ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 44 เอาแต่ใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 เอาแต่ใจ

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 491

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2564 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 เอาแต่ใจ
แบบอักษร

อัยย์ที่ไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอดีตสามีและอดีตเพื่อนสนิทได้รับข่าวดีถึงสองข่าวพร้อมกัน ข่าวแรกเป็นการต่อสัญญาของพอลและอีกข่าวจากบริษัทของซัน  

โปรเจคภาพยนตร์ที่กำลังจะถ่ายทำ มีปัญหาเกิดขึ้น นักแสดงชายที่รับบทนำในเรื่องเกิดป่วยกะทันหันจนต้องถอนตัว บทจึงมาตกที่พอล นับว่าเป็นความโชคดีในโชคร้ายเพราะบทแรกที่พอลสนใจเป็นบทรองที่มีความน่าสนใจ แต่สุดท้ายเขากลับได้บทนำเสียเอง 

การประชุมถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนหน้าการถ่ายทำแค่วันเดียว การมาที่นี่อัยย์ได้รู้จักกับอิงอิงโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าแปลกที่ทั้งคู่เข้ากันได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ อิงอิงเป็นผู้หญิงทำงานที่ฉลาด มั่นใจและกล้าตัดสินใจทำให้เธอนึกถึงตัวเองสมัยที่ยังทำงานอยู่  

อะไรกันนะ ที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้? 

พอลที่มาร่วมประชุมก็มีท่าทีที่สดใสกว่าเดิมบอกให้รู้ว่ากลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ 

การประชุมผ่านไปได้ด้วยดีทำให้อัยย์รู้สึกโล่งใจ นี่เป็นงานแรกในตำแหน่งผู้บริหารบริษัทของเธอ จากที่เคยทำได้เพียงเซ็นเอกสาร ดูข้อมูลไปวันๆ และการได้ออกมานอกบ้าน ได้มาเจอคนใหม่ๆ ก็ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองมากขึ้น 

การประชุมเสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากร่ำลาทีมงานแล้วอัยย์ก็รีบเดินออกมา เธออยากจะกลับไปถึงบ้านก่อนตะวัน เพราะขออนุญาตเขาไว้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ถ้าขืนกลับช้าก็เสี่ยงกับการถูกเขาอารมณ์เสียใส่อีก 

คนตั้งท้องย่อมรู้สึกอ่อนไหวอยู่แล้ว แต่การที่ต้องมารับมือกับอารมณ์แปรปรวนของตะวันยิ่งทำให้อัยย์อ่อนไหวจนแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง   

“รีบกลับเหรอครับ” เดินออกจากตัวตึกได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังทำให้อัยย์ต้องหันมอง  

เป็นพอลนั่นเองที่เดินตามออกมา “ค่ะ...จะกลับบ้านเลย” 

“ให้ผมไปส่งไหม ไหนๆ เราก็ไปทางเดียวกันอยู่แล้ว” 

อัยย์ชี้นิ้วไปยังรถที่จอดอยู่ในลานจอดรถหน้าตึก แต่ก็เธอก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นรถยุโรปสีดำจอดห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ไม่กี่เมตร 

ลางสังหรณ์บอกอัยย์ว่าคนที่อยู่ในรถน่าจะเป็นเขาคนนั้น เธอรีบหันกลับไปบอกลาพอล 

“ฉันมีรถกลับแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” เธอหันหลังกลับแล้วเดินออกมา “เอ๊ะ” อัยย์ร้องออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างวางลงบนหัว 

“ใส่ไว้นะครับ ฝนมันเพิ่งหยุดตก ยังมีละอองอยู่เลย เดี๋ยวจะไม่สบาย” พอลถอดหมวกที่สวมอยู่ให้กับเธอ  

ทำไมต้องมาเป็นสุภาพบุรุษตอนนี้ด้วยนะ...... 

งานเข้าแล้ว......... 

เสียงเปิดประตูเบาๆ ที่ด้านหลังทำให้อัยย์ที่ยืนอึ้งอยู่ต้องรีบหันกลับไปมอง แค่ขาข้างเดียว ที่ยื่นออกมาเหยียบพื้นก็รู้สึกเหมือนเห็นเสือที่กำลังจะออกจากกรง  

อัยย์รีบพึมพำขอบคุณแล้วรีบเดินไปที่รถทันที ขืนปล่อยให้ตะวันลงจากรถมา ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพอล 

ใช่จริงๆด้วย.............. 

ตาคมๆ ที่มองกลับมาตอนเธอเดินไปยืนอยู่ข้างประตูรถ ทำให้อัยย์ต้องทำใจดีสู้เสือไว้ 

“มารับอัยย์เหรอคะ?” 

ตะวันไม่ได้พูดอะไรแค่ขยับตัวลึกเข้าไปในตัวรถ เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับเธอ 

อัยย์ขึ้นไปบนรถแล้วนั่งเงียบๆ  

เขาไม่อยากตอบ...เธอก็ไม่อยากถาม...  

ทั้งคู่นั่งเงียบๆ ไปจนถึงบ้าน อัยย์รีบลงจากรถแล้วเดินตรงเข้าบ้าน แต่แค่ไม่กี่ก้าวคนข้างหลังที่ขายาวกว่าก็เดินตามมาทัน หมวกที่อัยย์ลืมไปแล้วถูกดึงออกจากหัวเธอ แล้วก็ถูกเอาไปใส่บนหัวของคุณอำภาที่เดินออกมาต้อนรับ 

ทั้งอัยย์และคุณอำภาต่างหันมามองหน้ากันงงๆ แต่คนทำกลับพูดหน้าตาเฉย 

“สวยดี....พรุ่งนี้ให้ใส่หมวกนี้ทำงานนะ”  

แน่ล่ะว่าเป็นการประชด แต่ความซวยก็ไม่ควรจะไปตกที่คุณอำภาไม่ใช่เหรอ.... 

อัยย์รีบเดินตามเขาขึ้นชั้นบน “ตะวัน...ตะวันคะ” เธอตามเขาไปจนถึงห้องนอน เจ้าตัวถึงหันกลับมามองหน้าเธอ 

“สนใจผมได้แล้วเหรอ?” 

อ้าว................ก็ตอนทักเขาไม่ตอบเธอนี่นา 

“ให้คุณอำภาใส่หมวกทำงาน จะไม่สะดวกกับเธอนะคะ” 

“ทำไม...หวงเหรอ?” 

“เปล่าค่ะ แค่เป็นห่วงคุณอำภา” อัยย์โยนความคิดที่จะเอาหมวกไปคืนพอลทิ้งไปเพราะถ้าขืนเธอยังไปสนใจมันอีกมีหวังคุณอำภาได้ซวยหนักกว่านี้แน่ 

สีหน้าของตะวันดูดีขึ้นเมื่อได้ยินว่าเธอไม่ได้สนใจหมวกจากพอล ถ้าทั้งคู่เป็นคนรักกันจริงๆ เธอคงคิดว่าเขาหึงที่เห็นผู้ชายคนอื่นมายุ่งกับเธอ แต่เขาคอยย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้เธอรู้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง อัยย์เลยไม่กล้าเข้าข้างตัวเองว่าเขาหึงหรือหวงเธอ 

“งั้นก็บอกให้โยนมันทิ้งไป ไม่ต้องใส่ก็ได้” 

“ขอบคุณค่ะ” 

ตะวันนั่งลงที่ปลายเตียงแล้วดึงเธอเข้าไปใกล้ ตะวันฝังหน้าลงที่หน้าท้องที่ยังแบนราบอยู่ แล้วกอดเอวเธอไว้ 

อัยย์ก้มลงมองผมสีดำขลับของเขา จู่ๆ ความรู้สึกลึกซึ้งก็เข้าจู่โจมทำให้เธอเผลอตัวยกมือขึ้นลูบผมเขาเบาๆ  

ต่างจากอัยย์ที่กำลังตื้นตันกับความรู้สึกแบบครอบครัวแต่ตะวันกับพึมพำอยู่ในใจว่า 

“อีกไม่กี่วันแล้วนะ อดทนอีกนิดเดียว” เขาแทบจะนับวันนับคืนที่จะได้กลับไปกอดเธอ อยากจะโกรธก็โกรธไม่ได้ เพราะเด็กที่อยู่ในท้องก็ลูกเขาเอง 

 

วันรุ่งขึ้น อัยย์ได้รับอนุญาตให้ไปที่กองถ่ายได้ แต่ต้องทำตามกฎของตะวันทั้งสามข้อ 

ข้อที่หนึ่ง ห้ามวิ่งหรือยกของหนัก ให้ใส่ใจความปลอดภัยของตัวเองกับลูกไว้ก่อน 

ข้อสอง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเขาต้องได้รู้เป็นคนแรก 

และข้อสุดท้าย ห้ามพูดกับพอลเกินสิบประโยค ห้ามเข้าใกล้พอลเกินสิบก้าวอย่างเด็ดขาด 

ถ้าเธอไม่ทำตามเงื่อนไขจนเขาจับได้ทีหลัง ตะวันจะไม่ให้เธอออกมาทำงานอีก 

อัยย์ไม่มีปัญหากับเงื่อนไขสองข้อแรกเลยเพราะรู้ดีว่าเขาห่วงใยลูกในท้อง แต่เงื่อนไขข้อที่สามทำเอาเธอถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของตะวัน แต่เธอก็ต้องยอมตกลงเพราะอยากมาเห็นว่ากองถ่ายเขาทำงานกันยังไง 

เธอไม่เสียใจเลยที่มากองถ่าย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการทำงานเบื้องหลัง ทีมงานของบริษัทซันทำงานเป็นมืออาชีพมาก สมแล้วที่เป็นบริษัทใหญ่ เธอเกาะติดอยู่กับอิงอิงที่คอยให้คำแนะนำและอธิบายอย่างใจเย็น  

พอลเองก็ยุ่งกับการถ่ายทำจนทำได้แค่ทักทายกันและตัวเธอก็ไม่ได้อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาจะมาสนใจผู้หญิงแต่งงานแล้วอย่างเธอ 

วันแรกผ่านไปได้ด้วยดีทั้งเรื่องงานและเรื่องเพื่อนใหม่อย่างอิงอิง 

ทำให้วันรุ่งขึ้นตะวันยอมมปล่อยให้เธอไปที่กองถ่ายอีกครั้ง 

แต่ยังไม่วายเลือกเสื้อแขนยาวกางเกงแขนยาวให้เธอใส่ แถมยังย้ำแล้วย้ำอีกว่า 

“ไปทำงานอย่าพูดกับผู้ชายคนอื่นเยอะ โดยเฉพาะพอล อยู่ให้ห่างจากเขาไว้” สั่งเสร็จเขาก็เชยคางเธอขึ้นเบาๆ แล้วทาบริมฝีปากลงมาจูบดูดดื่มก่อนไปทำงานที่ไม่ได้ทำกันมานาน ทำให้อัยย์เผลอยกแขนขึ้นกอดเอวเขาไว้โดยไม่รู้ตัว 

“จำได้ด้วยเหรอ?” เสียงต่ำๆ ถามอยู่ชิดริมฝีปาก 

“อืม” อัยย์พยักหน้าตอบ เธอรู้ว่าเขาถามถึงจูบในตอนเช้าที่ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกให้เธอทำมันทุกวัน 

เธอได้แต่หลับตาดื่มด่ำกับความอ่อนโยนที่หาได้ยากจากเขา ถ้าเขาจะน่ารักแบบนี้ตลอดไปก็ดีสินะ  

เธอยืนส่งตะวันจนลับตาแล้วค่อยขับรถออกไปทำงานบ้าง  

หลังจากที่อัยย์มาถึงกองถ่ายเขาก็เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว แต่กว่าเธอจะไปถึงพอลก็แต่งตัวเสร็จแล้ว วันนี้เขาอยู่ในชุดสูทสีเทา เสื้อเชิ้ตสีขาว ผมที่เคยปรกหน้าผากถูกหวีเสยขึ้นไปเผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งหล่อและสวยในเวลาเดียวกัน เห็นแบบนี้แล้ว เธอก็รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่พอลยอมต่อสัญญากับบริษัทเธอ  

อัยย์ยืนทักทายเขาห่างๆ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ให้สัญญากับตะวันไว้ 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่เธอก็รู้สึกเหมือนมีสายตาของตะวันมองตามหลังอยู่ตลอดเวลา เธอรู้สึกเหมือนว่าถ้าเผลอทำผิดสัญญา เขาจะกระโจนออกมาจากข้างหลังแล้วลากเธอกลับบ้านไป 

เมื่อเห็นว่าพอลกำลังเดินตรงมาทางทิศที่เธอยืนอยู่ อัยย์ก็มองหาทางเลี่ยงเขา เสียดายอิงอิงไม่อยู่แถวนี้ ไม่อย่างนั้นเธอคงใช้อีกฝ่ายเป็นข้ออ้างในการเลี่ยงเขา 

เธอทำเป็นเดินเลี่ยงไปยืนอีกฝั่งของโต๊ะที่ใช้วางอุปกรณ์ เพื่อให้โต๊ะคั่นกลางระหว่างพวกเขาไว้ 

เธอรู้ว่าสิ่งที่ทำมันดูประสาท เหมือนคนหลงตัวเองที่คิดว่าเขาจะเข้าหา แต่เธอประมาทตะวันไม่ได้ หลายครั้งแล้วที่เขาโผล่เข้ามาโดยที่เธอไม่รู้ตัวมาก่อน 

“อัยย์” พอลที่เดินเข้ามาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สดใสและเต็มไปด้วยเสน่ห์ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติและตะวันไม่น่ากลัวแบบนี้ เธอคงสมัครเป็นแฟนคลับเขาไปแล้ว 

“ค่ะ” 

พอลมองหน้าผู้หญิงที่พยายามเลี่ยงเขามาตลอดสองวัน แล้วยิ้มอย่างอบอุ่นให้เธอ “คุณกลัวผมเหรอ?” 

น้ำเสียงอ่อนโยน รอยยิ้มรู้ทันทำเอาอัยย์รู้สึกละอายใจ พอลไม่ได้มีท่าทีล่วงเกินหรือทำอะไรที่ชวนเข้าใจผิดเลย แต่เธอกลับทำเหมือนเขาเป็นคนไม่น่าไว้ใจเสียได้ 

“เปล่าค่ะ” เธอรีบส่ายหน้าเพื่อยืนยัน ใครจะกล้ายอมรับ แล้วถ้ารับแล้ว เธอจะกล้าบอกเหตุผลบ้าบอให้เขาฟังเหรอ? 

พอลรู้ดีว่าอัยย์ไม่กล้ายอมรับและคิดว่าท่าทางหวาดระแวงของเธอน่าจะมีสาเหตุจากอย่างอื่นมากกว่า 

“เปล่าก็เปล่า เอาเป็นว่าดูแลตัวเองด้วยนะครับ อากาศด้านนอกกับข้างในกองถ่ายมันต่างกันมาก เดินเข้าเดินออกบ่อยๆ จะไม่สบายเอา 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” 

“ถ้าไม่รู้จะอยู่ตรงไหน ก็ไปอยู่กับคุณอิงอิงในห้องโน้นก็ได้นะ” 

นอกจากจะไม่โกรธแล้วพอลยังช่วยบอกทางให้เธออีกด้วย 

อยากสมัครเป็นแฟนคลับเหลือเกิน แต่สามีก็น่ากลัว...... 

อัยย์ได้แต่ยิ้มขอบคุณแล้วเดินไปหาอิงอิง ในห้อง 

“อิงอิง เรามาแล้ว”  

ใบหน้าเคร่งเครียดของอิงอิงที่หันมามองทำเอาอัยย์ต้องชะงัก  

“มีอะไรหรือเปล่า?” 

อิงอิงพยักพเยิดไปทางสคริปต์ที่อยู่ในมือ เธอวางมันลงบนโต๊ะแล้วถอนหายใจออกมา 

“มีเรื่องให้ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ” 

อัยย์เดินมานั่งตรงข้ามแล้วพยายามมองหาสาเหตุที่ทำให้อิงอิงปวดหัว แต่ก็ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” 

“ประธานบริษัทฉันไง” อิงอิงมองซ้ายมองขวาแล้วเอนตัวมากระซิบ “คุณซันรู้จักใช่ไหม?” 

อัยย์ได้แต่พยักหน้ารับ ไม่ใช่แค่รู้จักแต่เขายังสนิทกับสามีเธอด้วยนี่สิ 

“รายนั้นน่ะ นอกจากจะมีผู้หญิงเยอะแล้วยังไม่รู้จักแยกแยะอีกต่างหาก ถ้าคนไหนกำลังขึ้นหิ้งนะ พ่อเอาบทดีๆให้ทันที ไม่ได้ดูเล้ยยยยย ว่าเล่นได้หรือเปล่า”  

น้ำเสียงและท่าทางของอิงอิงนั้นบ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่เต็มอก 

อัยย์เข้าใจความอึดอัดของเพื่อน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเธอไม่ได้มีอำนาจถึงขนาดนั้น แล้วก็ได้เห็นกับตาแล้วว่าซันนั้นเจ้าเล่ห์และร้ายกาจพอตัว 

เรื่องที่ซันจะมีผู้หญิงรายล้อมมากมายนั้นไม่เกินความคาดเดาของเธอ ดูอย่างตะวันสิ ยังมีผู้หญิงอีกตั้งหลายคน แล้วเพื่อนสนิทอย่างซันก็คงไม่พ้นกันไปไหนหรอก.... 

“ตอนยังเป็นคนโปรดก็ดันเสียเต็มที่ แต่ถ้าตกกระป๋องเมื่อไหร่นะ ก็ทิ้งง่ายๆ เหมือนทิชชูที่ใช้แล้วนั่นล่ะ” 

ตั้งแต่ทำงานที่นี่ อิงอิงก็เจอเรื่องพวกนี้ซ้ำๆ จนเหนื่อยหน่ายกับการแทรกแซงของเจ้านายตัวเอง ถ้าดาราคนนั้นเล่นได้ดีสักหน่อย เธอก็คงไม่ต้องมานั่งโมโหแบบนี้ นี่นอกจากบุคลิกจะไม่เข้ากับบทแล้วยังเล่นแข็งอีกต่างหาก 

“เล่นแข็งเป็นหิน ผู้กำกับเองก็แทบเอาตีนก่ายหัว ฉันเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว นี่ดีนะว่าเป็นบทรอง ถ้าเป็นบทนำคงได้เจ๊งกันแน่” 

ถึงอิงอิงจะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่อัยย์ก็รู้ทันทีว่าหมายถึงใคร เพราะเมื่อวานการถ่ายทำทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยกเว้นก็แต่ดาราหน้าใหม่คนนั้นที่ถูกสั่งคัดซ้ำๆ เสียจนทีมงานต้องแอบถอนหายใจ 

“ดื่มน้ำหน่อยไหม? จะได้ใจเย็น” 

อิงอิงพยักหน้าแล้วยกมือขึ้นนวดขมับทั้งสองข้าง แค่ถ่ายทำให้เสร็จตามคิวก็ยากแล้ว ยังต้องมาเจอการแทรกแซงแบบนี้อีก  

“ขอบใจนะ” อิงอิงยื่นมือไปรับน้ำเย็นที่อัยย์ยื่นมาให้ แล้วยกขึ้นดื่ม “ว่าแต่รู้ได้ไง ว่าเราอยู่ในห้องนี้” 

“พอลบอกน่ะ”  

พอตอบไปแล้วอัยย์ก็ต้องอึดอัดกับสายตาที่มองมาอย่างสงสัยของอิงอิง 

“ถามจริงๆ นะ....เธอกับพอลมีอะไรกันหรือเปล่า?” อิงอิงไม่คิดจะอ้อมค้อมเพราะเห็นๆ อยู่ว่าอัยย์พยายามหลีกเลี่ยงพอลมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว 

“ไม่มี” น้ำเสียงของอัยย์นั้นหนักแน่นและมั่นคง เพราะสำหรับเธอแล้วไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องงานเลยจริงๆ 

“เธอไม่มีแต่เขามีใช่ไหม?” 

“เราไม่คิดอย่างนั้นนะ” ถึงจะนับว่าอิงอิงเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เธอก็เอาพอลมาพูดพล่อยๆ ไม่ได้เพราะในวงการนี้ข่าวลือนั้นแพร่ไปเร็วราวกับสายลม 

“ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว เพราะถ้ามีคนที่จะลำบากก็คือเธอ” อิงอิงให้คำแนะนำอย่างจริงใจ เธอเห็นมาเยอะแล้วกับความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานกับคนดัง ไม่เคยจบสวยเลยสักคู่ 

ในห้องนั้น ทั้งอัยย์และอิงอิงต่างพูดคุยกันอย่างถูกคอ  

ต่างจากห้องพักของพอล ที่จินกำลังพูดกับเขาอย่างเคร่งเครียด 

“นายจะไม่ทำอะไรสักอย่างเหรอ ถ้าไม่สกัดไว้ ภาพพวกนั้นก็จะถูกปล่อยออกมา มันไม่มีอะไรดีกับนายเลยนะ” 

พอล : ………………. 

“ขอร้องเหอะพอล ถ้านายไม่คิดจะซื้อไว้ก็บอกให้บริษัทรู้เถอะ ไม่อย่างนั้นจะพากันซวยไปหมดนะ” 

“ไม่ แล้วก็ห้ามบอกอัยย์ด้วย” น้ำเสียงอันหนักแน่นของพอลทำเอาจินอยากจะร้องไห้ออกมา 

เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าพายุกำลังจะซัดมาแล้ว........... 

 

…………………………………………………………. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว