” 

ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าแม้ตัวจะไม่ได้มาด้วย แต่คุณลลิลก็โทรมากำชับหมอให้ช่วยพูดกับลูกชายและลูกสะใภ้ ต่อให้ไม่ฟังเธอ ขอแค่เชื่อฟังหมอบ้างก็ยังดี 

“ครับ” ไม่แค่รับคำแต่ตะวันยังยิ้มเพื่อเป็นการยืนยันว่าจะทำตามที่หมอสั่ง 

อัยย์เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาคิดแบบนั้นจริงๆ หรือแค่อยากจะล้อเลียนตัวเองกับเธอ เพราะตั้งแต่ตั้งท้องมาแทบไม่มีวันไหนที่พวกเขาอยู่กันอย่างสงบสุขเลย 

 

ทันทีที่กลับขึ้นมาบนรถ ตะวันที่ดูอบอุ่นต่อหน้าหมอก็กลับไปเย็นชาเหมือนเดิม 

ว่าแล้ว..........ดีแล้วที่ไม่หลงเชื่อท่าทางอบอุ่นจอมปลอมของเขา 

อัยย์เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถโดยไม่รู้ว่าท่าทางใจลอยของเธอ มันดูน่ารักน่าปรารถนาสำหรับใครบางคน 

ตะวันที่แอบมองอยู่ เอนตัวเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะหอมแก้มเธอ 

แต่................ 

จู่ๆ เขาก็นึกถึงภาพของอัยย์ที่อยู่ในอ้อมแขนพอลทำให้ตะวันเอนตัวกลับ เขากัดกรามแล้วหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ภาพนั้นกลายเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้เขากลับไปกอดเธอได้เหมือนเก่า 

ความหึงหวงที่เหมือนไฟ กำลังเผาหัวใจเขาอยู่ 

เธอเป็นของเขา....อัยย์เป็นของเขาคนเดียว........ 

 

……………………………………………………………... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว