facebook-icon

ขอบคุณนักอ่านที่รักทุกคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2564 15:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4
แบบอักษร

ตอนที่ 4 

พลภพ พนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยภายในบริษัท เขาทำหน้าที่รปภ. ให้กับบริษัทพันธนรัตน์ดีไซน์ตั้งแต่เสี่ยภูมิพัฒน์พ่อของภาคินยังคงดำรงตำแหน่ง กระทั่งภาคินอายุครบ 17 ปีภูมิพัฒน์ก็มาจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับภรรยาในขณะที่ทั้งคู่เดินทางไปรับภาคินและคาริสาที่ต่างจังหวัด

ภาคินสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก บริษัทพันธนรัตน์ดีไซน์ที่กำลังเติบโตไปได้ดีกลับต้องหยุดชะงัก ทำให้คนเป็นพี่สาวอย่างคาริสาสาวน้อยวัย 25 ปีต้องดรอปเรียนเพื่อกลับมาบริหารบริษัทที่คนเป็นพ่อได้สร้างไว้จากน้ำพักน้ำแรง จนกลายเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างและจัดจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์พร้อมของตกแต่งอย่างครบครันจนกลายเป็นบริษัทที่ลูกค้าต่างไว้วางใจ

คาริสาบริหารงานร่วมกับน้องชายของผู้เป็นพ่อ เนื่องจากเธอยังด้อยประสบการณ์ในสายงานนี้ ภูมินทร์ผู้มีศักดิ์เป็นอาจึงเข้ามาช่วยเพื่อให้บริษัทยังคงดำเนินกิจการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการที่เธอได้ขึ้นไปเป็นประธานบริษัทจะถูกคัดค้านจากเหล่าหุ้นส่วนหลายคนที่มองว่าเธอนั้นยังเด็กเกินไปจนกลายเป็นเรื่องราวของการถกเถียงอยู่นานพอสมควร

ในวงการของธุรกิจไม่มีคำว่ามิตรสหายที่แท้จริง คาริสาต่อสู้กับคำดูถูกถากถาง เธอไม่ยอมปล่อยให้บริษัทที่คนเป็นพ่อสร้างมากับมือต้องตกเป็นของคนอื่น แม้ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากและคำด่าทอคาริสาก็พร้อมที่จะทำ เธอไม่มีวันปล่อยให้คนที่รอแทงข้างหลังทำสำเร็จอย่างแน่นอน

ในส่วนของพินัยกรรมที่ภูมิพัฒน์ได้เขียนเอาไว้ คนที่มีสิทธิได้เป็นประธานของบริษัท พันธนรัตน์ดีไซน์คือ ภาคิน พันธนรัตน์ แต่ด้วยอายุของเขาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ภูมินทร์และคาริสาจึงตัดสินใจช่วยกันดำรงตำแหน่งผู้บริหารไว้เป็นการชั่วคราว

และได้ส่งภาคินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทางด้านวิศวกรรมโดยตรงเพื่อให้เขาสามารถกลับมาบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันข้างหน้า คนเสียสละคือพี่สาวที่ยอมทิ้งความฝันการเป็นเชฟของตัวเองเพื่อสร้างเสาหลักให้เข้มแข็งรอวันที่น้องชายจะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารแทนเธอ

“คุณภาคิน ดึกขนาดนี้ยังไม่กลับอีกเหรอครับ” พลภพกล่าวทักทายเจ้านาย

“กำลังจะกลับแล้วครับลุงพล ลุงเห็นน้ำมนต์รึเปล่า”

“เพิ่งเจอเธอเมื่อกี้เองครับ ท่าทางคุณน้ำมนต์ดูรีบร้อนยังไงชอบกลแถมยังเดินขากะเผลกออกไปอีกสงสัยจะปวดท้อง”

พลภพพูดตามที่เห็น แต่คำพูดของชายสูงวัยทำให้ภาคินสีหน้าเจื่อนลงทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาที่ไม่ได้อ่อนโยนกับเธอเท่าที่ควร การที่เธอต้องเจ็บท้องแบบนั้นคงมาจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากเขา

ดาริกาเซ็กซี่บาดใจขนาดนั้นใครจะไปทนไหวกัน ทั้งลีลาท่าทางและเสียงครางของเธอยังคงติดตาติดหูของเขาอยู่เลย

ไม่รู้ว่าความรู้สึกของเธอในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แต่อย่างน้อยเธอก็ต้องร้องไห้ออกมาแน่นอน

“อ้อ…ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนแล้วกัน”

รถหรูแล่นไปตามท้องถนนภาคินชะเง้อมองข้างทางแต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของหญิงสาวที่เขามองหา สิ่งที่เขาทำลงไปในวันนี้สร้างความรู้สึกผิดจนบอกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าเป็นครั้งแรกสำหรับเธอยิ่งทำให้เขาจุกจนพูดไม่ออก

เขาควรจะอ่อนโยนกับเธอมากกว่านี้

“เธอกำลังทำอะไรอยู่น้ำมนต์ ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง” เจ้าของใบหน้าหล่อลอบระบายลมหายใจ

ภาคินเอนตัวลงบนที่นอนกว้างยกมือทั้งสองข้างขึ้นก่ายหน้าผากด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะกลุ้มใจเรื่องของดาริกาได้มากเพียงนี้

การที่ต้องมาแคร์ใครสักคน หรือต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยคนคนนั้นความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่ารัก หรือ แค่รู้สึกดีกันแน่? เขาเองยังไม่แน่ใจ

 

สองวันผ่านไป พระอาทิตย์ยังคงขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าร่างบอบบางของดาริกาก็ยังคงมีลมหายใจเธอพลิกตัวใต้ผ้าห่มหนาหันมองออกไปนอกหน้าต่างพลางถอนหายใจกับความรู้สึกที่หดหู่เต็มที ร่างกายที่แปดเปื้อนไปด้วยรอยแดงช้ำที่ภาคินฝากฝังเอาไว้ทำให้เธออยากหนีหายไปจากโลกนี้ โดยที่ไม่ต้องรับรู้อะไรเลย

‘เพื่อนรัก’ สายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาสักนิด ดาริกาปล่อยให้สายปลายทางร้องดังอยู่อย่างนั้นจนมันเงียบไปในที่สุด ร่างเล็กของเธอยังคงนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มหนาเพราะยังคงรู้สึกเจ็บกับแผลที่เขาได้สร้างเอาไว้

“ยัยมนต์ เกิดอะไรกับแกรึเปล่าเนี่ยทำไมถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์” มือเล็กกดโทรศัพท์ยิกๆ รู้สึกร้อนรนเมื่อโทรหาดาริกาเท่าไหร่แต่เธอก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์เสียที

“อะแฮ่ม ทำอะไรอยู่ยัยพลอย” เสียงหวานใสที่ดังผ่านความเงียบเข้ามาทำให้พลอยประภาตกใจจนเกือบโยนโทรศัพท์ทิ้งลงกับพื้น โทรศัพท์ราคาแพงหากตกลงไปค่าซ่อมคงไม่ใช่ถูกๆ

“โอ๊ย! อีกัสอีบ้า”

(กลัฟ) ธนกรณ์ หรือกัสจังเพื่อนสาวอีกคนของพลอยประภาและดาริกา ทั้งสามคนเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแม้ว่าต่างคนจะเรียนกันอยู่คนละคณะ แต่ทุนที่พวกเขาได้รับจากทางบริษัทพันธนรัตน์ดีไซน์ทำให้พวกเขาทั้งสามคนต้องมาสนิทสนมและกลายเป็นเพื่อนรักกันจนถึงทุกวันนี้

“แหม่ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้ ขวัญเอ่ยขวัญมานะลูกพลอย”

“ก็ฉันห่วงยัยมนต์นะสิ โทรไปเป็นสิบสายไม่รับสักสายเป็นอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้”

อาจมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอนี่คือสิ่งที่พลอยประสากำลังคิด ใบหน้าหวานเจื่อนลงจนเห็นได้ชัดดาริกาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เธอต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ ถึงได้หายเงียบไปไม่ติดต่อใครแบบนี้

“ปกติยัยมนต์เป็นคนรับผิดชอบจะตาย ขาดงานดื้อๆ แบบนี้ไม่น่าเป็นไปได้นะ” กัสจังยกมือกอดอกพร้อมกับครุ่นคิดถึงสาเหตุที่พอจะเป็นไปได้ที่ทำให้เพื่อนสาวต้องหยุดงานกะทันหันแบบนี้

“เอ๊ะ…หรือว่ายัยมนต์ลางานกับบอสแล้ว แกลองไปถามบอสดูสิ”

“อ้าวทำไมต้องเป็นฉันล่ะ”

“ก็แกเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล แกไม่ไปถามแล้วจะให้ใครไปถามล่ะคะคุณพลอยเร็วๆ เลย” กัสจังพูดพลางโบกไม้โบกมือไล่ หล่อนเองก็อยากรู้คำตอบเร็วๆ เหมือนกัน

“แกก็อย่าเร่งสิอีกัส ขอเวลาทำใจหน่อยไม่ได้รึไงเผชิญหน้ากับบอสใช่เรื่องปกติที่ไหนล่ะ”

หลังจากที่พลอยประภาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของภาคินราวห้านาทีได้ หล่อนก็ตัดสินใจเคาะประตูสองสามครั้ง พร้อมกับถอยออกมายืนก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยมรอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย

แต่ผ่านไปห้านาทีก็แล้วสิบนาทีก็แล้ว คนในห้องก็ยังไม่ส่งเสียงอะไรออกมาพลอยประภาเดินวนไปวนมาด้วยความกลุ้มใจ แต่ก็คงต้องตัดสินใจลองเรียกเขาดูไม่งั้นหล่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้ปัญหาเรื่องของดาริกาได้อย่างไร

เพราะบางทีเธออาจจะลางานกับภาคินอย่างที่กัสจังบอกก็ได้

“คุณภาคินค่ะ พลอยขออนุญาตเข้าไปได้ไหมคะ”

“เข้ามา” พลอยประภาเดินเข้าไปข้างในและหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน หล่อนก้มมองใบหน้าหล่อเหลาของภาคิน วันนี้สีหน้าของชายหนุ่มดูอิดโรยจนหล่อนรู้สึกแปลกใจ

เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

“คุณมีธุระอะไร” น้ำเสียงเรียบเฉยยิ่งบอกได้ว่าตอนนี้เขากำลังหงุดหงิด

“เอ่อ…คือน้ำมนต์ได้ลางานกับคุณภาคินรึเปล่าค่ะ พอดีพลอยโทรไปตั้งหลายสายแต่ก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์เลย” ภาคินเงยหน้ามองคู่สนทนา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันนัยน์ตาสีนิลฉายแววของความกังวล

“อ้อ…เธอลางานกับผมแล้วคุณสบายใจเถอะ” ภาคินโกหกทันควันเพราะกลัวว่าหล่อนจะคิดมากเรื่องของเพื่อน

“ได้ยินแบบนี้พลอยค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย ปกติยัยมนต์รับสายพลอยตลอดก็เลยกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมนต์ ถ้างั้นพลอยขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ” เจ้าของร่างเล็กเดินออกจากห้องหน้าตายิ้มแย้ม ครั้นได้ยินคำยืนยันจากปากของภาคินทำให้หล่อนหมดห่วง จะมีก็แต่ภาคินที่ลุกขึ้นเดินไปเดินมาอยู่ๆ เขาก็รู้สึกเป็นห่วงดาริกาขึ้นมาจับใจ

‘ยัยนั่นคงไม่คิดสั้นหรอกมั้ง แล้วถ้าเกิดเธอคิดขึ้นมาล่ะ’ ภาคินไม่อาจวางใจเรื่องนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอหนักหนาพอควร

ดาริกายิ่งเป็นคนใสซื่ออยู่ด้วยหากเกิดอะไรขึ้นกับเธอเขาคงรู้สึกผิดไปตลอด แต่จริงๆ น่าจะเป็นความห่วงใยที่เกิดขึ้นภายในใจลึกๆ เสียมากกว่า เพียงแค่เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

ภาคินตัดสินใจโทรหาผู้ช่วยมือขวาให้ออกไปพบลูกค้าแทนเขาในวันนี้

[คุณนนท์ วันนี้ตอนบ่ายคุณไปคุยกับลูกค้าแทนผมหน่อยผมมีธุระสำคัญต้องไปทำ]

[ได้ครับท่านประทาน ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้]

หลังจากวางสายเขาก็รีบไปยังตู้เก็บเอกสารเพื่อค้นหาแฟ้มประวัติของพนักงานใต้สังกัดการดูแลของตัวเอง ภายในแฟ้มนั้นมีข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน ซึ่งสิ่งที่เขาอยากรู้ในแฟ้มประวัติของดาริกาคือ ที่พักของเธอหากไม่ได้เห็นหน้าเธอในวันนี้เขาคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำงานต่อ

****** 

พี่คินเป็นห่วงแหละดูออก ^^ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว