facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามซ่อนรัก 12 : ความสุขอยู่ตรงนี้

ชื่อตอน : ฉลามซ่อนรัก 12 : ความสุขอยู่ตรงนี้

คำค้น : ฉลามซ่อนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2564 17:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามซ่อนรัก 12 : ความสุขอยู่ตรงนี้
แบบอักษร

ฉลามซ่อนรัก 12 : ความสุขอยู่ตรงนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

 

           เขาย้ำสองครั้งเรื่องอุ่นใจแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขนาดไหน ซึ่งมันน่ารักมาก อารู้เสมอว่าคนอื่นๆ รู้สึกยังไง เขาถึงมักทำอะไรที่มันแสดงถึงความใส่ใจตลอด เหมือนที่เขาจำเรื่องที่ผมไม่ชอบปลาหมึกได้เลยไม่เล่นเครื่องเล่นที่มีรูปทรงแบบนั้นทั้งที่คนอื่นอาจมองว่ามันไม่เกี่ยวกัน

 

           แต่เขาก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงมัน

 

           แล้วจะไม่ให้ผมรักเขาได้ยังไง

 

           “ไอเดียนี่เราว่าไง รับคำท้าไหม”

 

           “ผมไม่ปล่อยอาไปอยู่แล้ว” ผมยิ้มกว้างก่อนจะจับมือข้างที่เราถูกผูกติดกันไว้ “และจะไม่ยอมให้อาปล่อยมือด้วย”

 

           “แบบนี้ก็ไม่มีคนแพ้คนชนะสิ แล้วอาจะพนันกับเราไปเพื่ออะไร”

 

           “แค่พิชิตใจผมได้ก็พอแล้วไหม”

 

           “…”

 

           “แค่นี้ก็ได้ใจจนไม่เหลือไว้กับตัวแล้วครับ” ผมหัวเราะเช่นเดียวกับเขาที่ยิ้มขำ มือหนาลูบหัวผมพลันกระชับมือที่จับกันเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาเองก็จะไม่ปล่อยมือหรือคิดทิ้งผมไปไหน มันทำให้ผมอุ่นใจนะ การมีเขาอยู่ช่วยให้ผมลืมความเจ็บปวดในร่างกายไป

 

           ต่อให้ผมยังต้องเผชิญกับมันไปอีกนานก็ตาม

 

           “ไปกันเถอะ ความสนุกรอเราอยู่”

 

           “จัดเลยครับ” เราสองคนยิ้มให้กันอีกครั้งก่อนจะเริ่มต้นความสนุกอย่างที่บอก อาพาผมไปเล่นรถบั๊มที่คนเยอะมาก ปกติเขาจะให้นั่งแค่คนเดียวเพราะตัวรถมันไม่ได้ใหญ่อะไรขนาดนั้น แต่ผมกับอาดันเล่นรถคนเดียวกันโดยที่ผมที่นั่งตักเขา ให้เขากอดเอวผม ช่วยกันบังคับพวงมาลัยรถจากด้านหลัง

 

           บอกเลยว่ามันทุลักทุเลมาก อาก็มองไม่ค่อยจะเห็นทาง ส่วนผมก็พยายามบอกทางแล้ว แค่ภาพที่เห็นไม่ตรงกัน เวลารถเรากระแทกกับรถคันอื่น อาจะเอาแขนมาโอบตัวผมไว้เพื่อไม่ให้กระแทกกับพวงมาลัยรถแล้วเจ็บ

 

           ซึ่งวันนี้มีคนมาเล่นรถบั๊มเยอะมาก กว่าจะจบรอบพวกเราแทบกระดูกหัก

 

           รถแต่ละคันคือชนรุนแรงมากเหมือนโกรธแค้นกันมาหลายชาติ ส่วนนึงเพราะมันคอนโทรลยากด้วยแหละเลยกระแทกกันหนัก ดีที่ไม่มีใครเป็นอันตรายและเราสองคนก็สนุกกัน พอหมดรอบเราก็ไปเล่นอย่างอื่นต่อ พวกเรือไวกิ้งอะไรพวกนั้น

 

           ผมกับอาแหกปากร้องเสียงดังตอนมันเหวี่ยง ตอนแรกผมเอาแต่เงียบๆ ทว่าอากลับเป็นฝ่ายร้องออก ผมเลยร้องตามเป็นเพื่อนเขา

 

           กลายเป็นว่าเราได้ปลดปล่อยโดยการร้องแข่งกัน พอลงมาก็ซัดน้ำขวดกันไปจนอิ่ม

 

           เครื่องเล่นที่สามคือเครื่องเล่นปราบเซียน รถไฟเหาะที่ช่วงนึงเหมือนจะดิ่งเราสู่นรก เครื่องเล่นนี้อาภูมิใจนำเสนอมาก เขาตื่นเต้นที่จะได้เล่นมันอีกครั้ง ตอนขึ้นไปนั่งร่างสูงมือเย็นเฉียบทั้งที่ปากบอกว่าชอบมัน แน่นอนว่าเครื่องเล่นนี้ทำให้พวกเรากรีดร้องเสียงดัง

 

           ดังกว่าที่เล่นเรือไวกิ้งอีกมั้งแถมยังทำให้อา...

 

           “อุ้ก ! อ็อกซ์ !”

 

           “ค่อยๆ หายใจครับอา” ผมลูบหลังคนโตกว่าที่อาเจียนเอามื้อเช้าออกมาจนหมด ดีที่เราไม่กินข้าวเที่ยงกันก่อนไม่งั้นอาคงอ้วกตั้งแต่ข้างบนก็เป็นได้ ตอนแรกเห็นตื่นเต้นที่จะได้เล่น พอรถไฟเหาะเริ่มเคลื่อนตัวก็ดันมีอาการคลื่นไส้ขึ้นมา ยิ่งตอนที่มันเร่งเครื่องแรงขึ้นอานี่ถึงกับต้องยกมือปิดปาก

 

           และสภาพก็เป็นอย่างนี้แหละครับ

 

           “ไหวไหมครับ อยากไปโรงพยาบาลไหม ?”

 

           “อาโอเค” เขาตอบกลับเสียงแผ่ว แต่หน้านี่ซีดพอๆกับไก่ต้ม “แค่ขอพัก อุ้ก ! สักแปปนึง”

 

           “ไปนั่งตรงนู้นเถอะครับ คนไม่ค่อยเยอะ” ผมชี้ไปตรงม้านั่งที่ไม่มีคน มันใกล้กับสวนดอกไม้ด้วยนั่นอาจช่วยให้อารู้สึกดีขึ้นบ้าง “มาครับผมช่วยพยุง”

 

           “อารู้สึกเหมือนจะตายเลย” ผมยิ้มขำส่ายหัวเอ็นดูให้กับเขาที่ฝืนร่างกายจนน่าตีนัก ก็บอกแล้วว่าอย่าเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวติดต่อกัน เดี๋ยวเป็นลมล้มพับขึ้นมาจะแย่ ตอนนั้นล่ะมาเถียงว่ามาขนาดนี้แล้วต้องได้เล่น ไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึงสวนสนุก แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะถึงกับนั่งซึม

 

           ผมพาอามาทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ติดน้ำพุ ฉากหลังเป็นสวนดอกไม้ที่มีคนไม่เยอะเท่าไหร่ ทันทีที่ได้นั่งอาก็เอนตัวมาพิงซบบ่าผมไว้ เขาถอนหายใจขณะที่ผมเอาขวดน้ำเย็นๆ แนบแก้มให้เผื่อจะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น

 

ไม่วายแอบหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปเขาเก็บไว้นิดนึง

 

           “จะเอาอาไปประจานให้พ่อแม่เราดูเหรอ”

 

           “ใช่ครับ” ผมขบขัน “เขาจะได้รู้ว่าอาก็มีมุมนี้เหมือนกันไง”

 

           “โซลน่ะคงรู้อยู่แล้ว สำหรับพวกเขาอามันเด๋อด๋าจะตายไป”

 

           “แต่ก็ไม่ถึงขั้นอ้วกเพราะรภไฟเหาะหนิจริงไหม”

 

           “เฮ้อ”

 

           “วันนี้ผมได้เห็นอาหลายมุมเลยนะ” ผมยิ้มหวานชอบจังเลยที่ตัวเองได้เห็นอาหลายๆ ด้าน มันทำให้ผมรู้สึกพิเศษจนดีใจไปหมด “และภาพนี้ทำให้เราดูเหมือนแฟนกันเลย ถ้าผมลงมีหวังคนจะต้องทักมาถามกันเยอะแน่ๆ”

 

           “หนึ่งในนั้นคงเป็นดีแลน ถ้าได้เห็นเขาต้องรีบว่ายน้ำมากินหัวอาแน่”

 

           “งั้นผมลงเป็นสตอรี่ให้ดูแค่ Close Friend”

 

           “ไม่มีทางปิดแม่เราได้หรอก”

 

           “บู่” ผมยู่ปากใส่ที่ไม่ว่าจะทางไหนก็มีคนดักอยู่เสมอ “แต่ผมก็อยากลงอยู่ดีนี่น่า นานๆจะมีรูปคู่กับอา อยากให้ทุกคนเห็นว่าอาผมน่ารักขนาดไหน”

 

           “ไม่มีใครเขามองว่าอาน่ารักเหมือนเราหรอกรู้ไหม”

 

           “ก็ไม่เป็นไรเป็นไร เพราะอาน่ารักแค่กับผมก็พอแล้ว” ผมยิ้มกว้างไม่ต่างจากเด็กน้อยพลันก็กดอัพรูปพร้อมกับแคปชั่นหน้ายิ้มและหัวใจหนึ่งดวงต่อท้ายหลัง ไม่ลืมแท็กอาในไอจีด้วย เขาจะได้เห็นว่าผมแล้วนะซึ่งทันทีที่ลงแล้วมันแจ้งเตือนที่โทรศัพท์อา ร่างสูงก็หยิบมันขึ้นมาแล้วทำการกดสามครั้ง

 

           ครั้งแรกคือกดดูรูปภาพ

 

ครั้งที่สองที่สามนั้น...

 

NoelPK ถูกใจรูปภาพของคุณ 

 

คือกดถูกใจโดยไม่บ่นอะไร :)

 

“น่ารักจังครับ” ผมชมเขาพร้อมกับจูบหน้าผากคนโตกว่า ทั้งที่เมื่อกี้ยังพูดแนวๆ ไม่อยากให้ผมลงอยู่ แต่พอผมกดโพสต์ก็มากดถูกใจคนแรกแถมยังมีการมาคอมเม้นรูปหัวใจอีก จะไม่ให้ผมหลงรักก็ไม่ได้แล้วไหมผู้ชายคนนี้น่ะ “แค่นี้คนก็เข้าใจว่าเราเป็นแฟนกันอย่างสมบูรณ์แล้ว”

 

“เพราะวันนี้อาบอกว่าจะตามใจเถอะเลยไม่ห้าม”

 

“ปกติอาก็ไม่ห้ามอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” ผมย่นคิ้วใส่ “อาน่ะตามใจผมจะตาย มีอะไรบ้างที่อาห้ามไม่ให้ผมทำ”

 

“จริงๆ ต้องบอกว่าถึงอาห้ามไป เราก็ไม่ฟังต่างหาก ไม่ใช่ว่าอาตามใจตลอดสักหน่อย” เขาบีบจมูกผมด้วยความมันเขี้ยว “แต่วันนี้ยกให้เป็นกรณีพิเศษ เราจะได้มีความสุขเยอะๆ ไง”

 

“แค่นี้ก็เยอะจนไม่รู้จะเยอะยังไงแล้วครับ อีกนิดคือผมขออาเป็นแฟนแล้วนะ”

 

“ซีน”

 

“หรือจริงๆ ไม่ต้องขอเพราะที่ทำอยู่ก็เหมือนแฟนแล้วใช่ไหม” ผมเลิกคิ้วใส่ “แต่ถ้าขอมันก็จะเป็นทางการกว่าและเป็นการให้เกียรติอาด้วย อาจะได้เอาไปอวดคนอื่นว่าเราเป็นแฟนกันจริงๆ ไม่ได้โมเมขึ้นมา”

 

“แต่มีแฟนเป็นอามันไม่เท่หรอกนะ อามันเด๋อด๋า”

 

“ใครบอกครับ มีแฟนเป็นอาได้ทั้งสองทาง อาทั้งเท่ทั้งน่ารัก” ผมสวนกลับ “ไหนจะใจดีและนึกถึงความรู้สึกคนอื่นก่อนตัวเองอีกต่างหาก แล้วก็ยังเข้ากับพ่อแม่ได้ดี อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่มีตรงไหนที่ไม่เพอร์เฟคเลยนะ”

 

“แต่อาแก่แล้ว คบเด็กอย่างเรามีหวังถูกตราหน้าว่ากินหญ้าอ่อนแน่ๆ”

 

“งั้นตอบไปเลยครับว่าหญ้าอ่อนต้นนี้อ่อยวัวแก่”

 

“…!!!”

 

           “ถ้าได้อาเป็นแฟน ต่อให้ต้องเจอนรกหรือสวรรค์ผมก็จะซัดหน้ามันให้หมดเลย”   

 

           ผมพูดด้วยสีหน้าจริงจังไม่ได้สนใจว่าพระผู้เป็นเจ้าจะโกรธไหม ผมแค่พูดในสิ่งที่คิด ผมยอมทำทุกทางเพื่อปกป้องคนที่ผมรักแม้ต้องท้าทายกับพระเจ้าก็ตาม แต่โลกนี้พระเจ้าเป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันคือความน่ากลัวของการใช้ชีวิตต่างหาก

 

           ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นอาก็ลูบหัวผมคล้ายปรามให้เย็นลงจะได้ไม่เกรี้ยวกราด

 

           “ไม่ต้องไปท้าทายนรกหรือสวรรค์หรอกซีน แค่สู้กับพ่อเราคนเดียวก็เหนื่อยแล้ว” เขาว่ากลับ “รายนั้นน่ะน่ากลัวยิ่งกว่านรกร่วมมือกับสวรรค์ซะอีก”

 

           “ถ้าคุยกับพ่อดีๆ พ่อต้องเข้าใจแน่ครับ” ผมระบายยิ้มบาง “แค่อ้อนเขานิดๆหน่อยๆ ก็ยอมให้เราคบกันแล้ว”

 

           “ถ้าเป็นไปได้น่ะนะ” เขาขำพลางส่ายหัวเหนื่อยหน่าย “แต่ช่างมันเถอะ เราไม่ได้คิดจะคบกันจริงๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ยังไงซะเราก็เป็นอาหลานกัน”

 

           “แต่เราไม่ใช่สายเลือดเดียวกันหนิจริงไหม”

 

           “ซีน”

 

           “ทำไมอาไม่ลองมองผมในฐานะคนคนนึงที่ไม่ใช่ลูกเพื่อนดูบ้างล่ะครับ” ผมเอียงคอพร้อมเท้าคางมองเขาเช่นเด็กสงสัย คำถามนี้มันอาจฟังดูประหลาดเพราะเขาก็เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ถึงช่วงมอต้นขึ้นมอปลายเขาจะไม่ได้อยู่ดูแลผมแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราสนิทกันน้อยลงเลยสักนิด ยิ่งได้อยู่ด้วยกันช่วงนี้ยิ่งทำให้เราสนิทกันขึ้นไปอีก

 

           ผมเลยอยากรู้ว่าเขาเคยคิดจะมองผมในฐานะคนคนนึงที่ไม่เกี่ยวว่าเขาเลี้ยงผมมาบ้างไหม

 

           หรือว่าผมยังคงเป็นหลานคนโปรดไม่ว่าผมจะจีบเขายังไง

 

           “จริงๆ ถ้าตัดเรื่องอายุกับเรื่องที่อาเป็นเพื่อนแม่ออกไป เราก็คบกันได้นะ มีคู่รักมากมายที่อายุห่างกันเป็นสิบ”

 

           “แต่อาเลี้ยงเรามานะซีน ถ้าคนอื่นเห็นเขาก็ต้องคิดว่าอาเลี้ยงเรามาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ”

 

           “แต่อาไม่เคยทำไม่ดีกับผมและเราสองคนก็รักกันไม่ใช่เหรอ”

 

           “อารักเราเพราะเราเป็นลูกโซล”

 

           “…”

 

           “เราคือหลานที่น่ารักที่สุดของอานะ” ผมได้แต่นิ่งเงียบเมื่อเจอคำพูดนั้น ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะแกล้งหยอกเย้าแต่กลับเป็นฝ่ายที่พูดไม่ออก แม้สายตาที่มองมาจะเต็มไปด้วยความเอ็นดูในคำถามผม ทว่าคำตอบกลับเสียดแทงลึกเข้าไปในอกให้เจ็บหนัก

 

           ผมรู้สึกเหมือนโดนปฏิเสธ อกหักทั้งๆที่ยังไม่ได้บอกชอบ ผมเข้าใจที่อาบอก เขาคงไม่อยากถูกมองว่าเป็นพวกโรคจิตที่คบกับเด็กที่เลี้ยงมาถึงเขาจะไม่ใช่อาแท้ๆ แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่สร้างมาทำให้เราไม่ต่างจากครอบครัวเดียวกัน

 

           ในปัจจุบันมีคนจำพวกใคร่เด็กอยู่มาก ถูกแบ่งออกมาหลากหลายแล้วแต่อาการ หนึ่งในนั้นคือ child grooming การเลี้ยงเด็กคนนึงเพื่อมาเป็นเมียโดยเฉพาะ ซึ่งตัวเด็กอาจจะไม่ได้ถูกสอนให้รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันผิดในขณะที่คนเลี้ยงมาอาจจะรู้ดีอยู่แก่ใจ แค่ไม่แก้ไขความเข้าใจผิดนั้น

 

           อาคงกลัวว่าผมจะถูกมองแบบนั้น สำหรับเขาผมยังเป็นเด็กเสมอ

 

           แต่หากมองตามความเป็นจริงเราไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

 

           เขาไม่ใช่สายเลือดเดียวกับผม ไม่ได้เลี้ยงผมมาตลอด เราต่างก็เคยมีแฟนและผมโตพอที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เขาเองก็ให้เกียรติผม ไม่เคยทำอะไรไม่ดี ซื่อสัตย์กับแม่ผมเพราะพวกเขาเป็นเพื่อนสนิท

 

           ‘อารักเราเพราะเราเป็นลูกโซล’

 

           คำพูดนั้นลอยกลับมาทำให้ผมครุ่นคิด ถ้าผมไม่ใช่ลูกเพื่อนสนิทเขาก็แปลว่าเรามีสิทธิ์ที่จะคบกันถูกไหม แต่เพราะความสัมพันธ์กับสถานะของเราทำให้คำคำนั้นมันห่างไกล แย่กว่าคือเขาอาจจะไม่ได้สนใจผมในฐานะผู้ชายคนนึงก็ได้

 

           “พาเรดมาแล้ว” เขาพูดขึ้นพร้อมกับชี้ที่พาเรดตัวการ์ตูนที่มีคนแห่ไปดูเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กกับพวกวัยรุ่นที่ยืนออกัน ทว่านั่นก็มากพอที่จะทำให้เรามองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากอยู่ด้านหลัง “ไปดูกันซีน เราชอบพวกนี้ไม่ใช่เหรอ”

 

           “คนเยอะขนาดนั้นมองไม่เห็นหรอกครับ มองแถวนี้ก็ได้พอเห็นอยู่”

 

           “ได้ไงกัน อุตส่าห์มาถึงนี้แล้วก็ต้องไปดูสิ”

 

           “ผม...”

 

           “มาเร็วคนดี เดี๋ยวอาอุ้มดู”

 

           “เหวอ !” ยังไม่ทันที่จะได้ตอบกลับ อาก็รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายดึงแขนผม พาร่างเราสองคนไปแออัดอยู่กับฝูงชน มีเสียงดนตรีในขบวนพาเรดเป็นฉากหลัง นาทีนั้นอาดึงผมให้มาอยู่ข้างหน้าเพื่อที่จะได้ดูชัดๆ ติดแค่ว่าผู้ชายข้างหน้าที่พาลูกสาวมาตัวสูงกว่าผมนัก แม้จะพยายามเขย่งเท้าแล้วก็มองไม่เห็นพาเรดที่แสดงอยู่ “มองไม่เห็นเลยครับอา ผมตัวเตี้ยไป”

 

           “อาก็มองไม่ค่อยเห็นเหมือนกัน งั้นอาอุ้มเราดีไหม”

 

           “แบบนั้นแขนอาได้หักแน่ ผมตัวหนักจะตาย”

 

           “ไม่หรอก ตัวเราเบายิ่งกว่าอะไร เดี๋ยวอา...”

 

           “เอลซ่า !” ผมตาลุกวาวตอนเห็นเจ้าหญิงเอลซ่าบนรถขบวนพาเรด เธอเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ผมชอบมาก ครั้งหนึ่งผมเคยขออธิษฐานกับดวงดาวขอให้ตัวเองมีพลังวิเศษแบบเธอเพื่อที่จะได้สร้างแลนด์มาร์คไว้ขายไอศกรีม ช่วงนั้นอากาศที่เมืองร้อนมาก ผมเลยคิดว่าถ้าเรามีดินแดนไอศกรีมมันจะต้องดีมากๆ

 

           เสียดายที่ทำได้แค่ให้แม่ซื้อถุงมือเจ้าหญิงให้ ทุกวันนี้ผมยังเก็บไว้อยู่เลยรู้ไหม

 

           ซึ่งทันทีที่ผมเห็นเธอบนบัลลังก์ผมก็พยายามเบียดเสียดคนด้านหน้าเพื่อที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ทั้งเบียด ทั้งแทรก ไม่ลืมขอโทษด้วยเพราะผมสร้างความเดือดร้อนให้ ชนิดที่มีคนย่นคิ้วใส่เนื่องจากผมดันเผลอไปเหยียบเท้าเขา

 

           “ขอโทษครับ” ผมบอกพร้อมแสดงสีหน้าสำนึกผิดก่อนจะเขย่งเท้าสุดฤทธิ์เพื่อมองดูเจ้าหญิงองค์นั้น แม้จะเห็นแค่เศษเสี้ยวก็รับรู้ได้ว่าเธอช่างงดงาม พาเรดที่พาเธอมาเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง สวยงามสมกับควีนเอลซ่า “สวยจังเลยครับอา”

 

           “มองเห็นเหรอจิ๋ว อายังมองไม่เห็นเลยนะ”

 

           “มองเห็นนิดหน่อยครับ แต่รู้ว่าสวยมาก” ผมยิ้มกว้าง “รู้งี้แบกเก้าอี้มาด้วยดีกว่าจะได้ยืนดูชัดๆ”

 

           “มีอีกวิธีนึงนะที่จะช่วยเราได้น่ะ”

 

           “วิธีอะไรครับ ?”

 

           “จับไว้นะ”

 

           “หา !?”

 

           “ระวังด้วย”

 

           “เฮ้ย !” ผมเบิกตากว้างตอนอาเอาหัวลอดเข้ามาตรงหว่างขาก่อนจะใช้กำลังทั้งหมดยกตัวผมขึ้น ทำให้ตอนนี้ผมโดดเด่นที่สุดเป็นเด็กมหาลัยตัวโตที่นั่งอยู่บนบ่าอาแสนรัก นาทีนั้นผมเลิ่กลั่กดิ้นไปมาบนบ่าอาเพื่อให้เขาเอาตัวผมลงจะได้ไม่อายคนรอบข้าง “อาทำอะไรครับเนี่ย ปล่อยผมลงนะ อายเขา”

 

           “ไม่เห็นต้องอายเลย เราจะได้ดูเอลซ่าที่เราชอบชัดๆ”

 

           “แต่ผมอาจไปบังคนข้างหลัง”

 

           “เราอยู่หลังสุดแล้ว” พอหันไปมองก็รู้ว่าเราโดนเบียดมาอยู่หลังสุด เพราะงี้เราถึงมองไม่เห็นเลยเนื่องจากคนข้างหน้าบังหมด “เพราะงั้นหันไปดูเอลซ่าที่เราชอบเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะว่าว่าเราบัง”

 

           “แต่บ่าอาจะเจ็บเอานะครับ”

 

           “ไม่เจ็บเลยจิ๋ว อาสบายมาก” เขายิ้มกว้าง “ดูนั่นสิจิ๋ว เอลซ่าโบกมือให้ด้วยล่ะ”

 

           “ไหนครับ !” ผมหันขวับไปมองเป็นจังหวะเดียวกับที่ควีนเอลซ่าหันมาหา เธอยิ้มกว้างราวกับเอ็นดูที่ผมทำทุกทางเพื่อให้ได้อยู่ในสายตา จังหวะนั้นเธอโบกมือให้ผม ส่งจูบที่ทำเอาผมยิ้มกว้าง “น่ารักจัง เธอสวยมาก เธอส่งจูบให้ผมด้วยครับ”

 

           “ชอบไหมล่ะ”

 

           “ชอบมากเลยครับอา”

 

           “ชอบก็ยิ้มเยอะๆนะ”

 

           “ครับ ?”

 

           “เพราะเราคือความสุขของอา”

 

           “…”

 

   “เวลาเรายิ้มกว้างมันทำให้อามีความสุขมากเลย” 

 

           จบคำนั้นผมก็ยิ้มกว้างจนตาหยี พร้อมกับที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ ก่อนหน้านี้เขาทำให้ผมรู้สึกแย่นิดหน่อยกับคำถามที่ผมเป็นฝ่ายอยากรู้เอง ทว่าตอนนี้ผมกลับมามีความสุขอีกครั้ง นั่นยิ่งเพิ่มระดับความชอบเขาในตัวผมมากขึ้นอีกชนิดที่ต้องงอตัวไปหอมหน้าผากเขาต่อหน้าขบวนพาเรดและคนรอบข้างที่หันมาเห็นเรา

 

           แต่ผมไม่สนใจ ผมแค่อยากให้รางวัลคนที่ผมรัก

 

           “อาก็คือความสุขของผมเหมือนกันและจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป :)” 

 

           ผมรักอาโนเอลมากจริงๆ

 

 

           หลังจากตอนนั้นเราก็ไปเที่ยวเล่นอีกสองสามที่ เข้าบ้านผีสิง เข้าดินแดนยักษ์ กว่าจะออกจากสวนสนุกก็ไปเย็นมากเรียกได้ว่าเราใช้เวลาคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม แม่โทรหาอาช่วงสี่โมงถามถึงผมที่ไม่ได้เข้าเรียนวันนี้ ได้ยินเสียงพ่อดีแลนแทรกเข้ามานิดนึงถามเรื่องรูปที่ผมลงไอจี

 

           ดูท่าวันนี้เขาจะเตรียมตัวต้อนรับอาอย่างดีเลย

 

           “แดนไม่อยู่เหรอครับ ?” ผมถามขึ้นมาตอนอาจอดรถเสร็จ เราอยู่ที่บ้านพ่อแม่แล้ว ใช้เวลาไม่นานเลยในการเดินทางมาที่นี่ ผมย่นคิ้วเพราะเห็นว่ารถประจำตัวของแดนไม่อยู่ รวมทั้งสัมผัสถึงกระแสจิตของเขาไม่ได้ “นึกว่าจะอยู่รอกันซะอีก”

 

           “อาจจะไปเดทกับออสตินก็ได้” อาพูดตอนที่ลงมาเปิดประตูรถให้ผม “ไว้อาโทรหาให้นะ”

 

           “ไม่เป็นไรครับ ให้เขาได้ใช้เวลากับพี่ออสตินเถอะ ผมชินกับการหลงเมียของเขาแล้ว” ผมกลอกตาใส่พลางถอนหายใจเมื่อนึกถึงพี่ชายคนนี้ “เราเข้าไปกันเถอะครับ ป่านนี้พ่อแม่รอนานแล้ว”

 

           “โดยเฉพาะดีแลน เขาคงถือมีดเตรียมฟันหัวอา”

 

           “พ่อมีฟันฉลามเป็นอาวุธครับ ไม่จำเป็นต้องใช้มีดหรอกนะ” ผมหัวเราะขบขัน “ฟันฉลามคมกว่ามีดอีก”

 

           “ให้กำลังใจกันดีมาก” เขาถอนหายใจขณะที่ผมยิ้มเอ็นดูเขา วันนี้ผมมีความสุขมากเลยที่เราได้ไปเที่ยวด้วยกัน ทำให้ผมเห็นเลยว่าเขาน่ารักขึ้นขนาดไหน “ว่าแต่เราจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม อาไม่รู้ว่าซีวานยังเก็บร่างเซลีนไว้หรือเปล่า”

 

           “ผมสัมผัสถึงเธอไม่ได้เหมือนกัน บอกไม่ได้หรอกครับว่ายังอยู่หรือเปล่า”

 

           “ถ้าไม่โอเครีบบอกอานะ อาจะได้พากลับ” เขาลูบหัวผมเบาๆ “อย่าฝืนตัวเองล่ะซีน”

 

           “ครับอา” ผมพยักหน้าก่อนจะพ่นลมหายใจช้าๆ เพื่อควบคุมตัวเอง ชื่อของเซลีนไม่ต่างจากคำต้องห้ามที่พอพูดขึ้นมาก็สร้างความรู้สึกย่ำแย่ในหัวใจดวงนี้ แม้ผมจะพยายามไม่คิดแต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็อดสั่นไหวไม่ได้

 

           มันไม่เชิงว่าร่างกายผมสั่น มันเหมือนสั่นอยู่ข้างใน เป็นอีกตัวตนที่ผมพยายามเก็บกดเอาไว้

 

           “กลิ่นไม่คุ้นเลย” ผมพึมพำย่นคิ้วเล็กน้อยตอนสายลมหอบกลิ่นใครบางคนมากระทบจมูก ทว่ามันไม่ได้ลอยมาจากในบ้าน กลับกันเหมือนอยู่ด้านนอกต้นลมพอดี พาให้ผมกวาดตามองแถวนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้ผิดกลิ่นไปเอง “พ่อแม่ชวนคนมาที่บ้านเหรอ”

 

           “มีอะไรเหรอซีน”

 

           “ผมว่าผมได้กลิ่น...”

 

           “อ้าวโนเอล ซีน่อน มาแล้วเหรอ” ยังไม่ทันที่จะได้ตอบอา จู่ๆ แม่ก็เปิดประตูบ้านออกมาพอดีเหมือนรู้ว่าพวกเรามาถึง รอยยิ้มแสนหวานปรากฏบนใบหน้าเขาพาให้ผมรู้สึกดีขึ้นเป็นกอง ซ้ำยังรั้งผมให้โผเข้าไปกอดแม่ด้วยความคิดถึงอีก “ฮ่าๆ เจ้าจิ๋วของแม่ เป็นยังไงบ้าง”

 

           “ผมคิดถึงแม่มากเลยครับ เหมือนไม่เจอกันตั้งนาน”

 

           “แม่ก็เหมือนกันลูกรัก คิดถึงเรามากๆ” ผมยิ้มกว้าง “ขอบคุณที่ดูแลลูกชายผมนะ”

 

           “ตามบัญชาครับผม” อาโนเอลขานรับแบบทหารให้แม่หัวเราะเบาๆใส่ “แล้วหนุ่มๆ ที่เหลือไปไหนล่ะ ทำไมมีแค่คุณเท่านั้น ?”

 

           “แดเนียลไปเดทกับออสตินวันนี้คงไม่กลับ ส่วนพ่อๆ กำลังเตรียมอาหารต้อนรับคุณกัน”

 

           “ให้ตายสิ วันนี้ถึงคราวตายผมแล้วมั้ง”

 

           “ยังไม่ใช่จนกว่าคุณจะรับรักลูกชายผมล่ะนะ”

 

           “โซล”

 

           “ฮ่าๆ” แม่ขบขันดูสนุกสนานที่ได้หยอกเย้าอา ผมก็ยิ้มไปด้วยและกำลังจะเข้าบ้าน ถ้าไม่ติดว่าแม่เอาตัวเองมาขวางไว้ให้ผมเลิกคิ้วใส่ “ลูกว่างไหมซีน แม่ว่าจะชวนไปซื้อของที่ห้างสักหน่อย”

 

           “อ้าว ไหนตอนโทรมาบอกว่าไม่อยากได้อะไรไงโซล”

 

           “เผอิญผมเพิ่งนึกออก ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบหนิ” แม่ยักคิ้วใส่กวนประสาทใส่ “และก็อยากคุยกับลูกชายด้วย คุณช่วยเข้าไปรอในบ้านก่อนได้ไหม เดี๋ยวผมรีบกลับมา”

 

           “ไม่ให้ผมไปด้วยเหรอ ผมว่างนะ”

 

           “ผมอยากไปกับซีน่อนมากกว่า” แม่ดักทาง “และซีวานมีเรื่องจะคุยกับคุณ”

 

           “เอ๋ ?” อาโนเอลขมวดคิ้วใส่ไม่ต่างจากผมที่ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องดูมีลับลมคมนัยขนาดนี้ รู้แค่ว่าพอแม่สบตากับอาอีกที เจ้าตัวก็พยักหน้าก่อนจะลูบหัวผม จากนั้นก็เดินเข้าบ้านไปก่อน ปิดประตูเรียบร้อยปล่อยให้เราสองคนเผชิญหน้ากัน

 

           ผมเอียงคอมองแม่ด้วยความสงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

 

           “มีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมดูเป็นความลับจัง”

 

           “ไม่มีอะไรหรอกลูกรัก ไว้ให้อาเขาเล่าให้ฟัง”

 

           “แต่ให้อาเข้าไปคนเดียวแบบนั้น ถ้าพ่อเขา...”

 

           “ไว้แม่จะจัดการให้ทีหลัง”

 

           “แม่ครับ”

 

           “ไปซื้อของกัน”

 

           “…”

 

           “แม่อยากคุยกับเราเรื่องโนเอลสักหน่อย” 

 

*เรื่องนี้เป็นตัวเปิดไปสู่เรื่องพี่ซีวานทำให้พี่ซีวานค่อนข้างมีบทบาทในเรื่องนี้นะคั้บ 

จบซีน่อนเอลจะเขียนรังรักณเกลียวคลื่นแล้วต่อด้วยซีวานเลย  

เพราะงั้นฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจหน่อยนะค้าบ  

และอย่าลืมส่งฟีดแบ็ก #ฉลามซ่อนรัก ด้วยน้า เปิดพรี 21 พค -23 กค นาจา เก็บเงินรอเลยย* 

LOADING 100 PER 

ความสุขอยู่ตรงนี้ไม่เคยหายไปไหน 

ก่อนจะเข้าปมหนักมาหวานกันก่อนดีไหมเผื่อว่าอะไรจะดีขึ้น 

เกมนี้ซ่อนปมไว้ลึกสุดถ้าไม่ถูกกระตุ้นจะไม่มีวันเจอได้ 

แต่สิ่งที่อยู่ในตัวมันก็ไม่ต่างจากอสุรกาย อะไรก็ตามที่กระทบจิตใจ 

มันจะฉีกร่างออกมาฆ่าทุกคน 

หวีดลงแท็กด้านล่างเมื่อพูดถึงความแซ่บของนิยายเรื่องนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

Follow Me 

Twitter : ael_2543 

PAGE : Avery Pie 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว