facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๓๓ ดวงเนตรสีชาด

ชื่อตอน : บทที่ ๓๓ ดวงเนตรสีชาด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 13:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๓๓ ดวงเนตรสีชาด
แบบอักษร

๓๓ 

ดวงเนตรสีชาด 

 

“หมู่ท่านทั้งหลายมีกิจสำคัญอันใด ฤๅ จึ่งเสี่ยงภัยเอาชีวิตเดินผ่านไพรพนาวรรณป่าอาถรรพณ์”

พราหมณ์ผู้เฒ่าหนึ่งในเก้าซักความ คลุมผ้าขาวนวลเฉกเช่นหนวดเคราเส้นผม คล้องลูกประคำรอบลำคอและข้อมือ คิ้วขาวยกฉงนจนหยดน้ำเขียนสีแดงบนหน้าผากลีบเล็ก ส่วนพราหมณ์ชราทั้งแปด บ้างอ้วนท้วมเจ้าเนื้อ บ้างผ่ายผอมหนังหุ้มกระดูก ต่างนั่งขัดสมาธิเรียงลำดับบนแท่นหินศิลาหน้าประตูระเบียงคดชั้นใน ลักษณะคล้ายปราสาทหินแถบจังหวัดในภาคอีสาน ฝ่ายพราหมณ์น้อยผู้แก้ไขช่วยพวกพจน์ในป่าอาถรรพณ์พนมมือชันเข่าตรงขั้นบันไดศิลาลดหลั่น

“เราทั้งนี้ล้วนเป็นพ่อค้าวาณิชประสงค์ไม้จันทน์หอมเบื้องหลังเทวาลัยเป็นจุดหมาย ต้องการนำค้าขายเพิ่มทรัพย์ศฤงคารแลฐานะตนจึ่งดั้นด้นเสี่ยงภัย” อุปราชาหนุ่มทรุดเข่าลงพนมมือแสดงคารวะ

“หามีมนุษย์ผู้ใดจักอาจหาญชาญชัยก้าวล่วงผ่านไพรไสยศาสตร์มา ด้วยเกรงฤทธาคำสาปร้ายอันซ่อนเร้นอยู่ แม้นคำเหล่าเจ้าจักอ้างจู่เข้าตัดไม้จันทน์หอมเพื่อผดุงชีพ แต่จะหามีคุณค่าถึงขั้นต้องสละชีวีมิเห็นสม”

พราหมณ์ผู้หนึ่งตวาดกลับ แม้กำลังวังชาล้าโรยแต่พลังเสียงกึกก้องดุจวัยหนุ่ม สภาพแวดล้อมของมหาเทวาลัย มีลักษณะเก่าโทรมปรักหักพัง ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นแทรกรกชัฏ หินศิลาก้อนมหึมาถูกจัดวางเป็นรูปทรงยอดมณฑปปราสาทดูใหญ่โตกว้างขวางอยู่เบื้องหลังระเบียงคดชั้นใน ต้นไทรมากมายหยั่งรากรัดหินทรายแน่น

บารายสระน้ำขนาบลานศิลาชั้นนอกทั้งซ้ายขวา ท้องฟ้าเบื้องบนสุกสว่างสดใสไร้เมฆหมอกดำปกคลุม ผิดต่างจากคำพราหมณ์โกสินธพว่าไว้ประหนึ่งคำลวง สถานที่สงบเงียบเช่นนี้น่ะหรือจะมีภัยอันตรายซ่อนเร้นอยู่

“ด้วยคำสัตย์จริงเป็นพยาน หมู่ข้ารอนรานฝ่าภัยด้วยต้องการไม้จันทน์เป็นแน่แท้หามีสิ่งใดแอบแฝง” มาตะกระพุ่มมือวอน “การค้าขายแม้จักตั้งตัวติดมีเงินตราไหลเวียนเข้าหีบสมบัติสักมากน้อยเพียงใด แต่หากมิอาจนำสินค้าอันมีราคาสูงในท้องตลาดมาวางขายแล้วไซร้ ทรัพย์อันควรมีประจำตัวก็จักพร่องลงแลลดหายไปในที่สุด ครั้นบัดนี้ราคาไม้จันทน์หอมเหยียบหลายร้อยชั่งมีหรือที่หมู่ข้าจักห่วงชีวิตตัว หวาดกลัวแต่สิ่งเดียวคือบิดามารดร ภรรยาแลบุตรจักได้ยากอดมื้อกินมื้อดอก จึ่งฝืนนำชีวิตมาเสี่ยง”

ผู้ทรงศีลได้ฟังคำทั้งนั้นก็หันเหกระซิบกระซาบต่อกันแลกันชั่วแล่น แล้วพราหมณ์ผู้ประทับนั่งอยู่กึ่งกลาง ลักษณะหัวหน้าเหล่าคณะก็กล่าวคำหนึ่ง

“อาตมันปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าหมู่ท่านกล่าวคำโดยซื่อ ทั้งมีจิตใจมั่นคงในการหาเลี้ยงชีพพร้อมความซื่อสัตย์สุจริตมิได้ละทิ้งครอบครัวให้ได้ยากลำบากเป็นคุณประเสริฐประจำกายมนุษย์ เห็นจะมิขัดขวางในความประสงค์แลจักให้ที่พักอาศัยในเทวาลัยแห่งนี้เป็นแหล่งหลบฝนแดดหนึ่ง แลจักให้พราหมณ์น้อยผู้ศิษย์อาตมันนาม มารุต คอยรับใช้ปรนนิบัติท่านอีกหนึ่ง ระหว่างจัดหาไม้จันทน์จนครบตามจำนวน”

“ขอบพระคุณท่านพราหมณ์ทั้งหลายยิ่ง” มาตะว่าแล้วก็ก้มกราบหน้าผากชิดพื้น คนอื่นเห็นกิริยานอบน้อมของมาตะเป็นหลักนำก็รับคำทำตามโดยพลัน

“แต่มีข้อห้ามหนึ่งอันเหล่าท่านพึงระลึกแลระมัดระวังให้จงหนัก คืออย่าได้ข้ามเขตระเบียงคดเหยียบย่างสู่ชั้นปรางค์ประธานมหาเทวาลัยเป็นเด็ดขาด ด้วยเหล่าอาตมันบัดนี้กระทำพิธีเพ่งบำเพ็ญญาณสมาธิอยู่ มิอยากให้ผู้ใดรบกวนจึ่งเตือนไว้ นอกจากเขตนี้แล้วเหล่าท่านสามารถเดินท่องได้มิหวงห้าม แต่อย่าหลงเดินจนออกข้ามแนวกำแพงมหาเทวาลัยเป็นเด็ดขาด เนื่องจากภูมิประเทศโดยรอบเป็นหนองน้ำบึงขนาดใหญ่ปิดล้อมเป็นปราการสำคัญประดุจดั่งนพนทีมหาสมุทร มองผิวเผินอาจมิลึกดังตาเห็นแต่ใครเลยจักล่วงรู้ได้ว่า เหล่ากอวัชพืชน้ำแลดงธูปฤๅษีอันขึ้นอยู่หนาแน่นนั้นหยั่งรากไปยาวไกลเช่นไร” พราหมณ์ข้างเคียงกล่าวเตือน

“อีกทั้งแนวไพรพนาวรรณป่าอาคมดำเป็นเขตหวงห้ามอย่างที่สุด เช่นท่านประสบด้วยตนเองแล้ว พระเวทมนตราถูกสาปแช่งฝังไว้กับป่านี้นับอสงไขยมิอาจมีผู้ใดไขถอนได้ จงอย่าริอ่านย่างกรายไปแต่ผู้เดียว หากเหล่าอาตมันมิได้เพ่งจิตระลึกเห็นหมู่ท่านตกอยู่ในอันตราย จนส่งศิษย์ผู้น้อยไปนำออกมา มีหรือพวกท่านจักเอาชีวิตรอดได้” พราหมณ์อีกคนแจ้งซ้ำ

“แต่การทั้งนี้อย่าได้ปริวิตกเกินควรนัก หากท่านทำการตัดไม้ขนฟืนจนพอใจแล้วแลประสงค์กลับ อาตมันจะเบิกทางให้ปลอดภัยอย่าได้กลัว”

“ขอบพระคุณความอารีแห่งผู้ทรงศีลยิ่งนัก หากมิได้เหล่าอาจารย์พราหมณ์ยื่นมือเข้าพิทักษ์แล้วไซร้ ไหนเลยพวกข้าจักมีชีวิตมาเจรจาความสืบไปได้ บุญคุณครั้งนี้มิอาจแทนทดได้หมดก็จักขอช่วยปรนนิบัติดูแลตอบแทนท่านคืนดุจกัน” สุริยะอุปราชตรัสสำนึกบุญคุณ

“ข้ามีคำถามข้องใจหลายประการ เหตุใดเหล่าพราหมณ์วรรณะสูงเช่นท่านจึงบำเพ็ญเพียรปลีกวิเวกไกลถึงเพียงนี้ ซ้ำเป็นเทวาลัยร้างตั้งห่างผู้คนหนึ่ง แลมีป่าอาถรรพณ์เป็นปราการอันตรายอีกหนึ่ง มาตรแม้นไร้กิจจำเป็นแล้วก็มิเห็นเหตุชักนำเข้ามา” เวฬุดักถามแสร้งทำสงสัย

ไม่นึกว่าเวฬุจะกล้าหาญถึงขนาดถามต่อกันซึ่งหน้าเช่นนั้น เพราะคำอาจารย์โกสินธพกล่าวว่า ไม่เคยพบพราหมณ์บำเพ็ญพรตใดจะอยู่อาศัยเทวาลัยร้างแห่งนี้เกินกว่าเจ็ดราตรีเป็นที่สงสัย อีกทั้งมีอำนาจมืดแฝงเร้นอยู่สะกิดใจ มาตะส่งตาปรามว่องไวแต่ไม่ทันการณ์

ผู้ครองศีลทั้งเก้าก่อนหน้ามีความผ่อนคลายยิ้มแย้มเอ็นดู แต่ชั่วครู่หนึ่งก็ปรับเป็นเงียบขรึม พราหมณ์เฒ่าหัวหน้าคณะอรรถาธิบายว่า

“หมู่คณะอาตมันเป็นพราหมณ์ลัทธิป่า ต้องการสถานพนาสงบแลห่างไกลผู้คนเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร ด้วยหากมีสิ่งใดก่อเกิดขัดขวางหว่างพิธีกรรม สิ่งบำเพ็ญมานับแต่แรกก็มีอันสูญเปล่าดั่งนี้ แหละเทวาลัยร้างกลางหนองบึงจึงเหมาะสมทั้งชัยภูมิวิเศษ กีดขวางด้วยปราการธรรมชาติล้อมรอบเป็นคุณประโยชน์ดังท่านได้เผชิญแล้ว อาตมันจึ่งมิเห็นแหล่งใดจักเหมาะสมยิ่งไปกว่านี้อีก” กล่าวเสร็จก็ผุดลุกยืนเป็นสัญญาณให้เหล่าพราหมณ์ทั้งแปดทำตาม “อาตมันช่วยชีวิตท่านเป็นคุณดังท่านระลึกได้แล้ว แลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะทำการตอบแทนดุจกัน คืออย่าได้เข้ามายังเขตหวงห้าม ฤๅ ก่อกวนพิธีกรรมบำเพ็ญเพียรเป็นเด็ดขาด ทั้งนี้หากมีสิ่งใดประสงค์จักสนทนาด้วยอาตมันจงสั่งความฝากมารุตผู้ศิษย์ ขัดสนประการใดจงแจ้งแก่พราหมณ์ผู้นี้อย่างได้เกรงใจ บัดนี้เหล่าอาตมันเห็นทีจำต้องละท่านไว้ขอเข้าสู่ลานพิธีบริกรรมคาถาต่อ อย่าหาได้ละทิ้งโดยมิพึงใจในคำหมู่ท่านเลย ด้วยมีกิจจำเป็นหาควรละไว้นานจักขอลา”

หลังต้อนรับเป็นอันดีแล้วก็ลุกเดินเชื่องช้า บางคนอาศัยไม้ค้ำยันช่วยพยุงผ่านซุ้มประตูหินของระเบียงคด ลัดเลาะเข้าสู่ภายในเทวาลัยปราสาท ท่าทีสำรวมน่าเคารพจนลับจากดวงตา พจน์รีบโจนเข้าหาพราหมณ์หนุ่มน้อยนามว่า มารุตโดยเร็ว แล้วจ้องพิจารณาโครงหน้า คิ้วหนา ตาโต ปากบาง อย่างเดียวกันกับวายุข้าคนสนิทของพระเจ้าวัชรโกมลอดีตชาติของพจน์ ต้องเป็นวายุกลับชาติมาเกิดเป็นแน่ แต่พอพจน์ถามว่าเจ้าตัวใช่คนผู้นั้นหรือเปล่า มารุตก็ส่ายหน้าซ้อนความฉงนฉงาย

“อาตมันหาครองตนในนามอันท่านกล่าวไม่ ขอรับ”

ภัทรพจน์ยิ้ม ไม่อาจยอมรับคำปฏิเสธนั้นได้ ความยินดีผุดขึ้นเสมอเจอมิตรสหายคราวพลัดพราก จึงเอาแต่จดจ่อมองเนือง ๆ

“ท่านประสงค์สิ่งใดไหว้วานอาตมัน ฤๅ ขอรับ” มารุตเม้มปากเขินขวย เหยียดยืนเต็มความสูงระดับเดียวกับพจน์ ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นวายุแน่นอน ในฝันวาระสุดท้ายของพระเจ้าวัชรโกมลนับแต่ตนจำความได้ ใบหน้าของคนผู้โอบกอดพยายามปลุกร่างร่ำร้องคือคนตรงหน้านี้ไม่ใช่หรอกหรือ

“นายจำไม่ได้เหรอ จำไม่จริง ๆ สินะ วายุ”

“อาตมันนามว่า มารุต ขอรับ” พราหมณ์หนุ่มแย้งท่าทีมั่นใจ ใบหน้านิ่งงันเริ่มแดงเก้อเขินเมื่อถูกภัทรพจน์เอาแต่จ้องไม่วางตา

“กระไรเจ้ามาคาดคั้นในสิ่งซึ่งผู้ทรงศีลยึดมั่นในเจตนาดั่งนี้มิเห็นสม กิริยาดื้อรั้นประจำตนจักมิลดทอนได้เลยกระนั้น ฤๅ ทั้งคนผู้อยู่ตรงหน้าเจ้ายังครองวรรณะพราหมณ์สูงกว่าในหมู่เรา มิควรกระทำกิริยาวาจาหามีมรรยาทกระนั้น” อุปราชสุริยะตำหนิขัดคอ พจน์ทำเป็นไม่สนใจคำยั่วโกรธ นึกอยากอยู่ตามลำพังสองต่อสองกับพราหมณ์น้อยเพื่อซักเตือนความจำก็ผุดคิดอุบายได้อย่างหนึ่งจึงร้องว่า

“กระหายน้ำ นายพาเราไปหาน้ำกินหน่อยสิ วา.. เอ่อ มารุต”

“ท่านประสงค์น้ำ ฤๅ ขอรับ ประเดี๋ยวอาตมันจักเร่งหามาให้ไม่นานนัก” กล่าวเสร็จก็จ้ำพรวดผ่านพจน์ ลอดซุ้มประตูมหาเทวาลัยชั้นนอกโดยเร็ว พจน์แทบไขว่คว้าแขนเจ้าพราหมณ์สหายเก่าไว้ไม่ทัน

“เดี๋ยวสิ เราขอไปด้วย นายจะได้ไม่ต้องลำบากตักมา ไหนละบ่อน้ำหรือลำธาร ไปกันเถอะ”

เวฬุ โกสินทร์มองการกระทำดั่งก้อร่อก้อติกของพจน์แล้วสังเกตอารมณ์เจ้ามาตะบูดบึ้งสมคะเนก็นึกขันหลุดหัวเราะ ครั้นมาตะเห็นกิริยาเพื่อนตัวกุมท้องขำชี้หน้าตนก็วางท่าผึ่งผายดังเดิม ด้วยตัวไม่อาจเข้าขัดขวางหน้า เพราะมีโทษผิดหนักหนาอยู่ จึ่งได้แต่ข่มมาดนิ่งมองแต่เท่านั้น ฝ่ายกฤษณะออกปากอาสาติดตาม แต่ถูกอุปราชสุริยะบัญชาให้เป็นผู้นำทางสำรวจแนวไม้จันทน์เบื้องหลังมหาเทวาลัยสมคำอ้างเพื่อไม่ให้เป็นพิรุธผิดสังเกต แต่พระหทัยหนึ่งนั้นมุ่งลอบดูการกระทำของเหล่าพราหมณ์ทั้งเก้าเป็นข้อใหญ่

เจ้าพราหมณ์มารุตไม่เห็นหนทางบอกปัดก็พยักหน้ายินยอมให้พจน์ประชิดตัวแจ โดยมีมาตะกับราชองครักษ์คาวินคอยติดตามมาห่าง ๆ

“นายเกิดที่ไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใครหรือ มารุต บอกเราหน่อยสิ เราถูกชะตากับนายเหมือนเคยพบเจอกันมาก่อน” พจน์กระซิบถาม พราหมณ์หนุ่มมารุตสบตาสีน้ำตาลแล้วก้มหน้ามองพื้น เร่งเดินคล่องแคล่ว

“อาตมันเป็นบุตรของพราหมณ์สิปาฐะ แลนางพราหมณีวิโลบล เกิดในชนบทแขวงตำบลพุชคาม นอกชานเมืองสหัสะเมธา เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งสี่ ด้วยครอบครัวมีฐานะยากจน บิดาจึงออกอุบายพาอาตมันในวัยเพียงเจ็บขวบท่องเดินป่า ต่อมาหลังจากนอนพักเพราะเหน็ดเหนื่อย อาตมันตื่นขึ้นไม่พบบิดา เที่ยวร่อนเร่หาหนทางออกจากไพรพนาจนสำเร็จ อาศัยทักษะทางดนตรีคือขลุ่ยอันมารดาให้ไว้ประจำตัวแลกเศษเงินประทังชีพ ครั้นใคร่ครวญจึ่งรู้ว่าถูกบิดาตั้งใจมาทิ้งไว้เหมือนตัวเป็นกาฝากก็นึกโศก หักใจไม่กลับสู่เหย้าเรือน เดินแสวงบุญอยู่หลายปีจนออกนอกเขตชายแดน ประสงค์เที่ยวท่องหาสัจธรรมชีวิตแลฝึกปรือสมาธิให้เข้าถึงญาณสมาบัติ หมายใจเสาะหาแหล่งพำนักเงียบสงบ ครั้นได้ยินว่ามหาเทวาลัยร้างตั้งอยู่นอกประตูด่านทำเลห่างไกลผู้คนสมคิด จึงลัดเลาะเดินผ่านนครไพรพนาวรรณจวบกระทั่งถูกอำนาจพระเวทอถรรพเข้าจู่โจมเช่นท่านประสบ แต่เพราะเคราะห์กรรมยังมิสิ้นสุดเหล่าพราหมณ์ทั้งเก้าเข้าช่วยชีวิตได้ทันท่วงที อาตมันจึงฝากตัวขอเป็นศิษย์มานับแต่นั้น แลได้เล่าเรียนสรรพวิชา ทั้งพระเวทคาถาจากพระอาจารย์ทั้งเก้าเป็นคุณประดับตัว”

แสงแดดอ่อนทอประกายเจิดจ้าลอดผ่านเงาต้นไทรรกครึ้มใกล้กับซุ้มประตูปรักหักพังรูปสิงห์สองตัว ตกกระทบหยดน้ำตาแววใสจนหัวใจพจน์กระตุกวูบโหวง

“มารุต...”

“อาตมันจากครอบครัวมาเกือบครบสิบปี มิได้พบหน้าบิดามารดรจนแทบลืมใบหน้าท่านเสียแล้ว หากจะคิดหวนกลับก็เจ็บปวดหัวใจ เพราะตัวเปล่าเล่าเปลือยหา

มีทรัพย์สินใดจักไปช่วยพยุงฐานะวงศ์ตระกูลจนเป็นเหตุให้บิดาต้องนำอาตมันมาทิ้งเพื่อลดภาระ” มารุตพราหมณ์เงยมองพจน์ “หากนายท่านรู้พื้นเพต่ำต้อยของอาตมันแล้ว จักละถอยห่างโดยเร็วก็รีบกระทำเถิดขอรับ บ่อน้ำดื่มอยู่เบื้องหลังแนวรูปปั้นทวารบาลห่างออกไปเพียงมินานนัก อาตมันสามารถตักนำมาให้นายท่านได้ มิพักต้องติดตามให้เปลืองแรง กรุณาอย่าลดตัวท่านมาคลุกคลีชนชั้นข้าฐานะต่ำเช่นอาตมันเลย ขอรับ”

คำพูดมารุตตรึงเท้าพจน์ไว้แน่นกับพื้น ดวงตากลมใสแดงก่ำเป็นภาพน่าสะเทือนอารมณ์ไม่คาดคิด เหตุใดบุคคลร่วมชีวิตในอดีตชาติกลับมาเกิดใหม่ในเส้นทางยากลำบากเช่นนี้ ทำไมถึงไม่เกิดเคียงใกล้พจน์ ทำไม

“ขอโทษนะวายุ” ขอโทษที่ทิ้งนายไป โดยที่ไม่อาจพานายไปอยู่ด้วยกันได้

ขอโทษ...

มารุตกะพริบไล่น้ำตาผละหลบหน้าพจน์สู่บ่อน้ำดื่มทันที ปากบ่อก่อด้วยหินทรายขาวอยู่ข้างเคียงกับรูปปั้นพญาสิงห์ทวารบาลประจำข้างซุ้มประตูทางเข้าของมหาเทวาลัยร้าง โดยรอบมีพงหญ้าผุดขึ้นรกเรื้อหากไม่สังเกตให้ดี ขอบบ่อน้ำระดับความสูงไม่มากนักกลมกลืนกับธรรมชาติยากจะรับรู้ว่ามีอยู่ เส้นทางหินถูกแรงงานเมื่อเนิ่นนานขนเทถมทับเป็นเส้นทางจากนครไพรพนาวรรณป่าอาถรรพณ์สู่มหาเทวาลัย ขนาบด้วยหนองบึงขนาดใหญ่ มีพืชน้ำจำพวกธูปฤๅษี จอกแหน แลผักตบชวาขึ้นหนาแน่นเต็มพื้นที่

ลมพัดโชยโบกพัดพาอากาศเย็นเหนือผิววารีตกกระทบใบหน้าพจน์ จนเจ้าตัวสะดุ้งจากห้วงความคิด ท้องฟ้าใสกระจ่างผิดต่างจากก่อนหน้าที่หลงเล่ห์อยู่ในป่าอาคม เฝ้าพะวงคิดสภาพชีวิตของมารุตนับตั้งแต่เกิดในครอบครัวพราหมณ์ฐานะยากจน ซ้ำต้องถูกบิดาพามาทอดทิ้งในป่าเพื่อลดภาระการเลี้ยงดู กัดกินใจจนรู้สึกเสียดอก ตลอดเวลาเขาห่วงแต่เพียงว่าจะช่วยให้ทั้งสองพิภพรอดพ้นจากเงื้อมมือของ

จอมมารได้อย่างไร แต่ไม่เคยหวนคิดว่า บุคคลซึ่งเคยใกล้ชิดกับตนเมื่ออดีตชาติบัดนี้มีชีวิตขัดสนลำบากแค่ไหน เหตุผลที่เขาสามารถระลึกเห็นอดีตชาติทั้งสองครั้งคงไม่ใช่เพียงแค่รับรู้ถึงหายนะในบั้นปลายชีวิต แต่เป็นบุคคลตรงหน้านี้ต่างหาก เพื่อนผู้คอยดูแลรับใช้ จะทำอย่างไรดีหากพจน์อยากจะช่วยเหลือคนคนนี้ ใจหนึ่งนึกอยากชวนให้มาร่วมคณะ แต่อีกฝ่ายไม่เพียงจำพจน์ไม่ได้ มิหนำยังลืมเรื่องราวเมื่ออดีตชาติเสียอีก

“น้องท่านคิดการใดอยู่ ฤๅ” มาตะเอ่ยถามเสียงเบา

พจน์เหล่ตามองเจ้าคนล่ำสัน ตัดสินใจช่วยมารุตตักน้ำเป็นการหลบเลี่ยง ระหว่างกำลังเดินเข้าหาเกิดไม่ระวังก้อนศิลาทรายแฝงอยู่ในพงหญ้าจึงสะดุดล้ม เซถลาพุ่งหาฐานรูปปั้นสิงห์ทวารบาล ประจวบกับมาตะลอบสังเกตคุ้มกันคนรักอยู่แล้วก็รีบโผเข้าคว้าไว้ด้วยลำแขน พจน์ผวาสะดุ้งนึกว่าหัวจะโขกกับก้อนหินเสียอีก ครั้นถูกลำแขนแกร่งช่วยไว้ก็สะดุ้งตัวยิ่งกว่าโดนไฟลวก รีบผลักอกหนาออกห่าง แสร้งตีหน้าโกรธไม่สบอารมณ์ มาตะเลื่อนหน้าเศร้าเคล้านัยน์ตาวอนเข้าชิดใกล้ เกรงจะใจอ่อนก็สะบัดหนี ส่วนคาวินเห็นกิริยาพระราชบุตรบุญธรรมพ่วงยศหัวหน้าองครักษ์รีบถลันเข้าช่วยว่องไวเช่นนั้นก็ลอบยิ้มอยู่ในที

พจน์ผินหน้าหลบมาเจอกับฐานศิลาของทวารบาลรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่สูงเกือบห้าเมตร ฐานรองรับจึงกว้างหนาสมกับรูปปั้น แต่ผิวศิลาอันควรราบเรียบตามแบบฝีมือช่างผู้ก่อสร้างเกิดร่องรอยสลักเป็นตัวอักษรจารึกลงบนแผ่นหิน ฝุ่นดินพัดโบกบังหนาแน่นอยู่ พจน์ลองเอามือลูบออก พลันก็นึกถึงถ้อยคำของเฒ่าวลาหกตาบอดผู้ช่วยเยียวยารักษาพจน์ดังขึ้นในใจ

‘จงสังเกตรูปปั้นสิงหราชหน้าประตูมหาเทวาลัยเป็นหลักสำคัญ มีเป็นคู่เสมือนทวารบาลก่อนเข้าเขต ตรงฐานก่อศิลาจารึกเป็นโคลงสองบท แลบทท้ายมีข้อความหายไปหนึ่งคำของแต่ละบาท’  

ไม่ผิดแน่ โคลงสี่สุภาพสองบทนี้อ่านได้ความว่า

ไพรพนาก่อล้อม เราอยู่ ใต้เอย

รินกิ่งดาวปกคู่ แผ่นพื้น

นิลดุจดั่งฤดู ครองห่ม ข้าแฮ

สีรุ่งฉายปลุกฟื้น ฉ่ำน้ำ ตานอง

__ครองคู่เจ้า ชีวิต อนันต์

__แสงสองจิต คู่สร้าง

__แก้วแวววามพิศ คงอยู่ โกมล

__เลื่อนลับเปิดข้าง สู่เข้า ประตู

‘ท่านจงตรองด้วยสติปัญญาเถิดว่า คำเหล่านั้นคือสิ่งใด แลสิ่งนั้นจะเป็นกลไกเปิดเป็นช่องทางลับให้ท่านลอดผ่านใต้มหาเทวาลัยแห่งนั้นไปผุด ณ ใจกลางดงไม้จันทน์หอมเป็นแน่แท้’  

ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางลับดังคำชี้แนะของผู้เฒ่าแล้ว แต่บังเกิดฉุกใจว่าเทวาลัยขนาดใหญ่เหตุใดถึงก่อเส้นทางลับไว้ใต้พื้นเป็นกลไกประหลาดก็ฉุกใจคิดอยู่

“โคลงสี่สุภาพมีจริงดังคำเฒ่าวลาหก” มาตะชะเง้อชะแง้ผวาชิด ภัทรพจน์บิดหน้าตาม ริมฝีปากงามก็เฉียดเข้ากระพุ้งแก้มมาตะไม่ทันระวัง ลมหายใจร้อนแรงผ่อนกระแทกใส่ผิวเนื้อมาตะเป็นห้วงถี่กระชั้น เจ้าราชบุตรบุญธรรมระงับความรู้สึกล้ำลึกภายในกายหลับตาปิดแน่น พจน์ยกมือเอื้อมผลักอกแกร่ง สั่นไหวเพราะเสี้ยวสัมผัสพาลให้เรี่ยวแรงมีอันลดทอน

“นายถอย...”

“น้องท่านยอมเจรจาด้วยมาตะแล้ว ฤๅ” เจ้าหนุ่มร่างหนากว่าผุดรอยยิ้มแทนรอยโศก “รู้ ฤๅ ไม่ ข้าวอนเทพเทวาให้ได้ยินเสียงหวานหนึ่งนี้อีกสักครามานับครั้งไม่ถ้วน โปรดตวาด ฤๅ ตัดพ้อถ้อยความอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นคุณต่อหูมาตะด้วยเถิด บัดนี้หัวใจร่ำร้องอยากได้ยินซ้ำล้ำล้นอก”

พจน์เผลอหลุดปากทักท้วงอีกฝ่ายทั้งที่อุตส่าห์ใจแข็งปั้นกิริยาเมินเฉย พยายามกลบเกลื่อนการทั้งนั้นก็แสร้งส่งสายตาดุ มาตะเห็นฝ่ายเป็นต่อก็โอบรัดแขนแนบลำตัวคลอเคลียยิ่งกว่าเก่า พ่วงแววเว้าวอนเฉพาะตัวสำทับเข้าอีก ภัทรพจน์ก็หยุดจ้องหายใจระทวย

“น้ำอันท่านปรารถนากระหาย ขอรับ” มารุตเดินดุ่ม ๆ ถือคนโทดินเผาพร้อมยื่นจอกมาให้พจน์ พอเงยหน้าเห็นท่วงท่ามาตะทับตะครุบอยู่เหนือกายพจน์เป็นภาพล่อแหลมก็หน้าร้อนฉับพลัน “เอ่อ...”

พจน์ผลักไสอกมาตะออกห่างสุดตัว รับจอกน้ำขึ้นดื่มดับความวุ่นวายในใจ

“ขอบใจนะ วายุ เอ๊ย มารุต”

“หามิได้ ขอรับ เป็นหน้าที่อาตมันอยู่แล้ว” มารุตเผลอฉีกยิ้มกว้างดีใจคราวได้รับคำขอบคุณ ครั้นรู้สึกตัวก็ระงับรอยแย้ม เว้นระยะถอยห่างสองสามก้าว พจน์เอื้อมคว้าไหล่เจ้าพราหมณ์กอดโอบเช่นเพื่อนเกลอ อย่างไอ้ต่อ ไอ้กี ไอ้โบท ชอบทำเวลาพวกมันอยากปลอบหรืออยากอ้อนเอาอะไรสักอย่าง

“นายเคยเห็นมาก่อนหรือเปล่า ว่าตรงฐานรูปปั้นมีโคลงสี่สุภาพจารึกอยู่”

ชี้ชวนพราหมณ์หนุ่มน้อยหน้าซื่อให้เห็นข้อความจารึก มาตะแทบจะก้าวหลบไม่ทันด้วยท่าทีคนทั้งสองทำประหนึ่งตนกับองครักษ์คาวินมิได้ยืนอยู่ในที่แห่งนั้นด้วยแม้แต่นิด

“เคยขอรับ นายท่าน อาตมันเคยเห็น แต่ด้วยสติปัญญาอันต่ำต้อยจึ่งมิอาจหาความหมายอันโคลงนี้กล่าวถึงได้” มารุตขืนตัวจากวงแขน แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีชมพูเป็นที่น่าเอ็นดู จนพจน์นึกอมยิ้มดีใจที่แกล้งสำเร็จ

“เรามาช่วยกันคิดดีไหม ว่าคำที่หายไปจากส่วนหน้าของแต่ละบาทของบทที่สองเป็นคำอะไร มีคนบอกว่า หากไขปริศนานี้ได้จะพบช่องทางลับไปสู่เส้นทางใต้พื้นดินด้วยล่ะ” พจน์กระซิบใส่หูมารุต เจ้าคนโดนกระซิบก็สะดุ้งใช้แขนดันพจน์ให้ออกห่าง แล้วว่า

“อาตมันไร้ทักษะโคลงกลอน คงช่วยท่านแถลงไขมิได้”

“ข้าเชี่ยวชาญด้านภาษา หากน้องท่านประสงค์ให้ช่วยแก้ มาตะยินดี...”

ตวัดตาสีน้ำตาลขึงจ้อง เจ้าคนตัวใหญ่กว่าหุบปากหน้าเจื่อนจนพจน์จำต้องกลั้นขำ

“งั้นนายลองมาเดากับเราดีกว่าว่าจะเป็นอะไร เผื่อเปิดกลไกได้ อาจมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ภายใน ทีนี้นายก็สามารถมีเงินทองเอาไปให้พ่อแม่ได้แล้ว ว่าไง”

ความดีใจผุดวาบในกายมารุตชั่วแล่น รีบพยักพเยิดเห็นด้วย เผลอตัวเกาะแขนคนแปลกหน้า ลืมหลงระวังกิริยาเว้นระยะอันเจ้าตัวตั้งมั่นไว้ ดูเหมือนพจน์จะทำให้พราหมณ์น้อยไว้ใจได้แล้ว ไม่อยากให้กระต่ายตื่นตูมก็วิเคราะห์หาคำที่เหมาะสม

“คำแรกแต่ละบาทในบทแรกมีลักษณะคล้ายโคลงกระทู้ แต่เหมือนสะกดผิดบางคำ อาจเป็นคำลวง” มหาเทวาลัยแห่งนี้ลือกันว่าเป็นสถานที่ฝังพระศพของพระเจ้าอนันตราช ผู้ครอบครองอัญมณีหนึ่งในเก้า หรือว่าจะเป็น...

“ไพ-ลิน-นิล-สี พัช-รพี-นิล-กาฬ

เสียงมาตะดังมาจากเบื้องหลังพจน์ และทันทีเมื่อสิ้นสุดคำว่า กาฬ ฐานทวารบาลก็ขยับเขยื้อนด้วยกลไกบางอย่าง พจน์ขยับถอยตามแรงดึงของพราหมณ์มารุตหน้าตาตื่น ก้อนศิลาไถลแยกออกด้านข้างจนปรากฏช่องทางดำมืดขนาดพอดีตัวคน เห็นเป็นขั้นบันไดทอดสู่ห้องลับเป็นที่อัศจรรย์ใจ

“คาวิน ส่งไต้ไฟมาให้ข้า” มาตะสั่งความทหารองครักษ์ “แลจงเร่งกราบทูลพระอุปราช ว่าข้าพบเส้นทางลับบัดเดี๋ยวนี้”

ขอรับ นายกอง” เจ้าคาวินหนุ่มหน้าทะเล้น เล่นคำล้อของพราหมณ์มารุต เจ้าพราหมณ์มองทางหางตาอย่างรู้ทันแต่ไม่ได้กล่าวความใด

“ลงไปกันเถอะ” มาตะเดินนำ

“เดี๋ยว นายไม่คิดว่ามันจะมีอันตรายแฝงอยู่งั้นเหรอ” พจน์เผลอตัวร้องท้วงห้าม มาตะลอบยิ้มยินดีแล้วว่า “หากน้องท่านจะใจจืดใจดำปล่อยให้มาตะเดินเหินแต่ผู้เดียวก็จงรออยู่ตรงนี้เถิด”

กล่าวท้าเสร็จก็ย่ำเท้าลงตามขั้นบันไดค่อย ๆ หายลับลงในชั้นหินเบื้องล่าง พจน์กระวนกระวายเกรงจะมีภัยแฝงอยู่ไม่อาจปล่อยเจ้าคนดื้อรั้นให้ไปคนเดียวได้ก็รีบก้าวตาม มารุตไม่นึกว่าจะมีช่องทางลับซ่อนอยู่จริงก็ติดตามพจน์ไม่ห่างตัว

ความหนาวเย็นยะเยือกแผ่กระจายโถงถ้ำขนาดใหญ่ทันทีเมื่อพ้นบันไดหิน แทรกซ้อนกลิ่นชื้นตะไคร่น้ำหรือหญ้ามอสส์ อากาศแม้นอับทึบแต่ก็พอหายใจสะดวก

ถัดจากบันไดศิลาเป็นลักษณะห้องโถงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

แสงไต้ไฟเพียงหนึ่งเดียวมิอาจต้านทานเงามืด เสาหินทรายแกะสลักรูปหมู่มวลเทวดาทรงดนตรี บ้างเป็นพิณสาย บ้างเป็นซอ บ้างเป็นระนาดประดับเป็นลายนูนต่ำล้อมรอบแนวเสาที่บัดนี้พจน์นับในใจได้สิบคู่แล้ว ส่วนผนังถัดหลังเสาทั้งสองด้านจำหลักลายนูนต่ำ ลักษณะเล่าเรื่องราวบุคคลผู้หนึ่งผ่านช่วงชีวิตต่อเนื่องคล้ายภาพจิตรกรรมรามเกียรติ์ ณ ระเบียงรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บางครั้งเป็นรูปรบทัพจับศึก บ้างเป็นรูปประทับในปราสาทราชวัง แม้ไม่มีสีสันแต่งแต้มสวยงาม แต่ลวดลายสลักบนหินล้วนอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตจริง ภูเขา ลำห้วย ต้นไม้ บ้านเมือง ผู้คน

เผยทันทีเมื่อแสงไต้ไฟส่องกระทบ มาตะเหลียวมองประติมากรรมชั้นครูขณะเดินผ่าน มีบ้างที่เหลียวระแวดระวังพจน์กับมารุต เจ้าพราหมณ์หนุ่มมิเคยเห็นสิ่งตื่นตาเฉกนี้มาก่อนก็เบิกตาโพลงรำพันถึงบุญอันตัวเคยก่อให้ชักนำมาสู่สถานที่ลึกลับ

“นายคิดว่าจะมีทรัพย์สมบัติซ่อนอยู่หรือเปล่า มารุต” พจน์กระเซ้าเย้าแหย่ เจ้ามารุตส่ายหน้าขวยอาย เมื่อเดินผ่านอากาศเย็นมาได้สักพัก มาตะหยุดยืนนิ่งจ้องบางสิ่งเบื้องหน้า คือลักษณะแท่นหินสามชั้นซ้อนกันแกะสลักสวยงาม กลางแท่นเป็นศิลารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางอยู่บนแท่นยกสูงอีกชั้นหนึ่ง รอบกล่องศิลาสลักลายเทพนมวิจิตรบรรจง ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สมบัติเงินทองให้เห็นแม้แต่ซอกมุมอันลี้ลับ

“มันเหมือนกับ...”

“โลงศพ” มาตะต่อคำพูดในใจพจน์ให้จบความสงสัย

“หรือว่าจะเป็นความจริงตามคำลือที่ว่า มหาเทวาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฝังพระศพของพระเจ้าอนันตราช พระมหากษัตริย์แห่งเผ่าพันธุ์คนธรรพ์”

“ไม่มีสิ่งใดจะพิสูจน์คำน้องท่านได้ นอกจากต้องเปิดศิลาฝาโลงนี้ออก” มาตะกล่าวเสร็จก็ก้าวขึ้นสู่แท่นนั้น ออกแรงผลักจนกล้ามเนื้อขึ้นมัดชัดเจน พจน์เห็นการถือไต้ไฟเป็นอุปสรรคลดทอนจึงคว้ามาฝากให้มารุต แล้วช่วยส่งแรงผลักอีกคนหนึ่ง เมื่อพละกำลังบุรุษสองคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวแผ่นหินปิดฝาก็เลื่อนออกโดยพลัน

พจน์หอบเล็กน้อยเช่นเดียวกับเจ้ามาตะ กลิ่นหอมคล้ายดอกลีลาวดีแผ่ขยายปกคลุมทั่วบริเวณ มาตะรับไต้ไฟแล้วส่องลงในโลงศิลาแกะสลัก ว่างเปล่า ดุจไม่เคยมีร่างกายหรือพระศพของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นแม้แต่น้อย คำเล่าลือดูเหมือนจะผิดพลาดอย่างมหันต์

มาตะขมวดคิ้วแน่น พิจารณาโลงว่างเปล่านิ่ง แล้วบังเกิดเห็นแสงสีทองสะท้อนจากมุมหนึ่งก็ชี้ชวนให้พจน์ที่อยู่ใกล้กว่าดู เจ้าหนุ่มหน้าสะคราญเอื้อมลงหยิบเครื่องประดับสีทองทรงหยดน้ำอย่างเดียวกับที่เคยได้รับจากพระเจ้าวัชรโกมลอดีตชาติ ตรงกลางเครื่องประดับไร้อัญมณี

“คำลือเป็นจริง” มาตะจับสัมผัสเครื่องประดับหน้าผากจากมือคนรัก

“โลงพระศพนี้เป็นของพระเจ้าอนันตราช มหากษัตริย์คนธรรพ์ไม่ผิดแน่ แลคำอันผู้คนกล่าวขานว่าพระองค์เป็นผู้สุดท้ายที่ได้ครอบครองไพลินนิลสีก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ในมือข้านี้ แต่ดูเหมือนมีผู้ฉกชิงมหามณีสีดำไว้ครอบครองเสียแล้ว”

“นายจะบอกว่า พัชรพีนิลกาฬ ตกไปอยู่ในมือคนอื่นแล้วอย่างนั้นหรือ”

ถามกลับโดยเร็ว หลงลืมว่ากำลังโกรธมาตะอยู่ เจ้ามาตะยกยิ้มอีกครั้งแล้วว่า

“ไม่มีหลักฐานเป็นอื่นอีก น้องท่าน โคลงกลอนกระทู้บ่งสำแดงชัดแจ้ง แต่มีของสิ่งหนึ่งสำคัญมากค่าในสุสานหลวง จนมาตะปลื้มใจยินดียิ่งกว่าค้นพบมหามณี”

“อะไรล่ะ ไหนมีอะไรซ่อนอยู่อีก” พจน์ก้มสำรวจในโลงว่างเปล่ากวาดหาของมีค่าโดยเร็ว หวังจะได้นำไปให้มารุตเป็นสินทรัพย์นำกลับคืนยกฐานะครอบครัว

“รอยยิ้มแลถ้อยคำสนทนา จากปากภัทรพจน์น้องท่าน ยามแย้มเอ่ยแก่มาตะอย่างไรเล่า”

พอเจ้ามาตะเฉลยคำ พจน์ก็นึกได้ว่าเผลอหลุดเจรจา อุปมาทลายข้อขัดข้องหมองใจลงสมยอมก็พลันสิ้นหนทางแก้ต่าง มาตะโผประชิดเข้าหายอดดวงใจ

“อภัยให้ข้าเถิด น้องท่าน” มาตะกระซิบวอน “โปรดเมตตาใจอันทุกข์ระทมให้คลายหม่นหมองเถิดหนา โทษทัณฑ์มาตะบัดนี้ลดทอนมากเท่าใดแล้ว โปรดจงแจ้งให้ยินสักคำหนึ่งเถิดเจ้า”

ระหว่างเจ้าสองหนุ่มคลอเคล้าคลอเคลียโอ้โลมขอคำอภัยอยู่นั้น ปรากฏดวงตาสีชาดผุดขึ้นในเงามืดครอบงำนัยนาของบุคคลที่สามในห้องนั้นสว่างวาบน่าสะพรึง มันรำพึงรำพันกับตนเองว่า

“ข้าพบแล้ว... ผู้ครอบครองอัญมณีสูงสุดในตำนาน ปรากฏตัวเบื้องพิภพนี้จริงดังคำของพระองค์ มันทั้งคู่เท่านั้นที่ไขปริศนาแลผลักฝาโลงบรรจุพระบรมศพได้ มัน...อยู่ที่นี้แล้ว ศิษย์ข้า”

ความคิดเห็น