ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 ....จำพรากเพื่อพบเจอ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ....จำพรากเพื่อพบเจอ...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2559 17:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ....จำพรากเพื่อพบเจอ...
แบบอักษร

...จำพรากเพื่อพบเจอ...

 

แม้ภายนอกของสถานที่จัดงานจะเป็นตึกสไตล์ยุโรป แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปจะพบเรือนขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเนินหินที่สูงจากพื้น 1 เมตรเศษ หลังคารูปสี่เหลี่ยมเล่นระดับซ้อนกันสองชั้น บนหลังคามุมด้วยกระเบื้องเคลือบสีทอง มุมแต่ละมุมจะมีตุ๊กตาดิ้นปั้นรูปหงส์ประดับอยู่ บานประตูเป็นบานเฟี้ยมไม้สีแดงที่แกะสลักและฉลุลายตามแบบจีนโบราณ

 

เมื่อเดินตามท่านต้วนเข้ามาด้านในก็พบว่าภายในห้องค่อนข้างโอ่โถง เหนือเพดานเป็นไม้แกะสลักลวดลายมังกรและหงส์ ยิ่งเมื่อไฟสีส้มส่องสว่างยิ่งขับให้บรรยากาศภายในห้องมีมนต์ขลังมากยิ่งขึ้น พื้นเป็นพื้นไม้ขัดเงาทอดยาวไปยังเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ฝังมุกแบบจีนที่ดูคล้ายบัลลังก์ของฮ่องเต้ พื้นที่ก่อนถึงบัลลังก์นั้นยกสูงขึ้นกว่าพื้นที่ปกติหนึ่งลำดับและหันหน้าออกไปยังหน้าประตู ยิ่งทำให้คนที่นั่งบนบัลลังก์ดูมีอำนาจกว่าคนอื่นๆ

 

และคงไม่ต้องบอกก็พอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าใครคือคนที่นั่งอยู่บนบันลังก์นั้น ผู้ที่ยืนขนาบอยู่เบื้องหลังแม่ใหญ่คือกุ้ยอิงและฮุ่ยหมิ่นพี่น้องคนละสายเลือดกับกายี รองลงมาคือชุดเก้าอี้รับแขกที่จัดเป็นชุด โดยจะมีเก้าอี้ตัวใหญ่แบบมีที่วางแขนและโต๊ะเคียงคั่นระหว่างเก้าอี้สองตัว ตั้งเป็นทิวแถว โดยแต่ละคนรู้ลำดับที่นั่งของตัวเองดีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อพวกเราเดินมาถึงด้านใน ท่านต้วนก็เลือกที่จะเดินไปนั่งใกล้กับบัลลังก์ของแม่ใหญ่มากที่สุด เก้าอี้ที่เข้าชุดกับอีกตัวคุณต้วนเป็นคนนั่ง ขณะที่กายีเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่มีใครร่วมนั่งเก้าอี้กอีกตัวข้างเขาสักคน

 

แม่ใหญ่รอจนกระทั่งแขกคนสุดท้ายนั่งลงเรียบร้อยก็โบกมือให้สาวใช้ออกมารินชารับรองแขก สาวใช้แต่ละคนแต่งชุดกี่เพ้าสีแดงใบหน้าแต่ละคนงดงามหมดจด

 

ราวกับออกมาจากนิยายจีนยังไงอย่างงั้น พวกหล่อนทยอยถือถาดชาชุดใหญ่ออกมาวางไว้ข้างโต๊ะ

 

จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มชงชาให้กับแขกที่มาร่วมชุมนุมครั้งนี้ดู เดิมทีผมเองก็คิดว่าการชงชานั้นคงไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากมาย แต่เมื่อได้มาเห็นของจริงแล้วกลับรู้สึกได้ถึงความละเมียดละไมในขั้นตอนชงชา โดยการใช้น้ำร้อนเทจนท่วมกาดินเผา

 

ปิดฝาแล้วเทน้ำร้อนให้ทั่วกาน้ำชาเพื่อเป็นการอุ่นกา จากนั้นใช้น้ำร้อนจากกาดินเผานี้อุ่นถ้วยชาและเครื่องมือชงชาในลักษณะเดียวกันจนน้ำร้อนหมดกา จากนั้นจึงค่อยใช้ที่ตักใบชา ตักชาใส่กาน้ำชาดินเผาที่ยังคงอุ่นอยู่ เทน้ำร้อนใส่กาดินเผาจนน้ำเกือบล้นกา ปิดฝาและเทน้ำร้อนเหนือกาอีกครั้ง เมื่อเริ่มได้กลิ่นหอมจากกาน้ำชา ก็นำน้ำชาจากกาดินเผาเทใส่ที่กรองชา

 

นำชาที่ชงครั้งที่หนึ่งรดลงบนตุ๊กตาแกะสลักไม้ ยกถ้วยชาที่อุ่นด้วยน้ำร้อนในครั้งแรกเอียงรอบๆถ้วยให้น้ำร้อนโดนปากถ้วยก่อนจะเทน้ำร้อนทิ้ง การชงชาในครั้งที่สองจะได้กลิ่นและสีของชาเข้มกว่าครั้งแรก ครั้งนี้เหล่าสาวงามจึงค่อยๆรินชาใส่ถ้วย จากนั้นนำใส่ถาดไม้เล็กๆส่งให้แขกดื่ม นับว่านอกจากได้ลิ้มรสชาที่หอมกรุ่นแล้ว ยังได้ชมอาหารตาเป็นพิธีชงชาจีนจากสาวน้อยที่คอยยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างอีกด้วย

 

เมื่อความเพลิดเพลินเจริญใจในการลิ้มรสชาจบลง บรรยากาศในห้องก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง แม่ใหญ่ที่นั่งอยู่บนแท่นด้านบนจึงเปรยขึ้น

 

“ที่วันนี้ฉันเรียกหัวหน้าสาขาจากที่ต่างๆเข้าร่วมชุมนุมเพราะมีเรื่อง 3 เรื่องจะแจ้งให้ทราบ เรื่องแรก....ปีนี้กลุ่มของเราได้ขยายสาขามาที่ประเทศเกาหลีโดยมีเจียเอ๋อร์เป็นผู้เข้ามาดูแล แม้เราจะทำเงินได้มาก แต่ก็ยังไม่มากพอ เจียเอ๋อร์มุ่งแต่ขยายอำนาจทางการเงินโดยการปล่อยเงินกู้เพียงอย่างเดียว แม้จะมีสาขาอยู่มากมายในโซลแต่ก็กระจายอำนาจสู่ผู้บริหารที่เป็นคนเกาหลีเองด้วย เรื่องนี้ฉันไม่เห็นชอบนัก เพราะเสียทั้งกำลังคนและเม็ดเงินในการจ้างคนมากเกินความจำเป็น”

 

“ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล แต่การที่เราจะเข้าถึงกลุ่มคนในพื้นที่ได้จำเป็นต้องอาศัยคนของประเทศเขาควบคุมดูแล อีกประการคือคนเกาหลีย่อมรู้ความต้องการของคนเกาหลีด้วยกัน แม้จะเสียเม็ดเงินในการจ้างคน แต่ก็ทำให้ง่ายต่อการควบคุม”

 

กายีรีบแย้งความเห็นของแม่ใหญ่ พี่ชายคนรองของกายีได้ยินก็รีบพูด

 

“แต่ลำพังแค่ปล่อยเงินกู้อย่างเดียวมันจะไปพออะไร คราวก่อนฉันติดต่อแกให้เปิดบ่อนทำไมถึงปฏิเสธ? แล้วไหนจะเรื่องเพื่อนชาวรัสเซียของฉันที่เขามาติดต่อค้าอาวุธสงครามกับแกแต่ถูกแกไล่ตะเพิดไปนั่นอีก” ฮุ่ยหมิ่นชี้หน้า

 

กายีเมื่อถูกชี้หน้าก็ตวัดตาหันไปมองจ้องอีกฝ่าย ผมเห็นฮุ่ยหมิ่นลดนิ้วลงแล้วเขยิบตัวแอบหลังแม่ใหญ่ก็รู้แล้วว่าคนคนนี้ดีแต่ปาก

 

“แล้วพี่รองรู้หรือเปล่าว่า นอกจากหมอนั่นจะค้าอาวุธสงครามแล้วยังค้ายาเสพติดอีกด้วย ถ้าผมไม่ระแคะระคายซะก่อนป่านนี้คงถูกจับรวมกับหมอนั่นไปแล้ว”

 

ผมได้ยินกายีพูดก็นั่นนึกย้อนกลับไปเมื่อวันนั้น จำได้ว่าตอนนั้นผมถูกแทงแล้วนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเห็นข่าวการจับกุมชาวรัสเซียซึ่งอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุของจูเนียร์ฮยอง มันทำให้ผมจำได้ว่าชายหนุ่มที่ชื่อแจบอมเป็นคนพบพี่ ซึ่งหากเขาอยู่ในพื้นนี่นั้นก็มีทางเดียวก็คือเป็นตำรวจ ผมก้มหน้ากัดริมฝีปากโดยไม่ตั้งใจ เรื่องมันจะยิ่งยุ่งเพราะตอนนี้พี่กลับไปอยู่กับตำรวจคนนั้น

 

ขณะที่ผมกำลังกังวลอยู่กับเรื่องของจูเนียร์ฮยอง หัวหน้ากลุ่มในห้องก็เริ่มหันหน้าไปพูดคุยกันเองเสียงอื้ออึง ซึ่งจากที่ลองๆฟังดูเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความคิดของกายีและค่อนข้างถูกใจในการบริหารงานของเขา ตัวผมเองแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่ากายีไม่ใช่คนดีอะไร แต่ก็ไม่ได้เลวถึงขนาดค้ายา เปิดบ่อนหรือค้าอาวุธสงคราม หากเขาทำแบบนั้นจริงผมเองก็คงทนอยู่กับเขาไม่ได้มาจนทุกวันนี้

 

“การจะเข้าร่วมกับชาติอื่นทั้งที่ฐานอำนาจของเราในตอนนี้ยังไม่แข็งแรงพอผมว่ายังไม่สมควรทำตอนนี้ ดังนั้นผมจึงมุ่งไปที่การเจริญเติบโตทางด้านอสังหาริมทรัพย์ นำเงินที่ได้จากการปล่อยกู้ไปฟอกในตลาดหุ้นแต่ในตอนนี้เกาหลีเองกำลังจับตาคนจีนมากเป็นพิเศษจึงทำให้ต้องดำเนินการไปอย่างช้าๆ”

 

“หึ! พูดนั่นพูดนี่ สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวอยู่ดีแกจะแก้ตัวยังไงกับเรื่องนั้นก็ได้ แต่ฉันกลับมองว่าแกไม่ใช่คนที่เหมาะสมจะดูแลสาขาในเกาหลี ฉันจะให้ฮุ่ยหมิ่นมาดูแลทางนี้แทนแกเอง”

 

“แต่แม่ใหญ่! ผม...” กายีตั้งใจจะลุกขึ้นอธิบายแต่แม่ใหญ่ตัดบท

 

เรื่องแกฉันตัดสินใจดีแล้ว!

 

“เรื่องนี้ไม่ถามความเห็นของหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆก่อนจะดีหรือซ้อใหญ่?” ท่านต้วนที่นั่งฟังมาตลอดถามขึ้น พลอยเรียกเสียงเห็นชอบจากรอบข้างได้ทันที

 

“เรื่องนั้นเห็นทีจะไม่จำเป็น เพราะสิทธิขาดในการตัดสินใจคือฉันเพียงคนเดียว”

 

“และนี่คือเรื่องที่สองที่ฉันจะประกาศ เพราะท่านหวังเกิดป่วยหนักเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนทำให้กิจการในไต้หวันและฮ่องกงทั้งหมดมีฉันเป็นผู้ดูแลโดยชอบธรรม คงไม่ต้องขอความเห็นจากหัวหน้าสาขาคนอื่นๆกระมัง” แม่ใหญ่ปรายตามองท่านต้วนที่ยังคงวางเฉย

 

“ท่านหวังป่วยเป็นอะไรกัน?”

 

“ทำไมเรื่องนี้หัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆถึงไม่รู้?”

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ซ้อใหญ่?” หัวหน้าสาขาหลายคนเรียกร้องหาคำตอบ

 

ป่วยก็คือป่วยยังต้องถามอะไรให้มากความกันอีก!!” แม่ใหญ่ตะหวาดพลางทุบเก้าอี้จนเกิดเสียงดังสนั่น

 

“ส่วนกิจการทางไต้หวันและฮ่องกงต่อจากนี้กุ้ยอิงลูกชายคนโตของฉันจะเป็นคนดูแลต่อ ส่วนเจียเอ๋อร์จะให้กลับมาทำงานรับใช้กุ้ยอิงที่ยังพูดกวางตุ้งไม่คล่องเวลาไปติดต่อสาขาที่ฮ่องกง มีใครมีปัญหาอีกมั้ย?” แม่ใหญ่ถามพลางกวาดสายตาไปทั่วห้องโถงประชุม

 

“ถ้าไม่มีก็เป็นอันตกลงตามนี้ หัวหน้าสาขาของที่นี่จากนี้ก็ชี้แนะฮุ่ยหมิ่นลูกคนเล็กของฉันด้วย” แม่ใหญ่จงใจไม่นับรวมกายีว่าเป็นคนในครอบครัว เมื่อพูดเรื่องของตัวเองจบก็ตัดบทให้ลูกชายช่วยประคองออกจากห้อง

 

หัวหน้าสาขา กายีและท่านต้วนและคุณต้วนต่างลุกขึ้นยืนทำความเคารพแม่ใหญ่ยามที่หล่อนเดินผ่านหน้าออกไป บรรยากาศหนักๆค่อยจางหายเมื่อหญิงชราจากไปแล้ว หัวหน้าสาขาคนอื่นๆหันมาล่ำลาท่านต้วนและกายีอย่างสุภาพแล้วเดินออกจากห้องประชุมไป ผมมองเห็นสีหน้าของกายีไม่สู้ดีตั้งแต่ที่แม่ใหญ่ของเขาประกาศยึดอำนาจของเขาไปจนหมด

 

ผมตั้งใจจะเข้าไปหา แต่กายีกลับหลบฉากเดินฉีกไปอีกทางทันทีที่ออกมาจากห้องประชุม ผมตั้งใจจะตามไปแต่ท่านต้วนเรียกผมไว้แล้วชวนผมไปเดินเล่นอีกทาง

 

----------------------------------------------------------

 

 ผมเดินตามหลังท่านต้วนไปตามสวนหิน ด้านซ้ายมือคือสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นหลิวที่แผ่กิ่งก้านระไปบนผิวน้ำ ยามที่กิ่งหลิวพลิ้วไหวไปตามสายลมจะมองเห็นผิวน้ำเป็นระลอกคลื่น

 

ท่านต้วนในชุดถังจวงสีเขียวอ่อนสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อตัวเอง ด้านซ้ายมือขอท่านต้วนคือคุณต้วนบุตรชาย มีผมเดินตามอยู่ขวามือเยื้องไปด้านหลัง จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ดูท่าว่าท่านต้วนแค่ต้องการพาผมมาเดินเล่นจริงๆ แต่ตอนนี้ผมร้อนใจจะแย่ ไม่รู้ป่านนี้กายีจะเป็นยังไงบ้าง

 

“เธอ...ชื่ออะไรนะ?” อยู่ดีๆท่านต้วนก็หันมาถามผม

 

“เสี่ยวซือครับ อ่านออกเสียงว่า ซือ เหมือนเสียงขู่ของงู แต่เขียนว่า (ซือ)” ผมมองหากิ่งไม้แห้งๆแถวนั้น ก้มลงเขียนตัวอักษรจีนที่เคยได้เรียนมาลงบนผืนทราย

 

“ไม่ใช่ชื่อจริง?” ท่านต้วนถามต่อ

 

“ชื่อเกาหลีคือ (แบม) งู ครับ”

 

คนตั้งให้เข้าใจคิดนะ คงอยากให้เธอเป็นงูที่มีความสุข” ผมหลบตาท่านต้วนแล้วแสร้งมองพื้นดิน ผมรู้อยู่แล้วว่า (ซือ)คำนี้แปลว่าความสุข อันที่จริงแล้วตอนที่กายีบอกความหมายของชื่อนี้ผมยังตื่นอยู่ตลอดเวลา ยังไม่ได้หลับจึงได้ยินคำพูดของเขาทุกคำ

 

“เสี่ยวเอินแกช่วยเดินไปดูเจียเอ๋อร์ให้ที”

 

“ครับท่านพ่อ” คุณต้วนก้มหัวให้ท่านต้วนก่อนจะหมุนตัวเดินย้อนกลับไปทางเก่า ผมมองตามเขาไปด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเหมือนท่านต้วนจะไม่ได้สั่งให้ผมตามไปด้วย อาจเป็นเพราะต้องการจะอยู่ตามลำพังกับผม

 

“เธออยู่กับเจียเอ๋อร์และเสี่ยวเอินมานานแค่ไหนแล้ว?” ท่านต้วนยังคงยิงคำถามใส่ผมอยู่เรื่อยๆราวกับกำลังเบนความสนใจ

 

“ปีกว่าแล้วครับ”

 

“แค่ปีเดียวก็ใช้ภาษาจีนโต้ตอบได้ถือว่าพัฒนาเร็วมาก คงฝึกทุกวันสินะ?”

 

“ครับ” เพราะได้ครูที่ดีจากคุณต้วนและการเขี่ยวเข็ญของกายีถึงทำให้ภาษาของผมค่อนข้างดี ผมสามารถสื่อสารกับกายีและคุณต้วนได้ทั้งภาษาเกาหลี จีนและอังกฤษเพราะการช่วยเหลือของพวกเขา

 

“แล้วหนึ่งปีมานี้เธอรู้จักเจียเอ๋อร์ดีแค่ไหน” ท่านต้วนหันหน้ากลับมามองผม ดวงตาของเขาแม้จะส่งยิ้มมาให้แต่มันช่างว่างเปล่า

 

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกายีเลยสักอย่าง ไม่รู้ภูมิหลังว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใครมาจากไหน ทำไมเขาถึงได้มาขยายงานที่เกาหลี ทำไมเขาถึงได้มาเป็นมาเฟีย  แม่ใหญ่โกรธเคืองอะไรเขา กายีเองก็ไม่เคยเปิดปากเล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้ผมฟังสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงมีแต่เรื่องที่ผมไม่รู้อยู่เต็มไปหมด

 

“ถ้าท่านต้วนจะกรุณาเล่าให้ผมฟังได้หรือไม่ครับ?”

 

“อยากฟังเรื่องไหนก่อนล่ะ?” ท่านต้วนหันมาคลี่ยิ้ม

 

“ช่วงเวลาหนึ่งปีมานี้ผมพอจะเข้าใจการทำงานของกายีกับคุณต้วนดี รู้ว่าเขาทำงานสกปรกอยู่เบื้องหลังโดยมีคุณต้วนออกหน้าดูแลธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ด้านสว่างมีอี๋เอิน ด้านมืดมีกายี เขาเป็นมาเฟียก็จริง แต่ไม่เคยทำธุรกิจผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างค้ายา ค้ามนุษย์หรือค้าอาวุธสงคราม

 

เขาแค่ปล่อยเงินกู้และเก็บดอกเบี้ยในราคาที่สูงกว่าที่อื่น เขาหาเงินได้มากมายแต่ผมไม่เห็นเขาเอาไปปรนเปรอใคร อย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง เงินที่เขาได้เขาจะนำส่วนหนึ่งไปต่อยอดในธุรกิจที่ขาดสะอาดแม้ว่านั่นคือการฟอกเงิน ส่วนที่เหลือเขาจะส่งให้บ้านใหญ่ทั้งหมด

 

หนึ่งปีมานี้เขาสอนอะไรๆให้ผมมากมาย แต่กลับไม่เคยเล่าเรื่องของตัวเองให้ผมฟังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมจึงอยากรู้ทุกเรื่องของเขา ครอบครัวเขา อดีตของเขาและเขาผ่านอะไรมาบ้าง?” คราวนี้เป็นผมที่หันไปสบตาท่านต้วนตรงๆ ท่านต้วนเอามือไพล่หลังแล้วก้าวออกไปยืนมองสระน้ำ

 

“เธอคงจะรู้อยู่แล้วล่ะมั้งว่าพ่อของเจียเอ๋อร์เป็นผู้นำของตระกูลหวัง ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ผู้นำตระกูลเล็กๆในปักกิ่ง ฉันกับเขาสนิทสนมกันดีเพราะครอบครัวเรารู้จักกันและเรียนหนังสือร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก”

 

“จนกระทั่งเข้าวัยรุ่นเราได้เดินทางไปยังเกาะฮ่องกงเพื่อดำเนินการเรื่องธุรกิจของครอบครัว พ่อของเจียเอ๋อร์ได้พบกับโซเฟียแม่ของเจียเอ๋อร์ที่นั่น ทั้งสองตกหลุมรักกันและกันจนกระทั่งหมั้นหมายกันไว้”

 

“ระหว่างนั้นครอบครัวของพ่อเจียเอ๋อร์ได้เรียกตัวเขากลับไปรับรองคุณหนูใหญ่ของตระกูลผู้นำในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตอนนั้นนอกจากเซี่ยงไฮ้จะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน ขณะนั้นแล้ว ยังมีอำนาจมากที่สุด คุณหนูใหญ่ผิดหวังจากความรักและเพิ่งหอบลูกสองคนกลับมาจากอเมริกา พอได้พ่อของเจียเอ๋อร์คอยดูแลเธอก็ตกหลุมรักและบังคับให้เขาแต่งเข้าบ้านโดยและยกตำแหน่งผู้นำตระกูลใหญ่ให้ คุณหนูใหญ่จึงกลายเป็นซ้อใหญ่ตระกูลหวัง”

 

“ในเวลาต่อมาไม่นานเรื่องที่พ่อของเจียเอ๋อร์แต่งงานก็รู้ไปถึงหูโซเฟีย เธอเสียใจมากและมารู้ว่าในขณะนั้นตัวเองกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ โซเฟียมาขอให้ฉันปิดเรื่องที่เธอท้องไว้ไม่ให้พ่อของเจียเอ๋อร์รู้ แต่สุดท้ายเขาก็รู้จนได้ พ่อของเจียเอ๋อร์รู้สึกผิดต่อโซเฟีย ทั้งๆที่เขารักเธอมากแต่กลับทรยศเธอและแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ได้รัก”

 

“เขาจึงพยายามชดเชยวันเวลาทั้งหมดให้กับโซเฟียโดยการบินไปบินกลับเพื่อดูแลโซเฟียกระทั่งเจียเอ๋อร์คลอด แต่สุดท้ายเมื่อซ้อใหญ่รู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงบังคับให้พวกเขาเลิกติดต่อกัน แน่นอนว่าพ่อของเจียเอ๋อร์ไม่ยอมเลิก”

 

“ซ้อใหญ่จึงลงมือกับโซเฟียและเจียเอ๋อร์ ถึงกับสั่งคนไปจับเจียเอ๋อร์เรียกค่าไถ่ โซเฟียในตอนนั้นแทบจะเป็นบ้าตาย เธอไปขอร้องกับซ้อใหญ่ด้วยตัวเองว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพ่อเจียเอ๋อร์อีกขอเพียงแค่ไว้ชีวิตลูกของเธอ”

 

“และเธอก็ทำตามนั้นหลังจากที่ได้เจียเอ๋อร์คืน โซเฟียปิดตายหัวใจตัวเอง เธอไม่เคยเอ่ยปากขอร้องเรื่องค่าเลี้ยงดูกับพ่อของเจียเอ๋อร์อีกแม้ว่าพ่อของเจียเอ๋อร์ต้องการส่งเสียเงินทองในการเลี้ยงดูเจียเอ๋อร์ทุกปี แต่โซเฟียไม่เคยรับเงินของเขา เธอส่งเงินทุกแดงกลับไปที่บ้านใหญ่ทุกครั้งที่เงินเข้าในบัญชี โซเฟียต้องการเพียงแค่ความสงบที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกของเธอแค่สองคน”

 

“แต่ซ้อใหญ่ไม่เคยทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นเลย เธอยังคงเต็มไปด้วยความริษยาเธออิจฉาในความรักมั่นคงที่พ่อของเจียเอ๋อร์มีต่อแม่ของเขา”

 

“ความริษยานั้นทำให้พ่อของเจียเอ๋อร์ไม่เคยแตะตัวเธอเลยแม้ว่าก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงาน ส่วนโซเฟียเองก็สู้อุตส่าห์เลี้ยงลูกชายมาแต่เพียงลำพังโดยไม่มีคนอื่นเช่นกัน ซ้อใหญ่ยังคงส่งคนไปคุกคามโซเฟียกับลูกจนกระทั่งทั้งสองหนีมาพึ่งฉันที่ไต้หวัน”

 

“ฉันสอนให้เจียเอ๋อร์ต่อสู้ สู้เพื่อปกป้องแม่ของเขา แต่ยิ่งเด็กคนนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ คนของบ้านใหญ่ที่ถูกส่งมาก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว วันที่แม่ของเจียเอ๋อร์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นวันที่หัวใจของผู้ชายที่รักเธอสองคนแตกสลาย หนึ่งคือพ่อของเจียเอ๋อร์ สองคือลูกชายของเธอ ขณะที่คนพ่อตรอมใจที่สูญเสียผู้หญิงคนที่เขารักที่สุดไป เจียเอ๋อร์กลับยืนหยัดที่จะสู้และแข็งข้อต่อบ้านใหญ่ เจียเอ๋อร์ไปปรากฎตัวที่บ้านใหญ่ในฐานะลูกนอกสมรสของตระกูลหวังอีกคน ในตอนนั้นพ่อของเขาคอยหนุนหลังอยู่จึงไม่มีใครกล้าสอดปาก ทว่าลึกๆลงไปแล้วบ้านใหญ่เองก็มีแผนที่จะตลบหลังเจียเอ๋อร์อยู่ตลอดเวลา”

 

“และตอนนี้เจียเอ๋อร์ไปไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับได้อีก เขาไม่ต่างอะไรกับยืนอยู่บนปากเหว ทางข้างหน้าแคบเพียงคืบ หากพลาดพลั้งตกลงไปคือตายสถานเดียว หนทางข้างหน้าก็มืดมัวมองไม่เห็นทาง ข้างหลังมีแต่ความว่างเปล่า ไม่เดินหน้าต่อไม่ถึงปลายทาง ยิ่งเมื่อปราศจากพ่อ  เขาจึงเหลือแค่ตัวคนเดียว” ท่านต้วนพูดมาถึงตอนนี้ก็ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบสร้อยคอที่ห้อยจี้เป็นแหวนคู่สองวงส่งมาให้ผม

 

ผมมองสร้อยคอก็รู้ว่าทำจากทองคำขาวคุณภาพดี แต่แหวนสองวงคู่นั้นดูยังไงก็แหวนแต่งงาน ผมก้มลงมองชื่อสลักที่ด้านในแหวนแต่ละวง หย่งหมิง’ ‘โซเฟีย

 

“พ่อเขา....ป่วยอยู่ไม่ใช่หรอครับ? ทำไมคุณถึงมีสร้อยของพ่อเขา?”

 

“พ่อของเจียเอ๋อร์สั่งให้คนสนิทนำออกมาให้ฉันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนทันทีที่รู้ตัวว่าถูกพิษ เขาไม่ได้สั่งเสียอะไร เพียงแค่ถอดสร้อยเส้นนี้ออกมาเพื่อให้นำมาให้เจียเอ๋อร์ มันคือแหวนที่เขาตั้งใจจะขอโซเฟียแต่งงาน แต่เพราะโชคชะตาทำให้เขาไม่เคยได้ส่งถึงมือเธอ” ท่านต้วนหันหน้ากลับมามองผม

 

“เธอเองก็ถูกโยนเข้ามาในโลกนี้โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รู้อย่างนี้แล้วยังอยากอยู่กับเขาอยู่หรือเปล่า?”

 

“ผมไม่เคยคิดจะไปจากเขาอยู่แล้ว เลยไม่เคยคิดว่ายังอยากอยู่กับเขาหรือไม่”

 

ดี! งั้นฉันฝากแหวนนั่นให้เจียเอ๋อร์ด้วยแล้วกัน” ท่านต้วนเบนสายตาจากผมและมองไปด้านหลัง ผมเห็นกายีเดินมากับคุณต้วนเดินมาด้วยกันพอดี

 

“เจ้าลูกชาย ได้ข่าวว่าบ้านหลังใหม่ใหญ่โตโอ่อ่า ถ้ายังไงกลับไปช่วยชงชาแล้วบีบนวดให้พ่อคนนี้หน่อยเป็นไง”

 

----------------------------------------------------

 

 

ท่านต้วนเดินไปกอดคอคุณต้วนแล้วหันมายิ้มให้ผมอย่างรู้กัน ผมก้มหัวลาเขาแล้วเดินเข้าไปหากายี มองหน้าเขาในตอนนี้แล้วผมก็จุกจนพูดไม่ออก ผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรก่อนดี ทุกอย่างมันตื้ออยู่ในหัวเต็มไปหมด

 

“เราไปนั่งเล่นกันดีมั้ย?” กายีเอ่ยชวนแล้วเดินนำผมไปยังเก๋งจีนทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่บนเนินริมน้ำไม่ไกลนัก

 

 

“เสี่ยวซืออา~ นายอยู่กับฉันมานานแค่ไหนแล้วนะ?”

 

“ปีกว่าแล้วครับ” ผมตอบเขาเมื่อเดินมาถึงศาลา กายีเดินเข้าไปนั่งด้านหนึ่งของศาลาแล้วตบมือลงตรงที่ว่างข้างตัวเขาให้ผมเดินไปนั่งลงตรงนั้น

 

“ปีกว่าแล้วหรอ...จะว่านานมันก็นาน จะว่าสั้นมันก็สั้น ในระหว่างหนึ่งปีมานี้นายมีความสุขหรือเปล่า?” ผมมองเสี้ยวหน้าของกายี เขามักจะถามผมแบบนี้เสมอเมื่อเขารู้สึกไม่มั่นคงกับอะไรสักอย่าง

 

“ผมมีความสุขดี”

 

“ที่เมืองจีนน่ะมีที่เที่ยวเยอะแยะไปหมดเลยนะ ทั้งปักกิ่งทั้งเซี่ยงไฮ้ มรดกโลกอย่างกำแพงเมืองจีนหรือพระราชวังต้องห้ามก็น่าไป ถึงคนจะเยอะหน่อยก็เถอะ แต่ถ้าจะไปจริงๆลองไปสวนอวี้หยวนหรือไปเที่ยวเขาหวงซานดูฉันว่านายน่าจะชอบ อันที่จริงแล้วนายชอบไปภูเขาหรือทะเลล่ะ? ถ้าเป็นทะเลนายต้องข้ามไปฝั่งฮ่องกงหรือไม่ก็เกาะเกาลูน ขึ้นวิตอเรียพีคไปดูวิวกลางคืนก็ดีเหมือนกัน” กายีกำลังยิ้มก็จริงแต่กลับไม่สบตาผมเลย ผมมองหน้าเขาก็ได้แต่รู้สึกเศร้า เวลาที่เขาพยายามทำตัวให้ร่าเริงมันดูเศร้าเอามากๆ

 

“คุณรู้?” ผมถามอย่างไม่แน่ใจ

 

กายีหันมามองหน้าผม ดวงตาของเขาไหวระริก ปลายจมูกเขาแดงก่ำ ไม่ผิด...เขารู้อยู่แล้วว่าได้สูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายไปแล้ว

 

“ทำไมคุณถึงไม่บอกอะไรผมเลย! ทำไมคุณถึงจะแบกรับทุกอย่างไว้กับตัวเองทั้งหมด? ถ้าอย่างนั้นคุณจะให้ผมอยู่เคียงข้างคุณไปเพื่ออะไร?” ผมลุกขึ้นยืนจ้องหน้าเขา น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างช่วยไม่ได้ การที่ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยสักอย่างมันช่างน่าเจ็บใจ

 

“เพราะฉันไม่ได้อยากให้นายมาอยู่ข้างๆน่ะสิ เสี่ยวซือ...นายไปอยู่กับท่านต้วนกับเสี่ยวเอินเถอะนะ” กายีก้มหน้าลงไม่สบตาผมต่อ

 

เพราะอะไรเขาถึงไม่อยากให้ผมอยู่ด้วย? เพราะผมมันยังไม่เก่งพอ? เพราะผมยังไม่ดีพอ? หรือเพราะผมไม่คู่ควร? เพราะผมเป็นตัวถ่วงของเขาหรอ? ทำไมเขาถึงชอบไล่ให้ผมไปอยู่กับคนอื่นนัก? หากผมไปแล้วเขาจะอยู่กับใคร?  กายีสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เขาไม่พร้อมที่จะสูญเสียอะไรอีกแม้แต่อย่างเดียว ผมจะไม่มีวันยอมให้เขาเสียผมไปอีกคน

 

“ผมไปซะคนแล้วคุณจะอยู่กับใคร?”

 

“ฉันอยู่ได้...ฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องสะสาง เสี่ยวซือรู้หรือเปล่า บนโลกนี้สองสิ่งที่ทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ได้ หนึ่งคือรัก...อีกหนึ่งคือแค้น” ผมรู้ดีว่าตอนนี้ต่อให้พูดอะไรไปกายีก็ไม่ฟังผมแน่ๆ ผมเคยอยู่ในสถานะเดียวกับเขาย่อมรู้ดี ยิ่งเราอยู่ด้วยกันก็ยิ่งเข้าใจความเจ็บปวดของกันและกันทีละน้อย

 

“ได้....ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้วผมก็จะไม่ขัด ผมจะไปอยู่กับท่านต้วน” กายีกุมมือผมแล้วเงยหน้ามอง

 

“ขอบใจนะเสี่ยวซือ” กายีดึงผมเข้าไปกอด เขาซุกหน้าลงกับท้องของผมราวกับจะหนีอะไรบางอย่าง ผมก้มลงมองเขาแล้วลูบหัวเขาเป็นเชิงปลอบ

 

กายีก้มหน้ากอดงูน้อย เสี่ยวเอินรับปากเขาแล้วว่าจะดูแลงูน้อยเป็นอย่างดี  อยู่กับตระกูลต้วนเสี่ยวซือจะได้ไม่มีใครกล้ามารังแก ส่วนเขาจะได้กลับไปจัดการสะสางปัญหาของบ้านใหญ่ให้จบๆไปซะที  พาเสี่ยวซือไปด้วยมีแต่จะทำให้เสี่ยวซือลำบาก สู้ฝากไว้กับตระกูลต้วนที่ทรงอำนาจ และอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่เขาเห็นได้จะดีกว่า

 

ขณะที่กายีกอดผม ผมก็ก้มลงมองชายผู้หนึ่งในอ้อมกอดแล้วเกลี่ยปอยผมอีกฝ่ายเล่นอย่างย่ามใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นกายีในมุมนี้

 

ที่แท้กายีของเขาก็เป็นแค่ผู้ชายที่อ่อนแอคนหนึ่ง เขาพอใจที่จะเห็นว่าของที่รักอยู่ในที่ที่ปลอดภัยพ้นจากมือคนอื่น แต่ผมไม่ใช่ตุ๊กตา ผมมีชีวิตมีจิตใจและในฐานะที่ตัวเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง การที่ถูกปกป้องดูแลเท่ากับยอมรับว่าตัวเองไม่แข็งแกร่งพอ

 

ผมไม่ได้ปฏิเสธที่จะไปอยู่กับตระกูลต้วนเพราะรู้ดีว่าผมสามารถเรียนรู้ได้จากผู้นำของตระกูล ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงหรือถูกกายีปกป้องอยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่ผมจะพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะขึ้นไปยืนเคียงข้างกายีได้อย่างเท่าเทียม

 

แม้ที่ที่กายีอยู่จะสูงและหนาวแค่ไหนก็ตาม

กายีจะไม่โดดเดี่ยวและไม่อ้างว้างเพียงลำพัง

 

 


 

------------------------------------------------------

To Be Con

ขอโทษที่ให้รอนะคะ

พอดีติดลงฟิคเรื่องใหม่

ขอบคุณที่ยังติดตามค่ะ

นามิ

ความคิดเห็น