ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 27 คนขี้น้อยใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 คนขี้น้อยใจ

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 571

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2564 17:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 คนขี้น้อยใจ
แบบอักษร

หลังจากล็อกประตูห้องนอนตะวันก็จูงแขนเธอไปที่เตียง เขานั่งลงแล้วดึงให้อัยย์นั่งตัก 

“หน้าแดงทำไม?” 

“เปล่าเสียหน่อย” เธอไม่กล้าสบตาเขา กลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นแววตื่นเต้นในดวงตา 

ตะวันหัวเราะเสียงต่ำ เขาขยับร่างเธอเล็กน้อยจนอัยย์นั่งอยู่ที่ระหว่างขาของเขาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เธอ 

สัมผัสแข็งๆ ที่บั้นท้ายบอกให้อัยย์รู้ว่าตะวันต้องการอะไร เธอไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวว่าจะทำให้ความอดทนของเขาสิ้นสุดลง ตะวันจูบที่ข้างหูเธอแล้วและเล็มซอกคอของภรรยา มือหนึ่งของเขาโอบเอวของเธอไว้ ส่วนอีกมือก็แตะลงที่หน้าอกแล้วบีบเคล้นเบาๆ 

“อา....ตะวัน” คำพูดของอัยย์ถูกเขากลืนมันลงไป ตะวันประกบจูบที่ริมฝีปากแล้วสอดลิ้นเข้ามา อัยย์เอื้อมมือไปแตะใบหน้าด้านข้างของสามีไว้แล้วจูบตอบเขาอย่างกระตือรือร้น  

“คิดว่าผมต้องการไหม?” ตะวันกระเซ้าถามภรรยาที่ตอนนี้พวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงสุกปลั่ง 

จูบของเขานั้นล่อลวงและล่อหลอกให้เธอปรารถนาในตัวเขา แต่ทว่า..... 

“ตะวัน...ลูก” ตะวันดูจะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เมื่อนึกได้ว่าลูกคนนี้สำคัญกับครอบครัวเขาแค่ไหน ตะวันก็กระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเธอ “เราจะทำมันแบบปลอดภัย ไม่ต้องห่วงนะ” 

อัยย์หันไปโอบรอบคอของเขา แล้วจูบเบาๆ ที่ซอกคอไล่ขึ้นไปที่กกหูและข้างแก้ม เธอแลกจูบที่ลึกล้ำกับเขา เพื่อทำให้ตะวันอารมณ์ดีขึ้น เธอรู้แล้วว่าเขาชอบอะไร เขาชอบที่เธอโอนอ่อนตามใจเขาแบบนี้  

ตะวันเอนหลังลงไปนอนบนเตียงแล้วดึงภรรยาให้ลงไปนอนข้างๆ  

เขาไล้หัวแม่โป้งไปตามริมฝีปากของเธอ แล้วมองอย่างคาดหวัง อัยย์ยันตัวลุกขึ้นมาแล้วเอื้อมมือไปที่เข็มขัดของสามี เธอปลดปล่อยความอึดอัดของเขาออกมาแล้วกอบกุมไว้  

เสียงหายใจลึกของตะวันทำให้รู้ว่าเขากำลังคาดหวังสิ่งใด อัยย์ค่อยๆ ก้มลงไปแล้วรับเขาเข้าในปาก เธอไล้เลียและลิ้มรสความต้องการของเขา ตะวันวางมือที่หลังคอเธอเบาๆ เพื่อช่วยประคับประคองจังหวะให้ไปในทางที่เขาต้องการ 

เสียงครางต่ำจากลำคอของเขานั้นดังขึ้นเป็นระยะบอกให้รู้ว่าพึงพอใจกับสิ่งที่เธอกำลังทำมากแค่ไหน อัยย์ทุ่มเทพยายามทำทุกอย่างให้เขาพอใจ สุดท้ายร่างของตะวันก็กระตุกพร้อมกับเสียงครางแห่งความพอใจของเขา 

ตะวันดึงอัยย์ให้ลงไปนอนข้างๆ เขากอดเธอไว้แล้วประกบจูบที่ริมฝีปากของเธอ ลิ้นอุ่นๆ ของเขารุกล้ำเข้ามาในปากเธอแล้วซอกซอนราวกับต้องการจะสำรวจให้ทั่ว  

จูบของเขาทำให้เธอคิดไม่ออก สมองของเธอหยุดชะงักไปชั่วครู่ อัยย์ปล่อยให้ตัวเองตอบสนองเขาอย่างที่ต้องการ แขนขาของเธออ่อนแรง โชคดีที่ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียงเพราะถ้ายืนอยู่เธอก็คงจะล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว 

ทันทีที่จูบอันยาวนานจบลง ตะวันก็กอดเธอเอาไว้แน่น เขาดึงมือเธอไปหาส่วนนั้นของเขาที่เริ่มกลับมาแข็งแกร่งอีกแล้ว อัยย์กุมมันไว้แน่นจนตะวันต้องซุกหน้ากับซอกคอเธอแล้วครางเบาๆ  

เธอเริ่มขยับมือในจังหวะที่รู้ว่าจะทำให้สามีพอใจ ตะวันกอดเธอไว้แล้วปล่อยให้อัยย์ทำสิ่งนั้นให้กับเขา ภายในห้องก้องไปด้วยเสียงหอบหายใจของตะวัน มันทำให้อัยย์รู้สึกกล้าขึ้น กล้าที่จะเร่งจังหวะและทำให้เขาครางดัง 

อัยย์ลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินกลับมานอนข้างๆ เขา ทั้งคู่กอดกันไว้แล้วผล็อยหลับไป 

หนึ่งชั่วโมงถัดมา ตะวันที่ตื่นก่อนลุกขึ้นไปอาบน้ำแล้วเดินกลับมานอนกอดเธอทั้งๆ ที่ใส่ชุดคลุมอยู่ 

อัยย์ตื่นขึ้นมาโดยมีสายตาของตะวันมองอยู่ เขาลูบมือบนแก้มของเธอแล้วจูบริมฝีปากอัยย์เบาๆ 

“หิวข้าวหรือยัง?” ปากถามถึงอาหาร แต่มือของเขากลับแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากของเธอ 

อัยย์พยักหน้าแล้วยื่นริมฝีปากออกมาจูบนิ้วของเขาเบาๆ 

ดูเหมือนว่าตะวันจะชอบความรู้สึกที่ได้จูบกับเธอ แม้จะยังตื่นไม่เต็มตาแต่อัยย์ก็ขยับเข้าไปจูบเขา 

ริมฝีปากของเธอถูกครอบครองโดยเขา ทั้งคู่กอดและจูบกันอยู่นานจนริมฝีปากของอัยย์บวมขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่แค่ตะวันที่ชอบมันแต่อัยย์เองก็รู้สึกหลงใหลสามีเธอมากยิ่งขึ้น 

ถึงแม้เขาจะเดาอารมณ์ได้ยากและดูเหมือนพร้อมที่จะทิ้งเธอไปตลอดเวลา แต่อัยย์ก็ยังคงอยากจะอยู่ใกล้ตะวัน 

“คุณควรจะลุกไปทานข้าวได้แล้วนะ เพราะถ้ายังนอนอยู่แบบนี้ ผมอาจจะเผลอทำอะไรที่เป็นอันตรายกับลูกเรานะ” 

คำขู่ที่ดูน่าเชิญชวนของเขาทำให้อัยย์อมยิ้มแล้วลุกขึ้น 

 

วันรุ่งขึ้น 

อัยย์ที่เดินมาส่งตะวันขึ้นรถไปทำงานจูบลาในแบบที่คิดว่าเขาจะชอบ 

“แบบนี้ใช่ไหม?” 

ตะวันบีบคางเธอแล้วเขย่ามันเบาๆ “ถามทำไม ลืมแล้วเหรอ?” 

“เปล่า...แค่อยากถามให้แน่ใจ” 

ตะวันลูบผมอัยย์อย่างอ่อนโยนแล้วแตะไหล่ของเธอเบาๆ “อยู่บ้านก็พักผ่อนเยอะๆ ผมจะกลับมากินข้าวเย็นด้วย” 

“ค่ะ” อัยย์ตอบรับอย่างเชื่อฟังแต่เมื่อนึกบางอย่างออก เธอก็รั้งแขนตะวันที่กำลังจะก้าวเข้าไปในรถไว้ 

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ตะวัน” 

“มีอะไร?” 

“คือ...อัยย์อยากจะไปเอาของบางชิ้นที่บ้านน่ะค่ะ” แม้จะลังเลแต่เธอก็อยากจะขออนุญาตเขาไว้ก่อน เพราะถ้าไปเองแล้วตะวันมารู้ทีหลัง เธอคงจะโดนเขาโกรธแน่นอน 

“บ้าน?” ตะวันเอียงหน้าแล้วขมวดคิ้ว เธอหมายถึงบ้านที่เธอเคยอยู่กับผู้ชายคนนั้นเหรอ? 

เมื่ออัยย์สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของสามี เธอก็รีบอธิบายเพิ่ม “หมายถึงคอนโดของอัยย์น่ะค่ะ ที่บ้านเก่าอัยย์บอกเขาไปแล้วว่าจะไม่กลับไปอีก” 

ตะวันพยักหน้าเบา “ร่างกายคุณยังไม่แข็งแรงดี เดี๋ยวผมส่งคนมาช่วย ห้ามยกของเองเด็ดขาด” 

“ค่ะ” อัยย์พยักหน้ารับ แต่เป็นเพราะเธอก้มหน้าลงทำให้พลาดสายตาที่วาบขึ้นของเขา 

“ผมไปก่อนนะ อย่าออกไปไหนจนกว่าคนของผมจะมา” ตะวันจูบหน้าผากของเธอเบาๆ แล้วขึ้นรถจากไป  

ทุกอย่างดูเหมือนเป็นปรกติ แต่ไม่รู้ว่าทำไมอัยย์ถึงได้รู้สึกสะกิดใจอย่างประหลาด 

หลังจากที่ประตูรถปิดลง บรรยากาศในรถก็เย็นเยียบทันที เกริกที่เป็นคนขับไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง  

สายตาเย็นชาของตะวันที่นั่งอยู่เบาะหลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ทั้งสองมือกุมกันไว้แน่น 

เขาไม่ได้สนใจเรื่องที่อัยย์อยากจะไปเอาของที่คอนโด แต่คำที่เธอพูดว่า “บอกเขาไปแล้วว่าจะไม่กลับไปอีก” 

หมายความว่าเธอยังติดต่อกับคนทางนั้นใช่ไหม? 

แค่คิดว่าเธอยังคงติดต่อกับคนนั้น ใจเขาก็รู้สึกเจ็บแล้ว.... 

เกริกกดดันจนแทบไม่กล้าจะพูดกับเจ้านาย แต่เพราะได้รับการขอร้องมาจากลูน่าทำให้เขาต้องจำใจพูดออกมา 

“คุณตะวันครับ คุณลูน่าเชิญให้ไปทานข้าวเย็นนี้ ไม่ทราบจะให้ผมตอบรับหรือปฏิเสธครับ?” 

“ปฏิเสธไป” น้ำเสียงของตะวันนั้นเหนื่อยหน่าย แต่แล้วก็เปลี่ยนไปทันควัน “ไม่เอา ตอบรับไปแล้วบอกให้เธอเลือกร้านได้เลย” 

เขาอยากจะรู้ว่าอัยย์จะทำสีหน้ายังไงเมื่อถูกเขาผิดนัด? 

หากอัยย์ได้รู้ว่าผู้ชายตัวโตๆ คนนี้เป็นคนคิดมาก ขี้น้อยใจ เจ้าคิดเจ้าแค้นแล้วละก็ เธอก็คงจะระวังมากกว่านี้ 

 

หลังจากส่งตะวันขึ้นรถแล้ว อัยย์ก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน เธอลงมือเข้าครัวเตรียมอาหารเย็นให้สามี 

แต่หลังจากก้มหน้าก้มตาทำอาหารอยู่พักใหญ่ กลิ่นอาหารที่ดูน่าอร่อยกลับทำให้เธออึดอัดและคลื่นเหียน 

“อื้อ” อัยย์เบือนหน้าหนีกลิ่น แล้วพยายามเอื้อมมือไปเกาะเคาน์เตอร์ไว้ 

“เวียนหัวเหรอคะคุณ?” 

ไม่รอให้ตอบ คุณอำภามาประคองเธอออกไปนั่งที่ห้องรับแขกแล้วรีบเอายาดมมาให้อัยย์ 

“ช่วงเดือนแรกๆ ก็อย่างนี้ล่ะค่ะ พอหลังสี่เดือนไปแล้วก็น่าจะดีขึ้น” คุณอำภาลูบหน้าลูบหลังแล้วหันไปสั่งแม่บ้านให้เอาน้ำและของเปรี้ยวมาให้เธอทาน 

นี่เป็นครั้งแรกที่อัยย์ได้รับรู้ว่าการแพ้ท้องมันลำบากแค่ไหน พอออกห่างจากห้องครัวมาสูดอากาศบริสุทธิ์ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้าง 

“เวียนหัวมากไหมคะ?” 

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ” 

“เวียนหัวแบบนี้ วันนี้อย่าเพิ่งออกไปไหนเลยนะคะ” คุณอำภาพยายามโน้มน้าวให้อัยย์ที่ดูซีดเซียวอยู่บ้าน คนของตะวันมาถึงแล้ว มันทำให้เธอรู้ทันทีว่าอัยย์ตั้งใจจะออกไปข้างนอก  

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนั่งพักสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น อาหารก็เตรียมไว้หมดแล้ว ตอนเย็นตะวันกลับมาเราอุ่นนิดหน่อยก็เสิร์ฟได้เลย” 

“กลัวจะเป็นลมเป็นแล้งไปสิคะ” 

“ไปแป๊บเดียวค่ะไม่เป็นไรหรอก” 

อัยย์ยืนกรานจะไปให้ได้จนสุดท้ายคุณอำภาต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้เอง 

อัยย์นอนพักผ่อนจนเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงออกไปข้างนอกพร้อมกับคนที่ตะวันจัดมาให้ 

สามคนผู้ชายตัวโตๆ ในชุดสูทสีดำสามคนเดินล้อมกรอบเสียจนอัยย์รู้สึกอายสายตาของคนที่มองมา  

เธอไม่ใช่คนดังหรือบุคคลสำคัญเสียหน่อย เด็กในท้องเธอต่างหากที่เป็นคนสำคัญจริงๆ 

อัยย์บอกให้พวกเขารออยู่หน้าห้องแล้วเดินเข้าไปคนเดียว เธอมองไปรอบๆ ห้องที่เป็นสมบัติเดียวของเธอ ใครจะรู้หลังจากนี้ เธออาจจะต้องซมซานกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 

จุดประสงค์ที่เธอมาที่นี่คือการมาเอาของ ของสำคัญของเธอ อัยย์เปิดตู้เปิดเซฟมองหาไปทุกๆ ที่ในห้องเล็กๆ นั้นแต่ก็ไม่พบ มันหายไปไหนนะ ของสำคัญของเธอ มันหายไปไหน 

เหงื่อเริ่มซึมบนหน้าผาก อัยย์เริ่มเครียดเมื่อไม่เห็นสิ่งที่ตั้งใจมาเอา แต่เธอก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเจอมันอยู่ในซอกเล็กๆ ใต้ตู้เสื้อผ้า 

ซ่อนไว้ดีเกินไปสินะเรา............ 

กล่องสีน้ำเงินเล็กๆ ถูกอัยย์นำออกมากุมไว้ เธอเดินไปนั่งบนเตียงแล้วเปิดกล่องออกดู.......สร้อยคอ 

สร้อยเส้นเล็กๆ พร้อมจี้ สร้อยเส้นนั้นเล็กเสียจนเธอใส่แทบไม่ได้ สร้อยเส้นนี้ถูกสวมอยู่ที่คอของเธอตอนที่ถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวจากคนที่ให้กำเนิดเธอ 

เธอเก็บซ่อนมันเอาไว้เพราะไม่อยากจะจดจำชีวิตที่โดดเดี่ยว แต่พอมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในท้อง เธอก็เริ่มคิดถึง คิดถึงใครบางคนที่ให้กำเนิดเธอ คนที่เธอไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า..... 

อัยย์เก็บกล่องสร้อยใส่กระเป๋าถือแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว เธอก็เรียกให้คนของตะวันมายกมันออกไป 

ทันทีที่กลับไปถึงบ้านเธอก็เวียนหัวจนต้องนั่งพักสายตาอยู่ที่ห้องรับแขก หลังจากนี้อาการแพ้คงทำให้เธอไปไหนมาไหนลำบาก อัยย์แตะเบาๆ บนหน้าท้องที่ยังคงแบนเรียบเหมือนเดิม อีกไม่กี่เดือนลูกของเธอก็จะค่อยๆเติบโตขึ้น  

ลูกของเธอกับตะวัน.......... 

ใครบางคนแตะเบาๆ ที่ต้นขาเธอ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นว่าเป็นคุณอำภาที่มองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง 

อัยย์มองนาฬิกาแล้วส่ายหัว “ยังไม่กินดีกว่าค่ะ ใกล้มื้อเย็นแล้ว ไว้กินพร้อมตะวันเลยดีกว่า” 

“งั้นทานเป็นซุปรองท้องไว้ก่อนไหมคะ ซุปใสไม่มีกลิ่น ทานสักนิดหนึ่ง พอไม่ให้ท้องว่าง แล้วค่อยทานเต็มมื้อตอนที่คุณตะวันกลับมา” 

อัยย์ตัดสินใจกินซุปตามที่คุณอำภาแนะนำ แต่ใครจะรู้ว่าแม้แต่ซุปก็ทำให้เธอคลื่นไส้จนแทบจะอ้วกออกมา 

“ตายแล้วคุณอัยย์” อาการแพ้ของอัยย์ทำเอาคุณอำภาแทบทำอะไรไม่ถูก เธอหันรีหันขวาง รีบหายาดมยาลมมาให้  

“หน้าซีดมากเลย ไปหาหมอไหมคะ?” 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็น่าจะดีขึ้นเอง” 

“หรือโทรไปขอให้คุณตะวันกลับบ้านเร็วขึ้นดีไหมคะ” 

“ตะวันงานยุ่ง อย่ารบกวนเลยค่ะ เขาน่าจะกลับเร็วแบบเมื่อวาน แค่นี้อัยย์รอได้ค่ะ” 

เพราะเธอเชื่ออย่างนั้นและเพราะเธอยืนยันอย่างนั้น ทั้งอัยย์และคุณอำภาจึงไม่ได้โทรไปบอกให้ตะวันรู้ 

 

ทุ่มหนึ่งแล้ว 

อัยย์ที่นั่งรออยู่หันไปมองหน้าคุณอำภาที่มานั่งเป็นเพื่อน 

“เดี๋ยวอำภาโทรไปถามเกริกดีกว่า เผื่อว่ารถติด” 

อัยย์ส่ายหน้ายืนยันความตั้งใจที่จะรอเขา ตะวันบอกแล้วว่าจะรีบกลับ เธอไม่อยากทำตัวเซ้าซี้ แม้อารมณ์ของตะวันจะแปรปรวนและคาดเดาได้ยาก แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าเขาดูแลและช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดี  

สิ่งเดียวที่เธอจะทำให้เขาได้ก็คือการเล่นบทบาทภรรยาและแม่ของลูกในท้องให้ดีที่สุด 

สองทุ่มแล้ว 

ทำไมตะวันยังไม่กลับมา อัยย์เริ่มกังวลและคิดไปต่างๆ นานา เขาอาจจะมีอุบัติเหตุหรืออาจจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นที่บริษัท 

อัยย์ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาสามี 

ตะวันกำลังนั่งรับประทานอาหารญี่ปุ่นที่ลูน่าเป็นคนเลือก เป็นการทานแบบโอมากาเสะที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นในมื้อนี้ แผนการทานอาหารเย็นของเขาเปลี่ยนแปลงไปแค่เพราะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่อัยย์พูด 

“อาหารเป็นยังไงบ้างคะ?” 

ตะวันพยักหน้าเบาๆ “ก็ดี” 

ถึงคำตอบของเขาจะสั้นแต่ลูน่าก็ดีใจมากแล้ว เพราะตั้งแต่เล็กจนโตตะวันพูดกับเธอแทบจะนับคำได้ แต่กับพี่ชายของเธอที่เป็นเพื่อนสนิท ตะวันกลับพูดคุยได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย 

ถึงจะรู้ว่าที่ตะวันทำดีด้วยเพราะเธอเป็นน้องของเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน ตราบเท่าที่เธอไม่ทำอะไรล้ำเส้นเกินไป เขาก็จะยังดีกับเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง 

แต่ลูน่าไม่ได้ต้องการแค่นั้น 

“พี่ตะวัน...รักผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ?” 

ตะวันเงยหน้าจากอาหารขึ้นมามองหน้าคนถาม 

“ลูน่าไม่อยากจะเชื่อ ว่าพี่จะรักเธอจนแต่งงานด้วย” 

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ยังไงเธอก็เป็นภรรยาของพี่ นี่เป็นเรื่องจริง” 

“แต่...” 

ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ของตะวันสั่นเพราะสายเรียกเข้า  

“มีอะไร?” 

น้ำเสียงเย็นชาที่ดังมาจากปลายสายทำเอาอัยย์ผงะแล้วหันไปมองโทรศัพท์อีกครั้ง เธอก็โทรถูกเบอร์นี่นา ผู้ชายที่รับสาย ไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่บอกว่าจะรีบกลับมาหาเธอเหรอ? 

“ถ้ายุ่งอยู่อัยย์ขอโทษนะคะ อัยย์แค่อยากจะรู้ว่าคุณจะกลับมาทานข้าวเย็นกี่โมง” 

“ไม่ต้องรอ ผมกินข้าวแล้ว” 

“อ๋อค่ะ...คุณคงจะงานยุ่ง ขอโทษนะคะ” อัยย์เข้าใจว่าเขาทานอาหารที่ทำงานเพราะทำงานติดพัน  

เสียงของอัยย์ที่เงียบไปทำเอาตะวันใจอ่อนจนแทบจะเอ่ยปากขอโทษแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป 

“มีอะไรอีกไหม?” 

“ไม่มีแล้ว.......” 

“ของหวานมาแล้วค่ะพี่ตะวัน” เสียงของลูน่าที่แทรกเข้ามาในโทรศัพท์ทำให้อัยย์เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง  

เขาไม่ได้งานยุ่งแต่เขาไปกับคนอื่น ปล่อยให้เธอรออยู่ที่บ้านเหมือนคนโง่ 

ตะวันได้ยินเพียงเสียงหายใจที่แผ่วเบาของเธอ “แค่นี้นะคะ”  

อัยย์วางสายจากสามี เธอกำโทรศัพท์ไว้แน่น ลมหายใจเริ่มติดขัดเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่อก 

เธอยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วพยายามเดินกลับไปที่ห้อง แต่จู่ๆ แขนขาก็อ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น 

“คุณอัยย์....ตายแล้วคุณอัยย์”........... 

 

…………………………………………………………... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว