ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 46 อาการคนอกหักหรือเปล่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 46 อาการคนอกหักหรือเปล่า

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 474

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2564 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 46 อาการคนอกหักหรือเปล่า
แบบอักษร

ตะวันที่มีสีหน้าบูดบึ้งอุ้มอัยย์เดินลงจากรถและเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่สนใจคุณอำภาที่เอามือทาบอกยืนมองอยู่  

ตะวันเดินตรงเข้าห้องนอนแล้วก็ไม่ออกมาอีกเลย ส่วนคุณอำภาก็ได้แต่ยืนรีๆ รอๆ อยู่หน้าห้อง แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สีหน้าของตะวันก็ทำให้เธอกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับอัยย์ 

ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววของคนทั้งคู่แล้วยิ่งได้รู้จากเกริกว่าทั้งคู่ทะเลาะกัน คุณอำภาก็ยิ่งเป็นห่วงมากกว่าเดิม เธอเดินวนไปมาพลางใคร่ครวญว่าควรโทรหาแม่ของตะวันดีไหม 

จู่ๆ ประตูห้องนอนก็เปิดออก ตะวันเดินออกมาด้านนอก 

“คุณตะ........วัน” สีหน้าของตะวันทำเอาคุณอำภาพูดแทบไม่ออก เธอได้ยืนนิ่งรอให้เขาพูดอะไรออกมาสักอย่าง 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ ให้เขาอาหารมาส่งให้......เธอ แล้วดูแลให้ดี อย่าปล่อยให้เธอออกจากบ้านเด็ดขาด ถ้าห้ามไม่ได้ ผมจะไล่ออกให้หมด” การกักบริเวณเธอถือว่าเป็นการลงโทษที่ปราณีมากแล้วเมื่อเทียบกับสิ่งที่อัยย์ได้ทำลงไป 

น้ำเสียงหนักแน่นบอกให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่น สั่งเสร็จแล้วตะวันก็ออกจากบ้านไป 

อัยย์ฟื้นขึ้นมาก็เห็นว่าคุณอำภานั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง 

“เป็นยังไงบ้างคะคุณ? เหนื่อยไหม? หิวไหม?” 

อัยย์ไม่ตอบแต่ยันตัวขึ้นมานั่งแล้วมองไปรอบห้อง 

“เธอออกไปแล้วค่ะ พาคุณมาไว้ในห้องแล้วก็ออกไปเลย” คุณอำภาที่รู้ใจบอกออกมาด้วยความสงสาร เธอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ดวงตาที่บวมแดงของอัยย์ก็บอกให้รู้ว่าสถานการณ์ระหว่างทั้งคู่คงกลับมาตึงเครียดอีกแล้ว 

คุณตะวันก็เดาใจยากเหลือเกิน เวลาอารมณ์ดีก็หวานกันเสียจนไม่สนคนรอบข้าง แต่พอโมโหขึ้นมาก็ร้ายจนแทบจะฆ่ากันให้ตายไปตรงนั้น  

“คุณรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวอำภาไปหาอะไรมาให้ทาน”  

ไม่นานคุณอำภาก็เดินกลับมาพร้อมกับซุปถ้วยใหญ่ อัยย์ฝืนกินไปได้สองสามช้อนก็หยุดกิน จิตใจของเธอนั้นวุ่นวายเสียจนกลืนอะไรไม่ลง 

“ทานเพิ่มอีกหน่อยนะคะ พรุ่งนี้หมอนัดตรวจนะคะ ถึงคุณไม่หิวก็ต้องคิดถึงลูกในท้องด้วยนะคะ 

อัยย์เอื้อมมือไปจับท้อง จริงสินะ....เธอควรจะคิดถึงลูกให้มากกว่านี้ อัยย์กลั้นใจกินซุปอีกหลายคำ  

“ไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ ได้แค่นี้ก็ยังดี คุณนอนพักนะคะ จะให้อำภาเช็ดตัวให้ไหมคะ?” 

อัยย์ส่ายหัวแล้วล้มตัวลงนอน เธออยากจะนอนคิดอะไรเงียบๆ อยู่คนเดียวและกลัวว่าถ้าอยู่กับคุณอำภามากไป อาจจะเผลอร้องไห้ให้เธอเห็น 

คุณอำภายกชามซุปเดินลงมาจากชั้นบนพลางคิดว่าควรจะโทรไปบอกคุณลลิลแม่ของตะวันดีไหม  

ใจหนึ่งก็อยากให้มีคนมาช่วยไกล่เกลี่ยแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะทำให้เรื่องมันยุ่งมากกว่าเดิม 

 

ในระหว่างที่คุณอำภายังลังเลก็มีใครบางคนทำหน้าที่คาบข่าวไปบอกแม่ของตะวันเรียบร้อยแล้ว 

“เห็นไหม นั่งนั่นมันทำตัวแบบไหน สมกับที่เธอยกให้มันเป็นสะใภ้ไหม?”  

คุณอมรรัตน์ที่โผล่เข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญรีบปรี่เขาข่าวมาให้เธอดู  

ตั้งแต่เกิดเรื่องกันคราวนั้น ทั้งคู่ก็ห่างเหินจนแทบไม่ได้ติดต่อกัน  

ระหว่างที่คุณลลิลก้มหน้าอ่านข่าวอันน่าตกใจของลูกสะใภ้ เสียงของพี่สามีก็ลอยเข้าหูอยู่เนืองๆ 

“นี่ดีนะ ยังไม่ค่อยมีคนรู้ว่าแม่นี่เป็นเมียตะวัน ไม่อย่างนั้นคงได้เอาปี๊บคลุมหัวกันทั้งตระกูล” 

แน่นอนว่าข่าวที่เห็นสร้างความกังวลและความไม่พอใจให้คุณลลิล แต่เธอก็ไม่อยากตีโพยตีพายให้พี่สามีเห็น เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณอมรรัตน์ไม่ได้หวังดี แค่อยากจะทำให้ครอบครัวลูกชายเธอแตกร้าว  

แล้วอย่างนี้เธอจะไปเล่นตามเกมทำไม...... 

“แล้วยังไงคะ?”  

“อ้าว” สีหน้าที่เรียบเฉยของน้องสะใภ้ทำเอาคุณอมรรัตน์ไปไม่เป็นอยู่ครู่หนึ่ง “เธอต้องจัดการสิ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ยัยนี่มันสวมเขาให้ตะวัน ยังจะถามอีกเหรอว่าแล้วยังไง? แล้วถ้าคุณแม่รู้เข้าจะไม่ตกใจแย่เหรอ?” 

“เรื่องแบบนี้ปล่อยให้สามีภรรยาเขาคุยกันเองเถอะค่ะ เราคนนอกยืนมองอยู่ห่างๆ ก็พอ แล้วที่สำคัญ...นี่เป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมเราก็ยังไม่รู้เลย” 

“จะปลอมได้ยังไง ก็เห็นอยู่ว่าเข้าๆ ออกๆ บ้านผู้ชายคนอื่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง” 

คุณอมรรัตน์แทบไม่อยากจะเชื่อหูว่าคุณลลิลจะเข้าข้างลูกสะใภ้ขนาดนี้ 

คุณลลิลลุกขึ้นยืนแล้วหันมาจ้องหน้าพี่สามี “ลิลเห็นแก่พ่อของตะวันนะคะถึงไม่อยากจะพูดอะไรรุนแรงหรือตัดขาดกันไปเลย แต่ถ้าพี่ยังไม่หยุดวุ่นวายกับครอบครัวของตะวันอีก เราก็คงไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม” 

คุณลลิลมองพี่สามีที่เดินออกจากบ้านไปแล้วก็ถอนหายใจ ข่าวฉาว........อัยย์ไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น 

ห่วงก็ห่วง อยากรู้ก็อยากรู้ แต่ถ้าก้าวก่ายมากไปก็กลัวลูกชายจะไม่พอใจ 

ระหว่างที่คุณลลิลกำลังคิดไม่ตก คุณอำภาก็โทรเข้ามาหาเธอพอดี 

 

ไม่ถึงชั่วโมงต่อมา คุณลลิลก็ปรากฏตัวที่บ้านของลูกชาย ใบหน้าที่แต่งไว้อย่างสวยงามนั้นเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม 

“เป็นไงบ้าง?” 

“ทานซุปไปบ้างแล้วค่ะ ตอนนี้หลับอยู่”  

“กินไปบ้างเหรอ?” 

“ค่ะ ตอนแรกจะวางช้อนตั้งแต่กินไปไม่กี่คำ แต่พอเตือนให้นึกถึงลูก เธอก็ทานไปเกือบครึ่งชามเลยนะคะ” 

คุณลลิลพยักหน้า “ก็ยังดีที่ยังห่วงลูกบ้าง” เธอพึมพำออกมาแล้วหันไปมองหน้าคุณอำภา “จำได้ไปไหม ตอนที่ฉันท้องตะวัน...” เสียงของเธอหยุดลงเมื่อนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด 

คุณลลิลถอนหายใจแล้วส่ายหัวเหมือนอยากจะขับไล่ความทรงจำนั้นออกไปจากสมอง 

“ช่างมันเถอะ...ว่าแต่ตะวันเขาบอกไหมว่าจะกลับเมื่อไหร่? ฉันอยากจะคุยกับเขา” 

คุณอำภาส่ายหน้า เธอเองก็เพิ่งรู้จากคุณลลิลว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตะวันถึงได้ดูโมโหหนักขนาดนั้น 

“เธอไม่ได้บอกค่ะ พาคุณอัยย์มาส่งแล้วก็กลับออกไปเลย” 

“ไปไหนอีกนะตะวัน แทนที่จะอยู่คุยกันให้เข้าใจ โทรถามเกริกได้ไหมว่าพาตะวันไปไหน?” 

คุณอำภาถอนหายใจออกมาอีกเฮือก “เธอขับรถออกไปคนเดียวค่ะ ปล่อยให้เกริกเอารถคันอื่นกลับบริษัท” 

คุณลลิลยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาลูกชายสองครั้งแต่ก็ถูกตัดสายทิ้งทั้งสองครั้ง นั่นทำให้เธอโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้ารู้ว่าเขาอยู่ไหน เธอคงตามไปลากตัวกลับมาแล้ว 

 

ภายในห้องส่วนตัว ในบาร์หรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรม 

ผู้ชายร่างสูงนอนเอนหลังอยู่บนโซฟา นิ้วเรียวเกี่ยวแก้วไวน์ไว้ 

ซันที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเท้าสะเอวมองคนที่นอนแผ่ราวกับอยู่บ้านตัวเอง 

“นี่โทรเรียกให้มาหิ้วกลับหรือให้มาดื่มเป็นเพื่อน”  

คนที่นอนอยู่ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มแทนคำตอบ ซันเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วรินไวน์ให้ตัวเอง 

เขาแกว่งแก้วไวน์แล้วปรายตาดูสีหน้าของเพื่อนสนิท 

นี่มันอาการของคนอกหักหรือเปล่า?  

ถึงเขาจะไม่ได้ปลาบปลื้มในตัวอัยย์หนักหนา แต่ที่ไม่ปลื้มกว่าก็คือนารา ถ้ามีตัวเลือกแค่สองคนนี้ เขาอยากให้เพื่อนเลือกอัยย์มากกว่า 

ใบหน้าเรียบเฉยของตะวันไม่สามารถหลอกเพื่อนสนิทอย่างเขาได้ ดูเหมือนว่าข่าวฉาวของอัยย์จะส่งผลกระทบกับความรู้สึกของตะวันไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จะให้ทนมองเพื่อนเป็นแบบนี้เขาก็ทนไม่ไหว 

ซันเอื้อมมือไปแย่งแก้วไวน์มาจากตะวัน 

“เลิกดื่มก่อน แล้วบอกฉันสิว่าไอ้ข่าวนั่น มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แล้วนายกับเขาจะอยู่ด้วยกันต่อไหม?” 

“อยู่ด้วยกันเหรอ?” ตะวันพึมพำสายตาเหม่อมองไปบนเพดาน ท่าทางสับสนและว่างเปล่า แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เย็นชาและเข้มแข็ง 

“ถ้านายเลือกที่จะอยู่กับคนนี้ก็ควรทำทุกอย่างให้มันถูกต้องและชัดเจน” 

“ถูกต้อง...ชัดเจน อย่างนั้นเหรอ?” คำสองคำทำให้ตะวันต้องครุ่นคิด ยิ่งฟังเขาก็ยิ่งสับสนเพราะไม่แน่ใจว่าซันต้องการสื่ออะไร 

ซันถอนหายใจ เขาไม่เคยเห็นเพื่อนดูเลื่อนลอยและสับสนเท่านี้มาก่อนเลย “พี่สะใภ้เขาแต่งงานกับนายมาได้สักพักแล้วนะ แถมยังตั้งท้องลูกของนายอยู่ นอกจากการเลี้ยงดูเขาไปวันๆ แล้วนายควรจะทำให้สถานะของเธอมันมั่นคงและชัดเจนมากกว่านี้ หรือที่นายปล่อยไว้แบบนั้นเพราะยังลังเลเรื่องนาราอยู่เหรอ?”   

ซันเดาใจเพื่อนไม่ถูกเพราะแม้ตะวันจะอยู่กินกับอัยย์แต่ก็ไม่เคยให้เกียรติหรือวางสถานะเธอเหมือนภรรยาเลย เขาทำเหมือนเธอเป็นผู้หญิงที่เขาเลี้ยงไว้ 

“นารา” ชื่อนั้นทำให้ตะวันนิ่งไปแล้วเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่เพราะนารา” 

กับนารามันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและความกตัญญู....ก็เท่านั้น 

“ตะวัน” ซันเรียกเพื่อนด้วยเสียงหนัก เพื่อเรียกสติเขา “ถ้านายอยากจะสร้างครอบครัวกับผู้หญิงคนนี้ก็ควรทำกับเธอเหมือนคนในครอบครัว ไม่ใช่ทำเหมือนเธอเป็นคนนอก เป็นแค่ผู้หญิงที่นายนอนด้วย ไอ้ข่าวที่มันเกิดขึ้น นายจะไปโทษผู้ชายเขาฝ่ายเดียวไม่ได้นะ เพราะถ้าเขาไม่รู้ว่าเธอมีครอบครัวแล้ว และถ้าเธอเองก็ไม่มั่นใจกับสถานะของตัวเองจนไม่กล้าเอ่ยปากออกมา ถ้าจะมีใครผิดสักคน คนนั้นก็คือนายที่ไม่ชัดเจนเสียที” 

ตะวันนิ่งคิด...แล้วก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนพูด “นายพูดถูก...ฉันว่าฉันรู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอะไร” 

 

อัยย์กำลังฝัน ในฝันนั้นเธอเห็นภาพตัวเองในวัยย์เด็ก 

เด็กผู้หญิงตัวน้อยที่อยู่ในเสื้อผ้าสีซีด เป็นเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคจากผู้ใจบุญ เด็กน้อยที่สับสนและเปลี่ยวเหงา เธอยืนอยู่คนเดียวกลางป่า ไม่มีเพื่อนๆ ที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้า ไม่มีครูพี่เลี้ยงที่คอยดูแล  

เธอเดินสับสนอยู่กลางป่าพยายามร้องเรียกให้คนช่วย แต่ก็มีเพียงความเงียบงันตอบกลับมา เธอนั่งลงแล้วกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงมีพ่อมีแม่หรือคนในครอบครัวออกตามหาแล้ว 

แต่เธอไม่มีใคร........ 

ชีวิตเธอมันมีแต่ความโดดเดี่ยวและไม่มั่นคง...... 

อัยย์ที่ยังคงหลับอยู่ค่อยๆ คู้ตัวสองมือจิกผ้าปูที่นอนไว้แน่น ความรู้สึกต่ำต้อยและขาดแคลนในวัยย์เด็กที่ย้อนเข้ามาในความทรงจำทำให้เธอร้องไห้คร่ำครวญออกมา 

นั่นทำให้คุณลลิลที่นั่งมองอยู่ตกใจจนลุกมานั่งข้างๆ แล้วเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่ต้องร้องไห้นะ” คุณลลิลลูบหัวและตบไหล่อัยย์เบาๆ  

ภาพอัยย์ที่นอนร้องไห้ทำให้เธอคิดถึงตัวเองในอดีต หลายครั้งหลายคราที่ต้องนอนทั้งน้ำตาแบบนี้เช่นกัน 

“ไม่ต้องร้องนะ แม่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” ความสงสารที่เอ่อท้นทำให้เธอหลุดปากออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว  

คุณลลิลทรุดตัวลงนอนข้างๆ แล้วดึงอัยย์เข้าไปกอด  

ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคนเป็นแม่ทำให้อัยย์สงบลง ผ่านไปครู่ใหญ่ลมหายใจของเธอก็ค่อยๆ สงบลง 

อัยย์ที่ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาสะดุ้งเบาๆ เมื่อพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมกอดของใคร 

“อัยย์เป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ?”  

แม้น้ำเสียงของคุณลลิลนั้นจะอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ความเจ็บปวดที่ยังเจืออยู่ในหัวใจทำให้เธออดหวาดระแวงไม่ได้ 

ท่าทางหวาดระแวงของอัยย์ ยิ่งทำให้คุณลลิลสงสารเธอมากขึ้นเพราะตอนที่ตั้งท้องตะวัน เธอเองก็เคยพบกับเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดเสียจนต้องนอนร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ 

ประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายคลึงกันทำให้เธออยากปกป้องอัยย์โดยไม่รู้ตัว 

“เธอไม่ต้องกลัวนะ...แม่อยู่นี่แล้ว แม่จะไม่มีวันปล่อยให้ตะวันทำร้ายจิตใจเธออีก” 

แม่................ 

คำเดียวที่เรียกให้น้ำตาของอัยย์ไหลออกมาอีกครั้ง 

การมีแม่อยู่เคียงข้างคอยดูแลและปกป้องมันรู้สึกแบบนี้เองเหรอ?............. 

“แม่” อัยย์หลุดปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 

“ใช่...แม่อยู่ตรงนี้แล้ว” 

ได้ยินแค่นั้นอัยย์ก็ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของคุณลลิลแล้วร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ 

คุณลลิลลูบผมลูกสะใภ้เบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ไอ้ข่าวบ้าๆ นั่น มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดใช่ไหม?” 

อัยย์รีบพยักหน้าจนน้ำตาร่วงพรู 

“ดาราคนนั้นชื่ออะไรนะ.....พอลใช่ไหม? เขารู้หรือเปล่าว่าเธอแต่งงานแล้ว?” 

“รู้ค่ะ อัยย์เคยบอกเขาแล้ว แต่เขาคงไม่เชื่อจนเมื่อตอนกลางวัน ตะวันเขาไปที่กองถ่าย พอลกับคนอื่นๆ ถึงได้รู้ว่า เราเป็นอะไรกัน” 

ฟังเสร็จคุณลลิลก็ถอนหายใจออกมา คนที่ผิดไม่ใช่อัยย์แต่เป็นลูกชายของเธอเอง 

แต่งงานกับเขาแล้ว แต่กลับเก็บเงียบไว้ไม่บอกใคร  

แล้วจะใครจะไปรู้ ใครจะไปเชื่อ.......  

ถ้าอยู่ๆ อัยย์ลุกมาบอกว่า “เป็นภรรยาของตะวัน” ก็คงจะถูกคนอื่นหัวเราะใส่หน้า 

แล้วสิ่งที่เธอเพิ่งสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งก็คือแหวนสักวง ตะวันก็ไม่ซื้อให้อัยย์ใส่ 

ไม่มีแหวนแต่งงานติดนิ้ว ไม่มีสามีอยู่ใกล้ๆ ไม่เคยมีข่าวคราวออกสื่อ แล้วใครที่ไหนจะไปเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้แต่งงานแล้ว 

“แม่เข้าใจแล้ว เธอไม่ต้องกลัวนะ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ แม่จะคุยกับตะวันให้เอง ไม่ต้องคิดมาก ดูแลสุขภาพตัวเองกับลูกชายในท้องให้ดีก็พอ” คุณลลิลที่หวังไว้เต็มอกว่าจะได้หลานชายรีบปลอบประโลมลูกสะใภ้ให้คลายกังวล 

“เลิกคิดมากแล้วนอนเสีย พรุ่งนี้แม่จะเป็นคนพาเราไปหาหมอเอง” 

คำปลอบโยนอย่างคนเป็นแม่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย เปลือกตาของอัยย์ค่อยๆ ปิดลงโดยไม่รู้ตัว 

 

………………………………………………………………….. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว