facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามซ่อนรัก 19 : อีดีเอสสาขาสอง

ชื่อตอน : ฉลามซ่อนรัก 19 : อีดีเอสสาขาสอง

คำค้น : ฉลามซ่อนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 973

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2564 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามซ่อนรัก 19 : อีดีเอสสาขาสอง
แบบอักษร

ฉลามซ่อนรัก 19 : อีดีเอสสาขาสอง 

#ฉลามซ่อนรัก 

 

           ผมเหมือนตกอยู่ในวังวน 

 

           ความเย็นชื้นโอบกอดผมพาผมดำดิ่งสู่ก้นมหาสมุทรที่หยั่งถึงไม่ได้ ผมเห็นตัวเองนอนหลับตา หายใจแม้อยู่ใต้น้ำ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมขยับราวกับถูกสตัฟฟ์เอาไว้ ผมพยายามเอื้อมมือ ปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเพื่อจะได้หนีไป

 

           พลันผมก็คิดว่าถ้าผมเขย่าตัวของตัวเองได้...

 

           แล้วผมตอนนี้คือใคร ?

 

           ผมควรอยู่ในร่างตัวเองสิจริงไหม

 

           แล้วทำไมผมถึงล่องลอยเห็นร่างตัวเองแบบนี้

 

           ‘นั่นไม่ใช่นาย’ เสียงนึงดังขึ้นในความคิด ‘ไม่ใช่นายตั้งแต่ต้น’

 

           ‘ไม่จริง’ ผมปฏิเสธแม้มองไม่เห็นเจ้าของคำพูดพวกนี้ ‘นี่คือฉัน เป็นฉันมาตลอด’

 

           ‘งั้นทำไมนายถึงมาอยู่ตรงนี้’

 

           ‘ฉัน…’

 

           ‘นายลองมองดูดีๆสิ’

 

           ‘…’

 

           ‘นั่นไม่ใช่นาย มันไม่เคยเป็น’ เสียงหัวเราะดังเคล้าข้างหูก่อนที่ร่างตรงหน้าที่ผมจับไหล่อยู่จะลืมตาขึ้น รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏบนใบหน้า เขาเหยียดยิ้มน่ากลัวมากคล้ายกับวิญญาณร้ายเข้าสิง นาทีนั้นผมรู้ในทันทีว่าคนคนนี้ไม่ใช่ผม

 

           เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผม บีบอย่างแรงด้วยพละกำลังเหนือมนุษย์

 

           ท่าทางดูอยากข่มเหงผมให้หวาดหวั่น

 

           ในตอนนั้นผมชะงักพยายามยื้อมือตัวเองออกจากคนตรงหน้าพลางคิดว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

 

           ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่ผม แล้วผมคือใครทำไมถึงไม่ได้อยู่ในร่างนั้น

 

           แล้วคนที่อยู่ในร่างคือเจ้าของร่างตัวจริงหรือเปล่า

 

           ‘ไม่ มันต้องไม่เป็นแบบนี้ นั่นคือร่างของฉัน !’

 

           ‘ร่างของนายหรือว่าร่างที่ขโมยไปจากฉันกัน ?’

 

           ‘!!!’

 

           ‘ถึงเวลายอมรับมัน’

 

           ‘ไม่…’

 

           ‘คืนร่างให้ฉัน ให้ฉันกลายเป็นนาย !’

 

           ‘ไม่ ไม่ !!!’ 

 

           “ไม่ !!!” ผมกรีดร้องลั่นดังออกมาสู่ความจริงที่เป็นอยู่ ผมรู้สึกเหมือนหัวใจมันกระตุก ฉุดผมให้ตื่นจากความฝัน ร่างกายเหนื่อยหอบยิ่งกว่าไปวิ่งมาทั้งวัน ถึงอย่างนั้นผมก็ยังหายใจได้ทั้งที่คิดว่าตัวเองน่าจะตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว “แฮ่ก”

 

           ผมหอบหนักเสยเส้นผมขึ้นไปไม่ต่างจากคนเครียด เอามือลูบหน้าลูบตัวตัวเองเพื่อยืนยันว่าผมยังอยู่ในร่างนั้นที่เป็นของผม ผมยังคงหายใจปกติ ยังคงมีหัวใจดวงนี้ที่เต้นแรงไม่เป็นส่ำ

 

           ยังคงเป็นซีน่อน ลูกชายของโซล อิลเดนสัน

 

           ยังคงมีชีวิตที่น่าหวาดหวั่น ยิ่งกับตอนนี้ที่ผมเพิ่งสังเกตว่าตัวเองนั้น...

 

           “นี่มัน...ที่ไหนกันเนี่ย” ผมชะงักเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าไม่ได้อยู่บ้านอาโนเอล แต่กลับอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด รอบด้านเป็นกระจกใสที่มองเห็นภายนอกได้อย่างชัดเจน ซึ่งฉากหลังกลับเป็นทะเลมืดมิดคล้ายเราอยู่จุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรแห่งนี้

 

ผมนอนอยู่บนเตียงขนาดเล็กที่เพิ่งสังเกตเห็นว่ามือทั้งสองข้างมีโซ่ล่ามไว้

 

           เป็นโซ่เส้นยาวที่คล้องไว้กับหัวเตียงคล้ายคนทำกลัวผมหนีไปไหน และถึงมันจะยาวกว่าทั่วไป ทว่ามันก็ไม่ได้ยาวพอที่จะให้ผมวิ่งไปถึงประตูได้

 

           ผมย่นคิ้วพยายามคิดว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้

 

           ความมึนงงจากฤทธิ์ยาทำให้ผมใช้เวลานานกว่าจะคิดออกว่ามันเกิดอะไร พลันผมก็คิดได้ว่าผมโดนตามล่าจากคนใจร้าย อากับพี่พยายามช่วยผมให้ปลอดภัย แต่แล้วเราก็โดนรถคันนึงชนตกสะพานข้ามแม่น้ำไป

 

           สิ่งเดียวที่ผมจำได้คือพี่พยายามช่วยผมไว้

 

           ติดแค่ว่ามันสายไป ผมโดนยิงด้วยยาสลบ รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

 

           “อา...อาล่ะ อาอยู่ที่ไหน” ผมเบิกตากว้างหลังคิดได้ ภาพสุดท้ายก่อนหลับไปคือผมปล่อยร่างอาลงสู่ห้วงทะเลเพราะเขาสลบ ไม่รู้ว่าตอนนี้มีใครช่วยเขาไหม “มีใครอยู่ไหม ! เฮ้ ! มีใครได้ยินผมไหม !”

 

           ‘รหัส ZN00 ฟื้นแล้ว’

 

           “หืม ?” ผมชะงักเมื่อได้ยินเสียงโปรแกรมอะไรสักอย่างดังขึ้น ก่อนจะเห็นว่าในห้องที่ผมอยู่มีกล้องวงจรปิดเครื่องนึงติดตั้งไว้ จังหวะนั้นผมเลยลงจากเตียงเพื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ เสียดายที่ความยาวของโซ่ทำให้ผมเดินไปได้แค่สามสี่ก้าวเท่านั้น “บ้าเอ้ย เฮ้ !”

 

           ผมตะโกนใส่กล้อง

 

           “มีใครอยู่ไหม ปล่อยผมไปจากที่นี่นะ !”

 

           ‘ไม่สามารถทำรายการที่ร้องขอ กรุณายืนยันตัวตน’

 

           “บอกว่าให้ปล่อยผมไปไง !”

 

           ‘ไม่สามารถทำรายการที่ร้องขอ กรุณายืนยันตัวตน’

 

           “นี่มันเรื่องบ้าอะไร” ผมย่นคิ้วใส่พยายามประมวลผลว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ถึงจะบอกว่ารอบด้านโปร่งใสเห็นข้างนอกได้ ทว่าตรงประตูกลับมืดทึบยากจะบอกว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลัง ผมเพ่งสายตามองผ่านรูเล็กๆ ก่อนที่ระบบเวรนั่นจะดังขึ้นมาอีกครั้ง

 

           คราวนี้มันมาพร้อมกับบานประตูที่เปิดออกให้เห็นคนด้านหลัง

 

           ทำเอาผมเบิกตากว้าง...

 

           ‘รหัสผ่านถูกต้อง ยินดีต้อนรับด็อกเตอร์.…’

 

           “ลุงหมอ ?” 

 

           “ไม่เจอกันนานเลยนะซีน่อน :)” คำทักทายดังขึ้นมาพร้อมกับน้ำเสียงที่คุ้นเคยยากจะลืมได้ พาให้ผมไล่สายตามองคนตรงหน้าที่ขึ้นชื่อว่า ‘ตาย’ ไปเมื่อหลายปีก่อน เขาอยู่ในชุดคุณหมอไม่ต่างจากวันที่เขาถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น

 

           ทว่าตอนนี้กลับปรากฏตัวให้ผมเห็นยืนยันคำพูดของเซลีนที่ว่าเขา...

 

           “คุณยังไม่ตาย” ผมตอบกลับยอมรับว่าตกใจมาก ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “นี่มันอะไรกัน ทำไมลุงหมอถึงมาอยู่ที่นี่”

 

           “ก็มาเพื่อทำงานน่ะสิ”

 

           “หา ?”

 

           “คิดถึงฉันไหมเด็กดี”

 

           “…”

 

   “ครอบครัวเธอยังอยู่ดีกันหรือเปล่า :)” 

 

           เขายกยิ้มหากแต่เป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยเห็น ตอนเซลีนบอกว่าลุงหมอโทแวนจัดฉากฆ่าตัวตาย ผมยอมรับว่าไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ คิดแค่ว่าเขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร อีกส่วนคือจะไว้ใจเซลีนได้ไง เธอไม่ได้น่าไว้ใจขนาดนั้น

 

           ทว่าตอนนี้สิ่งที่เซลีนพูดเริ่มเป็นจริงทุกอย่างราวกับเธอคืออนาคตที่ย้อนมาหาเรา

 

           และเรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่จะส่งผลถึงอนาคตอีกที

 

           “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด” ผมย่นคิ้วใส่ “ลุงหมอหมายความว่าไงที่ทำงานที่นี่ แล้วทำไมตอนนั้นถึงต้องหลอกด้วยว่าตาย พวกเราเสียใจกันมากเลยนะคุณรู้ไหม”

 

           “ก็ถ้าไม่ทำ งานมันก็เดินต่อไม่ได้” เขาไหวไหล่ “แต่ก็ขอบคุณนะที่เสียใจ ฉันซาบซึ้งมากเลย”

 

           ผมชะงักเขาดูไม่สำนึกผิดเลยที่หลอกเราขนาดนั้น การหลอกว่าตายมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ ซ้ำยังทำท่าทางสบายๆ เหมือนว่าไม่คิดมากอะไรอีกต่างหาก มีแค่ผมที่คิดวนไปวนมา

 

           “ตอนนี้เธอคงสับสนน่าดู เอาเป็นว่าฉันจะช่วยอธิบายเท่าที่จะทำได้” เขายิ้มให้ “ที่นี่คือศูนย์วิจัยแห่งใหม่ เรื่องชื่อเธอไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ รู้แค่ว่าที่นี่มีอยู่เพื่อพวกเธอ”

 

           “เพื่อพวกผมเหรอ หมายความว่าไง”

 

           “หมายความว่าเราทำงานกันอย่างหนักเพื่อศึกษาพวกเธอไง” ผมทำหน้าไม่เข้าใจ “เธอ พี่ชายและพ่อที่แสนพิเศษนั่นคือตัวแปรสำคัญในการก่อตั้งศูนย์วิจัยนี้ขึ้นมา”

 

           “เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่าคุณทำงานให้…”

 

           “เจมส์น่ะ” 

 

           “!!!”

 

           “และเขาอยู่ที่นี่แล้ว”

 

ตึก !

 

           ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง มันกึกก้องอยู่ในโสตประสาทรั้งให้ผมเลื่อนสายตาไปมองคนที่เดินเข้ามาหา นาทีนั้นผมเบิกตากว้าง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มก่อนจะกลับมาเต้นแรงไม่เป็นส่ำ

 

           บางสิ่งในร่างผมกำลังสั่น ความน่าหวาดหวั่นของสัญชาตญาณนักล่ากำลังข่มเหงผม ทำเอาผมถอยไปชิดเตียงแสดงให้เห็นถึงท่าทีกลัวเกรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

           ผมรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ชนิดที่เทียบเท่าหรือไม่ก็พอๆ ซีวาน

 

           แต่คนที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่พี่ชายที่ผมรัก ทว่าเป็นใครบางคนใต้ชื่อที่ทุกคนเรียกกัน

 

           เขาสวมสูทสีดำ ใส่หน้ากากครึ่งซีกปิดบังใบหน้าเสี้ยวหนึ่งเอาไว้ ขณะที่จับจ้องผมด้วยนัยน์ตาสีดำทมิฬที่เหมือนกับพ่อดาย และที่เราสงสัยว่าหน้าตาของเจมส์เป็นยังไง เคยเห็นเพียงรูปที่พี่ออสตินเอาไว้ ตอนนี้ผมได้เห็นแล้วว่ามันเหมือนในรูปแค่ไหน

 

           หน้าตาเขาคล้ายกับพ่อดาย

 

           ติดแค่ว่านี่ไม่ใช่พ่อผมไง

 

           เขาเหมือนกับ...

 

           “ลุงดีวานเหรอ...” ผมพูดเสียงสั่นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพลั้งปากเรียกเขาอย่างนั้น รู้แค่ว่าตัวเองกลัวมาก ผมเหมือนถูกกดต่ำด้วยบางสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่มีทางที่มนุษย์ทั่วไปจะข่มเหงฉลามอย่างเราได้ แสดงว่าคนคนนี้มีความพิเศษกว่านั้น

 

           ซึ่งพอผมหลุดชื่อนั้นออกไป คนตรงหน้าก็กระตุกยิ้มร้ายกาจ

 

           “ไม่ได้ยินชื่อนี้มานาน”

 

           เสียงนั่น...!

 

           “แปลว่าเขาก็เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังด้วยสินะ ซีน่อน

 

           “เป็นไปไม่ได้...” ผมว่าเสียงแผ่วตกใจมากที่ได้ยินเสียงเขา มันคือเสียงเดียวกับที่ผมได้ยินก่อนหน้าที่จะสลบไป ถึงจะจำอะไรไม่ค่อยได้แต่ผมมั่นใจว่าคือเขาแน่ “คุณ...คุณพูดกับผมก่อนหน้านี้”

 

           “ถ้าพูดให้ถูกคือฉันเป็นคนไปรับเธอมาที่นี่”

 

           “ว่าไงนะ”

 

           “ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที”

 

           “อึก”

 

           “หลานคนแรกที่ได้มาอยู่ในกำมือ” 

 

           “หลาน...งั้นเหรอ ?” ผมทวนคำนั้นเช่นคนตื่นตระหนก ในหัวก็ประมวลผลว่าเขาเป็นใครทำไมพูดแบบนั้น ใบหน้าที่เหมือนพ่อดายทำผมสับสนหนัก ลุงดีวานตายไปแล้วเรื่องนี้พ่อดายยืนยัน ถ้างั้นคนตรงหน้าเป็นใครทำไมถึงแทนตัวผมอย่างนั้น

 

           แปลว่าเรามีความเกี่ยวข้องกัน

 

           “เวลาเราสับสนจะมีผลต่อการควบคุมร่างฉลาม” ผมชะงัก “ยิ่งเรากระวนกระวายมากก็ยิ่งคุมยากขึ้น พ่อเธอไม่สอนหรือไงซีน่อน”

 

           “คุณเป็นใครกันแน่ คุณต้องการอะไรจากผม”

 

           “ฉันแค่อยากช่วยให้เธอสมบูรณ์”

 

           “…”

 

           “มันน่าเศร้าที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ และฉันช่วยให้เธอดีขึ้นได้” เขากระตุกยิ้มร้ายพลางขยับเข้ามาใกล้ “ส่วนเรื่องที่ฉันเป็นใคร ฉันคิดว่าเธอน่าจะเดาได้”

 

           “คุณไม่ใช่ลุงดีวานแน่ ลุงดีวานตายไปแล้ว”

 

           “ใช่ ฉันไม่ใช่” เขาตอบกลับทันใด “และฉันรู้ว่าเธอมีอีกชื่อในใจ”

 

           “ผม...”

 

           “กล้าพูดออกมาไหม”

 

           “…”

 

           “กล้ายอมรับการมีตัวตนของฉันไหม ซีน่อน” ผมตัวสั่นยิ่งเขากดดันผมยิ่งทนไม่ไหว เจมส์เหยียดยิ้มร้ายกาจเขาดูมีความสุขที่เห็นผมทรมานใจ และเขาพูดถูก ผมมีอีกชื่อที่อยู่ในใจ แค่ผมไม่กล้าพูดออกไปเพราะเจ้าของชื่อนี้ตายไปนานมากแล้วเหมือนกัน

 

           ถึงผมจะไม่รู้ว่าเขาตายเพราะอะไรก็ตาม แต่แม่กับพ่อบอกแบบนั้นมาตลอด พลันเจมส์ก็เหมือนอยากช่วยให้ผมรีบตอบเขาเลยถอดหน้ากากที่สวมไว้อยู่ออกให้ผมได้เห็นชัดๆ

 

           วินาทีนั้นมันเหมือนโลกทั้งใบบีบคั้นให้ผมทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้น เรี่ยวแรงที่มีถูกกระชากทิ้งหลังถูกเขามองด้วยนัยน์ตาสีเดียวกันทั้งสองข้าง รอยบากที่ใบหน้าเพิ่มความดุดันให้น่ากลัวขึ้นไปอีก ผมแทบลืมวิธีหายใจตอนเขาเดินมายืนชิดผม

 

           กดสายตามองต่ำราวกับผมเป็นขยะไร้ค่า

 

           นี่คือความรู้สึกของพวกฉลามตัวเล็กเวลาที่ถูกล่าโดยสัตว์ที่ใหญ่กว่าใช่หรือเปล่า

 

           พวกมันกลัวและไม่กล้าต่อต้าน 

 

           “ทีนี้กล้าเอ่ยชื่อฉันหรือยัง”

 

           “ไม่จริง...”

 

           “พูดชื่อฉันสิ”

 

           “…”

 

           “เรียกฉันแบบที่เขาสอนเธอ” ผมหอบหายใจทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากถามย้ำ ทว่าผมรู้สึกไม่ต่างจากโดนบีบคอตลอดเวลาให้หายไม่ได้ นัยน์ตาสีเข้มสบตาผม จ้องลึกเข้ามาสะกดให้ผมตอบสิ่งที่เขาถามเอาไว้

 

           การเรียกชื่อไม่เคยยากสำหรับผม แต่ด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่กดดันอยู่ทำให้การขยับปากเป็นเรื่องยาก

 

           อีกส่วนคือผมไม่มั่นใจว่าเขาใช่คนที่ผมคิดไว้ไหม

 

           ถึงอย่างนั้นแรงกดดันก็ทำให้ผมเค้นเสียงออกไป

 

           “ปู่...ใช่ไหม”

 

           “หึ”

 

           “คุณคือปู่เดม่อนงั้นเหรอ”  

 

           “ฮ่าๆ !” ผมสะดุ้งทันทีที่หมอโทแวนหัวเราะออกมาอย่างสะใจมาก เขาดูสนุกสนานผิดกับผมที่ตัวสั่นไม่ต่างจากลูกนก “ในที่สุดก็ยอมเรียกสักทีนะซีน่อน คุณปู่เขารอวันนี้มานานมาก”

 

           “ผมไม่เข้าใจ คุณตายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง”

 

           “ความตายนี่แปลกดีว่าไหม” หมอโทแวนตอบแทนให้ “คนที่คิดว่าตายกลับมีชีวิตอยู่หมดเลย แบบนี้ผิดที่คนตายหรือว่าผิดที่คนส่งข่าวกันแน่”

 

           “คุณหมายความว่าไง”

 

           “ก็พ่อแม่เธอเป็นคนบอกไม่ใช่เหรอว่าคนนั้นคนนี้ตาย แต่เขาเคยเอาหลักฐานมาให้เธอดูบ้างไหม” เจ้าตัวเลิกคิ้วใส่ “เขาเคยพาเธอไปดูร่างฉันไหมว่าฉันตายจริง หรือว่าแค่บอกตามที่อยากให้เธอรู้ แล้วเธอก็ไม่สงสัยอะไรอีก ยิ่งเรื่องของเดม่อน เขาเอาแต่บอกเธอว่าปู่เธอตายจริง แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรหนิที่บอกว่าเขาตายยังไง”

 

           “คุณต้องการจะพูดอะไรกันแน่ จะบอกว่าพ่อแม่ผมโกหกหรือไง”

 

           “เรื่องนี้เธอคิดเองได้”

 

           “…”

 

           “แต่อย่างน้อยฉันก็ช่วยให้ครอบครัวได้กลับมาเจอกันแล้ว” หมอโทแวนยิ้มกว้าง เขาดูมีความสุขตอนมองผมสลับกับเจมส์ที่ไม่พูดอะไร คนร้ายตัวจริงเอาแต่หัวเราะในลำคอขณะที่ยื่นมือมาเพื่อให้ผมคว้าไว้ ติดแค่ว่าผมถอยหนี ปฏิเสธน้ำใจ “อย่าเมินน้ำใจของปู่เธอสิ เขารอช่วยเธอมาทั้งชีวิตเลยนะ”

 

           “อย่ามาพูดให้ผมสับสนนะ คุณตามล่าพวกเราต่างหาก” ผมสวนกลับ “คุณเข้ามาวุ่นวายกับครอบครัวเรา ทำให้พวกเราเดือดร้อนและยังทดลองกับผมอีก คุณมันเป็นคนไม่ดี อย่าเข้ามาใกล้ผมเชียวนะ”

 

           “คนดีหรือไม่ดีเธอตัดสินจากอะไรกัน” เจมส์ถาม “เธอตัดสินจากการกระทำที่เห็นแทนที่จะมองจุดประสงค์งั้นเหรอ หรือว่าตัดสินจากสิ่งที่คนอื่นเล่าโดยโยนให้ฉันเป็นตัวร้าย ?”

 

           “ผมตัดสินจากการกระทำ สิ่งที่คุณทำมันเลวร้ายมาก” ผมขึ้นเสียงใส่ “ผมไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้ยังไง แต่คุณมันเลวร้ายและคุณทำลาย...”

 

           “เงียบ”

 

           อึก !” ผมสะท้านร่างกายสั่นหนักกว่าเดิมตอนเขาสั่ง สัญชาตญาณนักล่าของเขาเข้มข้นกว่าผมมากนัก ถ้าเขาคือปู่เดม่อนจริงก็แสดงว่าเขาเป็นเมกาโลดอนของแท้ที่ไม่มีอะไรมาผสม นัยน์ตาสีทมิฬกดต่ำลง ผมเห็นความเยือกเย็นในดวงตาคู่นั้น

 

           เขาดูน่ากลัวกว่าพ่อดายเวลาโกรธจัด ดูน่ากลัวกว่าซีวานตอนอยากฆ่าอะไรสักอย่าง

 

           “ฉันจะไม่พูดหรอกนะว่าฉันเป็นคนดี” เขาเอ่ยเสียงหนัก “แต่โลกนี้มีอะไรที่เธอคาดไม่ถึงอีกเยอะเด็กน้อย และสิ่งที่พ่อแม่เธอปลูกฝังมามันก็โลกสวยเกินไป เธอคิดว่าคนอย่างเราจะมีชีวิตที่ดีได้หรือไง”

 

           “คุณต้องการอะไร”

 

           “ช่วยเธอไง”

 

           “…”

 

           “ทรมานใช่ไหมที่เป็นได้แค่ของปลอม” ผมกัดกรามแน่นพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาเขา หวังเพียงจะได้เห็นความลับที่เขาซ่อนไว้ “ไหนจะถูกหล่อหลอมด้วยครอบครัวแบบนั้นอีก เธอคิดว่าเขาจะช่วยเธอให้หลุดพ้นได้หรือไง”

 

           “อย่ามาพูดถึงครอบครัวผมแบบนั้นนะ คุณไม่ได้รู้จักพวกเขาดีด้วยซ้ำ”

 

           “แต่ฉันรู้จักลูกชายของฉันดี และฉันก็รู้ทุกสิ่งที่ครอบครัวของแม่เธอทำไว้” เขาแสยะยิ้มร้าย “อีธาน อิลเดนสัน เพื่อนรักที่ทำทุกอย่างเพื่อศูนย์วิจัย ยอมตายเพื่อปกป้องฉลามสองตัวที่ฉันฝากฝังไว้ เธอได้ยินแบบนั้นมาสินะ”

 

           ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

 

           “ก็จริงที่ฉันฝากดายกับดีแลนไว้กับผู้ชายคนนั้นเพราะฉันไม่อยากให้ลูกชายเจออันตราย” เขาระลึกความหลังพร้อมเล่าให้ฟัง “แต่ใครจะคิดว่าเขาเองก็สนใจเรื่องที่ฉลามกลายร่างได้ ถึงเขาจะไม่ได้ลงมือทำมัน แต่เขาก็เตรียมความพร้อมไว้ให้ลูกชาย”

 

           “อะไรนะ”

 

           “เสียดายที่โซล อินเดนสันโง่เกินไป ดันทำลายทุกสิ่งที่พ่อสร้างไว้ พาคนรักทั้งสองขึ้นไปใช้ชีวิตบนบกแล้วมีลูกน้อยสามคน” ผมขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ข้อมูลลับจึงถูกส่งมาให้ฉันเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ที่เคยเกริ่นไว้”

 

ผมเผลอกลั้นหายใจ

 

“อีธานน่ะคิดแค่ว่าถ้าเปลี่ยนพวกเขากลายเป็นมนุษย์ก็จะใช้ชีวิตได้อย่างสบาย แต่มันไม่ได้ พวกเรามีค่ามากกว่ามนุษย์จะให้ละทิ้งสายเลือดนี้ไปใช้ชีวิตแบบนั้นได้ยังไง”

 

           “คุณ...”

 

           “ฉันต้องการให้สายเลือดนี้เข้มข้นจนถึงหยดสุดท้าย ต้องการเห็นสายเลือดนี้ขยับขยายแล้วกลืนกินพวกมนุษย์จนไม่เหลือชิ้นดี” ผมเบิกตากว้างตอนได้ยินประโยคนี้ “เหมือนที่มันทำร้ายพวกเรา ทั้งที่พวกเราอยู่กันเฉยๆ ไม่เคยไปทำอะไรให้ แต่พวกมนุษย์มักชอบทำลายสิ่งที่ไม่เข้าใจ”

 

           “นี่คุณพูดเหมือนอยากล้างบางพวกมนุษย์ยังไงยังงั้น”

 

           “ฉันแค่ต้องการให้พวกมันหวาดหวั่นจนลมหายใจสุดท้าย”

 

           “คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าหรือไง”

 

           “ฉันเคยเป็นพระเจ้ารู้ไหม”

 

           “…!!!”

 

           “และฉันก็จะทำให้เธอเป็นเหมือนกัน” ผมถลึงตาใส่ก่อนที่มือขวาจะถูกกระชากอย่างแรงให้ลุกขึ้น เจมส์หรือเดม่อนตามที่เขาพูด ถือวิสาสะถึงเสื้อผมออกเผยให้เห็นรอยแผลกลางอกจากการกลายร่างที่ไม่สมบูรณ์ของผม นาทีนั้นผมพยายามดิ้นรน ไม่ให้เขาสัมผัสตัวได้ แต่เรี่ยวแรงของเราต่างกันเกินไป

 

           ยิ่งผมถูกกดดันด้วยสัญชาตญาณผมก็ไม่ต่างจากปลาสิวปลาสร้อยในสายตาเขา

 

           “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องเกิดมาไม่สมบูรณ์หลังจากที่โซลเสียลูกชายคนที่สามไป” เขาเหยียดยิ้มสมเพชให้ “มันเป็นกฎตามธรรมชาติที่ใครก็เดาได้ ร่างกายของแม่เธอที่แทงลูกคนที่สามมันส่งผลถึงเธอให้เธอกลายร่างเป็นฉลามไม่ได้”

 

           “ปล่อยผมนะ ! อย่ามาจับ !”

 

           “หึ ถึงเธอจะดิ้นรนไปแต่ก็สู้ฉันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะฉลามในร่างเธอมันหวาดหวั่น”

 

           “!!!”

 

           “มันกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับฉันเพราะมันรู้ว่าตัวเองไม่สมบูรณ์” ผมกำหมัดแน่น พยายามดิ้นสุดแรงแต่ก็ไม่เป็นผล “ฉันช่วยเธอได้เหมือนที่จะช่วยทุกคน ลูกชายอีกคนของฉันก็ไม่สมบูรณ์และเขาต้องพบจุดจบที่น่าเศร้า ฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนั้นฉันถึงอยากช่วยให้เธอดีขึ้น จะไม่ต้องทรมานอีก”

 

           “ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะคุณให้หมอมาทดลองกับผมตั้งแต่เกิดไม่ใช่หรือไงกัน !”

 

           “เซลีนเล่าให้ฟัง ?”

 

           “อึก !”

 

           “นึกว่าจะตายก่อนที่ได้เล่าความจริงซะอีก” เขาหัวเราะ “โทแวนเป็นเพื่อนเก่าฉันมานาน เรามีอุดมการณ์เดียวกันก็ไม่แปลกที่เขาจะช่วยให้แผนนี้ดำเนินไปด้วยดี เขาเป็นคนแรกเลยด้วยซ้ำที่รู้ว่าเธอเกิดมาแล้วจะไม่มีร่างฉลามแบบพวกพี่ๆ”

 

           “ปล่อยสิ !”

 

           “ยีนส์ของเธอมันผิดรูป ต้องถูกกระตุ้นให้เปลี่ยนสภาพ ซึ่งฉันเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แค่ต้องดูว่าอย่างไหนที่จะช่วยให้เธอกลายร่างได้อย่างสมบูรณ์เหมือนพวกพี่ๆ”

 

           “ผมไม่ได้อยากเป็นแบบพี่ ! ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ !”

 

           “งั้นเหรอ” เขาขบขัน “อันที่จริงเธอไม่มีสิทธิ์ต่อรองหรอกนะ เพราะฉันเป็นคนพาเธอมาที่นี่”

 

           “ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ !”

 

           “และฉันก็ไม่ใช่คนดี แต่เพราะเธอเป็นหลานคนแรกที่ได้เจอฉันตัวจริง ฉันก็จะยื่นข้อเสนอพิเศษให้” ผมย่นคิ้วขณะที่ดิ้นให้เขาปล่อยไป พลันเจมส์หยิบรีโมทบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะกดไปตรงทีวีที่ผมเพิ่งเห็นว่ามันถูกติดไว้

 

           ตอนแรกผมไม่สนใจพยายามคิดหาทางหนี กระทั่งภาพบนหน้าจอปรากฏนั่นแหละถึงทำให้ผมหยุดดิ้น

 

           มันคือภาพของผู้ชายคนนึงที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ ร่างกายมีบาดแผล ตรงท้องยังมีเลือดซึมออกมาอีก

 

           ทำเอาผมเบิกตากว้างส่งเสียงเรียกคนในทีวี

 

           “อา ! อาโนเอล !”

 

           “นี่แหละข้อเสนอดีๆ”

 

           “!!!”

 

   “จะอยู่ให้ฉันทดลองที่นี่หรืออยากเห็นมันตายตามพ่อมัน เธอคงรู้เรื่องของเซ็บสินะ :)” 

 

 

*ฝากส่งฟีดแบ็ก #ฉลามซ่อนรัก ด้วยน้า เปิดพรีวันที่ 21 พค – 23 กค นาจา* 

LOADING 100 PER 

อีดีเอสสาขาสอง สถานที่เก่าแต่ความทรงจำใหม่ยากจะลืม 

อันตรายมาถึงแล้วและคราวนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด 

ที่คนอื่นยังไม่มาที่นี่เพราะโดนดักทางไม่ให้หนีไม่ต่างกัน 

งานนี้มีสองทางเลือกคือดิ้นรนเองหรือว่าจะรอความช่วยเหลือเหมือนทุกครั้ง 

แต่เกมยังคงเดินหน้าทำงาน มีเวลาตัดสินใจไม่มาก เลือกทางตายเอาเอง 

หวีดลงแท็กด้านล่างเมื่อพูดถึงความแซ่บของนิยายเรื่องนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

Follow Me 

Twitter : ael_2543 

PAGE : Avery Pie 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว