ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 ...เผชิญหน้ากับบ้านใหญ่...

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ...เผชิญหน้ากับบ้านใหญ่...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2559 11:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ...เผชิญหน้ากับบ้านใหญ่...
แบบอักษร

..เผชิญหน้ากับบ้านใหญ่...

 

หลังจากที่กลับมาจากจินเฮได้ไม่นาน กายีก็พาผมไปเยี่ยมจูเนียรอ์ฮยองที่โรงพยาบาล เขาบอกให้ผมมาบอกลาเพราะหลังจากนี้ผมอาจจะไม่มีเวลามาเยี่ยมฮยองอีกเนื่องจากกายีจัดตารางฝึกพิเศษให้กับผมแต่เมื่อเราไปถึงโรงพยาบาลกลับพบว่าพี่ได้ออกไปรักษาตัวข้างนอกกับนายตำรวจที่ชื่ออิมแจบอมคนนั้น กายีใช้เวลาสืบไม่นานก็รู้ที่อยู่ของสารวัตรอิมและพาผมไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อพบจูเนียร์ฮยอง

 

“นายลงไปพบเขาเถอะ ฉันจะนั่งรออยู่ในรถ” ผมนั่งชั่งใจก่อนจะหันไปหากายี

 

“ถ้าอยู่ดีๆผมโผล่ไปหาเขา เขาจะไม่ตกใจหรอครับ?” กายีขมวดคิ้วแล้วถามผม

 

“ทำไมต้องตกใจด้วยในเมื่อนายแค่มาลา....หรือว่า....นายยังไม่ได้บอกเขาว่านายเป็นน้องของเขา?” ผมก้มหน้าหลบตากายี

 

เรื่องที่เป็นพี่น้องกันผมยังไม่ได้ฮยองจริงๆ ฮยองกำลังจะมีชีวิตที่ดี กำลังจะเริ่มต้นใหม่กับความทรงจำใหม่ ผมกลัวว่าบอกเขาไปว่าผมเป็นใครแล้วเขาจะจำได้ กลัวว่าฮยองจะถูกอดีตทำร้ายอีก จึงยังไม่ได้บอกเขาไป และเรื่องนี้คุณต้วนเองก็เห็นด้วยกับผม

 

“เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมไม่รีบบอกเขา?” กายีดูจะโกรธมาก

 

“ผมกลัวว่าเมื่อเขารู้กลัวเขาจะรับไม่ได้”

 

จะรับได้หรือไม่ไม่ใช่นายเป็นคนตัดสิน ปากนายก็บอกว่าทำไปเพื่อปกป้องเขา ความจริงนายก็แค่ปกป้องตัวเอง....จะบอกตอนนี้หรือค่อยบอกสุดท้ายก็เจ็บเหมือนกัน....นายก็แค่ยืดเวลาเจ็บออกไปเท่านั้น” ผมมองหน้ากายีนิ่งๆ คำพูดของเขาผมเถียงไม่ออกสักคำ เขาเป็นคนแรกที่กล้าเตือนผมอย่างตรงไปตรงมา

 

คนเราเมื่อเป็นแผลก็ควรที่จะล้างแผลใส่ยา สิ่งที่กายีทำก็เหมือนกับการเอาแอลกอฮอล์เทราดแผลสดแล้วใช้สำลีเช็ดจนสะอาดก่อนจะใส่ยา แม้มันจะเจ็บแสบแต่ก็ไม่ทำให้กลับมาเป็นหนองอีก

 

“โทษที...ฉันคงพูดแรงไปสินะ” กายีคงจะเห็นว่าผมเงียบไปจึงได้รีบขอโทษแล้วยีหัวผมเบาๆ

 

“ไม่หรอกครับ...คุณพูดถูกแล้ว ผมแค่ประหลาดใจเพราะไม่ค่อยมีใครกล้าเตือนผมตรงๆสักเท่าไหร่...ไว้ผมจะลองดู” ผมเปิดประตูรถลงไปแล้วเดินเข้าไปในตึก

 

ฮยองรู้จักผมในนามนักลงทุนทางการแพทย์ที่ช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้ เขายังคงร่าเริงเหมือนตอนที่ผมพบที่โรงพยาบาล ดูจะสดใส่กว่าเดิมด้วยซ้ำ     ฮยองเล่าว่าเขาได้ลองอะไรใหม่ๆทั้งทำงานบ้านและจ่ายตลาดซื้อของ แถมยังเล่าว่าจะเริ่มหางานพิเศษทำใกล้ๆบ้านที่ได้แม่บ้านคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนกันแนะนำมา ผมได้แต่ยิ้มนั่งฟังเขาเล่าเรื่องของตัวเองจนกระทั่งสารวัตรอิมแจบอมกลับมาผมจึงได้ขอตัวกลับ ระหว่างที่ฮยองเดินออกมาส่งผมที่หน้าประตูผมจึงหันไปหาเขา ผมชั่งใจอยู่นานจนสุดท้ายก็ไม่อาจตัดใจบอกความจริงกับเขาได้

 

“คุณจินยองคุณรับปากผมได้มั้ย ถ้าวันหนึ่ง...หากคุณพอจะจำอะไรขึ้นมาได้ คุณจะติดต่อผมเป็นคนแรก”

 

“เอ๊ะ?” พี่ทำหน้าประหบาดใจ

 

“ถ้าวันหนึ่งความทรงจำคุณกลับมา ผมอยากให้คุณติดต่อหาผม หรืออย่างน้อยคุณก็ช่วยเก็บเบอร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา” ผมยื่นนามบัตรที่มีเบอร์ติดต่อของตัวเองให้จูเนียร์ฮยอง นามบัตรนี้คุณต้วนเป็นคนจัดการทำมาให้ผมโดยเฉพาะ

 

“คะ...ครับได้!” เมื่อเขายอมรับปากผมก็ก้มหัวลาเขา

 

เมื่อส่งแขกที่หน้าประตูเสร็จ จินยองก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับถือนามบัตรของคุณเสี่ยวซือเขาไว้ ท่าทางของคุณเสี่ยวเซือแปลกไปจากทุกวันแต่จินยองกลับไม่ได้ถามออกไป

 

“คุณเสี่ยวซือนี่มาบ้านเราทำไมหรอ?” อิมแจบอมถามพลางยกกับข้าววางบนโต๊ะอาหาร

 

“เขามาลาผมน่ะ เห็นว่าหลังจากนี้อาจจะไม่มีเวลามาเยี่ยมอีก”

 

“แล้วคุณบอกเขาไปหรือเปล่าว่าพรุ่งนี้คุณจะลงไปจินเฮ?”

 

“อ้อ! ผมลืมบอกไปซะสนิท! แต่พรุ่งนี้เขาคงไม่มาแล้วล่ะมั้งท่าทางเขาแปลกๆ”

 

“ว่าแต่คุณแน่ใจแล้วนะว่าจะไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่จินเฮจริงๆ”

 

อิมแจบอมเลื่อนเก้าอี้ให้จินยองแล้วเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

 

“ไหนๆคุณก็อุตส่าห์หาข้อมูลของผมเจอ อย่างน้อยผมก็ควรไปดูที่นั่นให้เห็นกับตา ถ้าผมเคยอยู่ที่นั่นจริง ผมคงจะจำอะไรได้” แจบอมมองหน้าอีกฝ่ายแล้วพยักหน้า

 

“กินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะเย็นซะหมด”

 

 

กายีพาผมมาสนามซ้อมยิงปืนทันทีที่ผมสอบเทียบเสร็จ ทุกวันนี้นอกจากตารางเรียนภาษาและตารางสอบในแต่ละเทอม เวลาที่ผมเหลือนอกเหนือจากนั้นกายีจะสอนผมยิงปืน ฟันดาบ และเรียนพื้นฐานศิลปะป้องกันตัว

 

ผมเริ่มเรียนเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่วันที่กลับมาจากการไปเยี่ยมจูเนียร์ฮยอง 2 วันหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุบนทางหลวง ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเราเสีย  บอดิการ์และคนขับรถไป ในงานศพของคนทั้งสอง กายีเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ทั้งสองครอบครัว ทั้งยังช่วยส่งค่าเล่าเรียนของลูกชายคนขับรถจนกว่าเขาจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนครอบครัวของบอร์ดการ์ที่เสียชีวิตมีพ่อและแม่แก่ๆอยู่สองคนเขาจึงช่วยเหลือเรื่องเงินค่ารักษาพยาบาลและให้เงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวทั้งสองไปอีกก้อน

 

ผมมองดูกายีที่คุกเข่าก้มหัวให้ครอบครัวทั้งสองด้วยความรู้สึกหดหู่ แม้ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้พูดว่าอะไร แต่ผมก็ดูออกว่าเขาไม่ค่อยพอใจที่คนในครอบครัวต้องมาเสียชีวิตแบบนี้ ขณะที่กายีออกหน้ารับผิด ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง จนกระทั่งกายีพาผมมาหัดยิงปืน หัดเรียนยูโดและเทควันโด มันทำให้ผมฮึดสู้ สู้เพื่อปกป้องตัวเองและไม่เป็นภาระให้กับกายี

 

ภายในห้องฝึกยิงปืนกายีคอยสอนผมตั้งแต่เริ่มใส่ครอบหูลดเสียงปืน สอนวิธีการจับปืนที่ถูกวิธีข้างๆผมตลอดเวลา

 

“เวลายกปืนเล็งระวังเรื่องข้อมือเอียงต่ำลงมา น้ำหนักของตัวปืนจะทำให้ข้อมือทิ่มลงแล้วทำให้วิถีกระสุ่มต่ำลงตามไปด้วย ต้องพยายามฝืนไว้ แต่อย่าเกร็งมาก ถ้าเกร็งมากเหนี่ยวไกแรงแล้วจะกระชากทำให้บาดเจ็บได้...ต้องผ่อนคลาย ใจเย็นๆ ค่อยๆเล็งอย่ารีบร้อน เมื่อแน่ใจแล้วค่อยยิง แล้วก็....อย่ากลัวเสียงปืน”

 

กายีค่อยๆถอยออกไปยืนด้านหลังรอดูผม ผมหลับตาลงข้างหนึ่ง เล็งไปที่เป้าที่อยู่ห่างออกไป 20 เมตร ไม่เกร็งไหล่ ผ่อนคลายที่ไหล่แต่ไม่ผ่อนปืนในมืออย่างที่กายีสอน จากนั้นก็ลั่นไกติดต่อกันสามนัด เมื่อผมวางปืนลงก็ถอดหูฟังกันเสียงออก กายีเดินไปกดปุ่มเลื่อนเป้าเข้ามาดูวิถีกระสุนของผม

 

“ใช้ได้....เข้ากลางเป้าทั้ง 3 นัด .22 อาจง่ายไป ต่อไปลองปืนลูกโม่ .357”

 

กายีไม่รอช้า หยิบปืนมาเรียงให้ผมลองยิงหลายขนาด ทั้ง 9มม. แม๊กนั่ม  ปืนลูกซอง และปืนยาว หลังจากนั้นยังสอนเรื่องการประกอบปืนให้ผมโดยการถอดมันออกมาเป็นชิ้นๆแล้วให้ผมลองประกอบกลับเข้าไปใหม่ทั้งหมด จากนั้นก็จับเวลาในการประกอบปืนและยิงจนหมดแม๊กว่าทำเวลาได้เร็วที่สุดได้เท่าไหร่ในแต่ละขนาด

 

ต้วนอี๋เอินยืนมองเสี่ยวเจียจัดโปรแกรมฝึกพิเศษให้กับเสี่ยวซืออยู่ห่างๆ ทันทีที่เสี่ยวเจียเห็นจึงถอดหูฟังกันเสียงปืนแล้วออกมาจากในห้องฝึกยิงปืนที่เช่าเหมาไว้ทั้งวันเดินออกมาหาอีกฝ่าย

 

“ให้จับปืนตั้งแต่ตอนนี้จะไม่เร็วไปหน่อยหรอ?” ต้วนอี๋เอินเอามือไพล่หลังปรายตามองเด็กหนุ่มในห้องฝึกยิงปืน ใบหน้าของอีกฝ่ายแดงระเรื่อหน้าผากก็ชื้นเหงื่อ แต่ไม่มีทีท่าว่าเสี่ยวเจียจะให้หยุดพักเลย

 

ชีวิตเขาขึ้นอยู่กับของในมือที่เขาถือนั่นแหละ ช้าเร็ววันหนึ่งเสี่ยวซือก็ต้องจับปืนอยู่ดี ยิ่งสอนให้ได้รู้เร็วเท่าไหร่ เขาก็ปกป้องตัวเองได้เร็วเท่านั้น” ต้วนอี๋เอินมองคนข้างตัวแล้วพูดต่อ

 

“เด็กอายุแค่ 18 นายคิดจะเอาทุกอย่างยัดลงหัวเขาให้หมดภายในวันเดียวเลยหรือไง เห็นเด็กอายุเท่านั้นต้องจับปืนฆ่าคนแล้ว...ฉันรู้สึกเสียใจที่พาเขามา” เสี่ยวเจีย มองหน้าเพื่อนพลางตอบ

 

“นายว่าเขาจะอายุ 18 ตลอดไปหรือไง?” หวังเจียเอ๋อร์เดินกลับเข้าไปในห้องฝึกยิงปืน ปรับระยะเป้ายิงให้ไกลจากเดิม จากนั้นก็เปลี่ยนระบบเป็นเป้าเคลื่อนไหว

 

เสี่ยวซือเรียนรู้อะไรได้เร็ว ไม่นานก็จับทางถูก ลูกปืนทุกนัดเข้าเป้าแทบทั้งหมดแม้ว่าเป้าจะอยู่ในระยะไกลหรือเป็นเป้าเคลื่อนไหว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำได้ดีจึงให้เวลาไปพักจากนั้นบทเรียนต่อไปก็ตามมา

 

เขาส่งเสี่ยวซือออกไปหัดขับรถกับครูผู้ชำนาญ ใช้เวลาเรียนไม่กี่สัปดาห์เสี่ยวซือก็สามารถสอบใบขับขี่มาได้

 

เมื่อได้ใบขับขี่มา หวังกายีก็เริ่มบททดสอบที่สอง เขาให้เสี่ยวซือเข้าไปดูการแสดงของนักขับขี่พาดโผน พาไปดูการแข่งรถ และพาไปเรียนกับครูเหล่านั้น เพราะเขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวันหนึ่งเสี่ยวซือจะไม่เจอกับเหตุการณ์อย่างวันที่พวกเขาประสบอุบัติเหตุ อย่างน้อยเมื่อเรียนกับครูที่ชำนาญการและมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เสี่ยวซือจะไม่สติแตกไปเสียก่อน

 

เขารู้ดีว่าเขาเคี่ยวเข็ญเสี่ยวซือมากเกินไป การฝึกของเขาทั้งรวบรัดทั้งหนักหน่วง วันหนึ่งเสี่ยวซือต้องเรียนขับรถ ฝึกยิงปืน แถมยังเรียนต่อสู้ เย็นมายังต้องมาซ้อมต่อสู้กับเขาเพื่อประเมินการเรียนในแต่ละวัน หากเป็นงูแต่ไม่มีเขี้ยวและพิษใครจะกลัว เขาจะทำได้ก็แค่ลับเขี้ยวเล็บให้เสี่ยวซือเท่านั้น ทีเหลือก็อยู่ที่เจ้าตัวแล้วว่าจะรับสิ่งที่เขาสอนไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

บุกเข้ามา! อย่าเอาแต่ตั้งรับท่าเดียว!” หวังกายีตะโกนลั่นวาดทวนในมือของตัวเองเข้าฟาดฟันเสี่ยวซือโดยไม่ยั้งมือ

 

หลังจากที่พวกเขากลับมาจากจินเฮพวกเขาก็มาอาศัยอยู่ในบ้านแถบชาญเมืองที่กายีซื้อไว้ ที่นี่นอกจากใหญ่โตแล้วยังมีสวนด้านหลังเป็นลานหินกว้างคล้ายสวนกลางบ้านสไตล์จีนโบราณโดยแต่ละคนมีห้องอยู่ในหมู่ตึกเดียวกันที่หันหน้าเข้าสวนตรงกลางบ้าน

 

กายีกวาดทวนเข้าใส่เสี่ยวซือ อีกฝ่ายกระโดดหลบแล้วเบี่ยงตัวหนี กายีตามเข้าไปฟาดคมทวนเข้าใส่ เสี่ยวซือยกกระบองยาวกันไว้เหนือหัว แต่แรงของกายีมีมากกว่าจึงทำให้กระบองในมือหักเป็นสองท่อน

 

มัวเหม่ออะไรอยู่! ระดับสติปัญญาแค่นี้ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่คงยากจะยัดความรู้ของบ้านเสี่ยวเอินใส่หัวนายนี่ได้หมดภายในปีสองปีนี้หรอก” เสี่ยวซือกัดริมฝีปากแน่นแล้วกระโดดข้ามตัวกายีไปหยิบง้าวจากคลังอาวุธข้างสนามมาถือไว้

 

ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ไปจากที่นี่!” เสี่ยวซือคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่กายี เสียงทวนและง้าวฟาดฟันใส่กันดังก้องไปทั่วพื้นที่ ไม่ไกลกันนั้นต้วนอี๋เอินกำลังนั่งมองคนทั้งสองในมุมหนึ่งของบ้าน

 

2 วันมานี้กายีเอาแต่พูดเรื่องที่จะส่งเสี่ยวซือไปอยู่กับพ่อของเสี่ยวเอินที่เปิดสำนักฝึกศิลปะป้องกันตัวตลอดเวลาจนทำให้เสี่ยวซือเริ่มหัวเสีย

 

แต่นายต้องไป! หากเอาชนะชั้นไม่ได้ยังไงก็ต้องไป!” หวังกายีควงทวนในมือแล้วปัดป้องเสี่ยวซือที่พยายามจะจู่โจมใส่

 

เดิมทีแล้วทวนไม่ใช่อาวุธที่ใช้ต่อสู้ในระยะประชิด แต่เหมาะกับการต่อสู้บนหลังม้ามากกว่า ที่เขาเลือกใช้ทวนเพื่อจะต่อให้เสี่ยวซือ แต่แทนที่กระบองหักไปเสี่ยวซือจะเลือกใช้ดาบหรือกระบี่ เสี่ยวซือกลับเลือกง้าวที่ลักษณะไม่ต่างจากทวนเท่าไหร่นัก

 

เด็กคนนี้ไม่คิดจะเอาเปรียบเขาจึงได้เลือกใช้ง้าวเพราะเป็นอาวุธประเภทเดียวกับทวนของเขา แต่ด้ามจับสั้นกว่า ส่วนหัวของตัวง้าวมีลักษณะแบนคล้ายลิ้นมังกรแต่จะมีความโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์และด้วยลักษณะเด่นของง้าวนี้เองที่เหมาะแก่การฟันและใช้ปัดและเบี่ยงหลบกายีที่บุกมาได้ง่าย แต่ข้อเสียของมันคือมีน้ำหนักมากเกินไปสำหรับเสี่ยวซือที่ทั้งตัวเล็กทั้งผอมบาง

 

“แค่ชนะก็พอใช่มั้ย?” เสี่ยวซือจ้องหน้ากายีอย่างจริงจัง จากนั้นก็เป็นฝ่ายเริ่มบุกบ้าง พอเห็นว่าเสี่ยวซือเริ่มฮึดกายีก็ไม่ปล่อยโอกาสที่จะสั่งสอนอีกฝ่าย

 

หึ! ลำพังใช้มีดใช้ง้าวได้เท่านี้ก็ทำได้เพียงแค่ฆ่าเป็ดฆ่าไก่เท่านั้นแหละ!

 

เสี่ยวซือจำเป็นต้องอาศัยแรงของกายีในการปัดและควงทวนของฝ่ายตรงข้าม ยิ่งถือง้าวนานเขายิ่งสูญเสียกำลัง เขาอาศัยจังหวะดีๆกดปลายง้าวที่เป็นรอยหยักของตัวเองเกี่ยวทวนของกายีปักลงดิน จากนั้นก็กระโดดข้ามง้าวของตัวเองเตะกายีล้ม

 

เสี่ยวซือยืนหอบหายใจมองกายีที่ล้มลงบนพื้นแล้วหยิบง้าวของตัวเองไปเก็บคืนที่ แต่อยู่ๆกลับถูกตีรวบที่ข้อเท้าจนล้มปลายคางกระแทกพื้น พอตั้งท่าจะลุกขึ้นปลายทวนก็จี้ที่คอหอย

 

“คราวหลังอย่าใจอ่อนกับศัตรู....เพราะนั่นอาจนำไปสู่ความตายได้” กายีเดินเอาทวนไปเก็บที่ข้างสนาม ต้วนอี๋เอินลุกขึ้นจากที่นั่งจับมือกายีไว้เมื่อเขาเดินผ่านมา

 

“จะไม่ทำเกินไปหน่อยหรอ? เขายังเด็กนะ!” กายีตวัดตามองเสี่ยวเอิน

 

ฉันเคยบอกแล้วว่าเขาเป็นเด็กตลอดไปไม่ได้...รักเขา..ต้องไม่ปล่อยให้เขาเอาแต่สบาย หากนายเองก็จริงใจต่อเขาก็ต้องอบรมสั่งสอนเขา

 

“อย่างนั้นเนี่ยนะเรียกอบรมสั่งสอน?” เสี่ยวเอินถาม

 

กายีปรายตามองงูน้อยที่อยู่บนพื้นแล้วสะท้อนใจ หลายวันมานี้เขาเข้มงวดกับเสี่ยวซือมาก ไม่แปลกเลยที่อีกฝ่ายจะมีแผลตามตัวมากมายเหลือเกิน

 

ยาดีมักมีรสขม...คำแนะนำที่ดีมักจะไม่เสนาะหู

 

กายีหันหน้าหนีพยายามไม่มองเสี่ยวซืออีก เขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการข่มใจตัวเองไม่ให้เข้าไปช่วยพยุงเสี่ยวซือขึ้นจากพื้น....ไม่มีใครรู้....

 

เขาต้องอดทนมากแค่ไหนในการปะทะกับเสี่ยวซือแต่ละครั้ง ทุกแผลที่เสี่ยวซือได้จากมือเขาคือมีดที่ย้อนกลับมากรีดใจเขา...ไม่มีใครรู้...

 

เมื่อเด็กคนหนึ่งล้มลงผู้ใหญ่ไม่ควรรีบเข้าไปช่วยพยุงในทันที แต่ควรให้เขาลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง เขายอมรับว่าวันนี้ทั้งวันเขาฝึกเสี่ยวซือหนักที่สุดและไม่อ่อนข้อให้อีกฝ่ายเลย แต่การที่เขาไม่ตามใจไม่ได้แปลว่าเขาไม่รัก เขาแค่อยากจะอยู่กับคนที่เขารักไปนานๆเท่านั้นเอง ถึงได้ต้องลงมือเคี่ยวกรำให้อีกฝ่ายเข้มแข็งขึ้น

 

หากวันหนึ่งเมื่อไม่มีเขาอยู่ข้างๆอย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าเสี่ยวซือจะต้องไม่เป็นไร และเมื่อวันนั้นมาถึง...เสี่ยวซือจะรู้...ว่าที่เขาทำลงไปก็เพื่องูน้อยคนนี้เท่านั้น

 

“ลุกไหวมั้ย?” ต้วนอี๋เอินย่อตัวลงข้างเสี่ยวซือแล้วช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น

 

“ผมไม่เข้าใจเลย....ทำไมอยู่ดีๆเขาก็แปลกไป” เสี่ยวซือเงยหน้ามองคู่สนทนา

 

“คงเพราะเสี่ยวเจียกำลังกลัวอยู่ล่ะมั้ง” เสี่ยวซือเงยหน้ามองอีกฝ่าย

 

“กลัว? กลัวอะไรครับ?” ต้วนอี๋เอินไม่ได้ตอบ แต่ทิ้งรอยยิ้มที่เป็นปริศนาไว้

 

เสี่ยวเจียกำลังกลัวความไม่แน่นอน กลัวว่าวันหนึ่งเมื่อตัวเองเป็นอะไรไปเขาจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไปอีก ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างมากที่จะให้คนสำคัญรอบตัวเขาเข้มแข็งขึ้น ทั้งที่ในใจของเขาตอนนี้กำลังกลัวการเผชิญกับบ้านใหญ่มากที่สุด

 

 

ทว่าในที่สุดสิ่งที่หวังกายีกลัวก็เกิดขึ้น เมื่อพี่ชายของกายีใช้คนส่งบัตรเชิญให้เข้าร่วมงานชุมนุมของผู้นำกลุ่มแต่ละสาขาที่จะเกิดขึ้นในเกาหลีอีก 2 วันข้างหน้า โดยที่กายีและต้วนอี๋เอินไม่ทราบความมาก่อนว่างานนี้จัดขึ้น

 

แต่แทนที่กายีจะเป็นผู้จัดงานเพราะเขาเป็นคนบุกเบิกเส้นทางในเกาหลี ทำเงินให้แก่ครอบครัวเดือนและหลายพันล้าน แต่กลับถูกพี่ชายข้ามหัวชิงออกหน้าจัดงานและเลือกสถานที่ด้วยตัวเอง

 

ก่อนถึงวันงานกายีง่วนอยู่กับการส่งคนไปสืบข่าวจากบ้านใหญ่ที่บินมาพักผ่อนล่วงหน้า 3 วัน ตลอดหลายวันนั้นมีคนเห็นแต่แม่ใหญ่ พี่ใหญ่และพี่รองของเขา แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของพ่อ แม้กายีจะพยายามติดต่อพ่อไปหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว

 

นอกจากนี้กายียังเจียดเวลามาดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้เสี่ยวซือและเสี่ยวเอินด้วยตัวเอง เขาให้เสี่ยวเอินอธิบายการจัดงานประเภทนี้ให้เสี่ยวซือฟังคร่าวๆเพื่อให้เจ้าตัวไม่ตื่นเต้นเกินไป

 

เพราะไม่บ่อยนักที่มาเฟียจากที่ต่างๆจะมารวมตัวกันใต้จมูกรัฐบาลเกาหลี และความไม่ชอบมาพากลนี้ยิ่งทำให้กายีเคร่งครึมมากขึ้นไปอีกด้วย เพราะไม่รู้ว่าแม่ใหญ่ต้องการจะทำอะไรกันแน่ 

 

และถึงแม้ว่ากายีจะไม่ค่อยมีเวลานักก็ใช่ว่าเขาจะปล่อยผ่านเรื่องการเรียนภาษาและการฝึกของเสี่ยวซือไป จนถึงตอนนี้เสี่ยวซือพอที่จะฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาจีน กวางตุ้ง และแมนดารินได้บ้างแล้ว อย่างน้อยก็จับใจความได้และสามารถสื่อสารเข้าใจ ส่วนการฝึกเองก็รุดหน้า ด้วยเสี่ยวซือเป็นคนหัวไว สอนอะไรให้ไม่นานก็ทำตามได้ดีกว่าที่สอนไปเสียอีก

 

และในที่สุดวันแห่งการเผชิญหน้ามาถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็มาถึง เขาปรากฎตัวหน้าสถานที่จัดงานที่อยู่ชาญเมืองแห่งหนึ่งในเกาหลี สถานที่นัดชุมนุมในครั้งนี้เป็นโรงแรมที่ออกแบบตกแต่งแบบโซนยุโรป พื้นโรยด้วยหินและกรวดตลอดทางเข้า ด้านหน้าตัวตึกมีรูปสลักนูนสูงเป็นรูปเทพเจ้าในนิยายกรีซ หัวเสาเป็นแบบโกธิค หน้างานมีคนจากบ้านใหญ่และพวกลูกน้องในเขตต่างๆของเขายืนก้มหัวรออยู่ก่อนแล้ว

 

กายีก้าวลงจากรถลีมูซีนรุ่นแบล็คไครสเลอร์สีดำพร้อมด้วยเสี่ยวเอินและเสี่ยวซือในฐานะผู้ติดตาม ทั้งสองสวมชุดสูทสีดำที่สั่งตัดพิเศษ ส่วนกายีสวมชุดสูทสีดำลายตารางสีขาว สวมทับด้วยเสื้อโค๊ทสีน้ำตาล

 

 

 

ทันทีที่ทั้งสามเดินลงมาจากรถ ลีมูซีนอีกคันก็ขับมาปาดและจอดลงตรงหน้า หนุ่มใหญ่ 2 คนลงมาจากรถ คนหนึ่งใส่ชุดสูทสีเงินทั้งตัว มีดอกกุหลาบสีแดงเสียบอยู่ที่กระเป๋าอกทางด้านซ้าย ส่วนชายอีกคนใส่ชุดสูทอามานี่เนื้อดี ปกตรงคอมีขนเฟอร์สีดำ ทั้งยังใส่แว่นสีดำอำพรางดวงตา คะเนจากสายตาของเสี่ยวซือชายสองคนนี้อายุประมาณ 30-40 หากเป็นพี่ชายกายีจริงคนที่เป็นแม่ใหญ่ก็ดูท่าจะอายุเยอะมากแล้ว

 

เมื่อคนทั้งสองหันมาเห็นกายีที่ยืนอยู่ก็แสร้งทำเป็นตกใจก่อนจะทักทาย

 

“โอ้! นั่นเจียเอ๋อร์ของเราไม่ใช่หรอ?” เสี่ยวซือยืนมองชายทั้งสองทักทายกายีด้วยภาษาจีนกลาง

 

“พี่ใหญ่ พี่รอง” กายีก้มหัวทักทายกลับอย่างสุภาพ

 

“ได้ยินว่าเมื่อเร็วๆนี้นายถูกคนร้ายไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนเลยไม่ใช่หรอ?” ชายที่อยู่ในชุดสูทสีเงินมีดวงตารียาวและใบหน้าซูบผอมถาม

 

“พี่รองนี่หูตากว้างไกลจริงนะครับ ไม่นึกว่าผมเกิดเรื่องที่เกาหลีทางจีนจะได้ข่าวไวขนาดนี้ เอ....แล้วแบบนี้จะได้ข่าวหรือเปล่าว่าผมมีมาตรการตอบโต้คนที่มันคิดจะเล่นงานผมยังไง?” กายีตวัดตามองอีกฝ่ายที่ทำท่าทางไม่แน่ใจ

 

“นายรู้ตัวคนร้ายแล้วหรือไง?”

 

“มันก็สืบไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้นนี่ครับ ผมมันเป็นคนตรงๆซะด้วย ได้มาเท่าไหร่ผมจะจ่ายคืนกลับไป 100 เท่าเลย!” กายีขยับเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ชายที่ใส่ชุดสูทอามานี่ตรงเข้ามาขวางกายี

 

“ท่าทางนี่มันอะไรห๊ะ! คิดว่าพวกเราทำหรือไง?” กายีตวัดตาจ้องอีกฝ่าย

 

“ผมยังไม่ทันได้เอ่ยชื่อใครสักคำ พี่ใหญ่อย่าร้อนตัวนักสิ”

 

แก๊!!” อีกฝ่ายเงื้อมือขึ้น เสี่ยวซือและเสี่ยวเอินขยับเข้ามาขวางทั้งสองทาง ชายในชุดอามานี่จึงเหลือบมองคนข้างกายกายีทั้งสอง

 

ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดไปมากกว่านี้ อยู่ๆเสียงปรบมือก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง ชายแก่ไว้หนวดตัวใหญ่ในชุดถังจวงหรือชุดจีนคอเสื้อตั้ง กระดุมเสื้อเป็นกระดุมจีนที่ถักเป็นปมรัดห่วงรังดุม ผ้าพื้นเป็นแพรต่วนสีเขียวแก่ตัดเย็บทั้งผืนจึงไม่มีรอยตะเข็บ ปลายแขนเสื้อพับขึ้นมีสีเขียวอ่อนลงมา ด้านหน้ามีลายปักเป็นรูปมังกรคู่สีเดียวกับแขนเสื้อและรังดุม

 

สวมกางเกงแพรต่วนสีดำ ทันทีที่ชายแก่ปรากฏตัวพี่ชายทั้งสองของกายีก็ถอยหลังออกไปสามก้าว ชายแก่ไว้หนวดมีใบหน้าแดงก่ำ ผมหยักศกสีดอกเลาเช่นเดียวกับหนวด สวมแว่นตาท่าทางใจดี

 

“ท่านลุงต้วน” พี่ชายทั้งสองรวมถึงกายีต่างหันมาก้มหัวทักทายให้กับชายแก่ที่สกุลเดียวกับเสี่ยวเอิน

 

“พ่อก็มาด้วยหรือ?” เสี่ยวเอินเองก็ดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นพ่อของตัวเองปรากฏตัวที่นี่เช่นกัน

 

“มาทะเลาะกันตรงนี้ไม่อายแขกบ้างหรือไง? ถ้าเลือดร้อนกันนักจะเข้าไปตัดสินข้างในก็ได้ ลานประลองอยู่ข้างหลังพอดี ถ้ายังไงฉันจะตัดสินให้” คนพูดไม่เปิดโอกาสให้คนฟังได้ตอบ แต่กลับเดินนำไปยังลานกว้างด้านหลัง

 

“เอา! ใครจะเริ่มก่อน?” ชายแก่เบนสายตามายังกายี ชายหนุ่มจึงหันไปทางเสียวซือที่ยืนอยู่ด้านหลัง

 

“จำที่ฉันสอนได้หรือเปล่าเสี่ยวซือ?” งูน้อยพยักหน้า

 

“งั้นแสดงให้ฉันดูหน่อยว่าที่ผ่านมานายได้อะไรบ้าง” เสี่ยวซือรับคำว่าครับแล้วก้าวออกมาด้านหน้า พออีกฝ่ายเห็นคู่ต่อสู้เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาก็แย่งกันออกหน้า

 

“แค่เด็กคนเดียวคงไม่ต้องถึงมือพี่ใหญ่หรอก แค่ฉันก็ล้มเด็กนั่นได้แล้ว” ชายในชุดสูทสีเงินถอดเสื้อตัวนอกให้พี่ชายถือไว้จากนั้นก็ก้าวลงสนาม เช่นเดียวกับเสี่ยวซือที่ถอดเสื้อนอกไว้ที่เสี่ยวเอินแล้วเดินเข้าไปโดยรักษาระยะห่าง

 

บนลานโล่งเสี่ยวซือไม่ได้ลงมือกับอีกฝ่ายในทันที เพราะเสี่ยวซือรู้ข้อด้อยของตัวเองดีว่าแรงน้อยและช่วงตัวเล็กกว่า ทั้งยังเพิ่งจะเริ่มเรียนศิลปะป้องกันได้ไม่กี่สัปดาห์ไม่มีทางสู้กับพี่รองของกายีที่เรียนกังฟูและฝึกต่อสู้มาตั้งแต่เด็กได้ ดังนั้นในช่วงแรกเขาจึงทำแค่เพียงหลบที่จะปะทะกับคู่ต่อสู้ตรงๆ ส่วนพี่รองของกายีเมื่อเขาเอาแต่หลบไปมาไม่ออกอาวุธต่อสู้ก็เริ่มหัวเสียและยิ่งเร่งที่จะประชิดตัว ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าใส่เสี่ยวซือโดยไม่ยั้งคิดทำให้เขาประมาทขาดความระวัง และเมื่อเห็นช่องโหว่เสี่ยวซือก็อาศัยจังหวะนั้นตอกกลับกังฟูของพี่รองกายีด้วยท่าพื้นฐานที่คนธรรมดาหรือผู้หญิงใช้กัน นั่นคือย่อตัวลงแล้วใช้หัวโขกปลายคางของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้าใส่อย่างแรงจนอีกฝ่ายเผลอกัดลิ้นตัวเอง

 

จากนั้นจับไหล่อีกฝ่ายลงมาตีเข่า และฟันศอกลงไปกลางหลัง เป็นอันหยุดอีกฝ่ายได้อย่างสวยงามในการบุกเพียงครั้งเดียวพี่รองของกายีรู้สึกขายหน้าที่ถูกเล่นงานจนล้มลงไปบนพื้นจึงฮึดที่จะสู้อีก แต่เพราะความไวของเสี่ยวซือหมุนตัวไปด้านหลังจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายบิดจนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเขาจึงได้ปล่อย ท่านต้วนเดินออกมาขวางแล้วยกมือตัดสินให้เสี่ยวซือเป็นฝ่ายชนะไป และนั่นยังความเจ็บแค้นมาให้พี่รองของกายี เขาลุกขึ้นจากพื้นแล้วชักปืนที่เหน็บไว้ที่เอวด้านหลังออกมาจ่อเสี่ยวซือ

 

เสี่ยวซือ!!” กายีตรงเข้ามาเอาตัวขวางเสี่ยวซือเอาไว้

 

อาฮุ่ย! ต่อหน้าฉันแกยังไม่หยุดเร๊อะ!!” ท่านต้วนปรายตามองพี่รองของกายีแล้วขึ้นเสียงที่อยู่ดีๆ หวังฮุ่ยหมิ่นก็ยกปืนขึ้นจ่อคู่ต่อสู้ทั้งที่ถูกตัดสินไปแล้วว่าแพ้

 

“ท่านลุงต้วน ท่านก็เห็นแล้วว่าไอ้เด็กนั่นมันลอบกัด มันไม่เป็นกังฟูด้วยซ้ำทำไมท่านถึงเข้าข้างมัน!

 

ต่อให้ไม่เป็นกังฟูแต่ล้มแกได้ยังไม่แปลว่าแกอ่อนหัดอีกหรอ? 

 

เสี่ยวซือมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วตัดสินใจเดินผ่านการคุ้มครองของกายีออกไปเผชิญหน้ากับปลายกระบอกปืนที่ชี้มาที่ตัวเองโดยแทบจะไม่เปลี่ยนสีหน้าใดใดเลย นั่นยิ่งทำให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้นทั้งหมดหดคอเกร็ง

 

หวังฮุ่ยหมิ่นเห็นหน้าอีกฝ่ายก็ยิ่งหมั่นไส้ กำปืนในมือแน่นแล้วลั่นไก ทว่ากลับเกิดเสียงแกร๊ก! ฮุ่ยหมิ่นหน้าซีดแล้วเริ่มลั่นไกปืนอีกครั้ง แต่ปืนก็ยังใช้ไม่ได้

 

“คุณมองหาสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า?” เสี่ยวซือถามออกไปด้วยภาษาจีนกลางสำเนียงแปร่งๆพร้อมกับกำมือยกขึ้นระดับสายตา จากนั้นก็แบมือปล่อยลูกปืนในมือตกลงพื้น

 

ทุกคนหันไปมองเสี่ยวซือและเอาแต่สงสัยว่าอีกฝ่ายขโมยลูกปืนไปตั้งแต่เมื่อไหร่  มีแต่คนที่เคยถูกขโมยกระเป๋าตังค์อย่างกายีเท่านั้นที่รู้จักเสี่ยวซือดีกว่าใคร และรู้ว่าเสี่ยวซือ มือเบามากแค่ไหน เสี่ยวซือเดินกลับมาเงยหน้ามองกายีแล้วพูดด้วยภาษาเกาหลี

 

“ตอนที่ผมสู้กับเขาเห็นรอยนูนใต้เสื้อด้านหลัง พอได้โอกาสเลยแอบขโมยออกมาถอดลูกกระสุนตอนที่กำลังหนี และตอนที่ผมเอากลับไปเก็บคืนที่คือตอนที่จับเขาบิดมือ”

 

“ฉันต้องขอบคุณตัวเองสินะที่สอนนายถอดและประกอบปืนอย่างเร็วไว้”

 

นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ!! เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงดังขึ้นที่กลางลาน

 

ทุกคนหันหน้ากลับไปก็เห็นหญิงชราในชุดถังจวงแบบเดียวกับที่ท่านต้วนสวม เพียงแต่ผืนผ้าเป็นสีแดง ปักด้านหน้าด้วยลายหงส์สีทองเช่นเดียวกับรังดุม แต่แขนเสื้อยาวและหลวมกว่าของผู้ชาย ท่อนล่างสวมกระโปรงทรงเอยาวกรอบเท้า แม้ใบหน้าของหญิงชราจะร่วงโรยไปตามวัย แต่ก็ยังมีเค้าความสวยในสมัยก่อนอยู่ ซึ่งเมื่อเห็นแม่ใหญ่ของกายีเสี่ยวซือจึงรู้ว่าพี่ชายทั้งสองของกายีนั้นดูจะเหมือนแม่ใหญ่เอามากๆทั้งรูปตาและใบหน้า ส่วนกายีนั้นดวงตาโตกว่าและมีแววซุกซนขี้เล่นกว่า แม่ใหญ่เดินปราดเข้ามาถึงก็ตบหน้ากายีฉาดใหญ่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ เสี่ยวซือเห็นก็ถลึงตาทำท่าจะพุ่งเข้าใส่แม่ใหญ่แต่ถูกกายียกมือขึ้นห้าม

 

หึ! สั่งสอนกันมาดีเหลือเกินนะ! กล้าจ้องหน้าฉันหรือไง!!” แม่ใหญ่จ้องหน้าเสี่ยวซือกลับกายีรีบก้มลงคุกเข่า

 

“แม่ใหญ่โปรดอภัย เสี่ยวซือยังไม่รู้ความเพราะเป็นชาวเกาหลียังไม่เข้าใจธรรมเนียมของคนจีนนัก” หญิงชราคว่ำปากแล้วเบนหน้าหนี

 

“เนี่ยล่ะน๊า~ชาติกิเลนต่อให้ทำตัวสูงส่งแค่ไหนก็เป็นได้แค่ม้า ไม่มีวันได้ผยองขึ้นมาอยู่บนร่วมฟ้ากับลูกมังกรได้...ท่านต้วนเองก็เหมือนกัน เห็นเด็กทะเลาะกันแทนที่จะห้ามกลับส่งเสริม.....ได้เวลาประชุมแล้วเชิญข้างในเถอะค่ะ” แม่ใหญ่เดินนำหน้าโดยลูกชายทั้งสองเดินขนาบ

 

“ตามท่านต้วนไปเถอะ” กายีรุนหลังเสี่ยวซือที่อยู่รอช่วยพยุงเขาลุกขึ้นจากพื้น

 

“นายนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ คราวนี้คิดจะทำอะไรอีกล่ะ” เสี่ยวเอินมองหน้าสหายขณะที่กายีมองแต่แผ่นหลังของเสี่ยวซือที่เดินตามหลังพ่อของเสี่ยวเอินอยู่ข้างๆ

 

“เปล่านี่...ก็แค่เปิดโอกาสให้เสี่ยวซือเท่านั้น”

 

คราวนี้เขายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นอกจากเสี่ยวซือจะโชว์ฝีมือช่วยแก้แค้นฮุ่ยหมิ่นแทนเขาแล้ว ยังเข้าตาพ่อเสี่ยวเอินอีกด้วย คงใช้เวลาไม่เกินคืนนี้พ่อของเสี่ยวเอินจะต้องเอ่ยปากขอเสี่ยวซือไปอยู่ด้วยแน่ๆ คนเก่งๆอย่างท่านต้วนชอบชี้แนะคน และเกลียดคนประเภทที่อวดรู้อย่างฮุ่ยหมิ่นที่สุด เพราะคนที่รู้การศึกษาก็สู้คนที่ชอบเรียนรู้ไม่ได้ เสี่ยวซือเป็นคนฉลาดเรียนรู้ไว เขาจะต้องเก่งกว่านี้หากได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักต้วน  แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องปล่อยมือจากเสี่ยวซือก็ตาม

 

 

-------------------------------------------------------------------

To Be Con

ติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ

ความคิดเห็น