ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เจ้าคือคนสำคัญของข้า

ชื่อตอน : เจ้าคือคนสำคัญของข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2559 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เจ้าคือคนสำคัญของข้า
แบบอักษร

 

 

           เช้าวันรุ่งขึ้นเฟยอวี่ได้เดินทางออกจากหมู่บ้านซึ่งเขารู้มาว่าหมู่บ้านนี้ชื่อว่าซางอัน โดยมีเพื่อนร่วมทางอย่างเสวี่ยฟงติดตามมาด้วย ทว่าการเดินออกจากหมู่บ้านนี้ต้องอาศัยทางเรือเท่านั้น มันไม่ใช่เรือสำราญเหมือนที่เขาเคยนั่งมา แต่เป็นเพียงเรือใบขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปสามารถบรรจุคนได้สิบห้าคน เสวี่ยฟงเหมือนจะตื่นเต้นกว่าเขาหลังจากไม่ได้ออกจากหมู่บ้านมานานกว่าเจ็ดปี
       

          เฟยอวี่เดินทางมาเกือบครึ่งชั่วยามก็เข้าเขตเมืองซวงฮั่น ซึ่งเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ เสวี่ยฟงบอกว่าเมื่อแปดปีที่แล้วยังไม่ได้เจริญเท่านี้ พวกเขาลงจากเรือสำรวจพื้นที่ท่าเรืออย่างสนใจ ข้าวของเครื่องใช้ ร้านรวงจำนวนมากวางเรียงรายเป็นแถว ผู้คนครึกครื่นจับจ่ายใช้สอยพร้อมเสียงโหวกแหวกต่อราคากันบ้างก็มี
       

         “อวี่เอ๋อร์ไปเที่ยวร้านเครื่องประดับของตระกูลเสวี่ยหรือไม่ ข้าจำได้มีสาขาย่อยอยู่ที่นี่” เสียงเอ่ยถามแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นยินดีทำให้เฟยอวี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาเดินตามเสวี่ยฟงมาถึงร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งภายในเมืองท่าซึ่งใหญ่โตกว่าที่คาดไว้มาก
       

             “เจ้ารอข้าชั่วครู่ เดี๋ยวข้ากลับมา” เฟยอวี่พยักหน้ารับอีกครั้งมองตามร่างสูงที่เดินเข้าไปหลังร้าน พูดคุยกับผู้จัดการพร้อมส่งป้ายบางอย่างให้ เพียงไม่นานชายร่างท่วมผู้นั้นก็โค้งหัวคารวะอีกทั้งรีบต้อนรับอย่างคล่องแคล่ว
       

             เสวี่ยฟงเข้าไปไม่นานก็กลับออกมาอีกครั้ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มทำให้เฟยอวี่ยิ้มบาง เห็นเสวี่ยฟงมีความสุขก็ทำให้เขามีความสุขไปด้วย
         

           “อวี่เอ๋อร์ทางร้านได้เครื่องประดับมาใหม่ ข้าว่าสิ่งนี้เหมาะกับเจ้า” เสวี่ยฟงเอ่ยบอกใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยอย่างเก้อเขินขณะปักปิ่นหยกสีฟ้าอ่อนห้อยขวดน้ำเต้าเล็กๆ
         

           “ขอบคุณ” เฟยอวี่ตอบรับปล่อยให้เสวี่ยฟงปักปิ่นงดงามแปลกตาลงบนมวยผมสีขาวของตนเอง  แม้จะไม่ชอบเครื่องประดับแต่ไม่อยากให้คนตรงหน้าเสียน้ำใจ
         

           “งดงามเหมาะสมกับเจ้า” ดวงตาอ่อนโยนมองมาทำให้เฟยอวี่อดที่จะเก้อเขินไม่ได้
         

              “เจ้าจะพักที่นี่ก่อนหรือว่าจะออกเดินทาง”
       

            “แล้วแต่เจ้า” เฟยอวี่เอ่ยบอกเพราะตนไม่ได้รีบร้อน จุดมุ่งหมายแค่ท่องเที่ยวยุทธภพนี้ให้ทั่วเท่านั้นเอง ไม่สิ อย่างมีอีกอย่างงานชุมนุมจ้าวยุทธภพของคนรุ่นใหม่หลังจากที่เขาห่างหายไปจากยุทธภพนานหลายปี น่าจะมีอะไรตื่นตาตื่นใจให้ได้ชม งานจัดขึ้นภายในเมืองฉินไฮ่แคว้นฉินอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านับว่าไม่ต้องเร่งเดินทางก็ไปถึงทันเวลาพอดี
       

             “เช่นนั้นเราพักที่นี่หนึ่งวันก่อนพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทาง” เสวี่ยฟงออกความเห็น เขาพยักหน้ารับก่อนจะพาเดินเข้าไปในร้านที่ได้รับการต้อนรับอย่างดี     

        

             เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยจึงได้ออกเดินทางกันแต่เช้า ระหว่างทางก็มีพ่อค้าบางพวกได้ขับรถม้าตามเส้นทางผ่านภูเขาน้อยใหญ่ เฟยอวี่กับเสวี่ยฟงได้ติดรถม้าพวกเขามาด้วยเนื่องจากเป็นคนรู้จักของตระกูลเสวี่ยซึ่งเขาก็ไม่ได้ติดขัดอันใด
      

              ยิ่งเดินทางเข้าไปลึกในเขตหุบเขาลึกยิ่งทำให้ทุกคนระวังตัวกันมากขึ้น เฟยอวี่นั่งสง่าอยู่บนหลังม้ามองพวกเขาด้วยความสนใจเพราะในความทรงจำนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ได้มากับผู้คนเป็นขบวนเช่นนี้ พลันใดนั้นกลับสัมผัสถึงคนกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านหน้าห่างออกไปราวหนึ่งลี้ จึงหลับตาลงพยายามสัมผัสว่ามีกี่คน
       

            “ข้างหน้ามีกลุ่มคนสามสิบคนกำลังสุ่มโจมตี” เฟยอวี่เอ่ยบอกคนที่ติดตามมาด้วย พวกเขาชะงักหยุดรถม้าหันมามองอย่างแน่ใจ มองผู้ที่สวมใส่หน้ากากอย่างไม่วางใจ
       

           “เจ้าพูดจริงหรือ” คำถามนั้นทำให้เฟยอวี่เลิกคิ้วมองก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ
        

           “ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้า” ทว่าคำตอบของเฟยอวี่ทำให้พวกมันโมโห เพราะคุณชายท่าทางอ่อนแอเป็นแค่ตัวถ่วงไม่น่าให้ติดตามาด้วยไม่รู้นายใหญ่ผู้จ้างวานมาคุ้มกันคิดการอันใดอยู่
       

            “เฮอะ อย่าทำเป็นอวดเก่งนักเลย ข้าทำงานคุ้มภัยมาหลายปียังไม่เห็นอะไรแปลกปลอมสักนิด” คนที่ขี่ม้าอยู่ใกล้ๆ ตอบอย่างดูแคลน เฟยอวี่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ ในเมื่อบอกแล้วไม่เชื่อก็ตามใจ
        

           “อวี่เอ๋อร์กลุ่มคนพวกนั้นเป็นโจรใช่หรือไม่” เสวี่ยฟงที่นั่งม้าอีกตัวเอ่ยถามอย่างกังวล ก่อนจะหันไปมองผู้อวดดีด้วยสายตาเย็นชา

       

            “อืมระวังตัวไว้แล้วกัน ข้าไม่ช่วยนะถือว่าเป็นบททดสอบ” เฟยอวี่ยกยิ้มบางมองคนที่ควบม้ามาใกล้จ้องเขม็ง
       

            “แม้แต่ข้าเจ้าก็ต้องทดสอบด้วยหรือ” น้ำเสียงจริงจังและตัดท้อของอีกฝ่ายทำให้เฟยอวี่ยกยิ้ม
        

           “ข้าเป็นคนยุติธรรม อีกอย่างหากเจ้าไร้ฝีมือจะรับมือกับคนอื่นๆได้อย่างไร” เสวี่ยฟงนิ่งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น คำว่า “คนอื่นๆ” เขารู้ดีว่าคืออะไรแล้วแบบนี้จะยินยอมได้อย่างไร
         

           “ถึงข้าไม่ชอบการต่อสู้แต่เพื่อเจ้าแล้วต่อให้สังหารผู้ใดข้าย่อมไม่ลังเล” คำกล่าวหนักแน่นและดวงตาจริงใจซึ่งแฝงไว้ด้วยความรักทำให้คนถูกมองต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
       

           “เฮอะ พวกประหลาด” พวกมันมองอย่างเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้า เสวี่ยฟงตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นว่าเฟยอวี่ไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกา
       

            เฟยอวี่เหลือบมองพวกที่ดูถูกตนเล็กน้อย คำพูดของอีกฝ่ายเขาไม่ได้สนใจเพราะไม่ว่าที่ไหนย่อมมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว
        

           พรึบ!
       

           อ๊ากกกก
         

           เพียงแค่เข้าเขตใต้หุบเขาการโจมตีก็เกิดขึ้นด้วยความเร็ว เฟยอวี่นั่งนิ่งอยู่บนหลังม้า ธนูไม่สามารถผ่านพุ่งเข้ามาได้เพราะเสวี่ยฟงใช้กระบี่ของตนปัดป้องอย่างสุดกำลัง เขายกยิ้มมองอย่างพึงใจฝีมือไม่ได้อ่อนด้อยฝึกเสียดความตายบ่อยๆ คงลับคมกระบี่ที่ไม่ได้ใช้งานได้ คนในรถม้ากรีดร้องเมื่อถูกโจมตีอย่างหนัก
        

            “เจ้าไปช่วยเขาเถอะ สร้างบุญคุณไว้นับไม่เสียหาย” เฟยอวี่หันไปบอกเสวี่ยฟงที่กำลังฟันโจรผู้หนึ่งดับดิ้นด้วยดาบเดียว สายตามองมานั้นห่วงใยแต่ก็เชื่อใจว่าเขาจะไม่เป็นไรจึงทะยานร่างไปช่วยตระกูลหวัง
        

            ฟิ้ววว
         

          เฟยอวี่เอนหลังแนบกับม้าเมื่อคมกระบี่ฟาดผ่านใบหน้า ม้าที่นั่งกระตุกอย่างแรงเขาจึงดีดตัวออกจากม้ายืนนิ่งอยู่บนอากาศเหนือศีรษะของโจรผู้นั้นที่เบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง แม้จะตกใจยังใช้กำลังภายในดีดเข้ามาอย่างมาดหมาย แต่แล้วร่างนั้นกลับหล่นตุ๊บลงพื้นอย่างแรงเมื่อเจอดรรชนีสายฟ้า พวกโจรต่างหันมามองเขาที่ยังยืนอยู่บนฟ้าอย่างระวัง พวกที่มาด้วยล้มตายและบาดเจ็บไปกว่าครึ่งและทุกคนที่มีชีวิตล้วนมีอาการเดียวกันคือเบิกตากว้างมองเขาอย่างตื่นตระหนก แค่เหยียบบนอากาศมันน่าตกใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาคิดว่ามันปกติเสียอีกไม่เช่นนั้นจะลงจากเขาคุนหลุนได้อย่างไร
         

            การต่อสู้จบเพียงหนึ่งเค่อพวกโจรก็หนีตายกันจ้าละหวั่น โดยที่เฟยอวี่ยังไม่ทันได้ลงมือเสียด้วยซ้ำ เขายกมือลูบตัวเองอย่างมึนงง โจรกระจอกหรือ? แค่ดีดดรรรชนีสายฟ้าสองสามทีก็พากันวิ่งหนีเสียแล้ว
        

           “ขออภัยท่านจอมยุทธที่ข้าเคยไร้มารยาทกับท่าน” เฟยอวี่ลงมาเหยียบพื้นดินหันไปมองชายฉกรรจ์คนเดิมที่เคยดูหมิ่นตน บาดแผลตามร่างนับว่าไม่เป็นไรมากฝีมือถือว่าใช้ได้ไม่ได้เก่งแต่ปากพูด เขาเมินเฉยอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินเข้าไปหาเสวี่ยฟงที่ช่วยทำแผลให้กับคนในรถม้าและคนอื่นๆ
        

           “ขอบคุณคุณชายเสวี่ยฟงและสหายที่ช่วยเหลือ บุญครั้งนี้ตระกูลหวังจะไม่ลืมบุญคุณ” ชายวัยกลางคนกำหมัดคารวะอย่างนอบน้อม ดวงตาปลาบปลื้มที่ข้าวของยังอยู่ดี
       

          “เรื่องเล็กน้อย ท่านลุงหวังอย่าได้กังวล” เสวี่ยฟงตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นเอกลักษณ์
        

              หลังจากที่ช่วยเหลือคนเจ็บเรียบร้อยแล้วจึงได้ออกเดินทางต่อ ส่วนคนที่ตายก็ได้นำไปฝังแบบเรียบง่าย ลุงหวังบอกว่าพวกเขาเป็นคนไม่มีญาติจึงไม่จำเป็นต้องส่งไปยังบ้านเกิด เฟยอวี่ก็ไม่ได้ใส่ใจใครจะถูกฝังหรือจะถูกเผาก็ไม่เกี่ยวกับตน เขาไม่ใช่พ่อพระที่คิดบวกตลอดเวลา
         

            ครั้งนี้การเดินทางราบรื่นผ่านไปอีกสองชั่วยามก็ถึงที่หมาย ทุกคนต่างขอบคุณเฟยอวี่พร้อมมองมาที่เขาอย่างเกรงใจปนหวาดกลัว แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถาม แต่เรื่องนี้คงเล่าขานไปอีกนานเพราะเส้นผมของเขานั้นเป็นสีขาวสะดุดตาผู้คน เพียงแต่ไม่เห็นใบหน้าเท่านั้น
         

            เฟยอวี่มองดูเมืองใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าผู้คนพลุกพล่าน วางแผงขายข้าวของตามสองข้างทาง เสียงจ๊อกแจ็กจอแจและพูดคุยทักทายกันด้วยรอยยิ้ม เป็นเมืองที่สงบร่มเย็นจริงๆ ผ่านมาเกือบร้อยปีที่นี่เจริญมากกว่าเดิมจากในความทรงจำที่มีอยู่
       

             หลังจากเดินเล่นจนทั่วจึงได้หาโรงเตี๊ยมพักผ่อนสำหรับคืนนี้ เฟยอวี่บอกให้เสวี่ยฟงจองแค่ห้องเดียวแม้จะมีแค่เตียงเดียวแต่นอนสองคนมันไม่ได้อึดอะไร อาหารค่ำพวกเขาลงไปกินที่เหลาอาหารด้านล่าง ฟังผู้คนพูดคุยเล่าเรื่องในยุทธภพ บ้างก็นินทาผู้คน ข่าวสารที่ทำให้เขาตั้งใจฟังคือข่าวของเสวี่ยเฉินบิดาของเสวี่ยฟงซึ่งตอนนี้เจ้าตัวกำมือแน่น เมื่อข่าวลือนั้นส่งผลร้ายต่อตระกูลเสวี่ยอย่างชัดเจน
       

            “ข้าเพิ่งเดินผ่านจากเมืองหางโจว กลุ่มโจรโพกผ้าปล้นชิงข้าวของจากตระกูลเสวี่ยจนบาดเจ็บสาหัส เป็นตายร้ายดีเท่ากัน หากไม่มีหมอเทวดาคงยากจะรอดชีวิต”
         

          “แตข้าได้ข่าวว่าคุณชายรองของตระกูลเสวี่ยเป็นหมอไม่ใช่หรือ”
         

           “เฮอะ เป็นแค่หมอพื้นๆ เท่านั้นแหละ ขาตัวเองยังรักษาไม่หายแล้วจะไปรักษาผู้ใดได้” น้ำเสียงเย้ยหยันจากคนร่วมโต๊ะกล่าวออกมาอย่างไม่หวาดกลัวว่าเรื่องที่ได้ยินจะนำภัยมาให้ ทว่าคนที่ถูกนินทาได้แต่เม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ

       

           “รีบกินเถอะแล้วเราจะได้รีบเดินทางไปเมืองหางโจวกัน” เฟยอวี่เอ่ยปลอบใจ ยื่นมือไปจับมืหนาที่กำเข้าหากันแน่น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนแข็งกร้าวขึ้นอย่างเจ็บแค้นที่ตนเหมือนคนไร้ค่า ทว่าเมื่อสบกับดวงตาคู่งามจึงอ่อนแสงลง
      

           “เมืองหางโจวห่างจากที่นี่นับพันลี้ กว่าจะเดินทางไปถึงอย่างน้อยต้องเดินทางถึงสี่วัน” น้ำเสียงกังวลใจของคนที่มีรอยยิ้มเสมอทำให้เฟยอวี่ยิ้มให้บางๆ
        

            “นั่นอาจจะใช่สำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับข้าแค่สามชั่วยามก็ถึงแล้ว” คำกล่าวของเฟยอวี่ทำให้เสวี่ยฟงนิ่งอึ้งก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเมื่อนึกได้คนตรงหน้าเป็นใคร แต่ถึงอย่านั้นเขากลับรู้สึกละอายใจที่เป็นภาระให้อีกฝ่าย
        

           “อย่าคิดมาก เจ้าเป็นคนสำคัญของข้า เรื่องเล็กน้อยอย่าได้ใส่ใจ” เฟยอวี่บอกเสียงเรียบก่อนจะคีบผัดผักให้อีกฝ่าย เสวี่ยฟงมองตามด้วยความซาบซึ้งใจมือซ้ายกำมือที่ว่างของคนรักไว้แน่น จากนั้นจึงรีบลงมือทานต่อเมื่อยังต้องใช้แรงระหว่างออกเดินทางในค่ำคืนนี้
        

          เมื่อทานอาหารจนอิ่มแล้วทั้งคู่จึงได้เร่งออกเดินทางทันที แม้ตอนแรกเสวี่ยฟงจะพยายามใช้ลมปราณของตนเร่งความเร็วแต่ก็ไม่สามารถติดตามความเร็วของเฟยอวี่ได้ทัน ร่างสูงโปร่งของคนรักจึงคว้าตัวเขาพุ่งไปข้างหน้าด้วยเร็ว เร็วจนไม่อาจลืมตาขึ้นมาดูรอบกายได้เนื่องจากแรงลมที่ซัดใส่ใบหน้า ทว่าเพียงชั่วครู่ก็รับรู้ลมปราณที่อ่อนโยนโอบอุ้มร่างของทั้งคู่เอาไว้ มือหนากอดกระชับร่างโปร่งของคนรักไว้แน่นด้วยความซาบซึ้งใจแม้วรยุทธจะอ่อนด้อยและน่าละอายใจ แต่เขากลับรู้สึกยินดีที่ได้อยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเช่นนี้
         

           ....แต่สัญญาต่อไปเขาต้องขึ้นเพื่อปกป้องเฟยอวี่ให้จงได้!

 

 

   เรื่องหลักที่ฟางเขียนคือเรื่อง เล่ห์ร้ายจอมราชันย์ จึงมาต่อช้ามากกกก แต่รับรองไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ ตอนนี้เรื่องนั้นใกล้จบแล้วจะต่อเรื่องนี้เลยไม่ต้องห่วงนะคะ จบแน่นอนค่ะ ขอบคุณที่ยังติดตามและให้กำลังใจจ้า จุ๊บๆ

ความคิดเห็น