facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คุณคนเดียว : ยินดีที่ได้รู้จัก

ชื่อตอน : คุณคนเดียว : ยินดีที่ได้รู้จัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 772

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ค. 2564 17:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คุณคนเดียว : ยินดีที่ได้รู้จัก
แบบอักษร

  

  

คุณคนเดียว : ยินดีที่ได้รู้จัก 

  

  

RICK PART : 

09:26 PM 

ใครหลายคนมักให้ความสนใจกับแสงไฟยามค่ำคืนจนบางครั้งก็หลงลืมไปว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้น จริงอยู่ที่แสงเหล่านั้นอาจดึงดูดสายตาและชวนให้หลงใหล ทว่าบางคนกลับเคลิบเคลิ้มไปกับมันจนมองไม่เห็น ไม่สนใจ และลืมนึกถึงแสงสว่างที่แท้จริงบนท้องฟ้าไป ไม่ว่าจะดวงดาว ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ล้วนยังคงส่องแสงงดงามไม่แปรเปลี่ยน ผลัดกันทำหน้าที่ของตนในทุกคืนวันแม้บางครั้งจะถูกลืมเลือนก็ตามที

ผมไม่ชอบแสงไฟหลากหลายสีสันและเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังลั่น สิ่งเหล่านี้ล้วนน่ารำคาญไม่ต่างจากผู้คนมากมายที่เดินเบียดเสียดกันไปมา ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจเมื่อต้องเดินผ่านฝูงคนที่กำลังดีดดิ้นเป็นไส้เดือนดินโดนรถทับ อยากออกไปจากที่นี่จนจะบ้าแล้ว ถ้าไม่ติดว่าจะต้องเสียเงินถึงแปดหลักล่ะก็ผมคงเดินออกจากสถานบันเทิงแห่งนี้แล้วขับรถตรงกลับบ้านโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ไม่เข้าใจผู้คนที่ชื่นชอบสถานที่อโคจรพวกนี้เลย มันไม่ใช่ที่ที่ควรจะมาเลยสักนิด แค่เดินเข้ามาเพียงไม่กี่นาทีผมก็อยากจะเดินออกแล้ว อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นคนนัดให้มาเจอกันที่นี่จะทุบให้หนักเลย 

“น้ำต้องท่วมกรุงเทพฯ แน่ ๆ” ฝืนใจเดินต่อจนถึงโต๊ะที่นัดหมาย ทันทีที่เพื่อนในกลุ่มอย่างซีเห็นผมกำลังเข้าไปหาเจ้าคนขี้เล่นก็ร้องทักติดตลกออกมา

“อะไร?” ตวัดหางตามองคล้ายคนพาล การที่ต้องอดทนจนเดินมาถึงโต๊ะมันทำให้ผมรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก คนก็เยอะแล้วยังมีพวกโรคจิตอีก กว่าจะผ่านกลุ่มคนออกมาได้ผมโดนลูบโดนคลำจนสึกหรอหมดแล้ว

“ก็คุณชายริคออกมาเจอเพื่อนฝูงได้ ฝนต้องตกหนักจนน้ำท่วมแน่ ๆ” ออสตินเพื่อนอีกคนในกลุ่มร้องแซวออกมา

“พูดมาก” อดขมวดคิ้วใส่ไม่ได้แม้จะรู้อยู่แล้วว่าถ้ามาตามนัดในวันนี้จะกลายเป็นเรื่องน่าประหลาดใจของเพื่อน ๆ

“วันนี้ว่างเหรอ?” โขนเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กเอ่ยทักยิ้ม ๆ 

“ไม่ว่างแล้วจะเห็นกูไหมล่ะ?” ผมย้อนถามกลับด้วยความหงุดหงิดก่อนจะปาซองเอกสารใส่หน้าอีกฝ่าย

เร็ว ๆ นี้บริษัทของผมกับโขนจะจับมือกันทำโปรเจกใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล จากที่คาดการณ์ไว้ไม่น่าจะต่ำกว่าแปดหลักหรือถ้ามากกว่านั้นก็อาจอยู่ที่สิบหรือสิบเอ็ดหลักเลยก็ได้ โขนทำลูกเล่นเยอะท้าให้ผมเอาเอกสารมาให้เซ็นในงานสังสรรค์กับเพื่อน ๆ วันนี้ หากไม่มาธุรกิจอาจถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และผมรู้ดีว่าไอ้เพื่อนบ้านี่กล้าทำจริงอย่างที่พูด โขนมักมีความสุขเวลาที่สามารถบีบบังคับหรือกดดันผมได้โดยที่ไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด ชีวิตของโขนไม่มีการแบ่งแยกเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวทุกอย่างล้วนเป็นไปตามความต้องการของตัวเองเสมอ ผมไม่ได้เห็นแก่เงินหรือผลประโยชน์เพียงแต่แค่ไม่อยากทำให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวที่แสนจะไร้สาระนี้ ผมไม่ใช่พวกนั้นชอบเล่นสนุกเพราะอย่างนั้นผมเลยจริงจังกับทุกเรื่อง 

“กวนตีน น้องมึงเป็นยังไงบ้าง?” โขนแกล้งเตะขาผมก่อนจะพาเปลี่ยนเรื่อง

“ถามหาน้องกูทำไม?” ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปากถามถึงน้องชายสุดที่รักทั้งสองคนผมก็ขมวดคิ้วฉับและเริ่มไม่พอใจเล็ก ๆ หากถามถึงสิ่งสำคัญในชีวิตผมก็ตอบได้โดยไม่ต้องหยุดคิดเลยว่าคือคุณกลางกับคุณเล็ก ทั้งสองคนเป็นน้องชายของผมชื่อเร็กซ์และรัชช์ แต่ที่บ้านเราเรียกกันตามลำดับการเกิด อย่างผมคือคุณใหญ่ เร็กซ์คือคุณกลาง และรัชช์คือคุณเล็ก ผมรักน้อง ๆ มากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก

“ก็คิดถะ เฮ้ย ๆ ใจเย็นสิวะ” ไม่ต้องรอให้พูดจบผมก็หยิบแก้วเหล้าตรงหน้าเตรียมปาใส่หน้าของอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด ผมไม่ชอบให้ใครมาพูดจาล้อเล่นถึงน้อง ๆ แม้จะเป็นเพื่อนผมก็ตาม 

“มึงนี่มือไวตลอด พอพูดเรื่องน้องทีไรนี่พร้อมบวกทุกทีเลย” ทั้งที่เล็งตำแหน่งไว้แล้วว่าโขนต้องหน้าแหกแน่ ๆ แต่ก็พลาดเพราะซีแย่งแก้วออกไปก่อน

“ยุ่งอะไรกับน้องกูล่ะ” เอนหลังกระแทกพนักพิงพร้อมกอดอกอย่างเบื่อหน่าย ในประเทศนี้มีสถานที่เป็นล้าน ๆ ให้นัดพบนัดเจอกันได้ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมต้องนัดมาที่นี่ เสียงก็ดัง คนก็เยอะ มันทำให้ผมรู้สึกอารมณ์เสียมากขึ้นแบบคูณสอง

“ก็ไม่ได้เจอกันนาน ก็เลยอยากรู้ความเป็นไปไง ใช่ไหมวะไอ้โขน” ก้องออกหน้ารับแทน

“สบายดี มีแฟนแล้ว” เซ็งหนักจนต้องถอนหายใจแรง พูดถึงน้องแล้วผมก็กลุ้มใจ ใครจะคิดว่าวันนี้จะมาถึง ความรู้สึกของผมเหมือนว่าเพิ่งพาน้องหัดพูดหัดเดินไปเมื่อวานนี้เอง แล้ววันนี้น้องชายทั้งสองก็มีแฟนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ผมที่โดดเดี่ยว เรื่องแฟนน่ะเฉย ๆ แต่เรื่องน้องนี่สิปัญหา ใคร ๆ ก็รู้ว่าผมรักน้องมาก เป็นใครบ้างล่ะที่จะไม่หงุดหงิด

“ห๊ะ!? ใคร!?” ทั้งสี่ร้องเสียงหลงหน้าตาตกอกตกใจกันใหญ่

“ทั้งเร็กซ์ทั้งรัชช์นั่นแหละ” เจ้าคนพี่ยังไม่เท่าไหร่ แม้เร็กซ์จะมีแฟนที่ดูเป็นคนกะล่อนอย่างมาวินแต่รายนั้นทั้งร้ายทั้งแสบเอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว ส่วนคนน้องถึงจะฉลาดและดื้อรั้นยังไงก็ยังมีข้อเสียที่ว่าปฏิเสธคนไม่เป็นเพราะอย่างนี้ไงถึงได้หลงไปคบกับเจ้าเด็กโข่งที่ชื่อมารุต บางครั้งรัชช์ก็แกล้งโง่ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นกลลวงของอีกฝ่าย 

หากถามว่าในบรรดาน้องเขยทั้งสองคนผมชอบหรือยอมรับใครที่สุดก็ขอบอกตรงนี้เลยว่า ‘ไม่มี’ ต่อให้เร็กซ์กับรัชช์มีแฟนเป็นเทวดาผมก็ยังยืนยันคำเดิม มันผิดเหรอที่ผมจะรู้สึกไม่ประทับใจคนรักของน้อง ๆ

“เวร รักแรกกูมีแฟนแล้วเหรอ เจ็บจี๊ดเลย” ออสตินทำหน้าเศร้าเจ็บช้ำเหมือนหมาโดนรถเหยียบ

“อีกจี๊ดไหม?” ปากพูดมือก็คว้าขวดเปล่าทันใด เดี๋ยวได้เจ็บซี๊ดจี๊ดเลือดออกหัว สงสารต้องเรียกเลือดออกสักหน่อยไม่อย่างนั้นวันนี้คงนอนกันไม่หลับ

“หยอก~” ออสตินกระโดดไปเกาะแขนก้องเป็นลูกลิงพลางยิ้มหน้าเจื่อนหัวเราะแห้ง และนี่เป็นอีกครั้งที่ซีรั้งแขนผมไว้ได้ทัน เกือบได้เจอขวดบินแล้ว

“แล้วน้องเขยมึงเป็นไง?” โขนดันแก้วเหล้ามาตรงหน้าพร้อมส่งสายตาให้ผมดื่มเหล้าแก้วนี้ ชงเข้มเลยสิ สงสัยเพื่อนรักคนนี้คงจะอยากให้ผมโดนตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับแน่ ๆ

“กูบอกเหรอว่าน้องกูมีแฟนเป็นผู้ชาย?” เหล้าที่ว่าขมยังไม่ขื่นขมเท่าใจผมในตอนนี้ ก็ตามที่โขนพูดน้องชายทั้งสองคนของผมมีแฟนเป็นผู้ชาย ผมไม่ได้ติดปัญหาเรื่องนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพศแต่อยู่ที่ตัวบุคคลต่างหาก

“อย่างน้องมึงก็ไม่น่ามีแฟนเป็นผู้หญิงนะ” ซีกลอกตาไปมา เพื่อน ๆ รู้จักกับครอบครัวของผมดีถึงจะไม่อยากให้เจ้าพวกนี้วุ่นวายกับน้องชายสุดที่รักยังไงก็ห้ามหรือปิดกั้นไม่ให้รู้จักกันไม่ได้อยู่ดี กรุงเทพฯ ก็แค่นี้เดินวน ๆ เดี๋ยวก็เจอกันแล้ว

“เออ ยิ่งรัชช์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย กูว่าผู้หญิงมีอายว่ะ” ก้องพยักหน้าเห็นด้วย

“เออ คบผู้ชายทั้งคู่” ทั้งเร็กซ์และรัชช์ต่างเป็นผู้ชายตัวผอมสูงหน้าตาหล่อเหลาและมีความเท่ในแบบของตัวเอง ทั้งสองไม่ได้มีส่วนไหนที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับผู้หญิง แม้จะมีคนบอกว่ารัชช์เรียบร้อยกว่าผู้หญิงยังไงผมก็ไม่เห็นด้วย ผมเบื่อคำจำกัดความที่บอกว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อย พูดเพราะ อ่อนหวาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ฟังแล้วชวนให้ต้องขมวดคิ้ว ในทางกลับกันผู้ชายเองก็ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง แข็งแกร่ง หรือกล้าหาญ ผมคิดแค่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่ได้ต่างกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นในแบบของตนเองได้ ไม่ว่าใครก็ไม่ควรอยู่ภายใต้คำจำกัดความหรือมาตรฐานบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านั้น การที่รัชช์เป็นผู้ชายสุภาพ ใจดี เรียบร้อยไม่ได้หมายความว่าเขาเหมือนผู้หญิง รัชช์ก็แค่เป็นรัชช์ เร็กซ์เองก็เช่นกัน น้องชายทั้งสองคนของผมมีความเป็นตัวเองสูง ผมภูมิใจที่พวกเราเป็นอย่างนั้น

“แล้วเป็นไง?” ออสตินถามยิ้ม ๆ

“ก็ดี” พยักหน้าส่ง ๆ กลับไป ทั้งมาวินและมารุตก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ทั้งสองรักและเคารพคนรักของตัวเองมาก ในฐานะแฟนหรือคนรักแล้วทั้งสองคนทำหน้าที่ได้ดีมาก หมายถึงถ้าไม่นับรวมนิสัยส่วนตัวอย่างพวกกวนประสาท ปากเสีย บ้าบอ แล้วก็ไม่สนหัวใคร ถึงจะไม่มีใครกล้าทำตัวมีปัญหากับผมแแต่สำหรับคนเป็นพี่ที่รักน้องยิ่งกว่าชีวิตก็อดที่จะรู้สึกหมั่นไส้และไม่พอใจในตัวคนรักของน้อง ๆ ไม่ได้ ยอมรับก็ได้ว่าอคติ ลองได้เจอสองคนนั้นก่อนเถอะแล้วจะรู้ว่าทำไมผมถึงไม่ค่อยปลื้มน้องเขยเท่าไหร่นัก

“เศร้าเลยว่ะ อกหักละ” โขนยกมือขึ้นกุมอกพลางเบะปากทำเหมือนจะร้องไห้

“อย่าเยอะ” เป็นอีกครั้งที่ผมตวัดหางตามองเหยียดเพื่อนสนิทด้วยความรำคาญ เล่นใหญ่เล่นโตไม่เลิก

“มึง” ระหว่างที่นั่งดื่มกันไปเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครต่อบทสนทนาก้องที่กวาดตามองบรรยากาศภายในร้านก็กวักมือเรียกผม

“อะไร?” ชะงักไปนิดเมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย หน้าตาดูชั่วร้ายอีกแล้ว

“กลุ่มนั้นมองมึงตาไม่กระพริบเลยว่ะ” ก้องส่งซิกไปยังโต๊ะด้านข้างที่อยู่เยื้อง ๆ ไปทางด้านหลังเล็กน้อย

“หึ!” ผมใช้หางตามองตามแล้วก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่ก้องว่า โต๊ะดังกล่าวนั้นเป็นโต๊ะของกลุ่มเด็กวัยรุ่นชายและหญิงเกือบสิบคน ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาอายุเท่าไหร่แต่จากที่คาดคะเนดูแล้วไม่น่าจะอายุถึง 20 ปี เหมือนเด็กมัธยมปลายมากกว่าที่จะอยู่ในช่วงมหาวิทยาลัย ก็อย่างว่าแหละ สถานบันเทิงแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเข้มงวดเรื่องอายุลูกค้า การ์ดบางคนได้เงินยัดใส่มือเข้าหน่อยก็ปล่อยให้ผ่านเข้ามาได้แล้ว

“หยิ่งซะด้วย” เพราะท่าทีที่เฉยเมยของผมออสตินถึงได้เอ่ยปากแซวออกมา

“หล่อเลือกได้ก็อย่างนี้แหละ” โขนว่าติดตลก ผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ คนในโต๊ะนั้นเด็กเกินไปสำหรับผม เผลอ ๆ อาจจะห่างกันถึงสิบปีเลยก็ได้ ผมไม่ชอบเด็ก ทั้งงี่เง่า วุ่นวาย น่าเบื่อ และน่ารำคาญ ในชีวิตนี้เด็กที่ผมชื่นชอบและรักใคร่มีเพียงแค่สองคนท่านั้นนั่นคือเร็กซ์กับรัชช์ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่เคยอยู่ในสายตาของผมแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเด็กที่ชื่อมาวินและมารุต

“กูไปเข้าห้องน้ำนะ” นั่งดื่มอยู่สักพักใหญ่ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายจึงขอแยกตัวออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ อยู่ในนี้นาน ๆ แล้วเหมือนสุขภาพจิตจะเสียยังไงก็ไม่รู้ คงต้องหาทางชิ่งหนีแล้ว

“ตามสบายครับมึง” ไม่มีใครให้ความสนใจกับผมมากนักเพราะแต่ละคนกำลังชี้ชวนกันดูเด็กเสิร์ฟหญิงคนหนึ่งที่มีรูปร่างและใบหน้าสวยโดดเด่นเกินใคร เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เจอแบบนี้ตั้งแต่มัธยม ผมชินแล้วล่ะ 

เจ้าพวกบ้าผู้หญิง

ได้แต่ส่ายหัวด้วยความอ่อนใจก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำพร้อมซองเอกสารในมือ กะว่าพอออกมาจากห้องน้ำแล้วจะหนีกลับก่อน ออกไปได้ก่อนค่อยบอกพวกนั้นทีหลังก็ไม่อย่างนั้นโดนโวยวายใส่แน่ ดีไม่ดีจะหาเรื่องมาต่อรองให้อยู่ต่ออีก

พลั้ก!

“โอ๊ย!” หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จผมก็จะเดินออกจากห้องน้ำซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีใครบางคนกำลังจะผลักประตูห้องน้ำเข้ามาเช่นกัน เพราะความไม่ระวังทำให้ผมดึงประตูเข้าหาตัวอย่างไวโดยไม่สังเกตให้ดีก่อนจนทำให้อีกฝ่ายเซถลาหน้าทิ่มลงไปนั่งกับพื้น

“ขอโทษ” ผมรีบเอ่ยปากขอโทษฉับไว

“ไม่เป็นไรครับ” อีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ แต่กลับไม่ยอมยอมลุกขึ้น

“ลุกไหวไหม?” ย่อตัวลงไปถาม อย่างน้อยก็ควรแสดงความรับผิดชอบ ไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้จะได้รับบาดเจ็บอะไรหรือเปล่า

“ครับ อะ โอ๊ย!” ตอบรับเสียงแผ่วแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันที่จะได้ยืนเต็มความสูงคนที่ตัวเล็กกว่าก็ร้องเสียงหลงทรุดตัวลงเกือบจะล้มไปอีกรอบ

“เป็นอะไร?” โชคดีที่ผมเกี่ยวเอวผอมบางไว้ได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะล้มลงพื้นจนเจ็บตัวอีกเป็นรอบที่สอง

“เจ็บที่ข้อเท้าครับ” เขาพึมพำเสียงเบาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าที่เหยเก ดูท่าแล้วคงจะเจ็บไม่น้อยเลย

“ข้อเท้าพลิกเหรอ?” หลุบตาลงมองขาข้างขวาเจ้าปัญหาที่ยืนได้ไม่เต็มเท้าเพราะอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเมื่อสักครู่

“น่าจะใช่ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้าแววตาเศร้าหมอง

“จะเข้าห้องน้ำใช่ไหม?” ลอบถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ผู้ชายคนนี้เจ็บตัวเพราะความไม่ระวังของผมเพราะอย่างนั้นผมก็ต้องรับผิดชอบ อย่างแรกก็ควรจะพาเขาไปเข้าห้องน้ำก่อน

“ครับ” เขาขานรับเสียงเบาเหมือนไม่กล้าพูดคุยกับผม อาจเพราะด้วยบุคลิกนิ่ง ๆ หรือใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของผมมันจึงทำให้คนที่เจอเกิดอาการเกร็งและไม่กล้ามองหน้าสบตา ถึงกระนั้นไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรหรือเหตุผลไหนผมก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว 

“เสร็จแล้วก็เรียก” ประคองคนเจ็บเข้าห้องน้ำแล้วยืนรออยู่ที่หน้าประตู

“ขอบคุณครับ” ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะปิดลงผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันก็เอ่ยคำขอบคุณสั้น ๆ แล้วรีบปิดประตูทันใด 

ผมไม่ได้ตอบรับหรือขานรับใด ๆ ทำเพียงแค่เอนหลังพิงกำแพงด้วยความอ่อนล้า ใครบอกว่าเป็นผู้บริหารแล้วจะสบาย โกหกทั้งเพ ความรู้สึกของคนที่ต้องปกครองลูกน้องหลายแสนชีวิตมันกดดันมากเกินกว่าที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ยังไม่ทันจะอายุ 30 ปีก็รู้สึกว่าตัวเองแก่มากขนาดนี้แล้ว สงสัยผมคงทำงานหนักไป

“คุณครับ” ยืนพักสายตาอยู่ได้ไม่นานประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมเสียงเรียกแผ่วเบา

“จะกลับไปที่โต๊ะเลยไหม?” เมื่อลืมตาขึ้นผมจึงมีโอกาสได้กวาดสายตามองสำรวจคนตรงหน้า เด็กคนนี้ดูน่าจะไม่ถึง 20 ปี เขามีรูปร่างที่ผอมบางและมีขนาดตัวที่เล็กกว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกัน อาจสูงเพียงแค่ 170 เซนฯ เท่านั้น โครงหน้าเรียวเป็นทรงสวย ปากนิด จมูกหน่อย รวม ๆ แล้วเครื่องหน้าล้วนผสมผสานกันได้อย่างลงตัว บางมุมดูหล่อ บางมุมก็ดูน่ารัก หน้าตาเสี่ยงต่อการถูกลักขโมยไม่รู้ทำไมถึงได้กล้ามาอยู่ในที่แบบนี้เพียงลำพัง

“ผมจะกลับแล้วครับ ช่วยพาไปส่งที่หน้าร้านได้ไหมครับ” เขาเอ่ยบอกด้วยท่าทีคล้ายกับจะเกรงใจ

“อืม” เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมแม้จะไม่ค่อยถูกกับเด็กก็เถอะ

“กลับยังไง? เพื่อนไปไหนหมด?” เด็กข้างตัวไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกจนกระทั่งเดินมาถึงหน้าร้าน พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนสักทีผมจึงอดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้

“กลับกันหมดแล้วครับ ผมคงนั่งแท็กซี่กลับ” เขาหลุบตาลงมองพื้นยืนกำชายเสื้อตัวเองแน่นเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก

“บ้านอยู่ไหน?” ได้ยินดังนั้นก็เกิดรู้สึกแปลกใจ เด็กคนนี้คงมีอะไรมากกว่าที่เห็น

“ผมอยู่คอนโดฯ R ครับ” ทั้งที่ทำท่าเหมือนกลัวผมแต่กลับบอกที่อยู่ออกมาทันทีโดยไม่ต้องหยุดชั่งใจคิด ดูเหมือนจะผิดวิสัยไปสักหน่อยนะ

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” ถึงอย่างนั้นผมก็มีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน จะให้ปล่อยผ่านก็ดูใจร้ายเกินไป

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเกรงใจ” คนตัวเล็กกว่ายกไม้ยกมือส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน

“ฉันผิดเองที่ชนเธอ รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันไปเอารถมารับ” ผมลอบสังเกตสีหน้าและแววตา เอาเถอะ ไม่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นใครหรือมีนิสัยยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผม หน้าที่ของผมมีเพียงแค่แสดงความรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้น

“ครับ” เมื่อเขายอมตอบรับผมก็เดินไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกลโดยให้คนเจ็บหาที่นั่งรอแถว ๆ นั้นไปก่อน 

ทันทีที่ผมขับรถไปจอดเทียบด้านหน้าร้านเด็กผู้ชายคนนั้นไม่ระวังลุกพรวดขึ้นมาจนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นอีก ผมจำต้องลงจากรถเพื่อไปพาอีกฝ่ายขึ้นรถ ขืนปล่อยให้เดินมาเองคงได้เจ็บตัวเพิ่มอีกแน่ ใช้เวลาสักพักหนึ่งก็มาถึงคอนโดฯ ที่คนตัวเล็กบอกว่าพักอยู่ที่นี่

“ตึกนี้ใช่ไหม?” ผมขับรถไปจอดด้านหน้าตึกเพื่อให้คนเจ็บสามารถลงจากรถแล้วเดินเข้าตึกได้สะดวก ๆ หน้าที่ของผมจะได้เสร็จสิ้นเสียที

“ครับ ขอบคุณนะครับ” เขาหันมองตึกก่อนจะพยักหน้ารับ

“ขึ้นไปเองได้ไหม?” ระยะทางจากหน้าตึกจนไปถึงตัวลิฟต์ไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่น่าจะพอเดินไปเองได้อยู่

“ได้ครับ” ทำหน้ามั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม

“โอ๊ย!” แค่ยืนก็จะล้มแล้ว

“เป็นอะไร?” ขมวดคิ้วเล็ก ๆ ด้วยความรู้สึกหงุดหงิด ผมเหนื่อยและอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าภาระหน้าที่ในวันนี้จะยังไม่สิ้นสุดลง

“เจ็บข้อเท้ามาก ๆ เลยครับ” อีกฝ่ายหันมาบอกเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้า

“อยู่ชั้นไหน?” ชะโงกหน้าดูความสูงของตึกพลางชั่งใจคิดไปด้วยว่าควรยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่

“30 ครับ” เขาบอกพร้อมชี้ขึ้นไปทางด้านบนตึก ผมพยักหน้ารับแล้วเคลื่อนรถไปยังลานจอดรถที่อยู่ใกล้ ๆ แค่พาไปส่งที่ห้องก็เท่านั้น

“ขอโทษนะ” ตัดปัญหาทุกสิ่งอย่างโดยการอุ้มคนตัวเล็กลงจากตึกแล้วพาเข้าไปยังด้านในตึก ปล่อยให้เดินเองคงถึงห้องพรุ่งนี้เช้า 

“คะ ครับ” แม้จะมีท่าทีตกใจไม่น้อยทว่าเด็กแปลกหน้าคนนี้ก็ไม่ได้ขัดขืนรือฝืนตัวแต่อย่างใด

“ไม่หนักเหรอครับ?” เดินมาได้เพียง 2-3 ก้าวคนที่อยู่ภายในอ้อมแขนก็ถามออกมาหน้าซื่อ

“ไม่ต้องถามมาก” เอ็ดไปเล็กน้อยเพราะไม่ชอบใจกับคำถาม จะหนักหรือไม่แล้วยังไงท้ายที่สุดแล้วผมก็ต้องพาเขาไปส่งถึงห้องพักให้ได้ นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ลิฟต์จอดอยู่ชั้นล่างพอดีจึงไม่ต้องเสียเวลารอนานนัก ระหว่างอยู่ในลิฟต์ผมให้อีกฝ่ายยืนที่พื้นตามความต้องการแต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดผมก็ดึงร่างผอมมาอุ้มไว้แล้วก้าวไว ๆ ไปตามทางเดิน

“ห้องไหน?” มีทางแบ่งแยกออกเป็นสองทางซ้ายขวาพร้อมกับป้ายบอกเลขห้องของแต่ละฝั่ง

“3003 ครับ” เจ้าของห้องชี้ไปทางซ้ายมือ ผมเดินไปตามทางพลางไล่ดูเลขห้องไปด้วย และในที่สุดก็เจอสักที ส่งสายตาให้คนตัวเล็กนำคีย์การ์ดออกมาเปิดประตู อีกฝ่ายทำหน้างง ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้รีบควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋ากางเกงออกมา

แกร๊ก!

บอกให้เจ้าของห้องเป็นคนเปิดประตูเพราะมือผมไม่ว่าง เมื่อประตูแง้มออกผมก็ใช้หลังดันประตูเข้าไปข้างใน ภายในห้องชุดสุดหรูถูกตกแต่งด้วยโทนสีอ่อน เฟอร์นิเจอร์มีน้อยชิ้น ข้าวของจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นสัดส่วน ผมตรงไปยังโซฟาตัวยาวบรรจงวางคนในอ้อมแขนลงโดยระวังไม่ให้อีกฝ่ายเจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก

ตุ้บ!

“นี่…” ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อผมเป็นฝ่ายถูกดึงให้ล้มลงไปเกยทับบนร่างเล็ก ผมฝืนตัวจะลุกออกแต่ก็โดนโน้มคอและกอดรัดเอาไว้แน่นจนไม่สามารถขยับหนีได้ 

“ผมชื่อชนัญ แล้ว…คุณล่ะ?” เด็กหนุ่มตรงหน้ายกยิ้มยั่วยวนพลางขยับร่างกายบดเบียดเข้าหาตัวผม แววตาเย้ายวนและเชิญชวนอย่างเปิดเผยจนไม่ต้องเสียเวลาตีความหมายกับท่าทีเหล่านี้เลย

“ริค” ผมนึกขำอยู่ในใจ นี่สินะคือความตะขวิดตะขวงใจที่รู้สึกได้ก่อนหน้านี้ เข้าใจคิดดีนะ เห็นหน้าอีกฝ่ายแล้วพาลให้นึกถึงเจ้าตัว Devil ที่มีเขาสองข้าง ถือไม้สามง่าม แถมยังชอบยิ้มยิงฟันจนเห็นเขี้ยวและฟันแหลมคมอีกด้วย 

“คุณริค อืม~” ชนัญพึมพำเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพร้อมเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราทั้งคู่ชนกัน ริมฝีปากของผมถูกปิดทับด้วยปากเล็ก ผมไม่ได้ขัดขืนหรือตอบรับเพราะอยากรอดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อน ชนัญบดจูบลงมาอย่างเร้าร้อนทั้งขบเม้มและดูดดุนริมฝีปากก่อนจะค่อย ๆ สอดเรียวลิ้นร้อนเข้ามาในโพรงปากพลางรูปไล้ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผมเพื่อปลุกปั่นอารมณ์ความต้องการให้ตื่นขึ้น

“เป็นคนแบบนี้เหรอ?” หรี่ตามองพร้อมจงใจว่ากระทบใส่ ท่าทางในตอนนี้ผิดจากก่อนหน้านี้ลิบลับเลย

“อะไรครับ?” ชนัญถอนจูบออกเล็กน้อยแล้วผละตัวมาทำหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก่อนจะจู่โจมริมฝีปากของผมอีกครั้งแล้วเปลี่ยนเป้าหมายไปยังลำคอของผมแทน เขาซุกไซร้ไปทั่วซอกคอทั้งกดจูบและขบเม้มแทบทุกพื้นที่ที่ปากของเขาสัมผัสผ่าน

“หึ!” นึกชอบในความใจกล้าของอีกฝ่ายไม่น้อย หน้าตาใสซื่อเป็นเพียงแค่เปลือกนอกไม่ต่างจากกระต่ายที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูหากแต่แฝงความดุร้ายไว้มากมาย นับว่าเป็นคนที่น่าสนใจใช้ได้เลย

“อ๊ะ!” ในเมื่อเขาเชิญชวนมาขนาดนี้แล้วผมคงไม่ปฏิเสธให้เสียน้ำใจ ผมรวบร่างเล็กไว้ภายในอ้อมแขนก่อนจะตรงไปยังห้องนอนที่เปิดอ้าไว้อยู่โดยที่เจ้าของห้องไม่เอ่ยปากร้องแย้งแม้แต่คำเดียว วางร่างบางลงบนเตียงก่อนจะเป็นฝ่ายรุกก่อนบ้าง ผมแทรกตัวไปอยู่ตรงกลางหว่างขาเรียวทั้งสองข้างแล้วบดจูบริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างเร่าร้อนเพื่อแสดงให้คนที่เด็กกว่าได้ดู

“คุณ!” พรมจูบไปทั่วตั้งแต่ริมฝีปากจนถึงแผ่นอกเนียน และทันทีที่เสื้อเชิ้ตสีอ่อนถูกผมกระชากออกจากตัวชนัญก็ร้องตกใจ

“ชู่ว อย่าเสียงดังสิ” ผมปรามก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับร่างกายขาวสว่างตรงหน้า จงใจสร้างรอยตามจุดที่ริมฝีปากแตะโดน ไม่ว่าจะลำคอ หน้าอก หน้าท้อง และ

“อะ อือ อ่า” ขาอ่อนด้านใน เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบาคนใต้ร่างก็หลุดเสียงร้องออกมาพร้อมบิดเร้าไปมาด้วยความทรมาน เรื่องเซ็กส์ก็เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางร่างกายเท่านั้น ก็จริงอยู่ที่ผมไม่ได้เรียกหา แต่ในเมื่อมีคนมาเสนอให้ขนาดนี้จะปฏิเสธมันก็จะยังไง ๆ อยู่นะ

ผมกระตุกยิ้มพึงพอใจ ชนัญอาจคิดว่าตัวเองแน่ แต่สำหรับผมแล้วเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กอวดดี ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เด็กแบบนี้คือพวกที่ผมไม่ชอบมากที่สุด ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะไปได้สักกี่น้ำ 

 

 

 

 

 

--------------------------------------- 

  

  

  

  

*มองเลิ่กลั่ก* 

จะแอบอยู่ใต้เตียงหรือในตู้เสื้อผ้าดีคะ? 

คุณใหญ่จะมาแสดงให้ทุกคนเห็นว่าสามีแห่งด้อมชาวเราที่แท้จริงเป็นยังไง! 

เราควรเซฟใครหรือเซฟตัวเองคะ? 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว