email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 110

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 23

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2564 15:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 110
แบบอักษร

“ท่านพี่.. ร้านอาหารอย่างนี้จะอร่อยอย่างนั้นรึเจ้าคะ..” เฟียร์ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านพี่ถึงได้พาเธอมาทานที่ร้านอย่างนี้แทนที่จะเป็นร้านชื่อดังหรูหรา ตอนนี้มันต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มากเลยทีเดียว

“น้องหญิงอย่าได้ดูถูกร้านอาหารอย่างนี้ไป ร้านอย่างนี้แหละที่ทำให้ประชาชนชนชั้นรากหญ้าเติบโตกันมานักต่อนักแล้ว เมื่อก่อนพี่เองก็ทานอาหารในร้านที่มีสภาพอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง เรากินเพื่ออยู่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน.. แต่ถ้าจะมีร้านที่ทั้งอร่อย และราคาถูกก็ต้องเป็นร้านอย่างนี้แหละ เขาเรียกกันว่า ‘ร้านอาหารลับแล’ อีกอย่างพวกองครักษ์พี่ พวกมันก็แนะนำมาก่อนเราจะหนีออกมานะ...” 

 

ฌอนกล่าวออกมา บางอย่างถ้าไม่เคยพบเจอกับตัวเองมันก็เป็นเรื่องที่จะบอกกันยากสักหน่อย ในโลกก่อนไม่ใช่ว่ามีตังค์ก็จะทานอาหารอร่อยๆได้ บางร้านที่อยู่ห่างไกล ไม่ค่อยมีคนรู้จักอย่างนี้ ปากต่อปากกันอย่างนี้ รับรองได้เลยว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เฟียร์ที่ได้ยินก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้วกับคำว่าลับแล หากว่าตามภาษามันอาจจะแปลได้ว่าลึกลับก็ได้ เฟียร์และฌอนนั่งกันได้ไม่นานแม่ครัววัยชราก็เดินนำจานอาหารมาเสิร์ฟ แน่นอนว่ามันเหมือนกัน

 

“ร้านข้าไม่ค่อยจะมีวัตถุดิบที่ทรงคุณค่ามากนัก .. นี่คือข้าวผัดไข่ธรรมดากับข้าวที่สามีข้าเกี่ยวเองกับมือ ทานคู่กับปีกไก่ทอดพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ดนี่ ข้ารับรองได้เลยว่ามันจะถูกปากท่านเป็นอย่างมาก” แม้ว่าอาหารมื้อนี้มันจะต่างจากที่อยู่ภายในวังที่พวกเขาเคยทาน แต่กลิ่นของมันสามารถเรียกให้น้ำลายของทั้งสองไหลออกมาได้เลยจากอาหารหน้าตาธรรมดาๆ

“…น่าทานมากขอรับ.. เราเริ่มทานกันเถอะน้องหญิง..” ฌอนและเฟียร์ตักข้าวสวยร้อนๆที่มันถูกเคลือบด้วยไข่สวยงามทุกเม็ดเข้าปากในทันที ฌอนที่ทานเพียงแค่คำแรก เขาก็หันไปมองหน้าของแม่เฒ่าคนนี้ด้วยสายตาพิจารณาทันที เพราะรสชาติที่เขาได้รับในตอนนี้ มันไม่ต่างอะไรกับแม่ครัวร้านอาหารตามสั่งที่เขาทานเป็นประจำเลยสักนิดเดียว ทั้งๆที่โลกนี้ไม่มีผงชูรส หรือเจ้าพวกเครื่องปรุงที่ครบพร้อม แต่รสชาติกลับเหมือนกันอย่างนี้ก็นับได้ว่ามีฝีมือมาก

“..อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ.. ถ้าขายจานละ 1 เหรียญทองข้าก็จะซื้อเจ้าค่ะ..” เฟียร์เอ่ยพร้อมกับตักอาหารเข้าไปอีกคำหนึ่ง แต่มันเป็นคำที่ใหญ่กว่าคำแรก

“..แม่หนูก็ชมข้าจนเกินไป.. ถึงจะเป็นอย่างนั้น ข้าก็ขายเพียงแค่ 30 เหรียญทองแดงเท่านั้นแหละนะ ส่วนไก่ทอดนี่ข้าขายชิ้นละ 10 เหรียญทองแดง.. พวกเจ้ามีความสุขข้าก็รู้สึกดีมากแล้ว..” สำหรับแม่ครัวหรือคนทำอาหารนั้น บางครั้งเรื่องเงินอาจจะเป็นเรื่องรองลงไป หากให้เปรียบเทียบกันแล้ว รอยยิ้มของคนทานอาจจะมีค่ามากกว่าเงินตราก็เป็นไปได้ แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดตามอยู่นั้นเอง ประตูของร้านก็ถูกเปิดออกมา ปรากฏเป็นชายชราอีกคนเดียวเข้ามา

“เจ้ากลับมาแล้วรึ.. ทานอะไรสักหน่อยไหม..” ยายถามกับสามีของตัวเองที่ตอนนี้ถือเนื้อหมูเข้ามาภายในร้าน ตาแกก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา

“ไม่ล่ะ ข้ารอทานพร้อมกับเจ้าทีเดียวเลยในตอนเที่ยงวันก็แล้วกัน.. นี่เนื้อหมูที่เจ้าฝากข้าซื้อมา โชคดีที่ได้มันมาเยอะหน่อย ราคาหมูในตลาดต่ำลงพอที่เราจะซื้อได้เยอะ...” ท่านตาเอ่ยออกมา

“อย่างนั้นก็ดีแล้วนี่.. พวกตาแก่อย่างพวกเราๆจะได้ไม่อดตายเหมือนเมื่อก่อน.. ตั้งแต่มีองค์จักรพรรดิพระองค์ใหม่ พวกเราก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาหน่อย ช่างเป็นพระคุณกับพวกเราจริงๆนั่นแหละตาเอ๋ย” ท่านยายเอ่ยออกมา ก่อนที่จะหันมาทางเด็กๆทั้งสอง พร้อมกับเอ่ยขอโทษที่ทำให้เสียบรรยากาศในการรับประทานอาหาร

“ข้าขอถามท่านยายสักหน่อยได้หรือไม่ .. ที่ข้าได้ยินคงจะฟังไม่ผิด ท่านกล่าวว่าเมื่อก่อนพวกท่านยากลำบาก ท่านบอกว่าดีขึ้นมา ‘นิดหน่อย’ นั่นก็แปลว่ายังลำบากกันอยู่ และท่านยังกล่าวอีกว่า ‘พวกเรา’ นั่นก็แปลว่ายังมีผู้คนที่เดือดร้อนเหมือนกับท่านอยู่..ใช่หรือไม่ขอรับ” ฌอนเอ่ยถามออกไป เพราะอย่างไรตอนนี้ทั้งสองก็คือประชาชนที่เขาจะต้องดูแลให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“..เห้อ จะกล่าวอย่างนั้นก็ได้เจ้าหนุ่ม.. พวกเราเองก็ยังมีอีกหลายคนที่เดือดร้อน บางคนแขนขาขาดจากสมัยหนุ่มๆ ลำบากกันก็ไม่ใช่น้อยๆ เมื่อก่อนอาหารแพงขึ้นก็จริง ถึงตอนนี้มันจะถูกลง แต่คนที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ต่ำมันก็ลำบากเหมือนเดิมนั่นแหละนะ..” ท่านตากล่าวออกมาอย่างนั้นมันถึงกับทำให้เฟียร์วางช้อนตักอาหารของตัวเองลง และเอ่ยขึ้นมาในทันที

“ได้ยังไงกันเจ้าคะท่านตา.. เดี๋ยวนี้ทางอาณาจักรมีกรมสาธารณสุขแล้ว หากผู้คนที่ถึงวัยชราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในเรื่องของการหารายได้ได้แล้ว ก็สามารถเข้าไปรับอาหารได้ฟรีที่สถานรับเลี้ยงแล้วนี่เจ้าคะ..” เฟียร์เอ่ยขึ้นมา เธอเป็นเดือดเป็นร้อนอย่างมาก เพราะกรมนี้เธอดูแลด้วยตัวเอง แล้วการที่คนเฒ่าคนแก่บอกว่าตัวเองลำบากต่อหน้าเธอนั้น มันเป็นสิ่งที่เธอยอมรับไม่ได้

“..ถึงจะมีแล้วยังไงกันล่ะแม่หนู จะให้พวกข้าเข้าไปแย่งอาหารเด็กๆพวกนั้นอย่างนั้นรึ.. พวกข้าเองก็อยู่มานาน เห็นอะไรมาก็มากมายนัก.. พวกข้าสามารถรอดมาได้จนถึงตอนนี้มันไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วยหรอกนะ พวกข้ากินอะไรก็ได้ ต่อให้เป็นหญ้าเป็นใบก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเทียบกับเด็กๆพวกนั้นแล้วพวกข้านับว่ามีความอดทนมากกว่าหลายเท่าตัวนัก เป็นผู้ใหญ่แล้วต้องอดเอาซิถึงจะถูก...” ท่านตากล่าวออกมา เฟียร์ที่ได้ฟังก็ไม่ยอมยิ่งกว่าเดิม

“..แต่ว่า..” เฟียร์กล่าวออกมาได้แค่นั้น ฌอนก็ห้ามเอาไว้ก่อน และเขาก็เอ่ยเพื่อให้เฟียร์ได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้เธอนั้นคิดตาม และจะได้หาทางแก้ไข

“พอได้แล้วน้องหญิง.. ที่ท่านกล่าวมานั้นถูกแล้ว พวกท่านเองก็มีศักดิ์ศรีเป็นของตัวเองทั้งนั้น การที่มีการแจกจ่ายจากทางกรมสาธารณสุขนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่พวกเขาแค่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ได้คิดถึงความคิดความอ่านของประชาชนวัยต่างๆได้ดีพอเท่านั้นเอง...” ฌอนกล่าว เฟียร์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็เงียบลง เพราะมันเหมือนว่าเธอกำลังถูกตำหนิทางอ้อม ที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างที่มันควรจะเป็น

“มันก็จริงอย่างที่พ่อหนุ่มว่ามานั่นแหละ แต่ก็ช่างเถอะ เพราะอย่างไรเราก็สบายขึ้นกว่าแต่ก่อนมากอยู่ จะไปโทษใครมันก็ไม่ได้หรอกนะ.. อ่าวแล้วแม่หนูเป็นอะไรไปกันล่ะ อาหารข้าไม่อร่อยอย่างนั้นรึ..” ท่านยายกล่าวออกมาประมาณว่าช่างมันเถอะ จากนั้นก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าแม่หนูนี่กำลังทำหน้าเซ็งๆอยู่จึงเอ่ยถาม

“อร่อยมากเจ้าค่ะ.. ข้าเพียงแค่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับกรมสาธารณสุขเจ้าค่ะ” เฟียร์กล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมา ท่านยายที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มก่อนเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของเฟียร์

“เจ้าอย่าได้ผิดหวังเลย พวกเขาทำแต่เรื่องที่ดี เว้นแต่พวกเขายังไม่เข้าใจความคิดของคนต่างวัยก็เพียงเท่านั้น เรื่องอย่างนี้มันต้องใช้เวลาศึกษากันต่อ..” ท่านยายกล่าวเฟียร์เองก็พยักหน้า สำหรับฌอน ฌอนมีวิธีแก้ไขในใจแล้ว แต่เขายังไม่บอกออกไปในตอนนี้ เขาอยากจะปล่อยให้เฟียร์เป็นคนคิดเอาเองก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆเขาค่อยบอกกล่าวอีกที แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงวัยรุ่นจากด้านนอกก็ดังขึ้นมาทันที

“ท่านยาย.. พวกข้ามาแล้ว เอาเหมือนเดิมขอรับ…” และมันเป็นเสียงที่ค่อนข้างที่จะคุ้นเคยสำหรับทั้งฌอนและเฟียร์ เพราะมันเป็นเสียงของโจว หนึ่งในสมาชิกหน่วยอินทรีย์ขาว และยังเป็นองครักษ์ของฌอนในปัจจุบันอีกด้วย ท่านยายเมื่อได้ยินเสียงที่มาจากไกลๆก็ลุกขึ้นเตรียมตอบกลับทันที แต่จู่ๆเหมือนว่าพ่อหนุ่มโจวก็แข็งค้างไปดื้อๆเมื่อเปิดประตูร้านเข้ามา นั่นก็รวมถึงคิริวที่เดินตามมาทีหลังกับโวโรนิก้า ก่อนที่ทั้งสามจะคุกเข่าลงทันทีท่ามกลางความสงสัยของท่านตากับท่านยาย

“…เคารพองค์จักรพรรดิ และองค์จักรพรรดินีขอรับ/เจ้าค่ะ..”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว