facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 (II)

คำค้น : ทราฟชาม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2559 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 (II)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

ตอนที่ 6

 

 

 

 

“วันนี้เลื่อนนัดผมออกให้หมดเลยนะครับ ผมยังไม่เข้าบริษัท...ครับ” 

ผมค่อยๆขยับเปลือกตาตื่นก่อนจะยกมือปิดตาตัวเองด้วยความแสบ แสงแดดจากข้างนอกส่องเข้ามาทำผมรีบมุดหน้าหนีลงกับหมอนอีกครั้ง พื้นที่เตียงด้านข้างผมยวบลงคงจะเป็นเสี่ย เมื่อกี้ก็คงโทรไปลางาน

“ไม่สบายรึเปล่า”

“อือ...แล้วงานผมล่ะ” ผมถามเสียงอู้อี้อยู่กับหมอน เสี่ยน้อยยกมือมาลูบหัวผมจนผมจะเคลิ้มหลับไปอีก ไม่ได้ฟังคำตอบกันพอดี

“โทรไปเปลี่ยนเวรแล้ว” เสี่ยน้อยตอบกลับมา ผมก็สบายใจเลยขอนอนต่ออีก

“งั้นขอนอนต่ออีก”

“เดี๋ยวจะไปทำอะไรให้กินรอแล้วกัน จะได้ลุกมากินยาด้วย”

“....” 

ผมไม่ตอบเสี่ยแต่ก็รู้สึกได้ว่าเสี่ยออกไปจากห้องนอนแล้วผมถึงได้หลับต่อ 

สิ่งแรกที่ผมตื่นขึ้นมาคือปวดหัว เจ็บคอ ตัวมันร้อนๆหนาวๆไม่ได้รู้สึกแบบนี้นานแล้ว ไม่สบายกันเห็นๆ ผมมองหาเสี่ยแต่ก็ต้องชะงักเพราะคนที่นอนกอดผมจากทางด้านหลังตอนนี้ก็คือคนที่ผมตามหา ผมหยิบโทรศัพท์มาดูเวลานี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ผมลูบมือเสี่ยแรงๆเพื่อปลุกเขา ร่างสูงก็ขยับตัวทันที ผมรู้สึกตัวร้อนวูบวาบไปหมดเมื่อเสี่ยเอาคางมาเกยไว้บนคอผมไม่พอแก้มยังแนบลงมากับแก้มผมจนปากผมจะเบี้ยว

“รู้สึกยังไงบ้าง ตัวร้อนนะเนี่ย” เสี่ยน้อยพูดเสียงเบาแต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี อย่าบอกนะว่าท่าวัดไข้...

“รู้สึกแสบ เสียดไปหมด” ผมตอบยิ้มๆ เสี่ยน้อยหลุดหัวเราะออกมาทันที

“หมายถึงไข้ ตรงนั้นนะรู้แล้ว”

“เดี๋ยวกินยาก็หายเองแหละ ผมหิวแล้ว” ผมรีบตอบ หน้าร้อนวูบวาบแปลกๆ

“งั้นเดี๋ยวเช็ดตัวให้เมื่อคืนอาบน้ำให้แล้ว”

“ก็ได้” ผมตอบรับยิ้มๆ 

“รอแป๊บเดียว”

ฟอดดดดดด

เสี่ยพูดไม่พอยังกดจมูกลงบนแก้มผมหนักๆสูดดมกลิ่นเข้าไปเต็มปอดจนผมเขินหน้าแดงไปหมดร่างสูงผละออกผมก็หันไปโวยวายใส่เขา

“ทำไมต้องหอมด้วยคนยิ่งอารมณ์ขึ้นง่าย”

“หึหึ เดี๋ยวมาเช็ดตัวกัน” เสี่ยไม่สนคำพูดผมเอาแต่หัวเราะ เสี่ยลงจากเตียงหายเข้าไปในห้องน้ำผมก็ลุกนั่งพิงหัวเตียงเบ้หน้าไปด้วยเพราะบั้นท้ายผมมันระบมจริงๆนะ ผมข่มตาแน่นก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งเสี่ยก็กลับมาพร้อมถังน้ำอุ่นและผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ผมจับผ้าห่มออกเสี่ยก็นั่งลงเช็ดตัวให้ผม 

“ถอดเสื้อออกก่อน” 

ผมหน้าแดงเมื่อได้ยินคำนี้ก่อนจะยกแขนให้เสี่ยเขาถอดให้ พอเสื้อผมออกจากตัวผมก็รู้เขินมากกว่าหนาวซะอีก ก็ไอ้รอยแดงเป็นจ้ำๆนี่สิตอกย้ำเรื่องเมื่อคืนสุดๆ เสี่ยยิ้มกรุ่มกริ่มด้วยความพอ ผมกรอกตาให้เขาเล็กน้อย 

“จะเช็ดมั้ยตัวอ่ะ” ผมนึกขอบคุณที่เสียงผมไม่แหบมาก เสี่ยน้อยเช็ดตัวให้ผมต่อแต่ก็ยังมีแอบเลื่อนสายตามามองหน้าผมล้อๆด้วย ผมก็คอยแต่แยกเขี้ยวขู่ให้เขาหยุดทำให้ผมเขินสักที

จนกระทั่งเช็ดตัวเสร็จผมก็เปลี่ยนเสื้อใหม่ออกไปนั่งทานข้าวกับเสี่ยเขา 

“เสี่ยทานข้าวเช้ายัง”

“อืม” 

เสี่ยตอบกลับมาผมก็ยิ้มกริ่ม ผมไม่อยากให้เขามาอดข้าวเพื่อรอกินพร้อมผมหรอก ผมกินข้าวเช้าพร้อมข้าวเที่ยงไปเลยก่อนจะกินยาที่เสี่ยเขาจัดมาให้ หลังมีอะไรกันเสร็จผมไม่ค่อยรู้สึกป่วยเท่าไหร่แต่ก็กินยาตลอดเสี่ยเขาเลยรู้ว่ายาตัวไหนบ้าง ที่ผมป่วยคงเพราะเมื่อคืนเสี่ยเขาคึกด้วยมั้งที่ได้กลับไปมหาลัย หึหึ 

“นั่งยิ้มอะไร” ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหน้าเสี่ยที่นั่งข้างๆผมอยู่โซฟาห้องรับแขก

“อยากยิ้มก็จะยิ้ม” ผมตอบกลับกวนๆ เสี่ยยกมือขยี้หัวผมแรงๆอย่างหมั่นเขี้ยวจนผมรีบปัดมือเขาออกพร้อมทำสีหน้ายุ่งๆ

“ไม่เห็นรึไงผมไม่สบายอ่ะ” ผมกวนต่อ. จนเสี่ยไม่ต่อปากต่อคำอะไร 

++++

เช้าวันต่อมาอาการผมหายดีขึ้นเลยขอมาทำงานถึงช่วงล่างจะยังไม่โอเคเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรมากมายนัก เสี่ยน้อยมองหน้าผมด้วยสีหน้าเป็นห่วงผมส่ายหน้ายิ้มๆให้เขา เป็นแบบนี้ทุกที

“ไม่ต้องห่วงมีอะไรผมจะโทรไปเอง โอเค๊?” ผมพูดดักร่างสูงไว้ก่อน เสี่ยน้อยก็พยักหน้ารับทั้งๆที่คิ้วก็ขมวดอยู่ เสี่ยเดินเข้ามาส่งผมในโรงพยาบาลเหมือนทุกครั้งเขาถึงจะกลับไปทำงาน 

จบพาร์ท ชาม

 

 

 

ทราฟ พาร์ท

ผมขับรถเข้ามาทำงานตามปกติก่อนจะเดินเข้าไปในบริษัทตลอดทางเจอพนักงานก็ต้องทำสีหน้ายิ้มบางเท่านั้นเพื่อแสดงความเป็นมิตรซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยผมเท่าไหร่ ผมขึ้นลิฟต์ไปยังห้องทำงานตัวเองเลขาผมก็รีบเข้ามารับกระเป๋าไปก่อนจะเปิดประตูให้ ผมก้าวเข้าไปข้างในเหมือนทุกทีแต่แปลกที่เท้าผมหยุดชะงักเพราะตอนนี้เก้าอี้ที่ผมนั่งทุกวันมีคนคุ้นตานั่งอยู่

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมถามขึ้น

“เมื่อวาน เข้ามาหาแกแล้วแต่ก็ไม่เห็นมาทำงาน” ทีชพูดเสียงเรียบ ผมหันไปพยักหน้าให้เลขาออกไปก่อนเธอถึงเดินออกไป ผมเดินเข้าไปยืนหน้าโต๊ะทำงานตัวเองก่อนจะมองสำรวจพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันนานแต่ก็ยังไม่เปลี่ยน ทั้งหน้าตาและนิสัย

“พอดีเมื่อวานชามไม่สบาย”

“คงจะจัดหนัก”

“....” ผมยักไหล่ไม่ตอบ ทีชยิ้มรับมันก็คงรู้ดีแต่แค่อยากกวนผมแค่นั้น

“แล้วเมื่อไหร่จะกลับมา” ผมถามขึ้นอีกครั้ง

“เดือนสองเดือนก็กลับมาแล้ว” ได้ยินคำพูดนั้นออกมาจากปากมันผมก็ดีใจ เพราะผมไม่ได้อยากจะทำงานนี้จริงจังขนาดนั้นแค่ทำรอให้ทีชมันกลับมาสานต่อแค่นั้น เมื่อถึงกำหนดการที่มันบอกผมก็จะหลุดจากบริษัทนี้ทันที เพราะเริ่มอยากจะหาความสุขใส่ตัวมากกว่าทำงานเพราะเงินที่ผมมีมันก็มากพอแล้ว เรื่องนี้พ่อกับแม่ผมท่านก็ไม่ขัดแย้งผมถึงได้สร้างบ้านไว้เพื่อจะพาไอ้ชามไปหาความสุขใส่ตัวมากกว่าทำงาน ผมยังไม่ได้บอกมันเรื่องนี้และก็มีอีกเรื่อง...

“แล้วกำหนดการที่แกจะได้ไปอยู่ที่นั่นเป็นเดือนบอกเมียแกรึยัง”

“ยัง” ผมตอบ ทีชหน้าเครียดลงทันที ผมเองก็เครียดไม่ต่างกัน

“น่าจะบอกได้แล้ว อีกไม่กี่อาทิตย์เองนี่”  

อีกแค่สองอาทิตย์เท่านั้นที่ผมจะได้ไปอยู่ดูงานที่บริษัทของกันต์ที่อังกฤษหนึ่งเดือน แน่นอนว่าไปกับกันต์เพราะผมจะกลับไปพร้อมเขา ผมยังไม่ได้บอกไอ้ชามเรื่องนี้ไม่รู้ว่ามันจะว่ายังไง แต่แค่เดือนเดียว...กลับมาแล้วทีชก็จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทแทนผม ผมเลยกะจะใช้ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่หายไปอยู่อังกฤษกับชามให้เต็มที่ 

ผมยังไม่พร้อมจะบอกมัน เลยยังเก็บเงียบ

“ช่างเถอะ แล้วนี่กะจะมาขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของบริษัทไปจนถึงเมื่อไหร่” ผมเปลี่ยนเรื่องไล่พี่ชายตัวเองทีชเหวอ ก่อนจะรีบลุกออกจากเก้าอี้ทำงานผม

“คำพูดคำจากับพี่ชายเนี่ยไม่ดีขึ้นเลยนะ”

“แล้วไปหาลูกรึยัง” ผมถามมัน ร่างสูงพอๆกับผมชะงักไปทันที

“ยัง...” ทีชตอบเสียงเบา ผมขมวดคิ้วส่ายหน้าให้มันหน่ายๆ

“ทำไม” ผมถาม แต่เชื่อเลยว่ามันจะเลี่ยง

“ช่างฉันเถอะ”  

เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผมไม่ตื้อก่อนจะคุยเรื่องอื่นกันไปก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานที่มันมาบอกผม ซึ่งผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะดันคิดมากเรื่องที่จะบอกชามยังไงดีเกี่ยวกับเรื่องงานในครั้งนี้

ทีชกลับไปได้ไม่นานประตูห้องผมก็ถูกเคาะเป็นกันต์ที่เข้ามาชวนผมไปคุยด้วย เขาแค่ต้องการสานมิตรผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย อย่างน้อยเขาก็แสดงนิสัยตัวเองออกมาจริงๆ 

 

 

 

จนถึงวันที่ผมต้องไปรับน้องชายของกันต์ที่สนามบิน ผมส่งไอ้ชามเสร็จก็ตรงไปที่สนามบินไม่เร่งรีบนัก ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับเมื่อมันสั่น เป็นกันต์ที่โทรเข้ามา

“ครับ”  ผมกรอกเสียงลงในสายก่อนจะรอให้เขาพูด

(“เป็นยังไงบ้าง”) กันต์พูดเสียงกระซิบคงจะแอบออกมาคุยนอกห้องประชุมสำคัญ ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะส่งให้ถึงที่แน่นอน” ผมพูดเสียงติดจะเบื่อไปนิด กันต์ขอบใจผมอีกรอบก็กดตัดสายไป ผมหยิบรูปถ่ายเด็กนั่นขึ้นมาดูก่อนจะวางมันลงที่เดิมเพราะจำได้แล้ว ออกจะเด่นขนาดนั้นเกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครหน้าเหวี่ยงเท่าไอ้เด็กอาร์นี่มาก่อน

...ก็สมกับเป็นลูกคุณหนูล่ะนะ 

ผมจอดรถหน้าสนามบินก่อนจะเดินเข้าไปข้างในคนก็เยอะเป็นธรรมดาผมยืนรออยู่ทางออกโดยมีเบอร์โทรที่กันต์ให้มา คงจะเป็นเบอร์น้องเขา ตอนนี้ก็น่าจะได้รับกระเป๋าแล้วผมถึงกดโทรออกหามันก่อน

(“ฮัลโหล”) 

“ผมรออยู่หน้าทางออกxxเดินออกมาก็เจอเลยครับ”

(“อืม”)

ตี๊ด

สายถูกตัดไปทันที เสียมารยาทก็จริงแต่ผมก็ไม่ได้คิดมากอะไร รอสักพักคนที่ผมรออยู่ก็มาพร้อมกระเป๋าใบเดียวแต่ใหญ่มากๆแปลกใจเหมือนกันที่มันพูดไทยชัด ร่างบางหยุดยืนก่อนจะชูรูปถ่ายขึ้นตรงหน้าผม อาร์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อมั่นใจก่อนจะถอดแว่นตาสีดำออกเผยให้เห็นหน้าเหวี่ยงๆนั่นชัดๆ มันยิ้มก็เหมือนเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลาก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์นั่นตลอด เหมือนพยายามโปรยเสน่ห์...แต่ห่วยเป็นบ้า

“ตามมา” ผมพูดขึ้นก่อนจะหมุนตัวกลับแต่ก็ต้องสบถด่าในใจเมื่อแขนถูกรั้งให้หันกลับไปโดยฝีมือคนข้างหลัง

“กระเป๋าฉันมันหนักมากๆเลยล่ะ นายคงเป็นเพื่อนกับพี่ชายฉัน งั้นช่วยน้องชายคนนี้ลากกระเป๋าหน่อยสิครับ” อาร์พูดไปยิ้มไปทุกครั้งที่มองหน้าผม กะจะใช้กันมากกว่าคงเพราะคิดว่าผมต้องยอมทุกอย่างเพื่อดูแลพวกเขา คิดผิดไปแล้วมั้งตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยจะไปลากกระเป๋าให้ใครถ้าไม่ใช่เมียตัวเอง

“ผมมารับ ไม่ใช่มาเป็นคนลากกระเป๋า ถ้าจะให้ลากกระเป๋าก็คงต้องหารถกลับเอง” ผมพูดเสียงเรียบพยายามพูดเพราะด้วยแล้วเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายยังเป็นเด็ก 

“!!!!”  อาร์ชะงักไปทันทีก่อนจะกัดปากตัวเองด้วยความขัดใจ ผมถามย้ำอีกครั้ง

“จะเอายังไง”

“ละ ลากเอง”

“.....” ผมไม่ตอบ หมุนตัวเดินออกไปหารถโดยมีอาร์เดินตามหลังมาบ่นไม่หยุดตลอดทางว่าอากาศร้อน จนมาถึงรถผมก็เปิดประตูให้มันขนของขึ้นไปเอง มันฮึดฮัดแต่ก็ยอมผมถึงได้รีบขึ้นรถขับพามันไปส่งคอนโด

“นี่ทราฟ” 

“....” เรียกผมห้วนจนไม่น่าให้อภัย ผมไม่ตอบ 

“ไม่ตอบก็ตามใจ พี่ชายฉันจะเสร็จงานกี่โมงงั้นหรอ”

“ก็ต้องรอถามพี่ชายคุณเอง” ผมตอบเสียงห้วนไปนิด แต่ไอ้เด็กนั่นก็ไม่สนใจ 

“ก็ได้” มันตอบก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆมีน้องแบบนี้ขอตายห่าไปเลยซะจะยังดีกว่า 

“ฉันหิวแล้วอ่ะ พากินข้าวก่อนไม่ได้รึไง” ไอ้อาร์บ่นขึ้นมาอีก ผมรีบตอบกลับไปทันที

“คอนโดก็มีให้กิน”

“ใจร้ายจังเลยนะ”

“....” ผมไม่ตอบ จนเด็กนั่นออกมาอาการหงุดหงิด

“shit!” มันสบถ ผมก็ไม่สนใจดูเหมือนมันจะเอาให้ได้ในสิ่งที่ขอซี่งผมเองก็เป็นคนประเภทนั้น ถ้าไม่ก็คือไม่ยิ่งไม่ใช่ไอ้ชามผมยิ่งมั่นคงในคำปฏิเสธ

จนมาถึงคอนโดผมก็จอดรถด้านหน้าปล่อยให้มันลงไปเอง อาร์มองหน้าผมด้วยสายตาโกรธๆแต่ผมก็ไม่สนใจ พอมันเดินหัวเสียเข้าไปข้างในคอนโดผมถึงได้กลับไปทำงาน 

อยู่ด้วยไม่กี่ชั่วโมงผมก็รู้สึกรำคาญมากๆ นึกอยากเปลี่ยนใจไม่ไปอยู่ที่อังกฤษแล้วแต่ก็คงไม่ทันเพราะทีชยังไม่ได้กลับช่วงนั้นและถ้าไปอยู่ที่นั่นเชื่อเลยว่าผมเจอไอ้อาร์บ่อยแน่ๆ 

ผมกลับเข้ามาทำงานในบริษัทจนเย็นก็ออกไปรับไอ้ชามพามันไปกินข้าวนอกบ้าน

“เป็นไงบ้างครับเมื่อเช้า” ชามถาม ผมยิ้มรับก่อนจะออกรถไปด้วยถึงได้อ้าปากตอบมันกลับ

“ไม่มีปัญหาอะไรก็แค่เด็กเอาแต่ใจคนเดียว”

“คงทำให้น้องพี่กันต์โกรธแน่ๆ”

“รู้อีก” ผมพูดขำๆ ไอ้ชามยิ่งได้ใจใหญ่ยืดอกรับทันที

“คิดว่าผมเป็นใครกันล่ะ” 

“เป็นเมีย” ผมตอบไปตามความจริงพร้อมมองมันด้วยสายตากรุ่มกริ่ม ไอ้ชามหน้าแดงไปหมดก่อนจะรีบโวยวายกลบเกลื่อน

“เสี่ย!”

“อะไรพูดความจริง” ผมกวนมัน แต่เราก็ต้องชะงักเมื่อโทรศัพท์ผมดัง ผมหยิบขึ้นมาดูก็เป็นกันต์ถึงได้เสียบบลูทูธ

“ครับ” 

(“อ่าา ทราฟพี่ขอบใจมากๆเลยนะที่ไปรับอาร์ให้น่ะตอนนี้พี่อยู่กับน้องแล้วล้ะ”)

“ครับ ไม่เป็นไร”

(“พี่ขอเลี้ยงข้าวสักมื้อได้มั้ย”) ผมหันไปมองไอ้ชามที่กำลังมองผมอยู่เช่นกันก่อนจะปฏิเสธออกไป

“เอาไว้วันหลังดีกว่าครับ”

(“งั้นหรอ แล้วค่อยเจอกันนะ”)

“ครับ”  

ผมรับคำก่อนจะดึงอุปกรณ์บลูทูธออกไอ้ชามทำหน้าสงสัยจนผมอดจะยิ้มไม่ได้

“พี่กันต์โทรมาขอบคุณใช่มั้ยครับ”

“ก็รู้นี่” ผมบอก ไอ้ชามก็พยักหน้ารับ

“ก็นึกว่าเรื่องอะไร อ้ะ! เราทานร้านนั้นกันดีกว่า”

“อืม”  

ผมรับคำก่อนจะเลี้ยวเข้าไปร้านอาหารที่ชามมันอยากกิน เราเดินเข้ามาในร้านคนก็ค่อนข้างเยอะแต่ก็เหลือโต๊ะว่างให้เรา ผมยังไม่ทันได้เปิดเมนูเราสองคนก็ชะงักไปทันทีเมื่อมีคนมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะเรา

“บังเอิญจริงๆเลยนะน้องชาม”

“เอ่อ...ครับ” ชามตอบด้วยท่าทีเอ๋อๆตกใจไม่แพ้กัน กันต์กับอาร์ยืนมองหน้าเราสลับกันไปมายิ้มๆ

“โต๊ะเต็มแล้วพี่นั่งด้วยได้มั้ย”กันค์พูดขอเสียงเกรงใจ ยิ่งไอ้ชามมันใจดีอยู่แล้วถึงได้ยอม

“ได้สิครับ”

“งั้นผมเปลี่ยนที่นั่ง” ผมพูดขึ้นก่อนจะย้ายไปนั่งข้างไอ้ชาม

“ครับ ขอบคุณนะ” กันต์พูดยิ้มๆก่อนจะให้ไอ้อาร์เข้าไปนั่งก่อนทำให้ชามได้จ้องหน้ากับอาร์ที่กำลังมองหน้าไอ้ชามอยู่เช่นกัน

“ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบเสียงเรียบ ก่อนจะรับเมนูมาเพิ่มจากพนักงาน

“ลืมแนะนำไปนี่อาร์น้องชายพี่ที่มาเที่ยวไทยน่ะ อาร์นี่ พี่ชามแฟนพี่ทราฟเขาน่ะ” กันต์แนะนำไอ้ชามให้น้องชายตัวเองได้รู้จักแต่ไอ้กันต์กลับเบือนหน้ามามองหน้าผมแทนอย่างเสียมารยาทไอ้ชามหุบยิ้มทันทีจากที่ตั้งใจจะเป็นมิตร

“อ้ะ มีแฟนเป็นผู้ชายหรอเนี่ย” ไอ้อาร์พูดพร้อมยกยิ้มมุมปากด้วยท่าทีเยาะๆ ผมหันไปมองหน้าไอ้ชามก็เห็นสีหน้าตึงๆของมันที่แสดงออกชัดเจน

“อย่าถือสาน้องผมเลยครับ แกก็เป็นแบบนี้แหละที่บ้านตามใจเกินไป”

“พี่กันต์!” 

“ฮ่าๆ น้องชามไม่ถือสานะครับ” กันต์มองหน้าไอ้ชามด้วยสีหน้ารู้สึดผิดไอ้ชามรีบฉีกยิ้มตอบทันที

“ฮ่าๆ ไม่หรอกครับคนประเภทนี้มักจะป่วยกันทุกคน”

“ชาม” ผมพูดเสียงเบาห้ามปรามมันที่ถือสาเด็ก ไอ้ชามกลับเอาแต่มองหน้ากันต์ที่หน้าเจื่อนลงไปทันที

“ฮ่าๆ ไม่ถือสาผมนะครับ” ไอ้ชามรีบแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศ อาร์ที่หน้าตึงเถียงอะไรไม่ออกได้แต่กัดปากตัวเองด้วยความขัดใจ

“อ่าา เรามาสั่งอาหารกันดีกว่าถือว่ามื้อนี้พี่เลี้ยงตอบแทนทราฟแล้วกันไม่ต้องรอวันหน้าแล้ว”

“ครับ” ผมรับคำกันค์ที่พยายามเปลี่ยนเรื่อง ถ้าเป็นผมคงย้ายโต๊ะไปแล้ว

“แค่ไปรับถึงกับเลี้ยงข้าวเลยหรอ ถ้าพาไปเที่ยวก็ว่าไปอย่าง”

“พี่มีคนพาแกไปเที่ยวอยู่แล้ว ทราฟเขาเป็คู่ค้าเรา” กันต์พูดเสียงเข้มกับไอ้อาร์จนคนที่ถูกดุหน้าบึ้งหนักกว่าเดิม

“ก็ต้องดูแลเราอยู่แล้วนี่” ไอ้อาร์ยังเถียงต่อจนผมได้ยินเสียงถอนหายใจเซ็งๆของไอ้ชาม

“พอเถอะอาร์ ...มาสั่งอาหารกันดีกว่าครับ”  กันต์หันมาพูดกับเรา ไอ้ชามก็รีบสั่งอาหารเพื่อไม่เปิดโอกาสให้ไอ้อาร์พูดขึ้นมาอีก 

“เด็กบ้า” ไอ้ชามที่รีบหันมากระซิบข้างหูผมตอนที่อาร์กำลังคุยกับพี่ชายตัวเอง ผมมองหน้ามันดุๆไปนิด

“เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

“เร็วๆละกัน” ไอ้ชามพูดหน้าบูดๆจนผมยกมือขยี้หัวมันยิ้มๆมันถึงได้คลายอาการหงุดหงิดลงไปบ้าง  ผมเองก็ไม่อยากเก็บมาคิดเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศเปล่าๆ 

“คบกันนานรึยังครับ” 

เราสองคนชะงักไปนิดกับคำถามของอาร์ที่กำลังมองหน้าเราด้วยสีหน้ายิ้มๆที่ดูไม่ค่อยเต็มใจยิ้มเท่าไหร่. ผมชักสงสัยว่ามันมีเพื่อนคบรึเปล่าถึงได้ทำตัวเกเรแบบนี้

“ก็นานพอจนแต่งงานกันแล้วน่ะครับ” เป็นไอ้ชามที่ตอบกลับ อาร์นิ่งไปทันทีทำสีหน้าตกใจก่อนจะรีบถามเพื่อความแน่ใจ

“นี่แต่งงานกันแล้ว ?” 

“อ่าฮะ นี่ไง”  ไอ้ชามพูดไม่พอยังชูแหวนที่นิ้วด้วย อาร์หันมามองมือผมที่ไม่ได้โชว์ให้ดูแต่ก็มองเห็น 

“พี่นึกว่าบอกเราแล้วซะอีก ทราฟกับชามเป็นคนรักกันที่น่ารักมากๆเลยนะ” กันต์พูดขึ้นยิ้มๆ  ไอ้ชามก็รีบยิ้มแป้นทันที

“พี่กันต์ไม่เห็นจะบอกผม” ไอ้อาร์หันไปพูดกับกันต์ด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ

“แต่เราก็รู้แล้วนี่”

“ครับ” ไอ้อาร์รับคำแต่ก็ยังทำหน้ายุ่งๆเหมือนเดิมอยู่. 

“แล้วงานเป็นยังไงบ้างล่ะครับ พี่กันต์กำหนดกลับวันไหนกันแน่” ไอ้อาร์ถามขึ้นมาอีกครั้ง คำถามของมันเริ่มทำให้ผมหวั่นใจว่ามันจะเผลอพูดเรื่องนั้นออกมา

“เร็วๆนี้แหละน่า” กันต์ตอบ ไอ้อาร์ก็หันมายกยิ้มมุมปากให้ผมแบบที่มันชอบทำ

“ทราฟก็ต้องกลับไปด้วยน่ะสิ ใช่มั้ยครับ” ไอ้อาร์ถามขึ้น ผมเหมือนโดนสาดหน้าด้วยน้ำเย็นจัดเต็มๆ ก่อนจะมองไอ้อาร์ด้วยสายตาดุดัน ไอ้ชามที่ไม่รู้เรื่องอะไรรีบถามขึ้นทันที

“หมายความว่าไง”

“นี่น้องชามยังไม่รู้งั้นหรอครับ” กันต์ถามขึ้นพร้อมทำสีหน้าตกใจ ผมได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความโกรธ. ตั้งใจจะบอกมันเองแต่คนอื่นดันพูดออกมาก่อนแบบนี้ ผมถูกโกรธไปสิบชาติแน่ๆ

บัดซบ

“เห็นพี่กันต์บอกไปหนึ่งเดือนเลยนี่นา” ไอ้อาร์พูดขึ้นมาอีก ขนาดผมยังพูดอะไรไม่ออกเลย แล้วไอ้ชามล่ะมันจะรู้สึกยังไง

“อาร์น้องจะเสียมารยาทเกินไปแล้วนะ”  กันต์หันไปดุน้องตัวเองแต่ก็ดูไม่น่ากลัวเลยสักนิด 

“เรามากินข้าวกันดีกว่า” ไอ้อาร์เปลี่ยนเรื่องขึ้นยิ้มๆ สีหน้ามันดูดีขึ้นมากพอผมมองหน้ามัน มันกลับยักคิ้วให้ผมกวนๆเหมือนจะเอาคืนที่ผมทำให้มันไม่พอใจ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไอ้ชามนั่งเงียบตลอดการทานอาหารครั้งนี้จนผมเองก็กินไม่ลงถึงได้รีบขอตัวกลับ กันต์ที่ดูออกก็รีบทำสีหน้าขอโทษผมแต่ผมไม่สนใจ จะสนก็แต่ไอ้อาร์ที่ดูจะโรคจิตขึ้นทุกครั้งมันชอบใจที่เป็นต้นเหตุให้พวกเราทะเลาะกัน

พรึ่บ!

ผมยืนนิ่งมองไอ้ชามที่สะบัดตัวออกจากมือผมเดินกลับไปที่รถ ผมเครียดขึ้นมาอีกเมื่อเห็นไหล่มันสั่นๆ หัวใจมันเหมือนทุกกรีดจนเต้นเป็นจังหวะไม่เหมือนเดิมที่เห็นมันร้องไห้  

 

 

************

อาร์มาตอนแรกก็ทำให้เกลียดเข้าไส้แล้ว -*- หึ่ยยยย! แต่นางยังอยู่กับเราอีกนาน แง อาร์จะเป็นเหมือนคนมีโรคอิจฉาริษยาชอบทำร้ายคนอื่นอยู่ในตัว ครอบครัวไม่มีใครขัดใจเลยเกิดมาเป็นตัวร้ายโดยเฉพาะ -*- 

จากนี้ก็เริ่มเรื่องราวสาเหตุของบทนำแล้ว .....เย้ 

 

TBC.

 

 

 

ความคิดเห็น