ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter I : จุดเริ่มต้น

ชื่อตอน : Chapter I : จุดเริ่มต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 202

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2559 12:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter I : จุดเริ่มต้น
แบบอักษร

บทที่ 1 จุดเริ่มต้น

 


ลีโอศักราช 539
ตลาดสด เมืองลิบรา ประจำราศีตุลย์

 


 
“โอ้ ฉันหิว หิว หิวเหลือเกิน
ทุกทุกคนอย่าเมินฉันได้ไหม
ได้โปรดหันมาให้ความสนใจ
แบ่งอาหารให้สักนิดก็ยังดี
หากท่านไซร้ไม่ไร้จิตเมตตา
โปรดเยียวยาฉันเถิดหนาเหล่าน้องพี่
สักเหรียญมันท์ในมือท่านต่อชีวี
บุญคุณนี้ไม่ลืมเลือนไปชั่วกาล”

 



เสียงเพลงประหลาดเต็มไปด้วยการร้องขอถูกขับกล่อมออกจากปากเด็กสาวคนหนึ่ง เรียกสายตาจากคนในตลาดให้หันไปมองด้วยความสนใจแกมขบขน เธอเป็นเด็กสาวอายุราวสิบหกปี อยู่ในชุดสีน้ำเงินเก่าๆ โทรมๆ เดินโซซัดโซเซถือกระบวยหนึ่งขันไว้ในมือพลางเดินไปตามท้องถนน ใบหน้ามอมแมมเปื้อนฝุ่นบ่งบอกว่าไม่ได้ดูแลตัวเองมานานแล้ว นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างยามนี้สอดส่ายไปยังร้านค้าที่ตั้งอยู่เรียงรายเต็มสองข้างทางอย่างหม่นหมองท้อแท้ แล้วส่งสายตาออดอ้อนขอความเห็นใจจากแม่ค้าและคนแถวนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครสักคนคิดจะหยิบยื่นอาหารใดๆ ให้

 


พวกเขาเพียงปรายตามองเธอ แล้วก็หันกลับไปจับจ่ายซื้อของราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

 


ขี้งก!

 


บริภาษในใจพร้อมใบหน้ามอมแมมเปลี่ยนท่าทีเป็นบูดบึ้ง เด็กสาวเบ้ปาก นึกอยากจะแลบลิ้นใส่แล้วตะโกนด่าด้วยแต่ยังนึกสงวนท่าทีเดินต่อไป คนที่เดินผ่านทำจมูกฟุดฟิดแล้วพากันแหวกทางให้เธอผ่านไปโดยง่าย เธอแอบเสียความมั่นใจเล็กน้อย แต่ก็ยังร้องเพลงขอทานต่อไปเรื่อยๆ

 


โอ้ย! หิวโว้ย! ไม่มีใครจะใจดีให้อะไรกินบ้างเลยหรือไงนะ!

 


“เฮ้อ” เด็กสาวถอนหายใจพลางนึก ทำไมหนอ.. ทำไมชีวิตของเธอถึงได้ต้องมาตกตระกำลำบากถึงเพียงนี้ จิตใจของเด็กสาวกระหวัดไปถึงความสุขสบายรอบกายของเธอเมื่อสามเดือนก่อนอย่างโหยหา ทว่าในยามนี้ความรู้สึกเช่นนั้นกลับเหลือเพียงแค่ความทรงจำอันงดงาม ต่อให้ร้องเรียกเพียงใด ก็ไม่แน่ว่าความสุขเหล่านั้นจะย้อนกลับมาในเร็ววัน

 


มือล้วงไปในกระเป๋าแฟบๆ อย่างเคยชิน ความว่างเปล่าข้างในนั้นบ่งบอกปริมาณเงินติดตัวเป็นอย่างดี ตอนแรกๆ ก็มีเงินติดกระเป๋าอยู่หรอก แต่มันก็ผ่านพ้นมาสามเดือนเศษแล้ว...พูดถึงเงินก็... อ๊ะ! เงิน!

 


กริ๊ง!

 


เสียงโลหะกระทบกับพื้นถนน ก่อนเหรียญเงินจะตั้งตัวได้แล้วค่อยๆ กลิ้งห่างออกไป

 


สามเดือนที่ผ่านมา...ทำให้สายตาของเด็กสาวไวต่อธาตุโลหะมากอย่างน่าตลก

 


“เงินจ๋ารอก่อน!!!” เด็กสาวร้องเรียกเหมือนกับหวังจะให้มันหยุดรอเธอ พร้อมกับวิ่งเข้าไปหาเหรียญเงินนั้น แต่ทว่าผู้คนที่เดินสวนไปมานั้นช่างเกะกะขวางทาง เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น เด็กสาวจึงตัดสินใจทรุดตัวลงและเริ่มคลานไปตามพื้นถนนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้มือตะกายเหรียญอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจสายตาของผู้คน

 


เหรียญเงินเริ่มใกล้เข้ามา เริ่มใกล้เข้ามา และใกล้เข้ามา...ความฝันของเธอใกล้จะเป็นจริงแล้ว เหรียญอยู่ห่างเพียงหยิบมือ!

 


หมับ!

 


ในที่สุดความฝันของสาวน้อยก็เป็นจริง เธอคว้าเหรียญไว้ในกำมือได้ ดวงหน้ามอมแมมแย้มรอยยิ้มกว้างพร้อมชูเหรียญในมือขึ้นอย่างยินดี น้ำตาแห่งความปิติท่วมท้นอยู่ที่ขอบตาราวกับเธอกำลังได้รางวัลแห่งชีวิตก็ไม่ปาน

 


“อาหารจ๋า ทีนี้ล่ะ!!!”

 


ปุ!

 


ฉับพลันความสุขทั้งมวลก็ดับมอดลงเมื่อชายอวบอ้วนคนหนึ่งเดินเข้ามาชนเธออย่างไม่ตั้งใจ แรงกระแทกทำให้เด็กสาวเสียหลัก นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างมองเหรียญในมือที่กระเด็นหลุดไปต่อหน้าต่อตา

 


กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!

 


เจ้าเหรียญเงินหล่นกระทบพื้นและเริ่มกลิ้งห่างออกไปในขณะที่เด็กสาวยังยืนนิ่งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง แต่ทันทีที่จิตสำนึกร้องเตือนว่าค่าอาหารกำลังจะหลุดลอยไป เจ้าตัวก็ออกวิ่งตามเหรียญอีกครั้ง เบียด ผลัก ชนใครต่อใครโดยไม่สนใจเสียงตำหนิเพื่อที่จะเอาเหรียญนั่นกลับมาให้ได้ และตรงที่เหรียญกลิ้งไปนั้นมัน...

 


“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!” เด็กสาวกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

 


เหรียญ....เหรียญเงินที่ประทังความหิวของเธอ เหรียญที่เธอเพียรพยายามเป็นอย่างมากที่จะคว้ามันมาให้ได้ เหรียญที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย บัดนี้...มันได้กลิ้งตกท่อระบายน้ำไปแล้ว!!

 


เด็กสาวถลาเข้าไปหาท่อน้ำทิ้ง พยายามใช้มือเล็กๆ งัดซี่ลูกกรงท่อระบายน้ำให้เปิดออกเพื่อที่จะหยิบเหรียญนั้นขึ้นมา แต่มันก็เปล่าประโยชน์เพราะลูกกรงซี่ที่กั้นท่อระบายน้ำนั้นแร็งแรงเกินกว่าร่างเพรียวที่อดอาหารมาหลายวันจะงัดออกมาได้

 


เธอทิ้งร่างพิงกำแพง ความหวังของเธอดับวูบราวกับเทียนที่มีใครสักคนจงใจมาเป่าให้ดับ เด็กสาวกำลังคร่ำครวญถึงความใจร้ายของโชคชะตา ความไร้ซึ่งเมตตาของพระเจ้า และความปราณีที่หาไม่ได้จากผู้คนในบริเวณนั้นเลยสักคนเดียว

 


เธอเงยมองฟ้าอย่างกล่าวโทษ แต่ในขณะนั้นเองที่สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับป้ายประกาศที่แปะอยู่บนกำแพงฝั่งตรงข้าม ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ตาจ้องมองมันไม่กะพริบ แล้วค่อยๆ เปล่งประกายอย่างมีความหวังเมื่ออ่านจบ

 


 
ประกาศ
รับสมัครผู้ที่มีความสามารถ
มั่นใจในฝีมือ สายตาเฉียบคม วิเคราะห์คนเป็น
เข้าร่วมการทดสอบเพื่อรับภารกิจสำคัญ
หากทำงานสำเร็จมีค่าตอบแทนสูงถึง 1,000,000 มันท์
 
หากผู้ใดสนใจเชิญมาลงสมัคร ณ ปราสาทลีโอ เมืองลีโอ ประจำราศีสิงห์
ในวันที่ 3 มกราคม เวลา 8 นาฬิกา 8 นาที 8 วินาที
 
ปล.ระหว่างการทดสองมีอาหารพร้อมที่พัก ฟรี!

 

------------

 



หากเอ่ยถึงตระกูลอาร์เทมิส ไม่ว่าใครในเมืองนี้ก็ย่อมต้องรู้จัก ตระกูลเก่าแก่ติดอันดับหนึ่งในสิบแห่งเมืองลิบรา คฤหาสน์ใหญ่โตอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่นักถูกทิ้งร้างไว้เพราะท่านเจ้าบ้านเป็นพวกชีพจรลงเท้า มักไม่ค่อยอยู่ติดบ้านนัก

 


ท่านเจ้าบ้านมีหลานสาวอยู่หนึ่งคนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะหลังพ่อแม่ของเด็กสาวเสียชีวิต เลยมีสถานะเป็นยาย พอหลานสาวโตขึ้นเริ่มดูแลตัวเองได้นิดๆ หน่อยๆ โรคชีพจรลงเท้าของท่านก็เริ่มกำเริบ ชอบหายออกจากบ้านไปผจญภัยนานๆ และทิ้งหลานสาวให้เฝ้าบ้าน ท่านเจ้าบ้านไม่ชอบจ้างคนรับใช้ ชอบบอกว่าวุ่นวาย ไม่มีกะตังค์ กลัวของในบ้านจะโดนขโมยไปตอนท่านไม่อยู่ สุดท้ายก็มีแต่หลานสาวคนเดียวที่ต้องนั่งทำความสะอาดบ้านหลังเท่าวังอย่างกับนางเอกในนิทานเรื่องหนึ่งแต่ก็เริ่มชินเสียแล้ว

 


แต่แล้ว ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ตอนที่หลานสาวออกไปเที่ยวงานเทศกาลข้างนอก และทิ้งบ้านอันแสนสบายให้กับท่านยายผู้เป็นที่รัก จนลืมคิดไปว่าโรคไม่ติดบ้านของท่านจะกำเริบ และแน่ล่ะ...เย็นวันนั้นท่านยายก็หายออกจากบ้านเพื่อไปผจญภัยเช่นเคยโดยไม่บอกกล่าว แต่ไม่มีอะไรจะแย่เท่ากับการที่ท่านล็อกบ้านอย่างแน่นหนา และหลานสาวตัวดีก็ลืมกุญแจบ้านไว้ข้างใน จะปีนเข้าบ้านก็ไม่ได้ เพราะบ้านตระกูลนี้มีกับดักวางไว้ตั้งแต่หน้าประตูรั้วยันหลังบ้านสำหรับกำจัดขโมยที่มีจนนับไม่หมด!!

 


ไม่เพียงแต่เท่านั้น... เพราะรหัสผ่านสำหรับเปิดเซฟที่เก็บรักษาสมบัติไว้ที่ธนาคารหลวงท่านยายก็ชอบเปลี่ยนรหัสทุกครั้งที่กลับบ้าน รหัสผ่านมักจะถูกเขียนเป็นลายมือหวัดๆ ใส่กระดาษเสียบไว้ในตำราแพทย์เล่มหนาเตอะที่เธอต้องอ่าน แต่หากเข้าบ้านไม่ได้มันก็ไม่มีความสำคัญอันใด ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกอยู่สามเดือนเป็นคุณหนูตกอับ ถึงจุดหนึ่งมันก็เกินจะทน เธอคอยท่านยายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

 


พอได้เห็นป้ายประกาศบนกำแพงนั่น ความหวังก็ปะทุขึ้นในจิตใจ แรงฮึดทำให้เด็กสาวถ่อสังขารไปขโมยผลไม้มาจากสวนของใครสักคนมาเป็นเสบียง แล้วอาศัยเกวียนส่งสินค้าออกจากเมืองมาลงที่ชายแดน ใช้น้ำในลำธารเย็นเฉียบชำระร่างกายอันสกปรกมอมแมม และอาศัยใต้ต้นไม้เป็นที่พักเพื่อพื้นฟูพลังกาย ถ้าเวลาใดเหนื่อยแสนเหนื่อย เพียงคำว่า ‘อาหารฟรี’ ผุดขึ้นมาในหัวเท่านั้น เด็กสาวก็จะฮึดสู้ขึ้นมาทันที ความฮึดนี้เองทำให้เวลานี้เธอเดินทางมาถึงเมืองเวอโก แห่งราศีกันย์จนได้

 


สองมือประคองน้ำจากลานน้ำพุกลางเมืองแล้วยกขึ้นมาใกล้ปาก แต่แล้วก็ทำหน้าเบ้ น้ำพุตั้งตากแดดตากลมมาหลายศตวรรษ ต่อให้จะดูแลดียังไงแต่ก็ขัดหลักอนามัยอยู่ดี ขืนกินเข้าไป เธอต้องป่วยแน่ๆ คิดตามหลักเธอก็เปลี่ยนใจใช้วักล้างหน้าล้างตาแทน
เด็กสาวทรุดตัวนั่งบนขอบอ่างน้ำพุอย่างเหนื่อยๆ แล้วมองไปรอบๆ บริเวณลานน้ำพุนี้เป็นสถานที่ให้ชาวเมืองได้พักผ่อนหย่อนใจ ดังนั้นในแถบนี้จึงมีผู้คนมาเดินเที่ยวกันมาก และแน่นอนว่าเมื่อมีผู้คนมาท่องเที่ยว ย่อมต้องมีอาหารขาย

 


ลูบท้องตัวเองที่ส่งเสียงร้องโครกครากเป็นรอบที่หนึ่งร้อยสามสิบสามในหลายวัน กว่าจะได้เงินหนึ่งล้านมันท์มาประคองชีวิต มีหวังน้ำย่อยกัดกระเพาะเธอจนพรุนไปแล้วแน่ๆ และอาหารที่นี่ก็น่ากินชวนน้ำลายสอทั้งนั้น พวกคนมีเงินมีทองนี่ดีจริงๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนสปาเก็ตตี้จานละร้อยมันท์เธอยังซื้อกินได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้...ซาลาเปาลูกละสี่มันท์ยังไม่มีเงินจะซื้อ!

 


แล้วเด็กชายคนหนึ่งที่เพิ่งซื้อซาลาเปาก็เดินผ่านหน้าไป เด็กสาวมองามด้วยความอิจฉา เขากินไปแค่คำเดียวพอเห็นว่าเป็นไส้ที่ไม่ชอบก็โยนทิ้งถังขยะทันที วินาทีนั้นชวนให้รู้สึกอยากฆ่าคนขึ้นมาตงิดๆ

 


ไอ้พวกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน! เด็กสาวบริภาษ รอซักวันพวกแกไม่มีเงินก่อนเถอะ จะได้รู้ว่าเงินมันสำคัญแค่ไหน! โอ้ย! หิวโว้ยยย! หิวเหลือเกิน อยากได้เงินโว้ยยย!!! เงินอยู่ไหน!!!

 


กริ๊ง...!

 


หูสดับฟังเสียงเบาๆ ที่ดังในความรู้สึก ใครสักคนหนึ่งทำเหรียญตกโดยไม่รู้ตัว เหรียญเงินอันเล็กๆ กลิ้งผ่านหน้าของเธอไป เครสเซน่าเบิกตากว้างราวกับนักเดินทางกลางทะเลทรายเจอโอเอซิส ร่างเพรียวๆ ของเด็กสาวไล่ตามเหรียญเงินนั่นไปทันทีพร้อมกับคำปฏิญาณในใจว่า...ประวัติศาสตร์จะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม!!!

 


ร่างบางจ้องมองเหรียญเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไปพลางสาวเท้าเดินตามอย่างกระชั้นชิด เธอต้องใช้สมาธิอย่างสูงจึงทำให้ไม่ได้คิดหลบผู้คนที่เดินขวักไขว่ตรงจัตุรัสเลย จนกระทั่งเหรียญเงินนั่นกลิ้งไปที่ถนน เด็กสาวก็ร้องขึ้นอย่างเสียขวัญก่อนจะผลักคนที่เดินมาเบียดแล้ววิ่งตามเก็บเหรียญอันเป็นความหวังสุดท้ายสำหรับอาหารในวันนี้ สวรรค์อุตส่าห์ประทานมาให้แล้ว เธอจะไม่มีวันปล่อยมันหลุดมือไปง่ายๆ อีก! เด็กสาวเบียดตัวออกมาจากกลุ่มคนแล้วกระโจนเข้าหาเหรียญเงินจนล้มลงกลางถนน โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

 


เหรียญเงินในมือสะท้อนแสงยามต้องแสงอาทิตย์นำความปลาบปลื้มมาแก่ผู้เก็บได้อย่างสูงสุด อยากจะร้องไห้ดีใจให้กับความพยายามของตัวเอง เธอยิ้มพลางพยุงตัวเองขึ้นมากลางถนน ชูมือที่กำเหรียญขึ้นอย่างภูมิใจ หันหลังกลับเพื่อหวังจะนำมันไปซื้อซาลาเปาสักลูก

 


ทว่า...

 


กุบกับ กุบกับ...

 


“หือ…?”

 


“ระวัง!”

 


เมื่อหันกลับไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอก็คือม้าสองตัวขนาดโตเต็มที่กำลังลากรถตรงเข้ามาในระยะกระชั้นชิด ความตกตะลึงก็แล่นวาบไปทั่วร่างจนเด็กสาวไม่อาจขยับตัวได้ หัวสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีเธอก็ถูกใครสักคนผลักให้ออกจากถนนมาแล้ว เด็กสาวล้มลงทั้งที่ยังกำเศษเหรียญไว้แน่น ข้อศอกและหัวเข่าถลอกพื้นจนเป็นแผลเลือดไหลซิบนำความแสบมาให้

 


“กรี๊ดดดด! มีคนถูกรถม้าชน” เสียงกรีดร้องตกใจของผู้คนในละแวกนั้นดังขึ้น

 


วินาทีนั้นเธอรู้สึกถึงความอ่อนล้าที่สะสมมาหลายวัน กอปรกับแสงแดดยามเที่ยงที่ร้อนจัด เกิดเสียงซุบซิบจนน่าปวดหู ผู้คนเข้ามารุมล้อมเธออย่างแน่นขนัดทำให้เด็กสาวยิ่งหายใจไม่ออก ใครสักคนเข้ามาถึงตัวและจับเธอเขย่า และไม่นานนักเด็กสาวก็มิอาจต้านทานความอ่อนล้าของร่างกายได้

 


ท้ายที่สุด สาวน้อยเร่ร่อนก็จมดิ่งเข้าสู่ความมืดเบื้องหลังเปลือกตา

 

------------



เด็กสาวขยับตัวเล็กน้อย เบาะหนานุ่มข้างใต้ตัวทำให้รู้สึกสบายตัวเหมือนกับความรู้สึกตอนอยู่บนที่นอนในบ้านตัวเอง ไม่ใช่เตียงแข็งๆ ที่นอนแล้วปวดหลังเหมือนที่ที่เคยไปพัก ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับอาการปวดหัวจี๊ดที่แล่นเข้ามาพร้อมๆ กับเสียงท้องร้องดังโครกครากที่คุ้นเคยมาตลอดสามเดือน สัมผัสที่ได้แต่หวังว่ามันจะหายไปสักทีเมื่อยายกลับมา

 


เปลือกตาปรือขึ้นหลังจากนอนหลับเต็มอิ่ม นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองเพดานสีขาวก่อนจะปิดเปลือกตาเมื่อออกอาการหาววอดและบิดขี้เกียจ สองแขนอ้าออกไปบนเตียงอันนุ่มสบาย หมอนที่หนุนหัวอยู่หอมด้วยกลิ่นกำยานให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เมื่อปรือตาขึ้นอีกครั้ง เด็กสาวผู้อาภัพก็พบว่าตัวเองนั้นนอนอยู่บนเตียงในห้องสีขาวโพลน รอบตัวว่างเปล่า...มีเพียงตัวเอง และเตียงสี่เสาที่นอนอยู่เท่านั้น

 


ที่นี่ที่ไหน...?

 


แล้วเธอ...ตายแล้วเหรอ...?

 


เด็กสาวคิดอย่างตกใจ ทว่าไม่นานอาการก็สงบลง จะแปลกตรงไหนล่ะถ้าเธอจะตาย เด็กสาวคิด ใช่...ตายเพราะร่างกายอ่อนล้าไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ ป่านนี้ศพของเธอคงอยู่ข้างถนนที่ไหนสักแห่งแล้วมั้ง

 


ว่าแต่ที่นี่สวรรค์เหรอ? เด็กสาวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ

 


ใช่ ต้องเป็นสวรรค์แน่ๆ แต่ขนาดอยู่บนสวรรค์ ยังต้องหิวจนไส้กิ่วขนาดนี้อีกเหรอ

 


เธอกวาดสายตาไปทั่วห้อง ก่อนจะพบสิ่งที่ไขว่คว้ามาแสนนานทั้งที่เมื่อครู่นี้ภายในห้องมีเพียงแค่เธอกับเตียงสี่เสาเท่านั้นเอง
อาหาร!?

 


เด็กสาวเกือบจะกรีดร้องด้วยความดีใจที่เห็นมัน ทั้งสเต็ก สปาเก็ตตี้ ซุปข้าวโพด ไก่ย่าง สลัดผลไม้ที่วางอยู่ในรถเข็นตรงหน้า ถลาเข้าไปหามันทันทีด้วยความหิวโหย มือหนึ่งคว้าไก่ย่าง ส่วนอีกมือคว้าช้อนเตรียมตักซุปด้วยอากัปกิริยาที่ไม่เหลือความเป็นกุลสตรีแม้แต่น้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ลิ้มรสชาติอันโอชะของมัน ก็มีมือหนึ่งคว้าอาหารเหล่านั้นไปจากเธอ...!

 


“เอาอาหารฉันคืนมานะ!”

 


------------



“เอาอาหารฉันคืนมานะ!”

 


เสียงตะโกนดังลั่นห้องพร้อมกับร่างบางที่สะดุ้งขึ้นจากเตียง เธอหยุดหายใจหอบ เส้นผมสีดำสนิทเลื่อนมาปรกหน้า มืออ่อนเยาว์เอื้อมไปจับมันทัดหูเสียให้หมดรำคาญ เคลื่อนกายลงจากเตียงพลางมองสำรวจ

 


ไม่ใช่ห้องนอนสีขาวสว่างไร้ของประดับอย่างในความฝัน

 


เตียงที่เธอนอนอยู่เมื่อครู่คือเสียงสี่เสาสีครีมหวานมีม่านสีม่วงอ่อนๆ ประดับอยู่โดยรอบ  แต่ตอนนี้มันถูกมัดไว้กับเขาทั้งสี่อย่างเรียบร้อย  โต๊ะข้างเตียงสีครีมเข้าชุดกันมีแจกันประดับดอกลาเวนเดอร์สดๆ วางอยู่  ห่างไปไม่ไกลจากเตียงเป็นโซฟาหนานุ่มน่านั่งสีเดียวกัน  โคมไฟระย้าห้อยอยู่บนเพดานที่ถูกวาดให้เป็นท้องฟ้าและมีเหล่าเทพธิดากำลังส่งยิ้มให้กันราวกับเป็นสรวงสวรรค์  ผนังสีอ่อนเข้ากับเครื่องเรือนอย่างไม่มีอะไรผิดแผก พื้นที่กำลังยืนอยู่ก็เป็นพื้นพรมอย่างดีสำหรับชนชั้นผู้ดี

 


เธอลุกขึ้นแล้วลูบเนื้อลูบตัว ล้วงกระเป๋าเพื่อหาเหรียญเงินที่ตนเก็บได้ เมื่อไม่เจออยู่ในตัวเธอจึงก้มมองพื้นเผื่อว่าจะเจอสิ่งนั้น ก่อนจะไปพบมันวางอยู่ข้างเตียงใกล้ๆ กับล็อกเกตสีเงินบนโต๊ะ เด็กสาวขมวดคิ้ว หยิบเหรียญเงินขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋าอย่างดี เอื้อมมือไปหยิบล็อกเกตสีเงินอันนั้นก่อนจะหันกลับมา

 


“ตื่นแล้วเหรอ”

 


เด็กสาวหันไปตามเสียงก่อนพบอาหารที่ถูกจัดไว้บนรถเข็นที่มีคนนำเข้ามาพอดี ไวเท่าความคิด มือเธอฉวยขนมปังที่วางอยู่มากัดเข้าปากโดยไม่นึกสนใจอะไรทั้งนั้น พอกินไปได้สองสามคำก็เงยสบตาคนที่มองมาอย่างอึ้งๆ

 


ตรงหน้าคือหญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างอรชร มีเรือนผมยาวสีทองสลวย หล่อนกำลังแย้มรอยยิ้ม พร้อมกับนัยน์ตาสีม่วงลาเวนเดอร์อ่อนโยนปนเอ็นดูที่ส่งมาให้ เป็นความสวยที่ทำเอาเด็กสาวชะงักกึก สติกับสำนึกเริ่มกลับมา หลังจากเคี้ยวขนมปังหงุบๆ และกลืนมันลงคอไปแล้ว ริมฝีปากก็ขยับเอ่ยประโยคทักทายที่อีกฝ่ายรอมานานแสนนาน

 


“เธอเป็นใคร?”

 


ยิ้มหวานๆ ของคนฟังเจื่อนสนิท ความเอ็นดูหายวับไปกับประโยคทักทายสั้นๆ เพียงประโยคเดียว และร่างกายก็ชาวาบเมื่ออีกฝ่ายจ้องมองเธอด้วยสายตาหวาดระแวง

 


เอาเถอะ...ตื่นมาอยู่ในที่แปลกๆ แถมยังเจอคนแปลกหน้าคงจะระแวงเป็นธรรมดา

 


“ฉันชื่อรามีเอล เรมีอา” คิดในแง่ดีเข้าไว้ก่อนจะยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร พยายามให้เด็กสาวสบายใจ “ตอนอยู่ในเมืองเธอล้ม หัวกระแทกแล้วก็สลบไปเลย ฉันก็เลยช่วยไว้”

 


“ฉันสลบไปเหรอ?”

 


“ใช่”  อีกฝ่ายตอบ พลางเอียงคอมองสีหน้าเด็กสาวอย่างพิจารณาอย่างวิเคราะห์  “เธอจำไม่ได้หรือ”

 


คนถูกถามทำหน้าครุ่นคิด ความทรงจำครั้งสุดท้าย..จำได้ว่าตอนนั้นเธอกำลังเดินอยู่ที่ลานน้ำพุประจำเมืองเวอโก  แล้วตอนนั้น...เธอซึ่งสิ้นเนื้อประดาตัวกำลังตกอับก็เหลือบไปเห็นเหรียญที่ใครสักคนทำตก จึงวิ่งถลาเข้าไปเก็บแล้วจากนั้น...ก็ได้ยินเสียงรถม้ากำลังใกล้เข้ามา

 


ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะสลบไปนั่นก็คือ...เสียงเตือนของใครสักคน พร้อมกับความรู้สึกถูกผลักอย่างแรงจนหัวไปชนกับทางเท้า

 


ด้วยความคิด เด็กสาวแตะหน้าผากตัวเองแล้วสัมผัสเข้ากับสำลีปิดแผล

 


“เป็นความผิดฉันเอง ไม่น่าบอกให้คนขับรถเร่งความเร็ว” นัยน์ตาสีม่วงมองตามแล้วก็ทำหน้าสำนึกผิด แล้วก็เมียงมองเหมือนไม่แน่ใจ “เธอชื่ออะไร จำได้หรือเปล่า”

 


“เครสเซน่า อาร์เทมิส” พอเห็นว่ายังจำชื่อตัวเองได้ คู่สนทนาก็ดูจะโล่งใจไม่น้อย “แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย”

 


“บ้านฉันเอง ในเมืองเวอโก ” หญิงสาวแนะนำยิ้มๆ พลางเดินลงไปนั่งลงที่โซฟา

 


“บ้านเธอสวยดี” เครสเซน่าพยักหน้ารับ รู้สึกมึนหัวเล็กน้อยขณะมองสำรวจรอบๆ อีกครั้ง เธอไม่มีเพื่อนสักเท่าไหร่เพราะมักจะต้องอยู่เฝ้าบ้านเรียนวิชาจึงไม่เคยเข้าบ้านคนอื่นมาก่อน เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นห้องนอนของคนอื่นนอกจากตัวเอง จะว่ายังไงดี… ห้องนี้ช่างสมเป็นกุลสตรีผิดกับห้องเธอเหลือเกิน

 


“แล้ว... ฉันต้องให้ค่าตอบแทนเธอไหม นี่บอกก่อนนะว่าฉันไม่มีหรอก” ถามเองแถมดักคอเองเสร็จสรรพ

 


รอยยิ้มที่เพียรพยายามส่งไปอย่างเป็นมิตรเจื่อนแล้วเจื่อนอีกจนคนส่งชักเริ่มขี้เกียจส่ง และคงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกในใจต่อเพราะตอนนี้มันติดลบสุดๆ ไปเลย ท่าทางแม่คนนี้จะมีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างรุนแรง อดคิดไม่ได้ว่ารู้อย่างนี้น่าจะทิ้งไว้ข้างถนนให้รถทับตายซ้ำสองก็คงดี คิดพลางปรับสีหน้าให้เรียบสนิท สายตาที่เคยดูอ่อนโยนฉายแววแข็งขึ้นมานิดๆ

 


“ไม่เป็นไร ฉันไม่ต้องการ”

 


“ก็ดี” เครสเซน่าพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไหร่  “แล้วก็ขอบคุณที่ช่วย” พอฟังคำนี้แล้วแววตาก็อ่อนลงอีกหน่อย

 


“นั่นน่ะ  กินได้หรือเปล่า” รามีเอลมองรถเข็นถาดอาหารที่เครสเซน่าพยักเพยิดใส่ ไม่เข้าใจว่า  ตกลงคนตรงหน้ามีมารยาทหรือไม่มีกันแน่ ก็ก่อนหน้านี้เด็กสาวก็คว้าขนมปังไปกินโดยไม่ได้ถามสักนิด  แต่ก็เอาเถอะ  เห็นสภาพอ่อนแรงและหิวโซก็อดที่จะสงสารไม่ได้จริงๆ

 


“เชิญเลย” ไม่รอให้รามีเอลยกถาดอาหารมาตั้งโต๊ะใดใดทั้งสิ้น  เครสเซน่าลงมือจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในรถเข็นนั้นจนไม่เหลือซาก รามีเอลถอยหลังออกมาตั้งหลักเล็กน้อยด้วยนึกเกรงกับสภาพแร้งลงตรงหน้า จวบจนน้ำดื่มหยดสุดท้ายหมดลง  เครสเซน่าจึงยกหลังมือขึ้นเช็ดปากลวกๆแล้วจัดเสื้อผ้าโทรมๆ ของตนให้เข้าที่เข้าทาง

 


พอได้รับสารอาหาร  สมองที่เบลอๆอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ จึงเงยหน้าขึ้นมาถาม “วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว”

 


“วันที่สอง”

 


“เหรอ งั้นก็ด...อะไรนะ!?” เด็กสาวร้องเสียงดังเมื่อตั้งสติได้ ส่วนคนฟังตามอารมณ์แทบไม่ทัน “เธอว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่นะ!”

 


“วัน...วันที่สอง” เสียงตอบย้ำ




“วันที่สอง! วันที่สองแล้ว! โอ้...พระเจ้า! ไม่ทัน ไม่ทันแน่ๆ ตายๆๆ!!” เด็กสาวคร่ำครวญปานจะขาดใจ พรุ่งนี้เป็นวันที่เธอควรจะอยู่เมืองลีโอแล้วลงชื่อสมัครการทดสอบสิ แต่วันนี้วันที่สอง เธอยังอยู่เมืองเวอโกอยู่เลย! แล้วเธอจะไปทันไหม!!!

 


“เธอต้องช่วยฉันนะ!”  เด็กสาวถลาเข้ามาทรุดตัวนั่งที่พื้น ใช้สองมือจับไหล่บอบบางของคนที่นั่งฟังอย่างงุนงงไว้  ก่อนจะจับอีกฝ่ายเขย่าเสียหัวสั่นหัวคลอนด้วยความสิ้นหวัง  “ต้องช่วยนะ! ต้องช่วยนะ! ถ้าไม่ช่วยฉันตายแน่! เห็นใจผู้หญิงตาดำๆ หน้าตาดีๆ หน่อยเถอะ!! นะ นะ นะ คนสวย!”

 


นัยน์ตาสีลาเวนเดอร์สะท้อนภาพเด็กสาวตรงหน้าที่ทำหน้าราวกับจะลงไปนอนแดดิ้นเสียให้ได้กำลังคร่ำครวญขอให้เธอช่วยด้วยการจับตัวเธอเขย่าๆๆ และเขย่า เสียจนผมสีทองสลวยยุ่งเหยิงไปหมด นี่น่ะเหรอ! วิธีขอร้องคนอื่น!

 


“เดี๋ยวๆๆ นี่เธอจะให้ฉันช่วยอะไร”

 


“ฉันจะไปเมืองลีโอ” คนที่คร่ำครวญอยู่หยุดเขย่าชั่วคราว “ที่นั่นมีจัดทดสอบความสามารถ ฉันจะไปเอาเงินล้าน!”

 


คนฟังเลิกคิ้วแล้วค้นข้อมูลในสมอง “ลีโอ? ทดสอบความสามารถ? จำได้ว่าก็เคยได้ยินอยู่ แต่ไม่ได้สนใจเท่าไหร่”

 


“ไม่สนใจไม่ได้นะ นั่นเงินล้านเชียวนะ!” เครสเซน่าแหวขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “ถ้าไม่มัวแต่นอนป่านนี้ฉันก็ควรจะถึงลีโอแล้วด้วยซ้ำ” ดูเหมือนความจริงข้อนั้นจะทำให้รามีเอลมีท่าทางรู้สึกผิดขึ้นมาอีก เห็นดังนั้นเครสเซน่าเลยได้โอกาสพูดจาหว่านล้อมไปพร้อมๆ กับเขย่าเครื่องในเหยื่อให้รวมเป็นเนื้อเดียวอีกครั้ง “เธอต้องช่วยฉันนะ พาฉันไปส่งเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่เรียกค่าทำขวัญก็ได้แต่เธอต้องช่วยนะ”

 


รามีเอลอยากจะบอกเธอว่า เธอเข้าใจผิดไปนิดหน่อย อันที่จริงรถยังไม่ทันได้ชนด้วยซ้ำ เธอก็เป็นลมล้มหัวฟาดพื้นไปแล้ว แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือตัวเองมีส่วนผิดในเรื่องนี้ไม่น้อยเลย ดังนั้นจึงไม่อยากจะเถียง

 


“ฉันต้องไปถึงที่นั่นตอนแปดโมง แปดนาที แปดวินาที!”

 


“ก็ได้ๆๆๆ ก็ได้!!” เธอร้องขึ้นอย่างหมดความอดทน “ฉันช่วยเธอก็ได้ ยังไงเร็วๆ นี้ฉันก็ต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว”

 


คนที่คร่ำครวญอยู่เมื่อครู่หยุดการกระทำที่ดูเหมือนจะเป็นการฆาตกรรมผู้ช่วยเหลือโดยทันที “จริงนะ!”

 


“จริงสิ ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน เธอก็นอนได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกัน”

 


“ไม่ได้! ต้องวันนี้!”  เครสเซน่าร้อง

 


“อะไรนะ? นี่มันห้าทุ่มแล้วนะแม่คุณ!”

 


รามีเอลถามกลับด้วยใบหน้ามู่ทู่พอคิดว่าตัวเองจะต้องออกไปข้างนอกทั้งที่สภาพเป็นแบบนี้

 


“จะกี่ทุ่ม กี่โมง กี่ยามก็ต้องไป  ฉันต้องไปให้ทันลงสมัครพรุ่งนี้! ตอนแปดโมง! แปดนาที! แปดวินาที! เธอบอกจะช่วยฉันแล้วนะ! ขอร้องล่ะ! ฉันร้อนใจมาก ถ้าไปไม่ทันฉันต้องตายแน่ๆ!” เครสเซน่าหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะทำเสียงขึงขัง “ไม่รู้ล่ะ!! ถ้าฉันไม่ได้ลงสมัคร เธอจะต้องเลี้ยงดูฉันไปตลอดชีวิตเลยนะ!! แล้วอย่าหาว่าฉันไม่...”

 


“ก็ได้!!!”  หญิงสาวจ้องมองคู่สนทนาที่ทำหน้าปิ่มจะขาดใจในไม่ช้าด้วยความหนักใจปนสงสารพิกล คิดในใจว่าตัวเองพลาดจริงๆ ที่เก็บเด็กสาวข้างทางมาดูแล ตอนหลับอยู่เธอก็น่ารักดี แต่พอตื่นมาแล้วอ้าปากพูดเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรสมเป็นผู้หญิงเลย ทั้งมารยาทแย่ พูดจามะนาวไม่มีน้ำ แล้วยังหน้าเงินอีก

 


ถึงจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็รับปากไปแล้วว่าช่วยเหลือจึงลุกขึ้นพลางดึงให้เครสเซน่าลุกตาม “งั้นฉันจะไปเตรียมรถ”

 


“ฉันไปด้วย!”

 


“ไม่ได้!” อีกคนหันกลับมาห้ามทันควัน เหลียวมองประตูราวกับกำลังกลัวอะไรแล้วลดเสียงลง “เธออยู่ที่นี่จัดการตัวเองไป ส่วนฉันต้องไปหาทางหนีทีไล่”

 


พอฟังแล้วเด็กสาวก็อ้าปากค้าง ตั้งท่าจะโวยวาย “นี่เธอจะแอบหนีฉันสินะ!”

 


“ไม่ใช่เธอ!” ปฏิเสธไปอย่างอ่อนใจ ก่อนจะอธิบาย “แม่ฉันดุมาก จะให้รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่ามีคนแปลกหน้ามาอยู่ในบ้าน แล้วฉันก็กำลังจะหนีด้วย”

 


นัยน์ตาสีฟ้ามองอย่างหวาดระแวง “นี่กำลังหาข้ออ้างอยู่หรือเปล่า”

 


“ฉันไม่โกหก ไม่ชอบโกหกใคร” คนตรงหน้าตอบเสียงหนักแน่น แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงที่บอกว่าไม่สบอารมณ์อยู่เช่นกัน “ถ้าแม่ฉันรู้เข้าเธอได้ถูกจับโยนออกไปทั้งที่ยังไม่ทันเรียกค่าทำขวัญด้วยซ้ำ ถ้าอยากไปลีโอก็อยู่เฉยๆ ที่นี่ซะ เดี๋ยวฉันกลับมารับ”

 

นัยน์ตาสีลาเวนเดอร์เหลือบมองสำรวจชุดมอมแมมของเด็กสาวแล้วชี้ไปยังเสื้อผ้าที่วางพับไว้ไม่ไกล “แล้วก็นั่น…เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ”

 


พูดทิ้งท้ายไว้ ปล่อยให้เครสเซน่ามองประตูปิดลง ก่อนหันกลับไปจัดการอาหารของตนเสียเรียบแปล้





 

TBC

ความคิดเห็น