email-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่7 ได้มีโอกาสเลือกบ้าง

ชื่อตอน : บทที่7 ได้มีโอกาสเลือกบ้าง

คำค้น : Thanks!ขอบคุณที่กลับมา,โอบกอดฟ้าหม่น,นิิยายมิุถน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2564 05:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่7 ได้มีโอกาสเลือกบ้าง
แบบอักษร

บทที่7 ได้มีโอกาสเลือกบ้าง 

ผมละสายตาจากโอบแล้วหันมามองแปลนที่กำลังมองผมอยู่ ผมยกยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย

“แปลนนี่พี่โอบ” แล้วหันมามองโอบที่กำลังมองแปลนอยู่ “พี่โอบนี่แปลน” โอบพยักหน้ารับแล้วหันมาถามผมผ่านสายตา “พวกเราเพิ่งรู้จักกันที่นี่”

“แต่ดูสนิทกันจัง” โอบพูดเสียงเรียบแล้วหันไปยิ้มบางๆให้แปลน แปลนยิ้มตอบกลับเล็กน้อยและรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มนั้นดูไม่เป็นมิตรอย่างที่เห็น ดูท่าแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะไม่ธรรมดาและดูเหมือนว่าคนมาใหม่จะหวงไม่น้อย คงจะเก็บอาการน่าดูแต่จะว่าไปหน้าตาของโอบก็คล้ายกับคนๆนึงที่แปลนเคยรู้จักด้วย

“งั้นเหรอครับ สงสัยจะชอบอะไรเหมือนๆกัน” แปลนพูดด้วยน้ำเสียงปกติแล้วตักเค้กเข้าปาก ใช่แล้ว แปลนกำลังแหย่โอบเล่น โอบไม่ได้พูดออกมาแต่ใช้สายตาแทน ท่าทีของอีกฝ่ายมันทำให้แปลนคิดถึงคนๆนึง เวลาเขาไม่พอใจจะสื่อผ่านสายตา

“แปลนเขาหมายถึงความชอบเรื่องเสื้อผ้าน่ะครับ”ผมพูดขึ้นหลังจากที่ได้กลิ่นตุแรงขึ้นเรื่อยๆและแน่นอน ผมรู้ว่าโอบกำลังหึง ผมขี้เกียจจะไปตามเช็ดตามล้างทีหลัง ผมหยิบหนังสือขึ้นมาให้โอบดู “นี่ก็หนังสือแฟชั่นที่แปลนเขาเป็นคนออกแบบเองหมดครับ แปลนเห็นให้ความสนใจก็เลยมาพูดคุยด้วย”  แปลนพยักหน้าแล้วตักเค้กเข้าปากไปด้วย ผมวางหนังสือไว้ที่เดิม

“พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนหนิ” โอบว่าหน้านิ่ง แม้….ปากไม่ว่าแต่สายตานี่สิแทบเขมือบแปลนเป็นอาหารว่างล่ะ ส่วนแปลนก็ใช่เล่น เจอกันครั้งแรกก็เล่นซะเล่น

“ ผมก็แค่อยากอธิบาย แล้วนี่จะทานอะไรไหม” โอบส่ายหน้าปฎิเสธ “งั้นเราก็กลับกัน”

“ครับ” โอบตอบรับ ผมหันไปมองแปลน “งั้นเราขอตัวกลับก่อนนะ”

“โอเค ว่างๆก็แวะไปที่ร้านได้นะ ”

“ได้ครับ งั้นพวกเราสองคนขอตัวนะครับ” แปลนยกยิ้มพลางพยักหน้า ผมลุกขึ้นยก โอบก็ลุกขึ้นตามทันที หลังจากจ่ายเงินพวกเราสองคนก็เดินมาที่รถและเมื่อเข้าไปนั่งในรถโอบก็พูดขึ้น

“หม่นทานข้าวยัง”

“ยังครับ พี่โอบล่ะ”

“ยังเลย หม่นอยากกินอะไรล่ะ”

“ผมไม่มีอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษอ่ะ แล้วแต่พี่โอบเลย”

“งั้นทำอาหารทานเองล่ะกัน เดี๋ยวพี่ทำเอง” ผมพยักหน้างึกๆอย่างเห็นด้วย วันนี้ผมไม่อยากไปไหนแล้ว

“แล้วเราต้องไปซื้อของสดไหมครับ”

“ที่ห้องพอจะมีอยู่บ้าง” ผมพยักหน้ารับ เราทั้งสองคนเข้ามาในห้อง โอบเดินเข้าห้องนอนไป ส่วนผมเดินไปนั่งโซฟาหน้าทีวีหยิบรีโมตขึ้นมาเปิดพลางเลื่อนหาช่องที่น่าสนใจแล้วก็มาหยุดที่ช่องหนัง โอบเดินออกมาจากห้องนอนหลังจากที่เอาของไปเก็บ

“สนใจไปเป็นลูกมือไหม” ผมละสายตาจากทีวีแล้วหันไปมอง

“จะดีเหรอครับ” ผมทำอาหารเป็นซะที่ไหน วันๆผมสนใจแค่งานแล้วก็งาน ซื้อกินสะดวกกว่าแค่เสียตังค์เอง ยิ่งสมัยนี้เปิดแอปแล้วก็จิ้มๆเอา “ไม่เอาดีกว่าผมทำอาหารไม่เป็น ไม่อยากไปยืนเกะกะ” ผมว่าแล้วก็หันมาดูหนังต่อ

ทางด้านโอบที่ได้ยินก็ทำหน้าแปลกใจกับคำพูดของฟ้าหม่น ฟ้าหม่นนี่นะทำอาหารไม่เป็นเพราะปกติที่อยู่ด้วยกันฟ้าหม่นมักจะเป็นฝ่ายลงมือทำอาหารเอง ฟ้าออกจะชอบทำอาหารมากๆมีบ้างที่ฟ้าหม่นจะให้โอบทำ หรือเป็นเพราะฟ้าหม่นความจำเสื่อม แต่การที่ความจำเสื่อมเนี่ยมันทำให้ลืมถึงขนาดนี้เลยเหรอ แม้กระทั่งการทำอาหารเนี่ยนะ ท่าทีและคำพูดเมื่อกี้ของฟ้าหม่นดูธรรมชาติมากๆ ไหนจะเรื่องที่ฟ้าหม่นบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปทำงานที่บริษัท ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ฟ้าบอกว่าไม่อยากทำงานที่บริษัท ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับบริษัทแล้ว เอาแต่พร่ำบอกว่า หม่นเกลียดพ่อ ขยักแขยงพ่อ ทั้งเกลียดทั้งขยักแขยงสิ่งที่พ่อได้มันมาด้วยวิธีสกปรกมันทำให้หม่นพาลเกลียดบริษัทไปด้วย แต่หม่นก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรให้ฟัง จนกระทั่งหัสวีร์เพื่อนนภดลเสีย ฟ้าหม่นก็เอาแต่ร้องไห้ราวกับคนเสียสติ ดื่มเหล้าเมาทุกวัน เอาแต่พูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเลาและเอาแต่บอกว่าเกลียดพ่อ และโอบก็ได้รู้ว่านภดลโกงบริษัทเอามาเป็นของตัวเองจนทำให้หัสวีร์ฆ่าตัวตาย กชกรเสียใจจนต้องเข้ารักษา แต่เมื่อวานน้ำเสียงที่ตอบพ่อกับแม่โอบนั้นดูจริงจังและในจังหวะนึงที่โอบเหมือนจะเห็นแววตาเกลียดแค้นแต่มันก็แค่แป๊ปเดียว มันทำให้โอบชะงักเมื่อเห็น

ทางด้านกอดที่กำลังดูหนังอยู่แต่กลับรู้สึกว่าตนกำลังโดนจับตามองอยู่เลยหันไปมองก็เห็นว่าโอบมองอยู่จริง

“ทำไมยังไม่ไปอีก หลับในเหรอ” เสียงของผมทำให้อีกคนสะดุ้งเล็กน้อย มองผมพลางส่ายหน้าแล้วก็เดินไป ผมมองท่าทีของโอบพลางทำหน้าแปลกใจ “ ทำไมมองเราแปลกๆ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” ผมหันมาสนใจหนังต่อ หนังดำเนินไปได้เกินครึ่งเรื่องผมก็ได้ยินเสียงเหมือนจานกระทบกับโต๊ะ ผมหันไปมองก็เห็นโอบกำลังวางจานลงบนโต๊ะ ผมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาโอบที่โต๊ะแล้วก้มลงมองกับผัดผักรวมมิตรกับแกงเขียวหวานตรงหน้า

“ ว้าว น่ากิน” ว่าแล้วผมก็สูดดมกลิ่นกับข้าวเข้าไปเต็มปอด “หอมด้วย” ผมพูดแล้วหันไปมองโอบที่กำลังยิ้มให้ผมอย่างเอ็นดู ผมชะงักเล็กน้อย “ยิ้มอะไร”

“ไม่บอกเหรอ” โอบว่าแล้วก็หันหลงให้ผมเดินไปที่ครัวทันที 

“หึหึ” ผมหัวเราะในลำคอแล้วเดินตามโอบไป เราทั้งสองคนช่วยกันตั้งโต๊ะ ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้าม โอบตักข้าวให้ผมแล้วตักให้ตัวเองแล้วตักกับข้าวให้ผม ผมตักคำแรกเข้าปากรสชาติที่ได้รับทำเอาผมเบิกตาเล็กน้อย อร่อยเกินคาดแหะ

“อร่อยใช่ไหมล่ะ” โอบพูดพร้อมกับยกยิ้ม ผมรีบเคี้ยวแล้วกลืนลงคอ

“อืม อร่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย” ผมว่าแล้วก็ตักแกงเขียวหวานมาใส่จานแล้วตักเข้าปาก เคี้ยวข้าวอย่างอารมณ์ดี “มองอะไรทานสิครับ” ระหว่างที่ทานข้าวเราสองคนแทบจะไม่ได้คุยอะไรกัน

โอบนั่งมองคนรักที่กำลังทานข้าวอย่างมีความสุข โอบก็มีความสุขไปด้วยแต่แปลกตรงที่มันแอบเศร้าอยู่ในใจ คนตรงหน้าคือฟ้าหม่นคือคนที่โอบรักแต่มันกลับมีความรู้สึกอื่นแทรกเข้ามาด้วย ความรู้สึกที่ว่าฟ้าหม่นไม่ใช่ฟ้าหม่น โอบแอบไม่เข้าใจตัวเองเหมือนว่าเป็นอะไรทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าฟ้าหม่นความจำเสื่อม โอบค่อยตักกับข้าวให้ฟ้าหม่นเป็นระยะๆ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงต่างคนต่างตักอาหารให้กันเพราะกลัวอีกคนไม่อิ่ม

“เอาข้าวอีกไหม” โอบถามขึ้นเมื่อเห็นว่าผมตักข้าวหมด

“ไม่เอาแล้ว อิ่มจนท้องจะแตกแล้ว ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้”

“พี่ก็อิ่มแล้วเหมือนกัน” โอบว่าแล้วลุกขึ้นยื่นแล้วยื่นมือมาหยิบจานผม

“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวผมเก็บเองแล้วจะล้างให้ด้วย” ผมว่าแล้วก็เอาจานข้าวในมือโอบมาถือไว้ “พี่โอบไปอาบน้ำเถอะ คงจะเหนียวตัวแย่แล้ว”

“แน่ใจนะว่าจะล้าง” โอบถามให้แน่ใจ ถึงแม้ว่าฟ้าหม่นจะชอบทำอาหารแต่ฟ้าหม่นกับไม่ชอบล้างจานเพราะเวลาจับฟองน้ำที่มีฟองซันไลต์นานแล้วมันจั๊กกะจี้มือพาลทำให้ขนลุกไปทั้งตัว

“ แน่ใจสิ ไปๆไปอาบน้ำได้แล้ว” ผมไม่ว่าแล้วสะบัดมือไล่อีกฝ่าย โอบพยักหน้า ผมเก็บจานชามแล้วเดินเข้าครัว หลังจากที่โอบอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินมาดูหนังกับผม ดูไปเรื่อยๆโอบก็ทิ้งนอนหนุนตักผมจะไล่ให้ไปนอนดีๆคงไม่ไปหรอกดูจากการเอาหน้าซุกท้องผมแล้ว ทำเอาผมเกร็งอยู่ไม่น้อย ผมรู้สึกตัวอีกทีตัวผมก็นอนยาวอยู่บนเตียงนุ่มแล้ว นี่ผมหลับไปตอนไหนเนี่ย ดูจากการหลับไม่รู้เรื่องของผมแล้วคงไม่ได้เดินมานอนเตียงเองแน่ๆ ผมลุกขึ้นนั่งพลางบิดขี้เกียจไปด้วยผมรู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย จะเรียกว่านอนเต็มอิ่มก็ว่าได้ผมกวาดสายตามองหน้าเจ้าห้องก็ไปสะดุดอยู่ที่ระเบียงห้อง ผมลงไปเตียงแล้วเดินไปเลื่อนประตูกระจก โอบที่กำลังขีดเขียนอะไรอยู่ก็เงยหน้าหันมามองผม

“ตื่นแล้วเหรอ” ผมพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามโอบแล้วก้มลงมองกระดาษตรงหน้าโอบ

“โห้… วาดรูปสวยจัง” ผมกล่าวชมรูปที่โอบวาด รูปนั้นเป็นรูปของฟ้าหม่นที่กำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ผมไม่ชอบรอยยิ้มนั้นเลย“คิดไงถึงวาดรูปผมเหรอ” โอบก้มลงมองรูปนั้นอยู่ประมาณ30วิแล้วพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าผม

“คิดถึง” โอบพูดไม่เต็มเสียง ผมที่ได้ยินถึงกับชะงัก โอบเงยหน้าขึ้น “พี่หมายถึงคิดถึงรอยยิ้มของหม่นนะ”

“ทำไมต้องคิดถึง ผมก็อยู่ตรงนี้ผมยิ้มให้ก็ได้” ผมว่าแล้วก็ยิ้มกว้างให้โอบ โอบจ้องมองผมแววตาคู่นั้นทำไมมันถึงได้รู้สึกเศร้าจัง โอบมองฟ้าหม่นที่กำลังยิ้มให้ตน มันเป็นรอยยิ้มที่ดูสวยงามมากๆแต่ทำไมโอบถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มสวยนั้นไม่ได้มาจากใจจริงๆ รอยยิ้มของฟ้าหม่นหายไปตั้งแต่นภดลทรยศหัสวีร์ โอบยกยิ้มแล้วยื่นมือมาขยี้ผมผมจนยุ่งเล็กน้อย ผมจะหลบก็คงไม่ทันแล้ว โอบชะงักมือ

“รู้ว่าพี่คิดถึงแล้วก็ยิ้มให้พี่บ่อยๆรู้ไหม” โอบจ้องผมด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง

“อือ จะพยายามนะ”

“ถ้ามีอะไรที่จะทำให้หม่นมีความสุขบอกพี่นะ พี่จะทำให้ พี่อยากให้หม่นมีความสุขจริงๆ อยากให้หม่นยิ้มกว้างๆ” ผมมองโอบด้วยขอบตาที่ร้อนผ่าว ไม่! โอบทำให้ผมไม่ได้หรอก ไม่มีทางที่จะทำได้ ทำไมน่ะเหรอ! เพราะผมต้องทำลายไอ้นภดล มันเป็นพ่อของคนที่โอบรักไง ถ้าโอบรู้และรู้ว่าผมเป็นใครเวลานั้นโอบคงจะหันหลังให้ผม โอบคงไม่ดีกับผมแบบนี้ ผมยกมือขึ้นไปกุมหลังมือโอบที่วางอยู่บนหัวผมแล้วยกยิ้มบางๆ

“พี่โอบไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ที่เป็นอยู่ตอนนี้ผมก็มีความสุขแล้ว” ผมกับโอบสบตากันนิ่งปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านตัวเราสองคนไป แล้วผมก็เป็นฝ่ายหลบตาแล้วเอามือโอบลงมา “ยังแรเงาไม่เสร็จนี่ ทำต่อสิครับ” โอบพยักหน้า ผมมองโอบที่ก้มหน้าก้มตาแรเงารูปอย่างตั้งใจ ผมเหลือบเห็นสมุดสเก็ตภาพที่โอบไม่ได้ปิดไว้

“ผมขอดูได้ไหม” โอบเงยหน้าขึ้นมามองแล้วมองตามนิ้วที่ผมชี้ โอบหยิบแล้วยื่นให้ผม ผมรับมาเปิดดู แหวน สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สวยๆทั้งนั้นเลย บางอันนอกจากสวยแล้วยังมีความหมายอีก ดูเรียบแต่มีความหมายและสามารถใส่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อย่างเช่น สร้อยคอเส้นนี้มีสองเส้นเป็นเซ็ตเดียวกัน เส้นนึงสั้น เส้นนึงยาว เส้นสั้นมีจี้ที่เขียนว่าyouไอ้วงกลมเล็กๆที่กระจายตามตัวอักษรคงจะเป็นเพชร เส้นยาวมีจี้เป็นกล่องของขวัญ มีวงกลมเล็กที่โบว์ ริบบิ้น กล่อง คงจะใช้อัญมณีหลายสี จะแยกใส่หรือใส่พร้อมกันก็ยังได้ ให้คู่รักใส่ก้ได้ ส่วนความหมาย…”

“คุณคือของขวัญของผม” โอบชะงักมือแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมก็เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วหันแบบไปให้โอบดู

“รู้ได้ไงว่าพี่ตั้งชื่อว่าคุณคือของขวัญของผม”

“ง่ายจะตาย ดูดิความหมายออกจะตรงตัว you ของขวัญ” ผมยักไหล่เล็กน้อย แล้วผมก็เปิดรูปอื่นๆแล้วเดาว่าเซ็ตนี้น่าจะหมายถึง และอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร น่าจะเพิ่มหรือลงอะไร  โอบดูอึ้งไม่น้อยที่ผมมีความรู้ด้านนี้ นอกจากเสื้อผ้าแล้วเรื่องเครื่องประดับผมก็พอจะมีความรู้บ้างเพราะเสื้อผ้ากับเครื่องประดับมันเป็นของคู่กัน ผมชะงักปากเมื่อนึกขึ้นได้ เอาแล้งไงไอ้กอด ฟ้าหม่นมันเรียนบริหารนี่หว่าร่ายซะยาวเลยกู แต่ฟ้าหม่นรู้จักโอบก่อนจะคบกันอีก ฟ้าหม่นมันอาจจะมีความรู้เรื่องนี้บ้างแหละ

“พี่นึกไม่ถึงเลยว่าการที่หม่นความจำเสื่อมมันจะทำให้หม่นรู้เยอะขนาดนี้ ปกติหม่นจะบอกว่าสวย แล้วก็ถามพี่มากกว่า” น่านไง!ไอ้กอด

“ก็แสดงว่าผมพัฒนาขึ้นน่ะสิครับ พอดีว่าตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลผมไม่ได้ทำอะไร เบื่อๆก็เลยอ่านนู่นอ่านนี่ไปเรื่อย ” ผมว่าแล้วยิ้มตาหยีกลบเกลื่อน

“งั้นเหรอ เก่งจัง” โอบพยักหน้าแล้วกล่าวชม

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับผมมันมือสมัครเล่น สู้พี่โอบไม่ได้หรอก”

“แหวนแต่งงานพี่ออกแบบแล้ว หม่นอยากดูไหม เผื่อจะเพิ่มอะไร” ผมโบกมือปฎิเสธรัวๆ

“ไม่ครับๆ ค่ำแล้วผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ผมว่าแล้วก็รีบลุกออกจากตรงนั้นทันที ผมปิดประตูแล้วถอนหายใจไปเฮื้อกใหญ่

“เฮ้อ!ปล่อยไก่เป็นเล้าเลยกู” ผมหันกลับไปมองโอบซึ่งทำให้สบตากับโอบที่มองผมอยู่พอดี ผมยิ้มบางๆแล้วรีบหันกลับมา

หลายวันผ่านมานี้ผมมักจะไปหมกตัวอยู่ที่บ้านพี่หอม ให้พี่หอมสอนงานที่บริษัทโดยใช้หลักสูตรแบบเร่งรัดดีนะที่ผมเป็นคนหัวไว ที่ผ่านมาพี่หอมว่าผมคิดไปเองว่าไม่ถนัดเรื่องนี้ ส่วนมากผมจะมานอนที่คอนโดของโอบและใช้เวลาที่โอบไปทำงานไปหาพี่หอมและจะกลับมาก่อนโอบกลับหรือถ้าช้าหน่อยก็อ้างว่าไปเดินห้าง ไปซื้อของสดบ้าง ผมกลับไปนอนที่บ้านสองวันเพราะนภดลมันสั่งให้กลับ ผมไม่ได้อยากจะทำตามแต่ผมจะเล่นไม้แข็งเลยสักทีเดียวก็ไม่ได้ ที่บ้านของโอบก็มาคุยเรื่องงานแต่งกับที่บ้านเรียบร้อยแล้ว นภดลมันเล่นเรียกสินสอดไม่น้อยแค่เงินก็ปาไป50ล้านบาทแล้วไม่รวมทรัพย์สินอย่างอื่นดีที่ทรัพย์พวกนั้นผมเป็นคนได้ ส่วนเงินเป็นของมัน มันขายลูกกินชัดๆ เรื่องงานแต่งก็ฝ่ายให้ฝ่ายบ้านโอบจัดการอีก ท่าทางหยิ่งยโสของมัน ผมแทบอยากกระโดดถีบหน้ามันให้หงายหลัง ไม่รู้ผมตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่แต่งงาน ผมต้องการทำให้มันขายขี้หน้าให้มันเจ็บปวดที่ต้องเสียลูกให้กับคนที่มันเกลียด แต่มันกลับได้เงินมหาศาล หรือว่าผมจะพลาดผมไม่อยากให้มันได้เงิน ถ้าเรื่องทุกอย่างจบลงผมจะคืนทุกอย่างให้ปกรณ์เกียรติเหมือนเดิม เวลาผมเห็นหน้านภดลผมยังคงเจ็บปวดทุกครั้งภาพและเสียงปืนมักจะโผล่มาผมจึงต้องใช้ความพยายามเป็นมากเวลาเห็นมัน เวลามันโดนตัวผมผมรู้สึกอยากจะอ้วกทุกครั้ง บางครั้งก็ปลีกตัวออกมาอ้วกจนหน้าดำหน้าแดง วันนี้เป็นวันที่ได้ทานมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน ระฟ้าก็มาทานด้วย เมื่อผมเห็นว่าทุกคนเริ่มอิ่มกันแล้วผมก็เริ่มเปิดประเด็น

“ผมอยากไปทำงานที่บริษัท” ทุกคนหันมามองผมด้วยความแปลกใจ นภดลทำหน้าแปลกใจได้แค่แป๊ปเดียวก็เปลี่ยนมาเป็นยิ้มและหัวเราะชอบใจ

“555 ดีๆ รู้จักทำงานสักที จะได้ช่วยกันบริหารบริษัท ”

“ครับ”ผมตอบรับพลางยกยิ้มบ้างๆ

“แกแน่ใจนะหม่นว่าอยากทำจริงๆ” ระฟ้าถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วง ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าก่อนหน้านี้ฟ้าหม่นปฎิเสธที่จะทำงานที่บริษัท เอาแต่บอกว่าเกลียดพ่อ เกลียดบริษัท ทำตัวเละเทะต่อต้านผู้เป็นพ่อ ตัวระฟ้าเองก็ได้ได้อยากทำต่อเมื่อรู้ว่าพ่อของตนไปทำเลวไว้แต่ผู้เป็นแม่ขอร้องไว้ตนและถ้าระฟ้ายอมก็นภดลจะไม่บังคับฟ้าหม่น ระฟ้าเลยต้องยอมทำงานที่บริษัทต่อ

“หม่นคิดดีแล้วใช่ไหมลูก อีกอย่างเรื่องความจำของลูก” หยาดทิพย์ถามผู้เป็นลูกเพื่อความมั่นใจ

“ครับ ผมคิดดีแล้ว ส่วนเรื่องความจำมันไม่ได้เป็นอุปสรรค งาน ผู้คนเรียนรู้ใหม่ได้”

“555 มันถูกใจฉันจริงๆเลย คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว ของที่มันเป็นของผมไม่ควรปล่อยมันทิ้งไป” นภดลว่าแล้วก็หยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

“ผมยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเลย ผมขอเรียนรู้งานก่อนนะครับ”

“งั้นพ่อจะให้ลูกฝึกงานกับพี่ของเรา อนาคตจะได้ช่วยเจ้าระฟ้าได้” นภดลหันไปมองระฟ้า “จัดการด้วยนะระฟ้า”

“แต่ผมไม่เห็นด้วย” ระฟ้ากล่าวเสียงเรียบ นภดลทำหน้าไม่พอไว้เมื่อลูกชายคนเห็นต่าง

“พ่อสั่งให้ทำอะไรก็ทำซะ อย่าทำให้มันเป็นเรื่องยาก สั่งให้เลขาของแกจัดการเรื่องนี้ด้วย” นภดลยื่นคำขาด

“ผมไม่ทำ” ระฟ้าพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ นภดลมองระฟ้าด้วยความไม่พอใจ

“พี่ระฟ้าครับ ทำตามที่คุณพ่อพูดเถอะครับ” ระฟ้าหันมามองผมด้วยสีหน้าที่อ่อนลง

“ลูกอยากทำจริงๆใช่ไหม” หยาดทิพย์หันมาถาม ผมพยักหน้า หยาดทิพย์หันไปมองระฟ้า“งั้นก็ให้น้องทำเถอะระฟ้า “

“แต่แม่ครับ”

“ให้น้องได้มีโอกาสเลือกบ้างเถอะนะลูก” ระฟ้าชะงักแล้วมองมาที่ผมแล้วพยักหน้าอย่างจำใจ

หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไป ผมกับเข้ามาในห้องก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำแล้วก้มหน้าอาเจียน

อ้วกกก

ข้าวที่เพิ่งทานมาเมื่อกี้ออกไปจนหมด ใบหน้าผมแดงก่ำ น้ำหูน้ำตาไหล ผมยกมือทั้งสองข้างปิดหูตัวเองไว้แน่นเพราะไม่อยากได้ยินเสียงปืนกับเสียงหัวเราะของนภดลที่มันกำลังดังสลับกับอยู่ ไหนจะภาพใบหน้าที่มีความสุขของมัน ผมนิ่วหน้าจนเส้นเลือดที่ขมับปูด ฮ่าๆๆๆ ปังๆๆ เสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆจนผมปวดหัว ภาพในหัวมันทับซ้อนกันเต็มไปหมด

“ออกไป ออกไป ออกไปสักทีสิว่ะ!” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ทรมาน อึก ผมรีบก้มหน้าลงไปอาเจียนอีกครั้ง ผมกดชักโครกพลางหายใจเหนื่อยหอบ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา แล้วลุกขึ้นไปบ้วนปากล้างหน้าล้างตาแล้วควบคุมการหายใจเข้าออกช้าๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้นออกก็เดินออกจากห้องน้ำ

ก๊อกๆๆๆผมเดินไปเปิดประตูก็เห็นพี่ระฟ้ายืนอยู่พลางทำหน้าไม่พอใจ

“พี่เคาะตั้งนานแล้วทำอะไรอยู่” ระฟ้าพูดเสียงดุ ผมไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูเลยสักนิดนอกจากที่อยู่ในหัวของผม “เหม่ออะไร”

“อะ…เอ่อเปล่าครับ”

ระฟ้าเดินแทรกผมเข้ามาในห้องผมปิดประตูห้องแล้วเดินตามไปนั่งบนเตียงตามระฟ้าที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“หม่นแกแน่ใจว่าจะเข้าไปทำงานที่บริษัท”

“ครับ”

“ฉันว่าแกอย่าทำเลย” ระฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ทำไมต้องห้ามผมด้วยพี่ระฟ้า บริษัทมันทำไม หรือว่าพี่กลัวว่าผมจะไปแย่งตำแหน่งของพี่!” ผมตะคอกใส่ระฟ้าเสียงดังผมสติหลุดอีกแล้ว คงเพราะอารมณ์ผมยังไม่คงที่ ระฟ้าที่ได้อึ้งไปเลย ผมกำลังจะขอโทษระฟ้าก็พูดขึ้นมาก่อน

“ไม่ใช่อย่างที่แกเข้าใจเลยหม่น ตอนนี้แกยังจำอะไรไม่ได้ ถ้าวันนึงแกจำมันได้ขึ้นมาคนที่จะทรมานก็คือแก”ระฟ้าพูดน้ำเสียงและแววตาที่เจ็บปวด ผมมองอย่างไม่เข้าใจ ทำไม ทำไมล่ะ ทำไมฟ้าหม่นจะต้องทรมาน

“ผมไม่เข้าใจ”

“เชื่อพี่นะหม่น อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับที่นั่นเลย” ระฟ้ายื่นมือมาจับที่ไหล่ผม

“เหตุผล” ระฟ้าไม่สบตาผมแล้วเอาแต่เงียบจนผมโมโหแล้วเอามือระฟ้าออกอย่างแรงแล้วลุกขึ้นยืน

“จะทำงานที่บริษัท ส่วนพี่ก็ออกไปจากห้องผม” ระฟ้าลุกขึ้นมายืนประชันหน้ากับผม

“เหตุผลก็คือแกเกลียดที่นั่น แกทั้งเกลียดทั้งรู้สึกผิดแทนพ่อ เวลาทุกคนพูดถึงบริษัทหรือคนที่บ้านหลังนั้นแกจะร้องไห้เจียนตายทุกครั้ง แกทรมานทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของแกแต่เป็นความผิดของพ่อ ความชั่วความโลภมากของพ่อ มันทำให้แกทรมานจนเกือบฆ่าตัวตายเพื่อที่จะไถ่โทษให้กับคนที่บ้านหลังนั้น วันนั้นถ้าพี่ขะ..เข้าไปห้ามไม่ทันแกคงตายไปแล้ว” น้ำเสียงนั้นมีแต่ความเจ็บปวด น้ำตาคลอเบ้า เรื่องนี้ไม่มีใครพูดนอกจากฟ้าหม่นกับระฟ้า “ อยากอย่าไปเหยียบที่นั่นเลย” นี่!ฟ้าหม่นเกือบจะฆ่าตัวตายอย่างงั้นเหรอ ผมกำมือแน่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อก่อนผมเป็นยังไง รู้สึกยังไงเพราะผมจำมันไม่ได้เลย การที่ผมความจำเสื่อมอาจจะเป็นเส้นทางเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผม ช่วยเคารพการตัดสินใจของผมเถอะ”

“หม่น แล้วถ้าแกกลับมาทรมานอีกล่ะหม่น”

“ไม่เป็นไร ผมเลือกแล้ว” ระฟ้าพยักหน้ารับแล้วเดินเข้ามากอดผม

“ถ้าวันนั้นมาถึง พี่จะอยู่ข้างๆแกเอง” น้ำตาที่ผมพยายามกลั้นไว้ไหลออกมาจนได้ ผมเช็ดน้ำตาแล้วดันระฟ้าออก

“ขอบคุณนะครับ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง” ระฟ้าพยักหน้ารับ “ พี่กลับไปที่ห้องเถอะ ผมอยากนอนพักน่ะ”

“ไม่สบายเหรอ ทานยาหรือยัง” ผมพยักหน้าที่จริงแล้วผมโกหก “งั้นก็นอนพักนะ”

พอระฟ้าออกจากห้องไป ผมก็รีบเดินไปล็อคประตูแล้วเดินเข้ามานั่งบนเตียง ผมหันไปหยิบกรอบรูปฟ้าหม่นขึ้นมาดู

“ การที่เกิดมาเป็นลูกของไอ้เลวนั้นมันทรมานมากเลยใช่ไหมฟ้าหม่น” ผมมองรูปไปพร้อมกับหยดน้ำที่ค่อยๆไหลลงมา “ ทั้งความรักที่โดนมันกีดกันทั้งความชั่วของมันที่ทำลายครอบครัวฉัน ทำลายความรู้สึกคนที่นายรัก ฉันขอโทษที่เคยเกลียดนาย ทั้งๆที่นายไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย นายก็แค่โชคร้ายที่เกิดมาเป็นลูกของมัน” 

ความคิดเห็น