#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๐๕ :: เกลือเป็นหนอน [ ๑๐๐ % ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๐๕ :: เกลือเป็นหนอน [ ๑๐๐ % ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.7k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2559 01:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๐๕ :: เกลือเป็นหนอน [ ๑๐๐ % ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๐ ...

 

 

เกลือเป็นหนอน

 

 

 

            โรงพยาบาลเมืองเอก

            “หมอปั้นคะ วันนี้ทำโอทีหรือเปล่าคะ เข็มจะได้ลงไปซื้อกาแฟกับขนมปังไว้ให้”

            ปั้นสิบเหลือบมองเข็มอัปสร นักจิตวิทยาสาวที่ถูกจ้างเข้ามาทำงานในแผนกสูตินรีเวชเพราะความต้องการของผู้บังคับบัญชา ด้วยเรื่องเกี่ยวกับแม่และเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้แผนกของเขายอมสละเงินส่วนกลางเพื่อจ้างนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยดูแลด้วยอีกแรง ถึงช่วงปีแรกๆ ตัวเขาเองจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับกระบวนการนี้สักเท่าไร เพราะตอนนั้นยังเข้าไม่ถึงเรื่องของจิตวิทยามากนัก แต่พอเห็นการทำงานในแต่ละวันของเข็มอัปสร ปั้นสิบก็ได้เรียนรู้ว่านักจิตวิทยามีความสำคัญต่อแผนกของเขามากจริงๆ

            “ไม่ต้องก็ได้ครับคุณเข็ม พอดีหลังทำโอทีเสร็จผมต้องไปกินเลี้ยงกับครอบครัว เดี๋ยวท้องว่างไม่พอรับประทานอาหารฝีมือเชฟดัง พวกคุณลุงจะดุแย่”

            “ครอบครัว? จริงด้วยสิคะ เข็มยังไม่เคยเห็นหมอปั้นเล่าเรื่องครอบครัวให้เข็มฟังเลย ตอนกรอกแบบสอบถามของเข็ม รายละเอียดช่องนั้นก็ถูกเว้นว่างเอาไว้ เข็มเลยคิดว่าหมอปั้นไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องครอบครัวเสียอีก”

            “ไม่ใช่หรอกครับ พอดีตระกูลของผมค่อนข้างเข้มงวดและไม่ต้องการเปิดเผยประวัติให้คนภายนอกรับรู้ ผมที่เป็นหนึ่งในบรรดาลูกหลาน เลยติดนิสัยการใช้ชีวิตแบบเพลย์เซฟมาโดยตลอด”

            คำตอบกำกวมของปั้นสิบทำเอาเข็มอัปสรถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความสงสัย แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องการจะถาม เธอจึงทำเพียงพยักหน้าเออออและเป็นฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสียเอง “หมอปั้นคะ เคสคนไข้ที่ท้องจากการฝังไข่สุกของผู้หญิงเข้าไปไว้ในร่างกาย ถ้ายังไงให้เข็มช่วยดูเคสนี้ให้อีกแรงดีมั้ยคะ เข็มคิดว่าคนไข้น่าจะต้องการที่ปรึกษาเป็นอย่างมากและอีกอย่าง เข็มว่าไม่มีผู้ชายคนไหนจะบ้าทำเรื่องแบบนี้ด้วยความเต็มใจหรอกค่ะ”

            “คุณเข็มหมายถึง คุณวาโย?”

            “ใช่ค่ะ” เข็มอัปสรพยักหน้ารับพลางนึกไปถึงสีหน้าเย่อหยิ่งติดจะเหยียดทุกสิ่งรอบกายของคนไข้ซึ่งนั่งกรอกประวัติส่วนตัวให้เธอเมื่อเช้านี้ “คุณวาโยคนนั้น ดูๆ ไปแล้วเขาเป็นคนที่มีอะไรในใจเหมือนกันนะคะ”

            “ยังไงเหรอครับ? แต่ผมเห็นด้วยเรื่องที่คุณเข็มต้องการจะรับคุณวาโยเข้ามาเป็นหนึ่งในเคสคนไข้ที่ต้องดูแลนะ เพราะการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะตั้งท้องนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยและที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนเป็นผู้ชายจะสามารถผ่านเรื่องนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เรื่องที่คุณจะมีสิทธิ์รับเคสคุณวาโยหรือเปล่านั้น ผมคิดว่าผมคงตัดสินใจอะไรไม่ได้ ทางเดียวในตอนนี้ก็คือคุณต้องลองไปถามหัวหน้าแผนก”

            “ซึ่งหัวหน้าแผนกก็ต้องถามผู้อำนวยการอีกที?”

            ปั้นสิบพยักหน้ารับยิ้มๆ ก่อนจะล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์เพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู แจ้งเตือนไลน์กลุ่มเฉพาะแพทย์มือดีที่ดูแลเรื่องการตั้งครรภ์ของวาโยทำให้ใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นดูจริงจังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหัวหน้าแผนกที่ส่งข้อความเรียกตัวด่วน ปั้นสิบจึงหันไปพยักพเยิดหน้าเป็นเชิงขอไปที แต่พอเห็นสีหน้าซึ่งยังดูไม่ค่อยสบายใจของเข็มอัปสร ที่สุดแล้วคนใจดีอย่างปั้นสิบเลยเลือกที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากช่วยเหลืองานของเธออีกแรง

            “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับคุณเข็ม เอาเป็นว่าถึงตอนนี้ผมจะยังรับปากอะไรไม่ได้มาก แต่ผมรับรองว่าถ้ามีจังหวะหรือโอกาสดีๆ ผมจะช่วยพูดกับหัวหน้าแผนกให้คุณทันที ตกลงตามนี้นะครับ”

           

 

 

 

 

 

            งานกินเลี้ยงของครอบครัวที่ปั้นสิบนำมาอ้างกับเข็มอัปสรก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วมันคืองานประชุมลับของ พรรคจันทร์ทรงกลด พรรคใต้ดินที่เพิ่งขึ้นมามีบทบาททางสังคมมาเฟีย ด้วยความที่พรรคเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ในที่สุดจันทร์ทรงกลดก็สามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาทับลายกับ พรรคมังกรดำ’ ได้สำเร็จ โดยอาศัยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

หลังจากประชุมเรื่องการดูแลวาโยเรียบร้อยแล้ว ชั่วโมงโอทีของปั้นสิบก็หมดลง คุณหมอหนุ่มรีบขับรถออดี้สีขาวซึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วมุ่งตรงสู่โรงแรมเอเชียระดับห้าดาว การประชุมลับถือเป็นการพบปะที่สำคัญอย่างหนึ่งของระบบมาเฟีย สาเหตุที่ทำให้ปั้นสิบไม่สามารถพลาดงานครั้งนี้ได้ เป็นเพราะถ้าไม่เข้าร่วมหรือขาดไปครั้งใดครั้งหนึ่ง ข่าวกรองความเคลื่อนไหวของระดับพวกหัวหน้าพรรคก็จะถูกบิดเบือนไปเนื่องจากถูกส่งต่อจากปากผ่านปากอีกที

เสียงดนตรีจังหวะเอื่อยๆ ยังคงดังขึ้นคลอบรรยากาศต่อเนื่อง ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่ล้วนใส่สูทผูกไทและนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยล้อมโต๊ะทรงกลม ความจริงดูจากภาพรวมภายนอกมันก็เหมือนการกินโต๊ะจีนธรรมดา หากแต่เวทีใหญ่ตั้งตระหง่านและมีบอดี้การ์ดอีกหลายร้อยชีวิตตรงหน้าคือสิ่งที่ทำให้การประชุมของพวกมาเฟียแตกต่างออกไป

ระหว่างรอให้หัวหน้าพรรคขึ้นมากล่าวอวยพรตามขนบธรรมเนียมซึ่งปฏิบัติกันมาช้านาน เสียงจ้อกแจ้กจอแจของบรรดาสมาชิกก็เริ่มดังขึ้น ปั้นสิบที่ถึงแม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ทำได้แค่เก็บอาการเอาไว้ เพราะมีตำแหน่งเป็นถึงลูกหลานคนใหญ่คนโตของพรรค มันเลยคงดูไม่เหมาะสมเท่าไรหากเขาขอตัวกลับบ้านไปตั้งแต่ตอนนี้

“ปั้นสิบ”

เสียงกระซิบดังผะแผ่วจากทางด้านข้างเรียกให้ปั้นสิบที่กำลังทำหน้าเหม่อลอยหันไปมอง เมื่อเห็นว่าผู้ชายด้านข้างทำหน้าซีเรียส จึงเอียงหูเข้าไปใกล้อีกฝ่ายให้มากที่สุดเพื่อป้องกันการถูกดักฟัง

“ครับ คุณลุง”

            “ฉันมีคนที่อยากแนะนำให้แกรู้จัก เขาใช้ชื่อในวงการมาเฟียว่ามิสเตอร์คิง เลขาส่วนตัวของฉันสืบประวัติคร่าวๆ มาให้แล้ว หมอนี่ขาวสะอาดจนน่าตกใจ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า อดีตของเขาสกปรกสุดๆ จนตำรวจตามกลิ่นไม่เจอสินะครับ”

“อืม แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะสิ่งที่ฉันสนใจก็คือเขามีทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์รวมกันหลายหลัก ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังระบุเป็นจำนวนตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่สิ่งที่เลขาของฉันมั่นใจก็คือ เขามีคาสิโนถูกกฎหมายขนาดใหญ่เป็นของตัวเองและที่สำคัญเขายังติดสินบนให้บรรดาเพื่อนสมาชิกที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคของเรา ฉันอยากให้แกคบค้าสมาคมกับเขาไว้ ภายภาคหน้าแกจะได้ไม่ลำบาก”

            ปั้นสิบพยักหน้ารับคำชี้แนะของ จักรพรรดิ’ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าทะมึนทึงดูเอาจริงเอาจังเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ถึงภายนอกจะดูโหดเหี้ยมแต่ชายผู้นี้ก็มีศักดิ์เป็นลุงของเขา ถึงจะไม่ใช่ลุงแท้ๆ แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นคนรับอุปการะรับเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเขามาตั้งแต่เล็กยันโต ปั้นสิบจึงนับถือจักรพรรดิในฐานะคนในครอบครัวคนหนึ่ง

            “แกรู้ใช่มั้ยว่าอีกไม่กี่เดือนแกต้องเข้าชิงตำแหน่งกับไอ้กระจอก โยธา ผู้ชายที่ไม่ได้มีห่าอะไรเลยนอกจากเป็นผู้สืบสายเลือดของพี่ชายฉัน”

            “ครับ ผมทราบ”

“ดี ในเมื่อแกรู้แล้วก็ควรหว่านล้อมผู้ลงคะแนนด้วยการพิสูจน์ฝีมือของแกให้เขาเห็นเสียตั้งแต่เนิ่นๆ”

“คุณลุงหมายถึงจะให้ผมติดสินบนผู้ชายคนนี้?”

“ฉลาด สมกับเป็นหลานฉัน” จักรพรรดิเอ่ยปากชมเปลาะ ก่อนจะยกแก้วไวน์ขาวขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมด หลังจากมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ จึงรีบหยิบยื่นของบางสิ่งซึ่งซุกซ่อนอยู่ในเสื้อสูทตัวในให้หลานชายสุดที่รัก

“คีย์การ์ดอันนี้คือที่อยู่ของห้องรับรองที่ทางพรรคจัดไว้ให้มิสเตอร์คิงโดยเฉพาะ แกควรไปเตรียมการซะตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะโดนไอ้หมาลอบกัดอย่างโยธาชิงตัดหน้า” 

“ครับ คุณลุง”

 

 

 

 

 

 

 

ถึงจะรับปากจักรพรรดิเสียดิบดี ด้วยรู้ว่าในอนาคตตัวเองจะต้องห้ำหั่นกับโยธาเพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทว่าตอนนี้ในหัวของปั้นสิบกลับมีเรื่องของคนไข้พิเศษอย่างวาโยอยู่เต็มไปหมด ระหว่างเดินทางมาโรงแรมตามที่อยู่ซึ่งถูกระบุไว้ในคีย์การ์ด ปั้นสิบก็อดจะคิดถึงใบหน้าเชิดรั้นแสดงความเย่อหยิ่งของวาโยเสียไม่ได้

ช่วงเช้าของวันนี้วาโยเข้ามาตรวจร่างกายตามนัดพร้อมกับอี้เผิง ผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของอีกฝ่าย แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เท่าไรนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากการตั้งครรภ์แบบผสมเทียมประสบความสำเร็จก็คือ อี้เผิงดูจะหวงวาโยมากขึ้นไปอีก เวลาปฏิบัติงาน ปั้นสิบสามารถสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาที่คอยเขม่นมองตอนเขาใช้มือสัมผัสร่างกายของวาโย แต่นั่นมันก็สมควรแล้วเพราะอี้เผิงคงดูออกว่าหมออย่างเขาเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ใจ ถึงรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่กำลังคิดมันเป็นบาป แถมจรรยาบรรณแพทย์ที่พากเพียรท่องก็ไม่เคยสอนให้เขาคิดเกินเลยกับคนไข้ แต่ปั้นสิบก็ห้ามความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ไม่ไหว เพราะวาโยในสายตาของเขานั้น เป็นอะไรที่ทั้งแปลกและแตกต่างออกไปจากใครหลายคนซึ่งเคยพบเจอ

ปั้นสิบเหม่อลอยเสมองวิวนอกตัวรถ เมื่อมาถึงตามที่หมายจึงค้อมศีรษะขอบคุณคนขับรถประจำตระกูลและเดินก้าวทอดน่องเข้าไปในโรงแรม ถึงจะงุนงงไม่น้อยเพราะสถานที่ใหญ่โตมากกว่าจะเป็นที่พักรับรองของหนึ่งในผู้ลงคะแนนเสียง แต่หลังจากได้ฟังจักรพรรดิเล่าเรื่องทรัพย์สินในครอบครองของมิสเตอร์คิง ปั้นสิบก็พอจะจินตนาการออกว่าอีกฝ่ายคงไม่ใช่พวกกระจอกที่มีธุรกิจเป็นแค่คาสิโนถูกกฎหมายอย่างเดียวแน่

“สวัสดีครับ คุณปั้นสิบ”

น้ำเสียงทักทายจากผู้ชายตัวโตใส่สูททักซิโด้สีดำทำเอาปั้นสิบสะดุ้งน้อยๆ จากที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็รีบโค้งศีรษะทักทายกลับตามมารยาท

“สวัสดีครับ คุณคือ?”

“ผมเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของมิสเตอร์คิงครับ เชิญตามผมมาทางนี้ มิสเตอร์คิงรอพบคุณอยู่ก่อนแล้ว”

“อ้อ ครับ”

ปั้นสิบพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามหลังผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ไปติดๆ นึกแปลกใจไม่น้อยที่มิสเตอร์คิงรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมาหาที่นี่ แต่ถ้าลองมองในมุมกลับกัน หากคนระดับนั้นไม่รู้ความเคลื่อนไหวของหนึ่งในสมาชิกพรรคจันทร์ทรงกลด ก็คงจะพิลึกพิลั่นมากพอดู

ใช้เวลาไม่นาน ปั้นสิบก็เดินมาถึงหมายเลขห้องที่ระบุตรงตามคีย์การ์ดทุกอย่าง บอดี้การ์ดคนเดิมหันมาขอมันจากเขาแทนการยืนยันตัวตน ก่อนจะค้อมศีรษะและผายมือเชิญให้เขาเข้าไปด้านในด้วยความนอบน้อม

ห้องพักเรียบหรูตามสไตล์โมเดิร์นฝั่งตะวันตกบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ของแขกผู้เข้าพักซึ่งมีรสนิยมหลงใหลในความหรูหราโอ่อ่าได้เป็นอย่างดี ปั้นสิบตกตะลึงในประติมากรรมผนังแนวเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เสียงกระแอมไอจากทางด้านหลังจะทำให้ชายผู้เป็นเจ้าของนัยน์ตาโศกหันไปมอง

“เอ่อ สวัสดีครับ คุณคงเป็นมิสเตอร์คิง”

“ราชันย์”

“ครับ?”

“เรียกฉันว่าราชันย์”

ปั้นสิบพยักหน้ารับแสดงความเข้าใจ ก่อนจะกวาดสายตากลมสังเกตไปทั่วใบหน้าคมเข้มของผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่กลัวจะเสียมารยาท คุ้นหน้า’ คือความรู้สึกแรกที่เข้ามาทักทายยามได้เห็นหน้าของชายผู้ใช้สมญานามว่ามิสเตอร์คิง เพียงแต่พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเขาเคยพบเห็นผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน นัยน์ตาคมดุที่ได้สบราวกับสัตว์เพศผู้ซึ่งอยู่ในฤดูออกล่า รังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมารอบกายของราชันย์ทำเอาปั้นสิบรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง จนที่สุดแล้วต้องเสแสร้งแกล้งก้มมองพื้น อย่างคนที่รู้ตัวว่าบารมีไม่อาจเทียบทัน

“นั่งก่อนสิ”

คำชักชวนจากน้ำเสียงทุ้มต่ำทำเอาคุณหมอหนุ่มเกาท้ายทอยแก้เก้อ เพราะกระอักกระอ่วนแปลกๆ ปั้นสิบในตอนนี้เลยทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก แม้รู้เต็มอกว่าตัวเองต้องแสดงความเป็นผู้นำไม่ใช่ไก่รองบ่อนแบบนี้ แต่แค่โดนสายตาคู่นั้นมองมา สติของปั้นสิบก็กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนต่อไหน

“จะรับชาหรือกาแฟ?”

“เอ่อ กาแฟก็ได้ครับ”

“ทำไมต้องอ้อมแอ้มในลำคอ ตอบให้มันชัดถ้อยชัดคำสมกับความที่กล้าบุกเดี่ยวเข้ามาในถ้ำเสือเพื่อขอให้ฉันลงคะแนนเสียงให้หน่อยสิ”

            คำถามหมิ่นประมาทเรียกให้นัยน์ตากลมโศกจดจ้องโต้ตอบอย่างไม่ยอมแพ้ ถึงจะรู้สึกไม่พอใจที่โดนจี้ใจดำเรื่องติดสินบนเข้าอย่างจัง แต่สิ่งที่ทำให้ปั้นสิบนึกโกรธเคืองราชันย์จริงๆ คงจะเป็นเรื่องที่ยังไม่ทันได้แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำพรรคให้เห็น คนที่มีอำนาจในการลงคะแนนเสียงอย่างราชันย์ ก็ได้ตัดสินเขาจากภายนอกเรียบร้อยแล้ว

“เพื่อเป็นการตอบแทนเรื่องคะแนนเสียง ไม่ทราบว่าคุณราชันย์อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” ปั้นสิบเอ่ยถามเพราะไม่ต้องการให้ตัวเองดูอ่อนหัดจนเกินไป อุตส่าห์นิ่วหน้าขมวดขึงรอลุ้นใจจดใจจ่อ หากแต่สิ่งที่ราชันย์ทำกลับเป็นการหันไปสั่งกาแฟกับบอดี้การ์ดด้วยท่าทีสบายๆ นั่นเลยพลอยทำให้คนที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมอย่างปั้นสิบรู้สึกหงอลงเล็กน้อย

“ตรงไปตรงมาดีนะ พูดแบบนี้แสดงว่า ไม่ว่าฉันจะเสนออะไร นายก็พร้อมจะให้ฉันทุกอย่างงั้นสิ”

ราชันย์เอ่ยถามหลังจากที่กาแฟสองแก้วถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะกระจกใสคั่นกลางระหว่างโซฟาสองตัวเรียบร้อยแล้ว ด้วยความเป็นเจ้าบ้านที่ดีจึงผายมือเชื้อเชิญให้แขกคนสำคัญดื่ม แต่เมื่อเห็นว่าปั้นสิบยังเอาแต่นั่งจ้องหน้าเขา ราชันย์จึงจัดการกระดกแก้วกาแฟของตัวเองจนหมดเกลี้ยงก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง

“ไง ให้ฉันได้ทุกอย่าง อย่างที่ปากว่าหรือเปล่า”

“ก็ถ้าไม่เกินความสามารถ...”

            “ถอดเสื้อผ้าออก”

            “ครับ?”

            “ฉันสั่งให้นายถอดเสื้อผ้าออก”

            ข้อเสนอชวนงงงันทำเอาคิ้วเรียวของปั้นสิบขมวดมุ่น เพราะไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ราชันย์เพิ่งหลุดปากออกมานั้น อีกฝ่ายเอาจริงหรือแค่ล้อเล่น คนจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยได้แต่นั่งเกร็งและบีบเข่าสองข้างของตัวเองแน่น จังหวะนั้นเองที่ได้ยินเสียงดีดนิ้วและคำสั่งของราชันย์ที่ว่าให้ลูกน้องตรงเข้ามาจับตัวเขาไว้ พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังล้อเล่น จากที่กำลังงุนงงก็ตื่นตระหนกเป็นเท่าตัว

            “คุณราชันย์ นี่คุณเป็นบ้าอะไรของคุณ”

            “ถอดเสื้อมันออกซิ”

            “เดี๋ยว ทำไมต้องถอดเสื้อผ้าผมด้วย ผม...ผมไม่ได้พกอาวุธอะไรมา”

            “กูไม่สนเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น อ้าวพวกมึง กูจ้างให้มายืนนิ่งๆ หรอ จับมันถอดเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้!

            หน้าของปั้นสิบซีดเผือดเมื่อพวกบอดี้การ์ดตัวยักษ์ที่ตรงเข้ามาล็อกแขนเขาไว้ทั้งซ้ายและขวาพร้อมใจกันกระชากเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนอกออก ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่เล่นสองรุมหนึ่งแบบนี้เป็นใครก็ต้านพละกำลังไม่ไหว แม้จะพยายามขัดขืนจนร่างกายบิดเร่า ทว่ายิ่งดิ้นรนมากเท่าไร ก็ดูเหมือนแสงสว่างของหนทางเอาตัวรอดก็ดูจะยิ่งลดน้อยลงไปอีกเท่านั้น

นาทีนี้ปั้นสิบแหกปากร้องโหวกเหวกจนหมดมาดคุณหมอผู้อ่อนโยน อาการเหนื่อยหอบจากการออกแรงขัดขืนทำเอาร่างกายผอมบางสั่นเร่า เพราะไม่ใช่คนยอมอะไรง่ายๆ จึงกัดฟันสู้จนนาทีสุดท้าย และเพราะความแข็งข้อไม่ยอมอ่อนลงให้ใครนี่เอง ที่ทำให้ราชันย์ทนไม่ไหว เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าปั้นสิบที่เริ่มสะบักสะบอม แล้วจัดการสั่งสอนด้วยวิธีที่ลูกเจ้าลูกกษัตริย์ปฏิบัติกันมาช้านาน เมื่ออยู่ต่อหน้าอะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนขัดใจ

            “ฤทธิ์มากนักหรอมึง”

          เพียะ!

            สันกระบอกปืน 9 มม. สีดำมะเมื่อมถูกชักออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทตัวในและตบตรงขมับข้างของปั้นสิบเข้าอย่างจัง ใบหน้าซีดขาวหันไปตามแรงกระแทกที่ไม่ทันตั้งรับ แม้จะเจ็บจนหน้าชาและรับรู้ได้ว่าสมองไม่สั่งการไปชั่วขณะ แต่เพราะเคยถูกฝึกให้อยู่ใต้สถานการณ์บีบบังคับเช่นนี้มาก่อน ปั้นสิบจึงสามารถตั้งสติได้ไว เพียงแค่ไม่นานก็ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับราชันย์ด้วยสายตาคู่เดิมที่ยังคงไร้ซึ่งความกลัวเกรง  

            “อึกกก คุณต้องการอะไรกันแน่”

            “หึ ไม่คิดเลยนะว่าหมอหน้าอ่อนอย่างมึงจะใจเด็ดแบบนี้ โดนตบจนหางคิ้วแตกขนาดนั้นยังไม่ร้องออกมาสักคำ”

            “เลิกอ้อมค้อมสักที ผมถามว่าคุณต้องการอะไร!

            “ค้นหาหลักฐานชั่วมัดตัวมึงไง มัวยืนบื้อทำห่าอะไรล่ะ จัดการสิวะ”

            สิ้นเสียงคำสั่งของราชันย์ ชายผู้ทำหน้าที่บอดี้การ์ดก็พร้อมใจกันกระชากเสื้อเชิ้ตซึ่งแต่เดิมก็หลุดลุ่ยอยู่แล้วของปั้นสิบออก เหตุการณ์มะรุมมะตุ้มดำเนินขึ้นสักพัก จนเมื่อได้ยินเสียง แควก! จากเสื้อกล้ามเนื้อบางด้านใน เสียงสบถหยาบคายของเหยื่อที่กำลังถูกรุมทึ้งก็ดังกราดเกรียวตามหลัง

            “ไอ้สถุล!

            “แล้วมึงสูงส่งนักหรือไง”

“ทำไม? ผมไปทำอะไรให้คุณราชันย์ ทำไมคุณต้องทำให้ผมอับอายขนาดนี้”

“ถ้ามึงยังกล้าต่อปากต่อคำกับกูอีกคำเดียวละก็ กูจะเอาลูกตะกั่วยัดใส่หัวมึงซะตั้งแต่ตอนนี้” ราชันย์ว่าพลางใช้ปลายปืนกระบอกเดิมตบเข้าเบาๆ ที่ข้างแก้มของปั้นสิบ ความเสียววูบกลัวปืนจะลั่นทำเอาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไม่กล้าโต้แย้งใดๆ ราชันย์ที่ได้เห็นแบบนั้นก็แสยะยิ้มมุมปากสะใจ ก่อนจะเอาความจริงทั้งหมดมาสาวไส้จนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด

“ไอ้พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาแบบมึง ขืนเลี้ยงไว้ต่อไปก็มีแต่จะทำให้เสียข้าวสุก” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นในระยะประชิด ขณะที่เจ้าของใบหน้าคมก็คอยใช้ส้นเท้าขยี้เศษซากเสื้อเชิ้ตของคุณหมอหนุ่มจนกระจัดกระจายไปตามพื้นอย่างระบายอารมณ์

“ไอ้ถ่อย! คิดว่าทำแบบนี้แล้วผมจะกลัวคุณงั้นเหรอ”

“หึ ปากดีไปเถอะมึง อย่าลืมสิว่ากูคือคนกุมชะตาคะแนนเสียงของมึงไว้ กูไม่ให้มึงสักคน ร้อยทั้งร้อยก็ต้องเทไปให้อีกฝั่ง คู่แข่งมึงชื่ออะไรนะ ไอ้โยธาใช่มั้ย?”

“...”

ปั้นสิบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายนิสัยโหดร้ายตรงหน้าคือคนเดียวกันกับคนที่สามารถตัดสินอนาคตของเขาได้ แล้วตอนที่เจ็บใจจนหลุดปากสบถนั้นเอง ปืนกระบอกเดิมที่ราชันย์ใช้ตบหน้าเขาหลายต่อหลายครั้ง ก็ถูกลดระดับลงไปอยู่ตรงรอยสักรูปพระจันทร์เต็มดวง รอยสักอันเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรคจันทร์ทรงกลด นั่นทำเอาปั้นสิบหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เพราะคาดไม่ถึงว่าหลักฐานมัดตัวที่ราชันย์กล่าวอ้างในตอนแรกจะเกี่ยวข้องกับรอยสักรูปนี้

“คนที่ตบตาคนอื่นเก่งอย่างมึง ต้องเจอคนอย่างกู มันถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน”

ราชันย์กดเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันให้ฟังดูน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีก เขาเกลียดการทรยศหักหลังไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งที่เขาเห็นบนพื้นผิวเหนือบริเวณกระดูกเชิงกรานขึ้นมาเล็กน้อยของผู้ชายตรงหน้า คือตัวยืนยันชั้นดีว่าคุณหมอปั้นสิบคือกบฏของพรรคมังกรดำ

ตอนนี้ราชันย์รู้สึกแค้นเคืองแทนอี้เผิงจนอยากจะฉีกปั้นสิบออกเป็นชิ้นๆ นึกขอบคุณตัวเองที่รู้สึกถูกชะตากับอีกฝ่ายเพียงแค่ได้เห็นหน้าผ่านรูปถ่ายจนต้องตามสืบประวัติ ถึงจะได้มาแบบง่อยๆ เพราะเบื้องลึกเบื้องหลังของปั้นสิบนั้นยากต่อการขุดค้น ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรถ้าประวัติของปั้นสิบที่อี้เผิงได้ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนจะเป็นเรื่องแหกตา แต่ในเมื่อธุรกิจส่วนตัวของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคจันทร์ทรงกลดอยู่แล้ว ราชันย์จึงใช้ข้อนี้ให้เป็นประโยชน์ เขาแค่ใช้เรื่องคะแนนเสียงเป็นเหยื่อล่อ แล้วลงทุนออกแรงเหวี่ยงเบ็ดเองนิดหน่อย ปลาตัวโตก็ว่ายเข้ามาหาและติดกับเขาเข้าอย่างจัง สงสัยโลกนี้มันจะทั้งกว้างใหญ่และกลมแบบที่อี้เผิงเคยบอกไว้จริงๆ

ราชันย์หลุดแค่นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดนั้น แต่เพียงแค่ไม่นานก็กลับมาตีสีหน้านิ่งจริงจังและฉุดกระชากลากร่างเปลือยท่อนบนของปั้นสิบให้เดินตามมา แรงพยศแม้จะมีอยู่มากแต่มันก็ไม่ได้เหนือบ่าฝ่าไปกว่าพละกำลังของเขา ประตูห้องนอนถูกถีบเปิดอ้าก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของราชันย์จะออกแรงเหวี่ยงร่างผอมบางของปั้นสิบให้ล้มหน้าคะมำลงบนพื้น การกระทำรุนแรงไร้ซึ่งคุณธรรมและความเป็นมนุษย์คือบทลงโทษที่สืบทอดต่อๆ กันมาของวงการมาเฟีย ความจริงถ้าจับได้คาหนังคาเขาว่าคนคนนี้คือคนทรยศ ราชันย์จะจัดการตัดนิ้วมือหรือฆ่าปั้นสิบให้ตายเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ย่อมได้ ทว่าเพราะรู้สึกถูกอกถูกใจ บทลงโทษจึงเปลี่ยนและแปลกไปตามกฎใหม่ที่ราชันย์เป็นคนสร้างขึ้น  

            “ไหนมาลองพนันกันดูสักตั้งซิ ว่าเสื้อกาวน์ที่มึงใช้บังหน้าใครต่อใครว่าเป็นคนดีมาจนถึงทุกวันนี้ จะเป็นเกราะป้องกันมึงจากความถ่อยสถุลของกูได้มั้ย”

 

 

๑๐๐%

#วาโยอี้เผิง

 

 

Follow me

Facebook :: https://www.facebook.com/sarmvatawantok/  

Twitter :: https://twitter.com/sarmvass_

  

ความคิดเห็น