Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปั้มน้ำมันเก่า : แฟ้มคดีฉบับที่ 7

ชื่อตอน : ปั้มน้ำมันเก่า : แฟ้มคดีฉบับที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 159

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2564 21:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปั้มน้ำมันเก่า : แฟ้มคดีฉบับที่ 7
แบบอักษร

ปั้มน้ำมันเก่า : แฟ้มคดีฉบับที่ 7

 

อัมพิกาเดินตามหลังรณพีร์เข้าไปในห้องคอม หลังจากที่ฝ่ายนั้นพรวดพราดออกจากชันสูตรแล้วเดินลิ่วๆไม่เหลียวหลังมาที่นี่ ก็ไม่ได้คิดจะรอกันสักนิดขามันสั้นเนี่ยทำไมไม่มีใครเข้าใจ!!

“รีบไรเยอะแยะ เดินตามไม่ทัน” พอมาถึงปากบางก็บ่นทันที

“ขาสั้น”

“ไอ้...” อัมพิกาอยากจะอ้าปากด่าแรงๆ แต่นึกขึ้นได้ว่าที่อีกฝ่ายพูดมามันคือความจริง ซึ่งถ้าเธอเถียงละก็ เข้าตัวเองเต็มๆ! “เออๆ ช่างมันๆ ว่าแต่รีบมาทำไมวะ แฟ้มชันสูตรของพ่อฉันแกก็ไม่เอามา”

“อั้ม”

“หือ?”

“โทรบอกพ่อแกให้ทีเรื่องผล”

“ไอ้...”

“น่าๆ แล้วจะเล่าอะไรเด็ดๆให้ฟัง” ยังหลุดไม่ครบคำรณพีร์ก็ขัดขึ้นก่อน

“ไรหรอ” พอได้ยินแบบนั้นคนที่กำลังจะอ้าปากบ่นยาวยืดเรื่องที่โดนไหว้วานก็หุบฉับตาเป็นประกายวาววับทันที

“ไปจัดการเรื่องนั้นก่อน กลับมาคงเสร็จพอดี” แม้ไม่เข้าใจว่ารณพีร์หมายถึงอะไรแต่อีกคนก็ยินยอมทำตามที่ถูกขอให้ช่วย จนเมื่อร่างบางก้าวพ้นห้องคอมออกไปแล้วนั่นแหละชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่า บางที่อัมพิกาก็เหมือนเด็กที่หลอกล่อได้ง่าย แต่บางทีก็ฉลาดเกินไปจนเป็นเขาเองนี้แหละที่ตามไม่ทัน ไม่รู้ว่าผู้กองครรชิตกับผู้กองมณฑิราเลี้ยงน้องมายังไง ขณะที่กำลังนึกถึงเรื่องของผู้หญิงหนึ่งเดียวของทีมือของตำรวจหนุ่มก็ขยับเมาส์กดคีย์บอร์ดไปด้วยอย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ของรณพีร์นั้นเรียกได้ว่าโดดเด่นเข้าขั้นชำนาญการไม่ว่าจะเป็นการใช้โปรแกรมเทคนิคการสืบค้นหรือการแฮกระบบที่มีความซับซ้อนรณพีร์ก็สามารถทำได้ง่ายดายเพียงขยับนิ้วแค่ไม่กี่ที อีกทั้งระบบภายในดิคนั้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการออกแบบของรณพีร์แทบทั้งสิ้น

“พราวน้ำไหล?” อัมพิกาที่กลับมาจากการโทรแจ้งผลชันสูตรให้กับสองผู้กองได้รู้เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าตอนนี้หน้าจอมอนิเตอร์ภายในห้องมีแต่รูปของอัญมณีโบราณที่กำลังเป็นประเด็นอยู่เต็มไปหมด “มีอะไรผิดปกติหรอ” ร่างเล็กก้าวเข้ามายืนที่หน้าจอ

รูปถ่ายสร้อยพราวน้ำไหลที่คงเป็นสุทธิพงษ์ที่เป็นคนถ่ายเอาไว้รวบรวมหลักฐานก่อนที่เจ้าตัวจะเสียชีวิตมีมากกว่าแปดชิ้นด้วยกัน ซึ่งนั้นมาจากเจ้าของแปดคน ในข้อมูลที่ถูกรวบรวมไว้บอกให้รู้ว่ามีคนเสียหายจากการหลอกลวงนี้อย่างน้อยไม่เจ็ดก็แปดราย คำถามคือ ชิ้นไหนคือของจริง หรือทุกชิ้นไม่ใช่ของจริงสักเส้น

“นี่เรากำลังดูอะไรอยู่”

“สร้อยไง” พอได้คำตอบคนถามก็มองตาขวาง

“คุณว่าสร้อยพวกนี้เหมือนกันมั้ย”

“ถ้าไม่บอกก็คิดว่าเส้นเดียวกัน” อัมพิกาตอบ

“ใช่ไง แล้วถ้าสมมุติว่าทั้งหมดนี้มีหนึ่งเส้นที่เป็นของจริงล่ะ”

“แล้วไง?”

“ก็ถ้าคนใดคนหนึ่งในนี้มีของจริงอยู่กับมือ งั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคนคนนั้นก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่ก๊อปปี้พลอยไง” รณพีร์บอก

“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ” เป็นอชิราที่มาถึงตอนไหนก็ไม่อาจจะคาดเดาได้แย้งขึ้นมา “เพราะคนร้ายอาจจะมีของจริงอยู่กับตัวก็เป็นไปได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเอาของจริงมาให้ใครเห็น โดยเฉพาะคนอย่างสุทธิพงษ์ ทางที่พอเป็นไปได้ของเรื่องทั้งหมดคือ คนร้ายจะต้องเป็นคนที่เคยทำการซื้อพราวน้ำค้างจากพ่อค้าวัตถุโบราณ หรือไม่ก็อาจจะเป็นพวกขุดสมบัติพวกนั้นแหละ อีกอย่างที่เราอาจจะมองข้ามไปแบบไม่น่าให้อภัยคือ ถึงการขุดสมบัติพวกนั้นขึ้นมาไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนของกรมศิลปากร แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องเล่าลือขึ้นมาได้ กูไม่อยากพูดอย่างนี้หรอกนะ แต่สิ่งที่กูคิดได้ตอนนี้คือ มันอาจไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่าไอ้การขุดเจอวัตถุโบราณที่ว่า”

“ทำไมจ่าชิคิดว่างั้น” อัมพิกาหันไปถาม

“ถ้าเราลองลำดับทุกอย่างใหม่ทั้งหมด...” อชิราพูดไปก็ดึงเอากระดานไวท์บอร์ดลากมาไว้กลางห้องไปด้วย “เราเจอศพสุทธิพงษ์โดยไม่รู้ที่มาที่ไป หลังจากเจอแฟลชไดฟ์ก็มีแค่ข้อมูลของสร้อยที่ว่า แต่กลับไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจนของสร้อยอีก ไหนจะทั้งคำพูดของปารวีเองก็บอกว่านายสุทธิพงษ์เองก็จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยตรวจสอบพลอยเส้นนั้นจริงมั้ย ถ้ามันเป็นของโบราณที่มีมูลค่าขนาดนั้น นายสุทธิพงษ์จะไม่อยากได้มาเป็นเครดิตให้ตัวเองที่เป็นคนตรวจสอบเลยหรอ ถึงได้สะเพร่าถึงขั้นทำข้อมูลของแบบนั้นหายไป” ทั้งอัมพิกาและรณพีร์ต่างก็มองหน้ากันไปมาคล้ายกับว่าทั้งคู่เองก็เริ่มคิดเหมือนที่อชิราพูดมา คนเล่าเองก็พักมองอาการของคนฟังทั้งสองก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

“วันนั้นปารวีเล่าว่าคุณพัศจีเอาสร้อยพราวน้ำไหลกลับมาให้นายสุทธิพงษ์ตรวจสอบใช่มั้ยล่ะ แล้วคุณพัศจีอะไรนั่นจะเอาสร้อยกลับมาที่ผู้ตายทำไมในเมื่อสร้อยมันถูกเครมเอาไว้ว่านายสุทธิพงษ์เป็นคนตรวจสอบจริงมั้ย”

“จะว่าไปก็ใช่นะ”

“เพราะงั้นจึงมีความเป็นไปได้อีกทางคือ คุณพัศจีระแคะระคายเรื่องที่สร้อยอาจจะเป็นของปลอมถึงได้ถือมันกลับมาจุดเริ่มต้นเพื่อหาความจริง” รณพีร์พยักหน้าตาม

“แล้วพีร์” อชิราหันไปหาเพื่อน “แสดงว่ามึงต้องคิดอะไรได้แน่ถึงได้วิ่งโล่กลับมาเปิดไฟล์รูป ใช่มั้ย” อชิราถามเพื่อนถึงอาการรีบร้อนเมื่อครู่ของมัน

“ไม่เชิงว่ะ กูแค่ตั้งใจจะมาเทียบสร้อยแต่ละเส้นเพื่อหาความแตกต่าง แต่ก็นึกได้ว่าเปล่าประโยชน์ถ้าเราไม่มีตัวอย่างของจริง”

“อั้ม”

“หือ”

“เรื่อวที่มีการขุดค้นเจอวัตถุโบราณดังขึ้นมาได้ไง”

“อ๋อ...เมื่อหกปีก่อนมีข่าวแพร่กระจายในวงสังคมไฮโซว่ามีพวกขุดสมบัติไปขุดเจอพื้นที่ที่คาดกันว่าจะเป็นบ้านของเจ้าพระยาท่านหนึ่งเข้า ตอนหลังกรมศิลป์ฯเข้าตรวจสอบพบว่ามันเป็นบ้านของเจ้าพระยาท่านนั้นตามที่บันทึกไว้จริง แต่สิ่งที่ได้ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่ก่อนที่จะมีกรมศิลป์ฯเข้าไปว่ากันว่าพวกขุดสมบัติเจอหีบสมบัติที่ในนั้นมีของมีค่ามากมายและหนึ่งในนั้นก็เป็นไอ้สร้อยเส้นนี้แหละ มีข่าวพูดกันในชาวบ้านละแวกนั้นว่า สร้อยนั่นเป็นเครื่องรางของท่านเจ้าพระยาที่ร่ำลือว่ามันช่วยดลบันดาลให้เจ้าของเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและมั่งคั่งร่ำรวย”

“รู้มั้ยว่าข่าวลือพวกนั้นมาจากไป”

“ไม่รู้” อัมพิกาส่ายหน้า “ตอนนั้นฉันแค่ตามแม่ไปงานเลี้ยงผู้ดีเลยได้ยินผ่านหูมาแว่วๆเท่านั้น”

“งั้น...ถ้าเราคิดกันในมุมกลับล่ะ” อชิราถามขึ้น

“ยังไง?”

“ถ้าที่จริงแล้ว สุทธิพงษ์ไม่ได้ถูกฆ่าเพราะกำลังรวบรวมหลักฐานเปิดโป้งคนร้าย แต่เขาคือหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับการทำสร้อยปลอมออกมาขาย แล้วคนร้ายคือหนึ่งในคนที่เสียหายล่ะ จะเป็นยังไง”

“...” คำถามของอชิรา รณพีร์กับอัมพิกาตอบไม่ได้ แต่มั่นใจว่าในแฟลชไดร์ฟที่ผู้ตายโยนทิ้งน่าจะมีคำตอบให้ เพียงแต่พวกเขายังหาไม่เจอ

 

ขณะเดียวกันฐากรที่ออกไปกับชนวีร์เพื่อไปพบพัศจีก็เพิ่งจะได้เจอเจ้าตัวเนื่องจากว่าตัวของพัศจีนั้นมีประชุมผู้ถือหุ้นและมันดันเลทกินเวลามาถึงช่วงที่นัดกับพวกฐากรเอาไว้

“สวัสดีครับคุณพัศจี ผมฐากรเป็นสารวัตรแผนกสืบสวน”

“ค่ะสารวัตร เลขาของฉันแจ้งเอาไว้แล้ว” พัศจีเป็นนักธุรกิจหญิงวัยราวห้าสิบกลางๆที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกรีสอร์ตขนาดใหญ่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลายจังหวัดในประเทศ และเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคมไฮโซเมืองไทย “ทราบมาว่าคุณสุทธิพงษ์เสียชีวิตแล้ว”

“ครับ...ใช่”

“แย่จัง” หญิงกลางคนเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ผมอยากสอบถามคุณพัศจีเกี่ยวกับเรื่องของพราวน้ำไหลสักเล็กน้อยคุณพัศจีจะสะดวกมั้ยครับ” ฐากรเข้าเรื่องทันที

“ได้ค่ะ เชิญสารวัตรถามมาได้เลย”

“ทราบมาว่าคุณพัศจีซื้อสร้อยเส้นนั้นมาแล้วนำไปปรึกษากับทางคุณสุทธิพงษ์เพื่อให้ตรวจสอบให้หรือครับ”

“ใช่ค่ะ”

“แต่เท่าที่ผมทราบ สร้อยเส้นนั้นได้รับการตรวจสอบมาจากคุณสุทธิพงษ์แล้วก่อนจะมาการนำมาขายให้คุณไม่ใช่หรือครับ”

“คงงั้นมั้งคะ”

“หมายถึงอะไรหรือครับ”

“ฉันได้สร้อยนั่นมาจากเอเจนซี่รายหนึ่งที่รู้จักพวกพ่อค้าของเก่า ก่อนหน้านี้ในสังคมเขาพูดถึงเรื่องสร้อยเส้นนี้กัน คนที่เคยเห็นก็ว่ามันสวยมากแถมเมื่อสมัยก่อนยังถือเป็นเครื่องรางที่ให้โชคเรื่องความร่ำรวย แต่ก็เพราะมันเป็นของโบราณที่ถูกปล่อยเอาออกมาขายเลยทำให้ไม่ถูกกฎหมาย ของนั่นเลยหายาก แต่พอฉันเจอของจริงเท่านั้นแหละมันสวยมาก มากเสียจนฉันละสายตาไม่ได้ ฉันเลยซื้อมาเก็บไว้ เดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจเอาไปให้คุณสุทธิพงษ์ตรวจสอบอะไรหรอก แค่อยากได้คำแนะนำเรื่องการรักษา ฉันเชื่อมือคุณเขาอยู่แล้ว อีกอย่างเอเจนซี่รายนั้นก็รู้จักกันดีกับคุณปารวีคู่ค้าคุณพงษ์นั่นแหละ”

“รู้จักกัน?”

“ค่ะ ก็เห็นเขาว่าอย่างนั้นนี่คะ” คราวนี้พัศจีมีสีหน้าเหมือนจะถามว่าเธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือ

“เรื่องนี้คุณสุทธิพงษ์ทราบมั้ยครับ”

“เออ ไม่รู้สิคะ แต่วันนั้นแกก็ไม่ได้พูดอะไรนะคะ แค่แนะนำทั่วๆไป”

“แล้ววันที่คุณไปพบคุณสุทธิพงษ์คุณปารวีอยู่ด้วยมั้ยครับ”

“ไม่ค่ะ” คำตอบของพัศจีทำให้ฐากรลอบมองหน้ากันกับลูกน้อง

 

ไรท์ /// อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า แล้วสรุปยังไงล่ะทีเนี่ย ต้องมีสักคนแหละที่โกหก ใครงงมากองรวมกันตรงนี้ ส่วนใครเข้าใจไปก่อนเลยจ้าาาา เพราะไรท์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน (?)

***ขอขอบพระคุณสำหรับโดเนทกำลังใจที่ให้มา ณ ที่นี่ด้วยนะคะ***

ไรท์ขอสัญญาว่าจะประสาทแดกให้น้อยลง

 

และขอประกาศเรื่องการปิดตอนบางส่วนในซีซันที่หนึ่งตามกติกาที่เป็นมาโดยตลอด ว่าถ้าหารูปแบบอึบุ๊คแล้วเสร็จเมื่อใด บางตอนจะหาไปเมื่อนั้น กราบขออภัยในความไม่สะดวก แต่ๆ มันจะหายไปแบบแค่บางตอนเชื่อเขาๆ ไม่หายไปหมดหรอก เดี๋ยวจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกที ขอบคุณงับ

ความคิดเห็น