facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามซ่อนรัก 16 : คนละครึ่ง

ชื่อตอน : ฉลามซ่อนรัก 16 : คนละครึ่ง

คำค้น : ฉลามซ่อนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2564 18:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามซ่อนรัก 16 : คนละครึ่ง
แบบอักษร

ฉลามซ่อนรัก 16 : คนละครึ่ง 

#ฉลามซ่อนรัก 

 

           ผมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหลุดยิ้มขำให้กับคำพูดแสนน่ารัก ความหมายที่ส่งผ่านมาน่ะแสดงให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจคนอื่น อาเป็นแบบนี้เสมอ ผมรู้ว่าผมพูดบ่อย แต่อย่างที่เห็นว่าอาจริงใจกับทุกคนโดยเฉพาะคนที่กำลังเศร้าอย่างผมน่ะ

 

           แล้วมีเหรอที่ผมจะไม่ตกหลุมพรางเขา

 

           “แบบนั้นจะเหมือนจูบทางอ้อมหรือเปล่า” ผมยิ้มเย้า “ผมเขินนะถ้าอาคิดอย่างนั้น”

 

           “ให้ตายสิ เรานี่มันจริงๆ” ผมหัวเราะถึงอย่างนั้นก็ยอมส่งบุหรี่ให้เขาไปสูบต่อ อาคีบมันแล้วอัดนิโคตินเข้าปอดจากนั้นก็ปล่อยควันสีขาวคลุ้งไปทั่วห้อง ที่เห็นแล้วอดกัดปากข่มความรู้สึกตัวเองไม่ได้

 

           ท่าทางตอนนั้นของเขามันดูเซ็กซี่จนหวั่นใจ ยิ่งตอนเขาเสยผม ยกไวน์ขึ้นจิบเคล้ากับลิ้มรสขมของสารพิษก็ยิ่งทำผมหวั่นไหว ทั้งที่มันก็เป็นท่าสูบบุหรี่ธรรมดาทั่วไป แต่เพราะความรู้สึกที่มีให้ทำให้เขาดูดีกว่า

           

           ที่ร้ายกว่าคือความคิดผม พอเห็นเขาคาบส่วนปลายที่ผมเป็นคนคาบไว้ก่อนก็ยิ่งอดคิดไปในแง่ไม่ดีไม่ได้ อย่างที่บอกนั่นแหละมันให้ความรู้สึกเหมือนเราจูบกัน

 

           จูบทางอ้อมที่ผมอยากให้เปลี่ยนผัน

 

           อยากให้เขาลองชิมสารพิษนั่นจากปากตัวเองแทน 

 

           “ฟู่ หัวโล่งเป็นบ้าเลย” เขาพึมพำหลังสูบบุหรี่ไปพักใหญ่ ไม่นานก็คืนมวนนั้นกลับมาให้ผมอีกครั้ง “อาไม่ค่อยได้สูบเลย นานๆจะสูบสักครั้ง แต่พอได้สูบก็หัวโล่งดีเหมือนกัน ไม่แปลกที่โซลจะติดมันตอนหนุ่มๆ”

 

           “ตอนนั้นแม่คงมีเรื่องให้คิดเยอะเลยสินะครับ แม่เพิ่งจะเลิกบุหรี่เอาช่วงท้องพวกผม”

 

           “ชีวิตของโซลมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ที่เขาเล่าให้ฟังน่ะมันแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น” อาถอนหายใจขณะที่ผมยกไวน์ขึ้นมาจิบ “วีรกรรมของแม่เราน่ะเยอะมาก เล่าสามเดือนก็ยังไม่หมด แต่ที่น่านับถือคือเขาเป็นคนสู้ชีวิตและกล้าต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้”

 

           “ถ้าผมได้สักครึ่งนึงของแม่ก็คงดี”

 

           “เราได้มาแล้วหนิ”

 

           “หืม ?”

 

           “เลือดของโซลอยู่ในตัวเราครึ่งนึง” อายกยิ้มลูบหัวผมเป็นการปลอบ ผมเข้าใจที่เขาบอก เขาหมายถึงว่าผมมีเลือดของแม่และพ่ออย่างละครึ่ง “ทั้งความเก่งกาจ ทั้งความอดทนสู้โลก เราได้มันมาจากแม่แล้วครึ่งนึง ส่วนอีกครึ่งเราต้องทำมันด้วยตัวเอง”

 

           “นึกว่าอาจะบอกว่าผมมีเลือดพ่ออีกครั้งซะอีก”

 

           “เราก็มีไง แต่อาหมายถึงพ่อกับแม่เขาก็อยู่ช่วยเราตลอดไปไม่ได้ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องใช้ชีวิตด้วยกำลังของตัวเอง” นั่นคือสิ่งที่เขาอยากสื่ออย่างถูกต้อง “ครอบครัวจะเป็นแค่คนส่งเสริม คนผลักดันเท่านั้น แต่เราต่างหากคือคนที่จะก้าวไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง”

 

           “อาพูดเหมือนแม่เลยนะครับ ติดนิสัยแม่มาแล้วสิ”

 

           “อาอยู่กับแม่เรามานานจนเริ่มซึมซับความคิดดีๆ”

 

           “หึ”

 

           “แม่เราเป็นคนที่ดี เราเองก็เหมือนกัน” ผมพ่นลมหายใจช้าๆ พร้อมกับสูบบุหรี่เพื่อให้มันช่วยลบล้างความอึดอัด “เผลอๆ เราอาจจะดีกว่าเขาด้วยซ้ำ”

 

           “ตรงไหนเหรอครับ ผมไม่เห็นว่าตัวเองจะดีกว่าแม่ตรงไหน”

 

           “เราแค่มองไม่เห็นต่างหาก คนอื่นเขาอาจมองเห็นก็ได้”

 

           “แล้วอามองเห็นไหม ?”

 

           “แน่นอนสิ อาเฝ้ามองเรามาตลอดนี่น่า” เขายิ้มดูขบขันที่ผมถามแบบนั้น “เราเป็นเด็กที่ดีมาก ทั้งน่ารักและใจดีกับทุกคน ไหนจะเล่นดนตรีเพราะอีก อาชอบตอนเราเล่นเปียโนมากเลยรู้ไหม แล้วก็ชอบที่เราเข้มแข็ง แม้ว่าเราจะเหนื่อยแต่เราก็ยังสู้ได้”

 

           “เพราะอาช่วยผมไว้”

 

           “หืม ?”

 

           “อาคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผม” ผมบอกไปตามตรงต่อให้เขาจะรู้อยู่แล้วก็ตาม “อาคอยเยียวยาผม คอยฉุดผมขึ้นมาจากความเศร้า ในตอนที่ผมไม่เหลือใครผมก็มีอาอยู่ข้างๆ ถึงมันจะเป็นคำสั่งของพ่อแม่ที่บอกให้อาดูแลผมก็เถอะ แต่ผมก็ดีใจที่อาไม่ทิ้งผมไปไหน”

 

           “คำสั่งของพ่อแม่เรามันจะใช้กับคนที่ไม่รักเราไม่ได้”

 

           “อาครับ”

 

           “ส่วนนึงคืออารักเราไง อาก็ต้องอยากดูแลและปกป้องเราสิ” เขาตอบกลับ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความรักที่ทำให้ผมเม้มปากคิดหนักว่ามันคือในแง่ไหน จากที่คุยกับแม่มาวันนี้ ผมพอจะเข้าใจแล้วว่ามันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนใจ

 

           แต่ถ้าอาไม่เคยคิดอะไรกับผมเลย มันต้องรอนานแค่ไหน

 

           จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ

 

           “ถ้าไม่รักต่อให้พ่อเขาบังคับ อาก็หนีไปนานแล้ว”

 

           “แต่อาก็ไม่ได้รักในแบบผมนี่...”

 

           “ซีน”

 

           “อารักเพราะผมเป็นลูกแม่ อารักเพราะผมเป็นหลานคนนึง” ผมว่าเสียงแผ่ว จู่ๆ หัวใจมันก็บีบอัดรุนแรงอย่างบอกไม่ถูก ในตอนที่เขายิ้มและบอกรักผมอยู่ มันเป็นแค่การกระทำของอาคนนึงเท่านั้น เขาไม่เคยคิดไกลกว่านั้น ไม่ได้มองผมในแบบที่ผมต้องการ “แต่อาไม่เคยมองผมในฐานะอื่น ผมเป็นได้แค่หลานอาเท่านั้น”

 

           “เรื่องนั้น...มันก็ปกติไม่ใช่เหรอซีน”

 

           “อา”

 

           “เราเป็นหลานอาหนิ จะให้อาคิดเป็นอื่นได้ยังไงกัน” อาหลุบตาหนีพร้อมกับถอนหายใจช้าๆ เช่นคนอึดอัด “อาว่าเราเมาแล้วนะ สงสัยไวน์ที่อาเอามามันจะแรงเกินไปสำหรับเรา”

 

           “ที่ซีวานพูดบนรถหมายความว่าไงครับ”

 

           “อะไรนะ”

 

           “ที่เขาบอกว่าเรื่องหัวใจน่ะ”

 

           “…!!!”

 

           “วันนี้อากับเขาคุยอะไรกันเหรอ” ผมเปลี่ยนประเด็นไปถามในสิ่งที่พี่จุดประกายไว้ให้ นั่นส่งผลให้อาเลิ่กลั่กไปกันใหญ่ เขาลนลานและไม่ยอมสบตาผม

           

           “ไม่มีอะไรหรอก เขาก็แกล้งไปเรื่อย”

 

           “ซีวานไม่ใช่คนชอบหาเรื่อง ที่เขาพูดแบบนั้นแปลว่าต้องมีเหตุให้พูด” ผมตอบกลับ “ผมรู้จักนิสัยพี่ชายผมดี อาอย่ามาบ่ายเบี่ยงนะ”

 

           “มันก็แค่เรื่องไร้สาระ”

 

           “เรื่องไร้สาระก็ต้องเล่าได้สิครับ”

 

           “คืออา...”

 

           “ไหนอาบอกว่าเราจะแบ่งกัน”

 

           “จิ๋ว”

 

           “อาแบ่งจากผมไปแล้วนะ”

 

           “…”

 

           “อาแบ่งความรักของอาให้ผมบ้างไม่ได้เหรอ” 

  

           ผมตีหน้าเศร้าใส่หวังว่าเขาจะเห็นใจผมสักนิด อาโนเอลถึงกับกัดปากแน่น เขาทำเป็นยกไวน์ขึ้นจิบเพื่อถ่วงเวลาเผื่อจะหาคำพูดอื่นมากลบเกลื่อนได้ เสียดายที่คราวนี้ผมตั้งใจจะบีบคั้น อาจด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ลด้วยที่ทำให้ผมกล้าขึ้น 

  

           อีกส่วนคือผมเหนื่อยที่จะต้องเผชิญกับความรู้สึกสับสน แค่ผมต้องสู้กับอสุรกายในร่างก็มากพอแล้วไหม 

  

           “อารักเราตลอดซีน มากกว่าครึ่งที่เราขอซะอีก” เขาพูดมาแบบนั้นแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการฟัง “และเรื่องที่คุยกันวันนี้ก็แค่เรื่องความปลอดภัยเราเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากกว่าที่เราคิดหรอก” 

  

           “อาไม่เคยหลอกผมเลยนะ ทำไมคราวนี้ถึงได้หลอก” 

  

           “อาอยากให้เราเป็นเหมือนเมื่อก่อน” 

  

           “เมื่อก่อน ?” 

  

           “เราที่รักกันโดยไม่สนใจสถานะว่าต้องเป็นอะไร” ถ้อยคำนั้นทำผมชะงักไป “อารักเรา มากกว่าทุกสิ่ง อายอมทำทุกอย่างที่จะรักษาเราไว้ ต่อให้มันจะใจร้ายแค่ไหนอาก็อยากให้เราคงสถานะไว้” 

  

           “งั้นผมคิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่ไหมว่าอารักผมมากกว่าหลาน” 

  

           “ซีน” 

  

           “ไม่งั้นอาจะพูดว่าอยากรักษาสถานะของเราทำไม” ผมย่นคิ้วใส่ “ถ้าอาไม่ได้รักผมในแบบที่ผมรัก อาก็บอกมาไม่ได้หรือไง ทำไมอาจะต้องบ่ายเบี่ยงด้วย พูดว่าไม่รักมันยากมากเหรอ” 

  

           “ยากสิ ยากมาตลอดนั่นแหละ” 

  

           “…!!!” 

  

           “และจะให้พูดว่าไม่รักได้ไงในเมื่อรักขนาดนี้ รักจนไม่เหลือที่ให้ใครแล้ว” ผมเบิกตากว้าง “แต่เราต้องเข้าใจนะว่าสถานะของเรามันไม่ได้ง่ายเหมือนคนอื่น จะให้เขามองว่าเรากลายเป็นเหยื่อไม่ได้ เรามีค่ามากกว่านั้น” 

  

           “จะเป็นเหยื่อได้ไงในเมื่อเรารักกัน” 

  

           “อาเลี้ยงเรามานะซีน จะให้เปลี่ยนจากหลานมาเป็นคนรักมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น” 

  

           “แล้วเมื่อไหร่จะเปลี่ยนได้กัน” 

  

           “ซีน” 

  

           “ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ถึงวันที่อารับรักหรือเปล่า” ผมไม่ได้ประชดหากแต่มันคือความรู้สึกที่อัดอั้น ร่างกายผมมันเจ็บหนักและทรมาน ผมไม่อาจบอกได้ว่าจะทนกับมันได้อีกนานแค่ไหน ซีวานก็บอกเองว่าถ้าผมกลายร่าง ผมมีสิทธิ์จะตาย 

  

           ยิ่งช่วงนี้ที่อสุรกายมันออกมาบ่อยๆ มันก็ยิ่งลดทอนเวลาชีวิตผมไป 

  

           เพราะงั้นผมอยากทำในสิ่งที่อยากทำเผื่อว่าจะอยู่ถึงวันนั้นไม่ได้ 

  

           “อาเป็นคนบอกว่าให้ผมใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการไง นี่ไงผมทำอยู่ ผมอยากรักอาในแบบที่ผมรักได้” จู่ๆ น้ำตามันก็ไหล “ผมรู้ว่ามันยากสำหรับอา อาคิดเยอะไปหมด แต่ช่วยเปิดโอกาสให้ผมบ้างได้ไหม” 

  

           “อา...” 

  

           “ผมไม่ได้เป็นเหยื่อ ผมไม่ได้ถูกฝังหัวผิดๆ ผมรู้และเข้าใจดี ผมไม่ได้ไร้ประสบการณ์สักหน่อย” ช่วงเวลาที่อาไม่อยู่ผมลองคบกับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองเข้าใจความรักมากขึ้นและเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้สึกที่ผมมีต่ออามันคือของจริงไหม 

  

           ถึงผมจะคบแค่ไม่กี่คนแต่อย่างน้อยผมก็เรียนรู้และเข้าใจ 

  

           “ความรู้สึกที่ผมมีให้อามันเป็นของจริง ถึงอาจะทำเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่มันก็ลบล้างความรู้สึกผมไม่ได้ แทนที่อาจะบ่ายเบี่ยงให้ผมตรอมใจ อาพูดออกมาเลยได้ไหมว่ารู้สึกยังไง” 

  

           “ถ้าอาพูดมันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้” 

  

           “มันจะแย่ยังไง” 

  

           “…” 

  

           “เลิกกลัวได้ไหม” 

  

           “…” 

  

           “เลิกเป็นอาที่ผมไม่รู้จักสักที” ผมสะอื้นเกือบทำแก้วไวน์ตกแตกแล้วด้วยซ้ำ ผมคิดจะให้เวลาเขานะ อยากทำตามที่แม่บอกแต่ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก เหนื่อยชนิดที่กลัวว่าพรุ่งนี้ตื่นมาอาจไม่เหลือลมหายใจนี้อยู่แล้ว ผมไม่ได้อยากกดดันเขา แต่สิ่งที่เขาพูดมามันก็เหมือนเขามีใจให้ 

  

           หรือว่าเป็นผมที่หลอกตัวเองเพื่อให้ข้างในมันสบายใจ 

  

           แต่ผมจะหลอกตัวเองไปได้อีกนานแค่ไหน 

  

           ผมเหลือเวลาเท่าไหร่ 

  

           ผมไม่รู้ 

  

           ไม่รู้จริงๆ 

  

           อาเอาแต่เงียบมองผมที่ร้องไห้ ผมพยายามปาดน้ำตาให้มันหายไป ทว่าสุดท้ายมันก็กลับมาไหลอีก ผมสูดหายใจลึกๆ ปรับอารมณ์ให้เข้าที่ ผมจะไม่ยอมเป็นเด็กงี่เง่าในสายตาผู้ชายคนนี้แม้ว่ามันจะสายไปแล้วก็ตาม 

  

           “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะบังคับอา” ผมว่าเสียงแผ่ว “ผมแค่กลัว เหนื่อย และท้อไปหมด ผมไม่รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไรหรือตอนนี้ตัวเองควรจะทำอะไร” 

  

           “มันไม่ได้ผิดที่เราหรอก อาเองที่ผิด อาไม่ชัดเจน” 

  

           “อาคิดต่างกับผมหนิครับ อาคิดแบบผู้ใหญ่” 

  

           “…” 

  

           “ผมเป็นแค่เด็กที่เอาแต่ใจ ผมไม่ควรพูดกับอาแบบนั้น ผมทำอาลำบากใจ” ผมพยายามฝืนยิ้มให้ “อาคงเหนื่อยที่จะพูดเรื่องนี้ใช่ไหม ผมขอโทษนะครับ ผมแค่...แค่กลัวว่าตัวเองจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” 

  

           “อย่าพูดเหมือนเราจะจากไปไหนสิ เราสัญญาแล้วว่าจะอยู่ด้วยกันหนิ” 

  

           “อาดูผมสิ ผมเป็นอะไรก็ไม่รู้” ผมยิ้มเจื่อน “ผมกลายร่างไม่ได้แต่ต้องทนเจ็บช้ำ พอกลายร่างก็ขาดสติไปทำร้ายคนอื่น ตอนนี้ก็ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนโดนตามล่า แถมยังจัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่ได้อีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลย” 

  

           “นั่นก็เพราะยีนส์ฉลามเราตื่นขึ้น ตอนนี้เราแค่สับสน” 

  

           “ผมสับสนในตัวเองก็จริง แต่ผมไม่เคยสับสนเรื่องความรู้สึกที่มีต่ออา” 

  

           “…” 

  

           “แต่อายังสับสนอยู่สินะครับ อาคงไม่อยากให้เราแตกหักกัน” ผมทำเป็นขบขันกลบเกลื่อนน้ำตา “ไม่เป็นไรครับ ถ้ายังมีเวลามากกว่าที่คิด ผมก็จะรออยู่อย่างนั้นเผื่อว่าอาจะหันกลับมามองกัน” 

  

           “อาไม่เคยละสายตาจากเราเลยนะ” 

  

           “เลิกพูดให้ความหวังได้ไหมครับ” 

  

           “จิ๋ว” 

  

           “อาอย่าใจร้ายกับผมมากกว่านี้ได้ไหม” ผมยิ้มทั้งที่ในใจเจ็บหนักยิ่งกว่าอะไร “อย่างน้อยก็สักครึ่งหนึ่งดีไหม ลดความใจร้ายลงสักครึ่งถ้าอาไม่ได้คิดอะไร ตอนนี้ผมอ่อนแอเกินไปที่จะทำใจยอมรับได้” 

  

           “อาขอโทษ อาไม่รู้ว่าจะทำยังไง” 

  

           “ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง” ผมถอนหายใจ “ความรู้สึกที่ผมมีให้อามันมากกว่าที่อาคิดไว้ซะอีก แต่อาคงอยากได้มันแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งผมคงต้องเก็บให้ดี” 

  

           “...” 

  

           “ไว้อาตัดสินใจได้แล้วค่อยมาเอาอีกครึ่งนึงไปนะครับ ผมก็อยู่ตรงนี้แหละตราบใดที่เวลายังไม่เอาตัวผมไป” ผมสูดหายใจช้าๆ เพื่อสะกดอารมณ์ไว้ “แต่รีบคิดหน่อยได้ไหม อย่าปล่อยให้ผมรอนานเลย ผมกลัวที่จะไม่ได้อยู่ฟังคำตอบของคำถามนี้” 

  

           “บอกว่าอย่าพูดแบบนี้” 

  

           “แล้วจะให้พูดยังไงครับ” ผมถามกลับ “ผมก็ไม่ได้อยากพูดว่าตัวเองจะตายเหมือนกัน แต่ร่างกายนี้จะทนได้อีกนานแค่ไหนก็บอกไม่ได้” 

  

           “เรายังอยู่อีกนานแน่นอนซีน อาเชื่อว่าเราทำได้” 

  

           “แล้วเมื่อไหร่อาจะเชื่อความรู้สึกในหัวใจ” 

  

           “...” 

  

           “ผมไม่อยากตายไปโดยที่ยังไม่ได้...อื้อออ” 

  

           ผมเบิกตากว้างตกใจการกระทำของคนตรงหน้าที่จู่ๆ ก็รั้งผมเข้าหาแล้วประกบริมฝีปากลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผมตั้งตัวเลยสักนิด ผมได้แต่นิ่ง จ้องมองอาที่มองลึกเข้ามาในดวงตาผม เขากดจูบแน่นทว่าไม่ได้ลึกซึ้งเหมือนแค่อยากห้ามไม่ให้ผมพูดมากกว่า 

  

           ในตอนนั้นหัวใจผมเต้นเร็วมาก ทั้งตกใจ ทั้งตื่นตระหนก ทั้งสับสนว่าอาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร อาแค่อยากให้ผมเงียบปากเหรอหรือว่าแค่อยากลองใจ รู้แค่ว่ามือหนาประคองแก้มผมไว้ เช็ดน้ำตาให้ขณะที่ถอนจูบเปื้อนน้ำตาออกไปช้าๆ 

  

           นาทีนั้นความเงียบครอบงำเรา ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา มีแค่เสียงลมที่พัดผ่านกับเสียงคลื่นที่ซัดฝัง 

  

           กลิ่นบุหรี่อบอวลโอบกอดเรา แก้วเหล้าที่ผมถือไว้ก็หล่นลงบนพรมพาให้มันชื้นแฉะ ยังดีที่แก้วไม่แตกเพราะระดับความสูงไม่ได้มากขนาดนั้น อาถอยห่างออกไป หยิบรีโมทขึ้นมาเพื่อปิดทีวีที่เราไม่คิดดูกัน พลันผมก็เอื้อมมือไปคว้าหน้าเขา 

  

           แล้วเป็นฝ่ายจูบเขาเอง 

  

           “อื้ออ” คราวนี้เป็นเขาที่ชะงักติดแค่ว่าผมไม่ได้หยอกเล่นแบบที่เขาทำ ผมกัดปากเขา บดขยี้ริมฝีปากเพื่อให้เขาเปิดปากออก จากนั้นก็สอดลิ้นเข้าไปยั่วยวนให้เขาจูบตอบกลับ อาทิ้งรีโมทมาจับไหล่ผมคล้ายจะผลักดันให้ถอยออกจากกัน 

  

           เสียดายที่ผมดึงดัน ผมมอมเมาเขาด้วยฤทธิ์เหล้าและรสชาติข่มขืนของน้ำตาเปื้อนนิโคติน 

  

           ไม่นานแรงขัดขืนก็เปลี่ยนผัน ผมอาศัยช่วงที่อาอ่อนแรงไปคร่อมตักเขาแล้วประคองใบหน้าหล่อเหลาไว้ ผมบดจูบเขา เชิญชวนให้เขาจูบกลับ เราสองคนสบตากันในระยะใกล้ชิดที่ลมหายใจกลายเป็นหนึ่ง มือที่จับไหล่เปลี่ยนมาโอบเอวผม หากแต่ก็มีจังหวะที่อยากดันผมออกเหมือนกัน 

  

           แต่ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้ที่จะหน้าด้านเพื่อให้ความรู้สึกระหว่างเรามันเด่นชัด 

  

           ผมถอนจูบช้าๆ พาให้เราสองคนหอบหายใจอย่างหนัก 

  

           ผมได้ยินเสียงหัวใจเขาที่เต้นในจังหวะเดียวกัน 

  

           “เมาเหรอครับ” ผมถามเสียงเบา “หรือว่าแค่อยากปิดปากกัน…” 

  

           “แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น” 

  

“หืม ?” 

  

“ที่เมา” 

  

“…” 

  

“ส่วนอีกครึ่งคืออยากชัดเจนกับเรา” 

  

“อาครับ” 

  

“ขอโทษที่ใจร้ายนะ” 

  

“…” 

  

“ขอโทษที่อาปล่อยให้เราเสียใจขนาดนี้” ผมเม้มปากมองลึกเข้าไปในดวงตาสีสวยที่สะท้อนภาพผมออกมาอย่างชัดเจน ผมเห็นความกลัว ความไม่มั่นใจในนัยน์ตาคู่นั้น รวมถึงความอ่อนโยนกับความอบอุ่นที่มีให้กัน มันแสดงให้เห็นเลยว่าอามีเรื่องให้คิดเยอะนัก และผมเป็นคนกะเทาะเปลือกนั่นออก 

  

ที่น่าแปลกคือผมไม่เห็นความสับสนในดวงตาของเลยเหมือนเขาเลือกแล้ว แค่ไม่มั่นใจในตัวเองก็เท่านั้นทำเอาผมลูบแก้มเขา แล้วจูบเขาอีกครั้ง 

  

ไม่มีการกดดัน มีเพียงแค่การอ้อนวอนขอให้เขารับความรัก 

  

มันอาจไม่ได้รุกเร็วอย่างที่หวัง ทว่าจูบที่ตอบกลับก็อ่อนโยนอย่างที่คาด 

  

เขาถนอมผม อ่อนโยนกับผม ปฏิบัติกับผมเช่นของล้ำค่า 

  

“อารู้ใช่ไหมครับว่าผมจะไม่ปล่อยอาไปอีกแล้ว” ผมถามหลังผละจูบออกมา “ยิ่งอาทำแบบนี้กับผม ผมก็จะยิ่งกักอาไว้ ผมจะไม่ให้อาทิ้งผมต่อให้อาจะไม่รักผมก็ตาม” 

  

“อายินดี” 

  

“ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า” 

  

“อาไม่เคยอยากเล่นกับหัวใจเราเลยนะ” 

  

“…” 

  

“อามันขี้ขลาด แม้กระทั่งตอนนี้อาก็ยังคิดมากไม่หยุด” เขาถอนหายใจ “อาขอโทษที่เป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้ อาไม่อยากให้คนอื่นมองเราไม่ดี ไม่อยากเสียเราไป อาทนไม่ได้” 

  

“อาคงไม่ได้กลัวแค่คำขู่ของพ่อผมแล้วใช่ไหม” ผมยิ้มให้ “นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นอากลัวขนาดนี้” 

  

“อาไม่ได้เท่เหมือนพี่ชายเราหนิ อาก็แค่มนุษย์คนนึงที่ขลาดเขลา” 

  

“แต่ก็เป็นมนุษย์ที่ผมตกหลุมรัก” 

  

“ซีน” 

  

“แล้วอาพอจะยืนยันให้ผมมั่นใจได้ไหมครับว่าอาไม่ได้ทำไปเพื่อให้ผมรู้สึกดี” ผมถามย้ำยังไงก็ยังอยากได้ยินจากปากเขา “ไม่ต้องยอมรับผมตอนนี้ก็ได้ แค่พูดให้ผมมีความหวัง” 

  

“จะหาว่าอาให้ความหวังเราอีกหรือเปล่า” 

  

“อาจูบผมขนาดนั้นก็ไม่เหลืออะไรให้หวังแล้วครับ” ผมหัวเราะให้ “ผมตกใจนะ แล้วก็สับสนด้วย ผมไม่รู้ว่าอาคิดยังไง” 

  

“อารักเรา รักเรามากกว่าใคร” 

  

“…” 

  

“แค่ตอนนี้ยังก้าวข้ามความรู้สึกในใจไม่ได้” 

  

“อารู้สึกผิดต่อพ่อแม่ใช่ไหม” 

  

“ซีน” 

  

“ไม่เป็นไร ผมรอได้” ผมยกยิ้มจากหัวใจ “มันยากสำหรับอา ผมเข้าใจ ผมควรให้เวลาอามากกว่านี้ ยังไงเรื่องแบบนี้มันก็เปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ” 

  

“อาขอโทษนะ ขอโทษที่เห็นแก่ตัวแบบนี้” 

  

“ผมก็เห็นแก่ตัวที่อยากให้อารักผมนี่” ผมย่นคิ้ว “บางทีถ้าไม่ทำแบบนี้เราอาจไม่ชัดเจนขึ้นเลยก็ได้” 

  

“อากลัวที่จะเสียเราไป ถ้าเราเป็นมากกว่านั้นความรู้สึกที่มีให้...” 

  

“อาจะไม่เสียผมไป” 

  

“จิ๋ว” 

  

“ขอบคุณสำหรับความชัดเจนที่มอบให้” 

  

“…” 

  

“ถือว่าอาให้อีกครึ่งของอากับผมแล้วนะ :)” 

  

ฝากส่งฟีดแบ็ก #ฉลามซ่อนรัก ด้วยน้า  

เปิดพรี 21 พค -23 กค นาจา เก็บเงินรอเลยย* 

LOADING 100 PER 

คนละครึ่งคือความรู้สึก แบ่งรับแบ่งสู้ปะปนกันไป 

เรื่องคืนนี้ให้เก็บเงียบเอาไว้เป็นเรื่องของหัวใจที่อย่าได้พลั้งปาก 

คนนึงรักจนหมดหัวใจ อีกคนรักไหมต้องลุ้นสถานะ 

แต่เกมยังมีอีกมาก นี่เพิ่งเดินมาครึ่งทางอย่าเพิ่งวางใจกัน 

รอคนที่เริ่มต้นกลับสู่บัลลังก์แล้วเกมจะพลิกผันแบบที่ไม่เคยเจอ 

หวีดลงแท็กด้านล่างเมื่อพูดถึงความแซ่บของนิยายเรื่องนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

Follow Me 

Twitter : ael_2543 

PAGE : Avery Pie 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว