facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 2. วอแว 50%

คำค้น : วอแว

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 246

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2564 01:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2. วอแว 50%
แบบอักษร

บทที่ 2 

วอแว 

 

“อย่างที่รู้กันว่าผมจะกลับไปบริหารงานที่ปักกิ่ง”

เฉินจวิ้นเชากล่าวนำในที่ประชุมซึ่งวันนี้เรียกผู้ถือหุ้นมาร่วมสามสิบคน กว่าครึ่งเป็นคนในตระกูลซึ่งมีสัญชาติไทยเกือบทั้งหมด ที่เหลือเป็นบุคคลภายนอกที่มีทั้งชาวจีน ชาวสิงคโปร์ และชาวฮ่องกง

“คนที่จะมารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ต่อก็คือเฉินเฉียวอิงน้องชายผมเอง”

บอสใหม่ลุกขึ้นคำนับให้กับทุกคน

แม้จะมีเสียงปรบมือตามมารยาท แต่ก็มีผู้อาวุโสบางคนที่แอบมีสีหน้าดูแคลนในความอ่อนวัยของอีกฝ่าย ก่อนจะออกมาจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันหลังจากประชุมเสร็จ

“จะไหวเหรอ? เด็กขนาดนี้”

“หน้าตาก็ดูหยิ่ง ๆ ”

“เลี้ยงยังไม่ทันโตก็เอามาบริหารงานซะแล้ว”

ชิดชญากับเกาซิ่งได้ยินทุกคำนินทา

ล่ามสาวกับเลขาหนุ่มแอบสบตากันอย่างเป็นกังวล

ดูท่าบอสใหม่จะเจอศึกหนักแน่ ๆ

เฉินเฉียวอิงแวะรับประทานอาหารจากห้างสรรพสินค้าใกล้คอนโด ก่อนจะกลับเข้าที่พักเพื่อจัดห้องให้เรียบร้อย หลังจากที่วางมันไว้ระเกะระกะมาแล้ววันหนึ่ง

ชายหนุ่มเอาเสื้อผ้าทั้งหมดออกมาวางเรียงในตู้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับนาฬิกาข้อมือแบรนด์ดังอีกห้าเรือน

แว่นสายตาห้าแบบทั้งแบบกลมแบบเหลี่ยม มีทั้งแบบกรอบบางกรอบหนาต่างก็ถูกวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ เฉินเฉียวอิงสายตาสั้นเล็กน้อย และต้องอาศัยมันบ้างยามที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอม

การจัดห้องให้เสร็จภายในคืนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืน ก่อนจะบอกให้ตัวเองหยุดมือแล้วหยิบน้ำส้มกล่องใหญ่ที่แช่ไว้เย็นเจี๊ยบมาเทใส่แก้วออกไปดื่มตรงระเบียง

นึกไม่ถึงว่าชีวิตของเขาต้องพลัดถิ่นไปหลานที่หลายทางเหลือเกิน

ตอนเด็ก ๆ เฉินจวิ้นเชากับเฉินเฉียวอิงเรียนหนังสือด้วยกันอยู่ที่ฉงชิ่ง ก่อนจะย้ายไปอยู่ปักกิ่งเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงที่ ‘เฉินสวี่’ พ่อของเฉินจวิ้นเชาเริ่มก่อตั้งบริษัทเจินเป่า โดยเฉินจวิ้นเชานั้นตามไปอยู่กับบิดาทันทีที่เรียนจบมัธยมต้นที่ฉงชิ่ง ส่วนเฉินเฉียวอิงที่ยังเรียนอยู่แค่มัธยมหนึ่งยังคงอยู่กับ ‘ไช่เหม่ยหลิง’ ผู้เป็นป้าเป็นเวลาสองปีก่อนที่ทั้งคู่จะตามไปอยู่ปักกิ่งและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเรื่อยมา ก่อนที่เฉินเฉียวอิงจะบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ

และตอนนี้...

ที่เมืองไทย...

คงเป็นที่ซึ่งเขาต้องปักหลักอย่างแท้จริง

ชายหนุ่มหยิบกล้องถ่ายรูปแบบดีเอสแอลอาร์สำหรับมืออาชีพออกมาส่องตรงระเบียงชั้นสามสิบที่เขาพักอยู่

แสงสีกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนนั้นเหมาะแก่การเก็บภาพดี ๆ

คืนแรกของการสิ้นสุดวันทำงานครั้งแรกที่เมืองไทย

เฉินเฉียวอิงลั่นชัตเตอร์เก็บภาพแสงสีของคืนนี้

“อันนี้เป็นรายละเอียดงานจิวเวลรี่แฟร์ที่จะจัดในปีนี้...”

เกาซิ่งยื่นเอกสารรายละเอียดงานทั้งหมดให้เฉินเฉียวอิงซึ่งมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยรวมไว้เป็นปึก ก่อนจะอธิบายต่อ

“งานนี้จะมีลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศมาดูงาน จุดประสงค์ของงานนี้คือเปิดโอกาสทางการค้า หาพันธมิตรมาเป็นคู่ค้าระหว่างประเทศ อ้อ...แต่ก็มีลูกค้าในประเทศประเภทบริษัทบันเทิงต่าง ๆ ที่อาจมาขอสปอนเซอร์จากเราด้วยนะครับ”

“ที่จริงเราเคยเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานเดินแฟชั่นหลายงานนะคะ” ชิดชญาที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างเกาซิ่งกล่าวบ้าง

“ครั้งที่แล้วที่ไปออกบู๊ธงานแฟร์ นอกจากจะมีเรื่องการค้าแล้ว เราก็ได้ลูกค้าประเภทคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกันด้วย เพราะงานเรากับงานเวดดิ้งแฟร์จัดพร้อมกันค่ะ”

“อือม์” เฉินเฉียวอิงพยักหน้าช้า ๆ

ความเงียบปกคลุมไปพักหนึ่งก่อนที่เฉินจวิ้นเชาซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานเดียวกันกล่าวว่า

“คราวที่แล้วเราประสบความสำเร็จพอสมควร เดี๋ยวไปขอยอดรายได้กับทางบัญชีมาดูจะได้รู้ว่าอะไรที่คนสนใจมากเป็นพิเศษ ครั้งนี้ส่งให้นายล่ะนะ”

“ครับ”

ชิดชญามองหน้าเกาซิ่งเหมือนมีลับลมคมนัยก่อนจะยื่นถุงกระดาษหูหิ้วใบเล็กลวดลายดอกซากุระให้บอสคนใหม่

“บอสคะ เฟิร์นกับคุณเกามีของขวัญให้บอสค่ะ ถือเป็นการต้อนรับที่เราได้ร่วมงานกันนะคะ”

เฉินจวิ้นเชาเห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้มอย่างสนใจ ส่วนคนน้องก็รับถุงกระดาษลายน่ารักจากหญิงสาวด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“อือม์” นั่นคือเสียงตอบรับจากบอสคนใหม่

จะขอบคุณซะหน่อยล่ะไม่มี....ชิดชญาแอบค่อน

เฉินเฉียวอิงเปิดถุงดูหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ข้างในออกมา เป็นกล่องไม้แบบเลื่อนเปิดด้านบน

พอชายหนุ่มเลื่อนออกมาเท่านั้นก็มีแมงมุมปลอมกระโดดออกมาทันที!

เฉินเฉียวอิงเพียงเบิ่งตาเล็กน้อย

เฉินจวิ้นเชากลั้นหัวเราะจนตัวเกร็ง เช่นเดียวกับเกาซิ่ง

แต่ชิดชญาหัวเราะพรืดออกมาแล้ว

ในขณะที่เฉินเฉียวอิงส่งสายตาพิฆาตมาให้ล่ามสาว

ชิดชญาคล้ายได้ยินโทรจิตจากเขาส่งข้อความมาว่า ‘เพื่อนเล่นเหรอ! ’

แต่สิ่งที่เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ มีเพียงแค่

“ไปทำงาน”

“เล่นแบบนี้จะดีเหรอครับคุณเฟิร์น” เกาซิ่งกล่าวยังกังวล

ขณะที่ชิดชญายังคงหัวเราะไม่หยุดขณะเดินกลับโต๊ะทำงานของตน

“คุณเกา เราต้องยั่วให้บอสอิงยิ้มบ้างนะคะ ถ้าขืนยังทำหน้านิ่งเป็นอนุสาวรีย์อย่างนี้จะต้องถูกคนเกลียดแน่ ๆ ”

“แต่เราเล่นอย่างนี้จะถูกบอสเกลียดก่อนไหมครับ”

“มาแล้วจ้า ชุดสวย ๆ จากฮวง ดีไซน์”

วายุยืนยิ้มหน้าแฉล้มอยู่หน้าห้องพักของชิดชญาพร้อมชุดราตรีที่ถูกพลาสติกห่อไว้อย่างดี

หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ

วายุได้เรื่องได้ราวก็ตรงนี้แหละ

ไม่ว่าเวลาไหนชิดชญาก็เหมือนมีสไตลิสส่วนตัวที่ช่วยเลือกเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ แถมบางครั้งยังพิเศษถึงขั้นออกแบบและสั่งตัดให้ใหม่เลยทีเดียวเหมือนเช่นครั้งนี้ที่เขาดูทุ่มทุนสร้างสำหรับงานเลี้ยงอำลาบอสคนเก่าและต้อนรับบอสคนใหม่

ชิดชญาเปิดพลาสติกตรวจดูชุดราตรีสั้นสีเงินอย่างพึงพอใจ

“นั่ง ๆๆ เดี๋ยวแต่งหน้าให้”

วายุเอามือตบเบา ๆ ที่เก้าอี้โซฟา ก่อนจะวางหีบเครื่องสำอางแบบช่างแต่งหน้าลงบนโต๊ะรับแขก

แทอึนยูเพิ่งกลับเกาหลีไปเมื่อเช้าหลังจากเสร็จธุระ ไม่อย่างนั้นคงถูกเรียกให้มาบริการชิดชญาอย่างแน่นอน

แต่ไม่เป็นไร...

ฝีมือการแต่งหน้าของฮวงก็เริดไม่แพ้กัน..วายุคิดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม

ตัวเขาเองยังต้องแต่งหน้าให้ตัวเองทุกวัน ลงรองพื้น เขียนคิ้ว ทาปาก แบบชายหนุ่มสมัยใหม่ที่สนใจแฟชั่น

และจะว่าไปฝีมือการแต่งหน้าของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าแทอึนยูหรอก แค่ขี้เกียจจะทำเป็นอาชีพ เพราะแค่ออกแบบเสื้อผ้าทำรายได้ให้เขาจนนับเงินแทบไม่ทันอยู่แล้ว

“ไหนเม้าท์มาหน่อยซิ บอสใหม่หล่อรึเปล่า? ”

วายุตั้งคำถามแบบไม่อ้อมค้อมขณะบรรจงลงรองพื้นบนหน้าพี่สาว

“หล่อ” ชิดชญาตอบตรงเช่นกัน

“อายุเท่าไหร่? ”

“สามสิบ”

“แต่งงานรึยัง? ”

“ไม่รู้ อยู่กันมาสองอาทิตย์ คุยกันแทบจะนับคำได้”

“เอ้า! ก็บอสแกยังพูดภาษาไทยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ เขาไม่คิดอาศัยแกเลยเหรออิเจ๊ รึว่าหน้าตาแกมันดูพึ่งไม่ได้”

ปากเหรอนั่น! ไอ้ฮวง!

ชิดชญาแม้อยากจะพูดแบบนี้ออกมาแต่ติดที่ว่ากำลังแต่งหน้าอยู่ เลยด่าไม่สะดวก จึงได้แต่เล่าว่า

“ฉันพยายามคุยกับเขาแล้วนะ เขาพูดเป็นอยู่คำเดียวคือ ‘อือม์’ แล้วก็พยักหน้าช้า ๆ หน้าเดียวตลอด อ้อ...แต่มีครั้งนึงฉันนั่งกินถั่วอยู่ที่โต๊ะทำงาน จู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบอย่างไม่มีสาเหตุ พอหันขวับไปก็เห็นคุณบอสอิงมายืนหน้านิ่งเหมือนอนุสาวรีย์แผ่รังสีอำมหิตอยู่ข้างโต๊ะ แกเอ๊ย....ฉันนี่สะดุ้งเฮือกเหมือนโดนสาดน้ำแข็งเลยล่ะ”

“แล้วเขามายืนจ้องแกทำไม? ”

“มายืนอย่างนั้น มองถั่วสารพัดถั่วบนโต๊ะ ฉันเลยชวนเขากินด้วย”

วายุได้ฟังถึงตรงนี้ก็หัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“โอ้ย...อิเจ๊ ฉันนี่เชื่อแกเลย”

“ก็แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ แต่เขาก็มีคำพูดที่มากกว่าคำว่า ‘อือม์’ นะ”

“เหรอๆๆ เขาพูดอะไร? ” วายุสนใจอย่างออกนอกหน้า

“เขาพูดว่า...กินเลอะเทอะ”

ชิดชญาไม่พูดเปล่ายังแอคติ้งหน้านิ่งเลียนแบบบอสใหม่ของเธอด้วย

วายุจึงขำกลิ้งอีกรอบ

ชิดชญาไม่รอช้าต่อด้วยเรื่องเอาแมงมุมไปแกล้งบอส เล่าอย่างออกรสชาติ

สุดท้ายวายุก็หัวเราะกลิ้งลงบนโซฟาออกมาอย่างหยุดไม่ได้แล้ว

พี่สาวฝาแฝดของเขาก็เข้าข่ายย้อนแย้ง หรือไม่ก็เพี้ยนหนัก เป็นพวกชอบโดนทารุณทางสายตา

ปากบอกว่าน่ากลัว แต่ก็คอยจะยั่วโมโหบอสตลอด

ใช้เวลาราว ๆ สองชั่วโมงก็แต่งตัวแต่งหน้าทำผมเสร็จสรรพ

ชุดไม่โป๊มาก แค่ซีทรูช่วงกระดูไหปลาร้า ดูหลอกตาเหมือนเป็นเสื้อเกาะอก ส่วนเอวกอดกิ่วมีแนวพาดคล้ายเข็มขัดสีเดียวกับชุดที่พองสั้นเหนือเข่า

วายุพิจารณาแล้วพี่สาวไม่ควรใส่ชุดราตรียาว เพราะนอกจากนางจะอวบแล้ว ยังซุ่มซ่ามโคตร ๆ ถ้าเดินสะดุดกระโปรงเมื่อไหร่คงได้อายทั้งงาน

“เดี๋ยว!” ชายหนุ่มส่งเสียงเตือน

“อะไร? ”

“วันนี้ขออย่างนึงนะ! หยุดใช้น้ำหอมกลิ่นแป้งเด็กของหล่อนซักวันเถอะย่ะ มันไม่ได้มีความยั่วยวนกวนอารมณ์ทางเพศเอาซะเลย! ”

“ไอ้บ้า! แกจะให้ฉันไปยั่วยวนกวนอารมณ์ทางเพศใครล่ะยะ ฉันไม่ได้อยากถูกคุกคามนะ”

“อิเจ๊ แกถูกคุกคามมั่งก็ได้มั้ง ทั้งชีวิตฉันเห็นแต่แกไปคุกคามคนอื่น”

“ไอ้ฮวง! ” ชิดชญาผลักศีรษะน้องชาย

“ผมฉันเซ็ตมาแล้วนะยะ อย่าทำเสียทรง! ” วายุค้อนหน้าคว่ำใส่แฝดผู้พี่ ก่อนจะหยิบน้ำหอมจากกระเป๋าตนเองยื่นให้ชิดชญา

“เอ้า! นี่! วิคตอเรียซีเคร็ต กลิ่น เลิฟ แอดดิก ฉีดเข้าไปซะ ผู้ชายจะได้คลั่งรัก เผื่อบอสแกเขาจะได้มีอารมณ์อื่น ๆ บ้าง ฉันล่ะสงสัยซะจริง แกนี่มันความสามารถขนาดไหนถึงทำให้ผู้ชายกลายเป็นอนุสาวรีย์ได้ เขาเห็นหน้าแกแล้วหมดอารมณ์ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไอ้ฮวง! หุบปาก! ”

ว่าแล้วหมอนข้างบนโซฟาก็ฟาดผัวะลงบนหัววายุแบบไม่ยั้ง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว