facebook-icon

ขอบคุณนักอ่านที่รักทุกคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2564 01:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22
แบบอักษร

ตอนที่ 22

“คินไปไหนมาค่ะ รินรอตั้งนาน”

“ผมไปเข้าห้องน้ำมานะ ขอโทษรินด้วยนะที่ให้รอนาน” รินลดาเม้มปากแน่นยืนฟังคำโกหกของคนตรงหน้า หล่อนพร่ำบอกตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แม้ภายในใจอยากตะโกนถามอีกฝ่ายว่าทำไมถึงกล้าพูดโกหกออกมาหน้าตายอย่างนั้น

“เข้าห้องน้ำนานจังเลยนะคะ” ภาคินพยักหน้าแต่ไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินนำหน้าร่างเล็กไปยังรถหรูที่จอดอยู่ข้างนอก

หลังทานข้าวเสร็จภาคินก็ได้มาส่งรินลดาที่บริษัท แล้วออกไปพบกับลูกค้าทันที

“ยัยมนต์ นี่แกจะลาออกจากร้านอาหารแล้วเหรอ”

“ใช่…แต่คงต้องช่วยงานที่ร้านไปก่อนจนกว่าวินจะได้พนักงานใหม่” พลอยประภาโน้มหน้ามองเพื่อนสาวพลางคลี่ยิ้ม หล่อนรู้สาเหตุที่ทำให้ดาริกาต้องลาออกจากงาน

พลอยประภาเดาว่าภาคินคงหลงรักดาริกาเข้าแล้ว ถึงกล้าชวนเธอไปอยู่ด้วยแบบนั้น

“ไม่มีงานทำกันหรือไง นี่มันเวลางานไม่ใช่เวลาคุย”

แต่ทว่าเสียงแหลมแกมเหน็บแนมของใครบางคนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ รินลดาพูดทักท้วงทั้งคู่จากทางด้านหลังทำให้พลอยประภาต้องหันกลับไปมองเจ้าของเสียงพูดที่เอาแต่ยืนจ้องหน้าดาริกาไม่วางตา

ท่าทางของหล่อนใครดูก็รู้ว่ากำลังรู้สึกอิจฉาดาริกา ในใจของหล่อนตอนนี้คงอยากกระชากหัวของเธอเข้ามาตบให้สาแก่ใจเต็มที แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นผู้ดีของตัวเอง

“คุณรินมองหน้ามนต์มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมองคนหน้าด้าน” รินลดากัดฟันพูดน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ จนพลอยประภาถึงกับต้องลอบระบายลมหายใจเพราะไม่คิดว่าพวกผู้ดีมีตระกูล จะพูดจาหยาบคายหาเรื่องพนักงานที่มีตำแหน่งต่ำกว่าแบบนี้

“ทำงานที่นี่มาตั้งหลายปีฉันไม่ยักรู้ ว่าในบริษัทมีหมาเข้ามาเห่าหอนแบบนี้” คำพูดของพลอยประภาแฝงความหมายของการเสียดสี ทำเอารินลดาถึงกับของขึ้นหล่อนกำมือแน่นด้วยความโกรธ

“นี่แกกล้าด่าฉันเหรอแต่ช่างเถอะฉันจะไม่ถือสาพวกพนักงานแบบแก วันนี้ฉันแค่อยากมาเตือนเพื่อนของแก” รินลดาพูดพลางก้าวขาเข้าไปหาดาริกา หล่อนยกมือขึ้นแนบอกพิศมองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้าท่าทางมองเหยียด

“ถ้าแกไม่อยากร้องไห้จนน้ำตาเช็ดหัวเข่า ก็หัดตักน้ำใส่กะโหลกแล้วชะโงกดูตัวเองซะคนอย่างแกมีอะไรที่เหมาะสมกับคินบ้าง

ฉันจะบอกให้เอาบุญแล้วกัน เผื่อแกยังคิดไม่ได้เพราะตั้งแต่หัวจรดเท้าของแกแทบไม่มีตรงไหนเหมาะสมกับคินเลยแม้แต่น้อย ฉันว่าแค่รองเท้าที่ฉันใส่ก็น่าจะแพงกว่าทุกอย่างที่อยู่บนตัวแก ว่าไหมน้ำมนต์?”

“อ้าวอีนี่…พูดแบบนี้วอนโดนตบซะแล้ว”

ระหว่างที่กัสจังเดินผ่านไปทางนั้นหล่อนบังเอิญได้ยินประโยคของรินลดาที่พูดจาดูถูกถากถางคนเป็นเพื่อน เลยอดไม่ได้ที่จะพูดแย้งกลับไปทันควันแล้วเดินปรี่เข้าไปหารินลดาในทันที

แต่ทว่าดาริกาได้รั้งแขนของเพื่อนเอาไว้ เธอเหยียดยิ้มหน้าตายพูดขึ้นน้ำเสียงเย็นชาระรื่นหูว่า

“อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลยอีกัส เราเป็นคนไม่ใช่สัตว์ไม่ควรลดค่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องแค่นี้ และอีกอย่างเรามาทำงานกับคนแต่ก็น่าแปลกเนอะพวกแกว่าไหม

ทำไมบริษัทถึงได้ปล่อยให้หมาออกมาวิ่งเล่นแบบนี้ ไม่ได้ล่ะสงสัยฉันคงต้องบอกบอสให้ดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีหน่อย บอสนี่ก็จริงๆ เลยน่าจะผูกคอหมาเอาไว้สิหลุดออกมาแบบนี้ไปกัดคนอื่นเข้าจะทำยังไง”

พลอยประภาและกัสจังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ทั้งคู่ไม่คิดว่าดาริกาจะออกโรงปกป้องตัวเองด้วยคำพูดแบบนี้ นี่แทบเป็นครั้งแรกที่ดาริกาพูดจาเสียดสีคนอื่นได้อย่างเจ็บแสบ

เหตุการณ์ครั้งนี้เธอคงกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของรินลดาอย่างเต็มตัว เพราะว่ารินลดาโกรธจนแสดงสีหน้าท่าทางออกมาราวกับจะฉีกดาริกาให้แหลกเป็นจุณ

“อุ๊ย!! หมาเริ่มบ้าแล้วรีบไปกันเถอะพวกแกเดี๋ยวจะโดนกัดเอา” สิ้นเสียงพูดของกัสจังพวกเขารีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปในห้องทำงาน

ทิ้งให้รินลดายืนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่คนเดียว

“ฝากไว้ก่อนเถอะอีน้ำมนต์ ฉันจะเอาคืนแกให้สาสม”

 

“หู้ย…ยัยมนต์เมื่อกี้แซ่บมากแม่ เป็นไงล่ะอยากดูถูกคนอื่นดีนักชอบทำตัวเป็นหมาหวงก้างวิ่งตามผู้ชายอยู่ได้ แล้วทำไมแกทำหน้าอย่างนั้นล่ะมนต์แกต้องดีใจสิที่ได้ด่านังเลขาหน้าวอกนั้น”

“ถ้าคุณรินไปฟ้องบอสขึ้นมา พวกแกคิดเหรอว่าเขาจะไม่ใส่ไฟให้ฉันดูแย่ถ้าบอสโกรธขึ้นมาฉันจะทำยังไงล่ะ”

“โอ๊ย…บอสคงไม่หูเบาขนาดนั้นหรอกมั้งอย่าไปสนใจเลย”

เอาจริงๆเธอไม่ได้กลัวภาคินจะโกรธที่เธอด่าทอรินลดาในวันนี้ เพราะเธอเองไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้คนอื่นมาพูดจาดูถูกโดยที่ไม่โต้ตอบเพียงแต่กลัวว่าเขาจะผิดหวังในพฤติกรรมก้าวร้าวของเธอก็เท่านั้น

แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเขาจะผิดหวังขึ้นมาจริงๆดาริกาคงต้องยอมรับผลการกระทำ แต่จะให้ยอมคนอย่างรินลดาเธอก็ขอปฏิเสธหัวชนฝาเช่นกัน

 

“คุณรินเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เสียงกรี๊ดดังไปถึงข้างในเลยใครทำอะไรคุณรินหรือเปล่า” มุกดาวิ่งหน้าตั้งออกไปดูด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของคนเป็นเลขา

“ฉันไม่เป็นไรแค่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แล้วนี่เธอรู้ไหมว่าน้ำมนต์เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ร้านไหน”

“อยู่ร้านใกล้ๆบริษัทเองค่ะ มุกจำชื่อร้านไม่ได้เหมือนกันว่าแต่คุณรินมีอะไรหรือเปล่าคะ”

รินลดาคลี่ยิ้มแววตาส่อประกายถึงความเคียดแค้น คราวนี้ถึงเวลาที่ดาริกาจะได้รู้ว่าเธอคิดผิดที่กล้ามาเป็นศัตรูกับหล่อน อารมณ์โกรธของรินลดาหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อหล่อนหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าแล้วรีบโทรหาภาคิน

“คินค่ะ วันนี้เลิกงานไปทานข้าวเป็นเพื่อนรินหน่อยสิคะพอดีคุณพ่อกับคุณแม่ท่านไปทำธุระที่ต่างจังหวัด รินไม่อยากกลับไปนั่งทานข้าวคนเดียว”

เสียงจากปลายสายเงียบจนน่าตกใจรินลดาสีหน้าเริ่มเจื่อนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ไม่ตอบรับสิ่งที่หล่อนกำลังร้องขอ

“นะคะคิน ไปทานข้าวเป็นเพื่อนรินหน่อยนะ”

[“อ่อ...ได้สิครับคุยกับลูกค้าเสร็จเดี๋ยวผมเข้าไปรับแล้วกัน”] ภาคินตอบรับไปอย่างง่ายดายเมื่ออีกฝ่ายยังคงออดอ้อน ในเมื่อวันนี้เขาไม่มีธุระที่ต้องไปไหนจึงไม่ได้ลำบากอะไรหากต้องไปทานข้าวเป็นเพื่อนรินลดา

บนท้องถนนในช่วงเวลาเลิกงาน รถคันน้อยใหญ่วิ่งกันขวักไขว่จนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ภาคินขับรถอย่างช้าๆโดยมีรินลดานั่งอยู่ข้างเบาะคนขับอาจเป็นเพราะหล่อนนั่งอยู่ในรถด้วย เขาจึงต้องผ่อนความเร็วลงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้รับอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุ

กระทั่งมาถึงร้านอาหาร ซึ่งเป็นร้านที่รินลดาได้เลือกเอาไว้ก่อนหน้าภาคินถึงกับต้องผงะ เนื่องจากร้านที่หล่อนเลือกนั้นเป็นร้านที่ดาริกาทำงานอยู่

“ทำไมรินเลือกร้านนี้ล่ะครับ ผมว่าเราไปร้านอื่นใกล้บ้านดีกว่าไหม”

“ทำไมละค่ะร้านนี้มีอะไรที่คินไม่ชอบหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ” เขาไม่ได้กลัวหรือไม่ชอบร้านอาหารแห่งนี้ เพียงแต่ไม่อยากให้ดาริกาต้องลำบากใจหรือพูดง่ายๆคือเขาเป็นห่วงความรู้สึกของเธอนั่นเอง

“ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะรินอยากกินร้านนี้ด้วย”

เมื่อไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไงก็คงต้องปล่อยให้เลยตามเลย ภาคินเดินลงจากรถโดยมีรินลดาเดินเข้ามาเกี่ยวแขนของเขาราวกับประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าเขาคือผู้ชายของหล่อน

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า วันนี้มากี่ท่านค่ะ”

ดาริกาที่กำลังนั่งพักอยู่ ครั้นได้เห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้านเธอจึงรีบลุกขึ้นทำหน้าที่ของตัวเองดาริกาเดินออกไปต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นมิตร จนกระทั่งได้เห็นว่าทั้งคู่เป็นใคร

ความเสียใจก็พลันหลั่งไหลเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว

ภาพของรินลดาที่ยืนเกี่ยวแขนของภาคินอยู่นั้นทำให้เธอรู้สึกเจ็บจนอยากร้องไห้ แต่ต้องเพียรข่มกลั้นน้ำตาไว้และฝืนทำงานของตัวเองไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

“มาสองท่านค่ะ ขอเป็นโต๊ะริมหน้าต่างนะคะ” รินลดาพูดจาน้ำเสียงหวาน แต่ทว่าในน้ำเสียงของหล่อนแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน

“สองท่านนะค่ะ เชิญคุณลูกค้าทางนี้ค่ะ” เธอพูดพลางชายตามองเจ้าของร่างสูง ที่ยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จาสีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวด

ทั้งที่ตอนเที่ยงเขาเพิ่งจะจูบเธอด้วยซ้ำ เพิ่งขอให้เธอไปอยู่ด้วยแต่ทำไมตอนนี้กลับพาผู้หญิงคนอื่นมาเย้ยเธอต่อหน้า เมื่อภาคินรู้ดีอยู่แก่ใจว่าดาริกาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งนี้

“คินค่ะ รินขอตัวไปคุยโทรศัพท์ก่อนนะคะ” ภาคินพยักหน้า แต่สายตากลับมองไปที่ใครบางคน

“พวกแกอยู่ไหนกันแล้ว”

[“กำลังจะถึงร้านแล้วค่ะคุณริน”]

“รีบๆ มาแล้วอย่าให้เสียแผนล่ะ ฉันส่งรูปนังนั่นให้พวกแกแล้ว”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว