ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 ...อสรพิษคืนถิ่น...

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ...อสรพิษคืนถิ่น...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 707

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2563 11:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 791
× 6,400
แชร์ :
ตอนที่ 9 ...อสรพิษคืนถิ่น...
แบบอักษร

...อสรพิษคืนถิ่น... 

รถขนผักที่กายีและเสี่ยวซือแอบขึ้นมุ่งหน้าลงใต้ไปยังปูซาน ตลอดทางคนขับจะคอยแวะจอดตามปั๊มน้ำมันเป็นช่วงๆและถกกับเด็กขนผักเรื่องเส้นทางที่จะไปปูซานทำให้เขารู้เส้นทางที่รถจะผ่านไปโดยตลอด แต่ปูซานเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโซล เมืองใหญ่ย่อมต้องมีหูตาของคนที่บ้านใหญ่และง่ายต่อการตามรอย เขาจึงตัดสินใจว่าจะแอบลงจินเฮระหว่างทางที่รถขนผักจอดแวะปั๊มน้ำมันแทน

กายีก้มหน้าลงมองคนในอ้อมกอด งูน้อยหลับตาพริ้มไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไร การเดินทางในครั้งนี้ยังไม่อาจวางใจเรื่องที่ถูกตามล่าได้ ดังนั้นประสาทของเขาจึงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เขาจะแอบงีบหลับเป็นพักๆเท่านั้น แต่แม้จะเหนื่อยแค่ไหน พอได้เห็นเสี่ยวซือ อยู่ข้างๆแล้วเขาก็รู้สึกผ่อนคลายลง

“...ตื่นได้แล้วคนขี้เซา...” เขาแก้งบีบคนจมูกรั้น

งูน้อยบิดขี้เกียจแล้วค่อยๆลืมตา

“ขอโทษที...ผมเผลอหลับไป” กายีกระโดดลงจากรถเมื่อรถผักจอดสนิทและคนขับรถผละจากรถไปแล้ว เขาหันไปส่งมือให้เสี่ยวซือ

“นี่เราถึงไหนกันแล้ว?” เสี่ยวซือกระโดดลงมาแล้วมองไปรอบๆ

“จินเฮ” เขาตอบสั้นๆแล้วเดินอ้อมรถไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา

ที่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้เป็นปั๊มเล็กๆก่อนจะเข้าเมืองใหญ่จึงมีแค่หัวปั๊มแบบที่ต้องบริการตัวเองโดยมีคนเฝ้าแค่เจ้าของปั๊มที่คอยเก็บเงินอยู่ที่ร้านค้าเล็กๆด้านในกับเด็กคนงานอีกคนเท่านั้น ที่สำคัญคือ...ตอนนี้พวกเขาสองคนแม้จะล้างคราบเลือดบนเนื้อตัวออกไปได้แล้ว แต่ตัวมีแต่แผล เสื้อผ้าก็มีแต่รอยขาดทั้งยังสกปรกไปด้วยฝุ่นและเขม่าควัน เขาจึงเดินเข้าไปร้านค้าที่เจ้าของปั้มอยู่

จากนั้นก็มองหาเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเองกับเสี่ยวซือโดยแลกกับนาฬิกาข้อมือราคาแพง ซึ่งเจ้าของร้านก็ยอมแลกแต่โดยดีโดยไม่ถามอะไรมาก

จากนั้นเมื่อได้เสื้อผ้าแล้วเขาก็ส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวซือเอาไปเปลี่ยน โดยที่ตัวเขาเองเลือกเสื้อโปโลสีเหลืองสดกับกางเกงขาสั้น แม้จะดูเชยไปหน่อย แต่พอดึงปกตรงคอให้ตั้งขึ้นแล้วเอาแว่นกันแดดมาสวมหน่อยก็ดูคล้ายนักท่องเที่ยว ส่วนเสี่ยวซืออยู่ในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีเทากับกางเกงยีนส์ เพราะเสื้อที่ใส่ตัวใหญ่และหลวมโพรก จึงทำให้คนตรงหน้าดูผอมบางกว่าที่เห็นเข้าไปอีก

หลังจากนี้เขาต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยให้เสี่ยวซือและต้องเป็นที่ที่สามารถขอความช่วยเหลือจากเสี่ยวเอินได้ด้วย กายีกวาดสายตามองไปยังท้องนาที่กว้างสุดสายตาและพบสถานที่ที่คุ้นตา

“ตรงนั้นคืออะไร?” กายีชี้มือออกไปยังโกดังหรือโรงงานอะไรสักอย่างที่อยู่กลางทุ่งนา เจ้าของปั๊มหรี่ตามองก่อนจะตอบ

“โรงงานร้างน่ะคุณ เจ้าของคนเก่าล้มละลายเลยฆ่าตัวตายหนีหนี้ ที่ดินตรงนั้นเลยถูกธนาคารยึดไป แต่ขายไม่ออกเลยถูกปล่อยร้างเอาไว้ทั้งอย่างนั้น” กายีมองแล้วพยักหน้า

“แล้วตึกข้างๆกันนั่นอะไร?” กายีชี้มือไปที่หมู่ตึกสีขาวเล็กๆที่อยู่ไม่ห่างกัน

“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าน่ะ คุณถามทำไมหรอ?” เจ้าของปั๊มทำหน้าสงสัย

อย่าถามซอกแซกน่า 

! 

แล้วนาฬิกานั่นถ้าคิดจะเอาไปปล่อย ห้ามได้ราคาต่ำกว่า 10 ล้านวอนนะเข้าใจมั้ย?” กายีมุ่ยคิ้วแล้วหันไปคว้ามือเสี่ยวซือที่มัวแต่ยืนเหม่อลอยอยู่

“ไปกันเถอะ”

“ทำไมต้องเป็นจินเฮด้วย? เราไปที่อื่นไม่ได้หรอ? เดินไปอีกหน่อยก็ถึงปูซานแล้ว”

“นายเดินไม่ไหวหรอก มันไม่ใช่ว่าใกล้ๆนะ” กายีก้มลงมองข้อเท้าของเสี่ยวซือที่ตอนนี้บวมและเปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำดูน่ากลัว ตลอดทางที่พวกเขาหลบออกมาเสี่ยวซือ ไม่ปริกปากว่าตัวเองเจ็บข้อเท้าแม้แต่คำเดียว แต่ยังคงฝืนเดินให้เหมือนปกติที่สุด

แต่มีหรือจะรอดพ้นสายตาเขาไปได้ เพราะเหตุนี้เขาจึงต้องหาที่ที่ปลอดภัยให้เสี่ยวซือได้พักก่อนเป็นอันดับแรก

ผมเดินไหว 

! 

” เจ้าตัวยืนกรานทั้งที่สีหน้าดูไม่ดีเอามากๆ

“ทำไมถึงไม่อยากไปจินเฮ?” กายีมองเสี่ยวซือที่ก้มหน้าหลบสายตา

“เพราะเป็นที่นายจากมาและไม่คิดหวนคืนใช่มั้ย?” เสี่ยวซือไม่ตอบ แต่นั่นยิ่งทำให้เขาอยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าสถานที่แบบไหนที่เสี่ยวซือเติบโตมา และใครที่ทำให้เสี่ยวซือไม่คิดจะกลับไป

มาเถอะ 

! 

เราจะไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากัน” เสี่ยวซือเงยหน้าเบิดตาโพลง

ไม่ไป 

! 

” เสี่ยวซือสะบัดมือทิ้งแล้วหันหลังหนี

ห้ามหนีนะเสี่ยวซือ 

! 

ถ้านายหนีนายก็ต้องหนีตลอดไป 

! 

เท่ากับว่านายยอมรับว่าฝันร้ายของนายยังมีผลกับตัวนายอยู่ 

! 

”เสี่ยวซือหดคอกุมมือที่กำลังสั่นของตัวเองแน่น

“ฉันเคยบอกนายไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่นายอาจจะจำไม่ได้

ถ้ามีคนมาทำร้ายนาย แล้วนายยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ นั่นแหละคือการลงโทษคนพวกนั้นอย่างสาสมที่สุด 

ไปให้มันได้เห็นว่านายมีความสุขมากแค่ไหน ไปให้มันเห็นว่าฝันร้ายไม่สามารถทำร้ายนายได้ นายไม่ได้ไปเพียงลำพัง แต่ไปกับฉัน...นายไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” กายียื่นมือออกไปคว้ามือเสี่ยวซือเอาไว้ มืออีกข้างเชยคางที่อีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าขึ้น

“ฉันอยากไปเห็นที่ที่งูน้อยของฉันเติบโตมา อยากรู้ว่างูน้อยของฉันเคยอยู่ที่แบบไหน จากนั้นเมื่อเราขอความช่วยเหลือได้เราจะกลับบ้านกัน....ฉันสัญญา” เสี่ยวซือ มองหน้ากายี สายตาแน่วแน่มองกลับมา ความกลัวในใจค่อยๆมลายหายไป เขาเชื่อว่าจะไม่มีอะไรทำเขาได้เมื่ออยู่ข้างๆคนคนนี้

ทันทีที่พวกเราปรากฏตัวที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ผู้อำนวยการศูนย์ก็ดูจะประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในตอนแรกเขาไม่แน่ใจว่าใช่ผมหรือเปล่าจึงไม่กล้าที่จะทักก่อน ได้แต่คอยชำเลืองมาที่ผมอยู่บ่อยครั้ง แต่คนที่รู้ทันทีว่าเป็นผมคือซูโซ หมอนั่นยังคงกินนอนและแฝงตัวอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ใบหน้าของซูโซมีรอยแผลนูนเป็นทางยาวตั้งแต่ปลายคางลากขึ้นเป็นแนวทแยงผ่านจมูกไปจนถึงขมับ จากการที่ถูกผมใช้เศษขวดแตกปาดใส่มันเมื่อครั้งที่หนีออกมา

ซูโซยืนเอียงคอและกระตุกเป็นช่วงๆอยู่ด้านหลังสุดปะปนกับเด็กและคนอื่นๆ ซ่อนความพิกลพิการของตัวเองไว้ในเงามืดเช่นเดิม  ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคนอย่างมันถึงได้อยู่มาได้โดยที่ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของมัน ผมละสายตาจากซูโซแล้วกวาดตามองเด็กคนอื่นๆแม้เวลาก็ผ่านมาเนินนานแล้วนับตั้งแต่ผมจากที่นี่ไป แต่ที่นี่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนไม่เปลี่ยน

ทั้งบรรยากาศที่หม่นหมอง สายตาของเด็กๆที่แอบมองจากที่ไกลๆ ผมมองภาพนั้นซ้อนทับกับตัวเองในอดีตเวลาที่มีคนเข้ามาบริจากเงินหรือเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเรา ผมในตอนนั้นใส่เสื้อผ้าเก่าๆที่ได้รับมาจากคนอื่น มองตามคนที่เข้ามาด้วยความสนใจและหวังว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นพ่อแม่ของผม หรืออย่างน้อยที่สุดเขาอาจจะถูกชะตาและรับผมไปเลี้ยง

“เสี่ยวซือ

!

” ผมได้สติจากเสียงเรียกจึงหันกลับไปมองกายีที่เดินนำหน้าอยู่กับผู้อำนวยการ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่ที่กายียืนอยู่มันย้อนแสงหรืออย่างไร ผมถึงได้มองเห็นแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มแดงอาบร่างเขา มันดูเปล่งประกายเหมือนภาพฝัน ในที่สุดผมก็เจอสถานที่ที่ผมจะกลับไปได้แล้ว

ผอ.นำเราสองคนไปยังห้องส่วนตัวเพื่อคุยเรื่องรายละเอียด ผมยืนเหม่อมองดูตู้ถ้วยรางวัลที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้านหน้าแล้วนึกเจ็บใจ ในตอนนั้นเองที่ซูโซจงใจเดินผ่านห้องผู้อำนวยการ มันหยุดยืนมองผมก่อนจะสแยะยิ้มแล้วเดินผ่านไป ผมหันหลังรีบเดินตามกายีเข้าไปด้านในก็ได้ยินกายีบอกกับผอ.ว่าสนใจจะบริจาคเงินเพื่อการกุศลให้กับเด็กๆ ผอ.ก็ทำตาโต และยิ่งเมื่อเขาบอกว่าผมคือเด็กที่มาจากที่นี่ผอ.ก็ยิ่งทำหน้าตกใจ ทั้งยังพยายามพูดแก้ตัววุ่นวายถึงเรื่องในอดีตทั้งที่กายียังไม่ได้เปิดปากว่าอะไรสักคำ

“เรื่องเก่าผมไม่เก็บมาคิดให้รกสมองหรอก แต่คงต้องขอเวลาโทรปรึกษาเรื่องยอดเงินกับการเงินของผมก่อน” กายีเดินไปเปิดประตูห้องของผู้อำนวยการแล้วผายมือเชิญอีกฝ่ายออกไปจากห้อง จากนั้นก็ใช้โทรศัพท์แจ้งพิกัดกับคุณต้วนให้ส่งคนมารับ

“เฮ~ทำไมทำหน้าอย่างนั้นฮืม?” กายีตรงเข้ามาใช้หลังมือลูบแก้มผม

“ที่นี่ทำให้ผมนึกถึงอดีต ทุกๆที่มีแต่ที่ที่ผมอยากจะลืมมันไปให้หมด ผมรู้สึกมาตลอดว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นที่ของเด็กที่ไม่มีใครต้องการ เด็กที่ถูกทอดทิ้ง และผมคือเด็กที่ไม่มีใครต้องการ”

ผมเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของผอ. จากนั้นก็เงยหน้ามองกายีที่นั่งพิงขอบโต๊ะอยู่ เขามองผมด้วยแววตาเศร้าสร้อยพลางยกแขนขึ้นวางพาดไหล่ผม จากนั้นเราก็ก้มหน้าลงเอาหน้าผากชนกัน

“มีแต่เด็กโง่อย่างนายเท่านั้นที่คิดถึงแต่เรื่องน่าเศร้าของตัวเอง สำหรับฉันกลับพยายามนึกภาพของนายที่วิ่งเล่นไปทั่ว นายที่ก่อเรื่องซุกซนและชกต่อยกับคนอื่น  นายที่พบพี่น้องที่นี่  พวกนายสามคนพี่น้องอยู่ด้วยกันมาแบบไหน เป็นเรื่องที่ฉันอยากรู้ไปหมด”

กายีมองผมที่คลี่ยิ้มเมื่อเขาพูดถึงพี่น้องของเรา ต่อให้เคยมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นที่นี่จนอยากจะลืม แต่อย่างน้อยก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในความทรงจำที่เลวร้ายยังคงมีมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้นด้วย

เงาหนึ่งหยุดยืนอยู่หน้าประตูที่ไม่ได้ปิด กายีตวัดสายตาขึ้นมองเห็นชายอัปลักษณ์กำลังจ้องมองตรงมา  มองด้วยแววตาแพรวพราว มองด้วยความใคร่ แต่สายตานั้นไม่ได้มองตรงมายังเขา แต่มองมายังคนที่อยู่ต่อหน้าเขาคนนี้ กายีดึงเสี่ยวซือเข้ามากอดแนบอก ฝังจมูกลงบนต้นคออีกฝ่ายแล้วเลื่อนสายตามองชายอัปลักษณ์ก่อนจะใช้ขาถีบประตูห้องทำงานนั้นให้งับปิดลง

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเขาถึงที่นี่กายีก็รู้สึกได้ถึงสายตานั้นที่คอยมองตามมายังเสี่ยวซือของเขาตลอดเวลา เขาต้องรู้ให้ได้ว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน

“กว่าคนของเสี่ยวเอินจะมาที่นี่คงใช้เวลาอีกคืน เพราะงั้นคืนนี้เราคงต้องนอนที่นี่ชั่วคราว” กายีมองใบหน้าที่แฝงความกังวลของเสี่ยวซือแล้วรีบพูดต่อ

“ฉันจะไม่ให้ใครทำอะไรนายได้....ฉันสัญญา” กายีดึงเสี่ยวซือมาจูบหน้าผากพร้อมให้สัญญา

กลางดึกคืนนั้นกายีได้ยินเสียงเสี่ยวซือนอนพลิกตัวไปมา พอหันไปมองที่เตียงก็เห็นว่างูน้อยของเขากำลังนอนกระสับกระส่ายคล้ายฝันร้าย เขาเลิกผ้าห่มขึ้นหย่อนขาลงที่พื้นแล้วตั้งใจจะเดินเข้าไปหา แต่เสี่ยวซือกลับเด้งตัวขึ้นจากที่นอนเสียก่อน พออีกฝ่ายมองไปรอบๆเห็นเพียงความมืดก็ร้องลั่นแล้ววิ่งถลาลงจากเตียง

ดีที่เขาคว้าตัวไว้ได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะวิ่งตะเลิดไป กว่าจะปลอบให้เสี่ยวซือสงบลงก็ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่

“ผมฝัน....ผมฝันว่าตัวเองยังอยู่ที่นี่ พอตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังนอนอยู่ที่นี่จริงๆเลยตกใจ” กายีกอดเสี่ยวซือที่ทรุดอยู่ที่พื้น เสี่ยวซือเหงื่อกาฬแตกจนเขาต้องใช้หลังมือคอยเช็ดให้ แถมยังตัวสั่นเป็นลูกนกและยังดูวิตกกังวลตลอดเวลา

“นายอยู่ที่นี่ก็จริง แต่อยู่กับฉันจะกลัวอะไร? นายมาเยือนที่นี่ในฐานะแขก และจะกลับออกไป” ตอนนั้นเองที่กายีรู้สึกว่ากำลังถูกจ้อง เขารู้สึกถึงสายตาที่พุ่งมาจากประตูห้องที่เปิดแง้มอยู่

“มาเถอะ...ฉันจะทำให้นายไม่มีเวลาไปนึกถึงเรื่องอื่นเอง”

กายีช้อนร่างของเสี่ยวซือที่ทรุดอยู่ที่พื้นขึ้นแล้วอุ้มพากลับไปที่เตียง เมื่อวางอีกฝ่ายลงบนเตียงเขาก็ก้มลงฉวยโอกาสกับริมฝีปากที่แสนเย้ายวนของเสี่ยวซือ

“....อือ....” เสี่ยวซือถูกช่วงชิงลมหายใจกะทันหันก็นิ่วหน้า กายีโอบเอวของเสี่ยวซือด้วยมือขวา มือซ้ายช้อนท้ายทอยอีกฝ่ายไว้ไม่ให้หนีก่อนจะสอดลิ้นตามเข้ามา

“อึ๊

!

...อื้อ...ดะ...เดี๋ยวครับ” เสี่ยวซือใช้มือดันอีกฝ่ายแล้วตะแคงตัวหนีแล้ว

หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นหรือตกใจก็ไม่รู้กันแน่ เพราะอยู่ดีๆกายีก็จูบเขานี่เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งจะเคยถูกกายีจูบอย่างร้อนแรงแบบนี้ เมื่อครู่ลิ้นของกายีสอดเข้ามาไล้ในโพลงปาก มันเคลื่อนไหวราวมีชีวิตจนเขารู้สึกวาบหวิว หนำซ้ำร่ายกายของเขากลับรู้สึกแปลกๆท่อนล่างมันปวดหนึบแปลกๆอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“หืม? รังเกียจหรอ?” เสียงกระซิบบวกกับลมหายใจที่เป่ารถต้นคอทำเสี่ยวซือต้องย่นคอหนี

“มะ...ไม่ใช่ครับแต่....ที่นี่เป็นหอนอนของครู....เกิดใครเข้ามาเห็น..”

“ไม่มีใครเห็นหรอก? ฉัยคิดวานายรังเกียจที่ฉันสัมผัส...เวลาที่ฉันจับนายแบบนี้มันแปลกๆหรือเปล่า?” กายีจงใจพูดข้างหูเสี่ยวซือก่อนจะเลื่อนมือขึ้นเลิ่กเสื้อของอีกฝ่ายขึ้น ฝ่ามือหยาบหนาค่อยๆไล้ผิวกายใต้เสื้อของเสี่ยวซือขึ้นไปจับตุ่มไตด้านบน

“อื้อ

!

...ยะ...มันรู้สึกแปลกๆ” เสี่ยวซือเอียงตัวหนี

“รู้สึกงั้นหรอ? รู้สึกดีหรือเปล่า?”กายีแกล้งใช้ปลายลิ้นตวัดงับติ่งหูเสี่ยวซือเบาๆ

“มะ....อื้อ...อ๊ะ...”

เสี่ยวซือบิดตัวตามแรงที่ฝ่ามือของอีกฝ่าย ทั้งๆที่เป็นร่างกายของตัวเองและถูกจับมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่พอเป็นฝ่ามือของกายี แค่ถูกลูบหน้าอก ถูกบดขยี้เขาก็เผลอครางเสียงหวาน ต้นคอถูกจูบและดูดสร้างความเสี่ยวซ่านไปทั่ว

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สะโพกของเสี่ยวซือถูกยกลอยสูงขึ้น ร่างกายท่อนล่างถูกฝ่ามือหนานวดเฟ้นแทบทุกตารางนิ้ว ร่างกายของเสี่ยวซือถูกทำให้เคยชินกับรสสัมผัสที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อน ร่างกายที่อ่อนยวบเป็นขี้ผึ้งรนไฟหลอมละลายด้วยเพศรสที่กายีหยิบยื่นให้ เสี่ยวซือลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างที่กายีพูดจริงๆ เขาแทบไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากร่างกายเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันและกัน ความหอมหวานและความอบอุ่นที่กายีมอบให้

“ฉันต้องการนาย....เสี่ยวซือ....งูน้อยของฉัน...” เสี่ยวซือได้ยินเสียงสั่นเครือของ  กายีที่เรียกชื่อเขาไม่รู้กี่ตั้งต่อกี่ครั้ง ฝ่ามือทั้งสองข้างของเสี่ยวซือถูกกดลงข้างเตียงโดยมีฝ่ามือของกายีสอดผสานและกุมแน่นขณะที่กำลังขยับกาย

“เสี่ยวซือที่รัก....ฉันรักนาย....หยุดหาคำตอบว่านายเกิดมาทำไมและเลิกคิดว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการได้แล้ว เด็กทุกคนที่เกิดมาล้วนมาจากความรักของพ่อและแม่ทั้งนั้นวันที่นายเกิดมาก็เป็นวันที่มีค่ามากนะ อย่างน้อยก็มีค่าสำหรับฉัน ขอบใจนะที่นายเกิดมา” เสี่ยวซือจ้องใบหน้าที่ชื้นเหงื่อของกายีในความมืด เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้ฟังคำคำนี้จากปากของใครสักคน คนคนนี้มักรู้วิธีที่ทำให้เขาดีใจและมีความสุขเสมอ

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่ใช่เด็กที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ....เขาไม่ใช่เด็กที่ถูกทิ้ง 

แต่เขาเกิดมาเพื่อถูกรัก....เกิดมาเพื่อกายีคนนี้.... 

เสียวซือผุดขึ้นจากเตียงแล้วสวมกอดอีกฝ่ายไว้ กายีกอดอีกฝ่ายแนบอก จากนั้นค่ำคืนที่แสนยาวนานก็ค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่พร้อมกับอาการปวดยอกไปทั้งตัว เมื่อบิดตัวไปข้างเตียงมือก็ไปโดนคนที่อยู่ข้างๆ ผมค่อยๆปรือตาขึ้นมองก็เห็นเงาสลัวที่นั่งอยู่ข้างเตียง เมื่อเงานั้นโน้มเข้ามาใกล้ประสาทสัมผัสผมก็ตึงเครียดทันที

เพราะคนที่ผมเข้าใจว่าคือกายีที่จริงแล้วเป็นคนอื่น กลิ่นของกายีไม่ใช่แบบนี้ เสียงหายใจของกายีไม่ดังแบบนี้ เงาของกายีไม่ใช่แบบนี้ กว่าผมจะทันรู้ตัวฝ่ามือหนาก็ตรงเข้าตะปบปากไม่ให้ผมส่งเสียง มืออีกข้างรวบมือผมไว้เหนือหัวแล้วขึ้นมานั่งคร่อมทับร่างของผมอย่างรวมเร็ว

“ไม่เจอแค่ไม่กี่ปีไม่นึกว่าแกจะโตขึ้นมาร่านแบบนี้” เสียงนั้นกระซิบข้างหู

“แกรู้ตัวหรือเปล่าว่าเมื่อคืนแกส่งเสียงแบบไหนออกมา? หรือแกจงใจยั่วฉัน?” ผมถลึงตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง รู้ทันทีว่าหมอนี่แอบดูอยู่ ความกลัวเปลี่ยนเป็นอาฆาตแค้น และก่อนที่ผมจะลงมือ อยู่ๆซูโซก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด มือที่จับผมตรึงไว้กับเตียงหลุดออกแล้วหันไปจับหัวตัวเอง

“ในที่สุดก็ยอมเผยตัวออกมาแล้วหรอ? ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยเสี่ยวซือ?” กายีอยู่ตรงนั้น  เขาจับซูโซด้วยมือเพียงข้างเดียวที่บีบตรงหัวอีกฝ่ายโดยตรง ไม่รู้ว่ากายีมีแรงบีบเท่าไหร่ซูโซถึงได้ร้องลั่นแบบนั้น

“คงเห็นแล้วใช่มั้ยผอ.? คุณคิดจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?” กายีลากคอซูโซไปยืนต่อหน้าผอ.ที่อยู่ตรงหน้าประตูกับครูประจำหออีกสองคน ความบังเอิญที่น่ากลัวนี้ดูท่าจะเป็นฝีมือของกายี.....เขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว?

ผอ. 

! 

ผมเปล่านะครับ 

! 

เด็กนั่นมันยั่วผม 

! 

คุณต้องเชื่อนะครับ 

“ยั่ว? ถ้าอย่างนั้นเด็กที่นี่หลายคนคงถูกหาว่ายั่วแกหมดเลยงั้นสิ? อย่าให้ฉันต้องเอาเด็กๆขึ้นมาถามดีกว่าว่าเคยถูกแกล่วงละเมิดทางเพศมาแล้วกี่คน เศษขยะอย่างแกยังมีหน้ามาโยนความผิดให้เด็กอีก” ซูโซกำมือแน่นแล้วอยู่ๆก็อาละวาดศอกใส่ใบหน้าของกายีแล้วดิ้นหลุดไป

อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้นะ 

! 

” กายีตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาลโดยไม่สนใจเลือดที่ไหลออกมาจากหางคิ้ว ครูสองคนที่ได้ยินรีบเรียกคนให้ไปช่วยกันตามจับซูโซ กายีหันไปเผชิญหน้ากับผอ.แล้วพูดใส่หน้าด้วยน้ำเสียงทรงพลัง

เป็นถึงผู้อำนวยการปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ยังไงห๊ะ 

! 

เด็กกี่คนแล้วที่ตกเป็นเหยื่อของมัน 

! 

ผมจะร้องเรียนแล้วแฉพฤติกรรมคุณให้ทางคณะกรรมการของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการให้รู้เรื่อง 

! 

“กายี

!

กายีพอแล้ว

!

” ผมตรงเข้าไปประคองกายีแล้วดูแผลที่คิ้ว แผลที่ได้จากตอนรถคว่ำที่ยังไม่ทันหายดีถูกกระแทกจนปากแผลเปิดเลือดไหลออกมามากจนน่ากลัว

“ผมจะใช้ห้องพยาบาล

!

” ผมผลักผอ.ที่ยืนอึ้งไม่ได้สติให้หลบไปอีกทางแล้วพยุงกายีไปห้องพยาบาลเพื่อทำแผล

ห้องพยาบาลเป็นสถานที่ที่ผมคุ้นเคยดี ผมยังพอจำได้ว่ายาอะไรอยู่ตรงไหนเพราะเข้าๆออกห้องนี้มานับร้อยๆครั้งในตอนที่ยังเป็นเด็ก ไม่นานผมก็รวบรวมอุปกรณ์เย็บแผลและยามาใส่ถาดได้เรียบร้อยก็เริ่มเย็บแผลที่หางคิ้วให้กายีเงียบๆ

“นายนี่มีเรื่องที่ทำให้ฉันแปลกใจได้ทุกครั้งเลยนะ เมื่อก่อนทำอาชีพอะไรทำไมถึงเย็บแผลเป็นด้วย?” กายีชวนผมคุยขณะที่ผมเย็บแผลอย่างเบามือเพื่อให้เขาเจ็บน้อยที่สุด

“คนที่ต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่อายุ 15 คุณคิดว่าคนคนนั้นผ่านอะไรมาบ้างล่ะ?

พวกเราไม่มีพ่อแม่มารักก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง 

” ผมเย็บแผลให้เสร็จก็ตัดไหมแล้วก็หันมาปิดผ้าก๊อตป้องกันแมลงและหยิบยาแก้ปวดออกมาให้กายี

“ขอโทษนะที่ฉันมาเจอนายช้าไป....ปล่อยให้นายถูกคนพรรค์นั้นรังแก” กายีเอื้อมมือมาจับมือผม ผมนั่งลงที่ข้างกายีแล้วเลื่อยสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย

“คุณเห็นแผลเป็นที่หน้าซูโซหรือเปล่า?” กายีมองผมแล้วเลิ่กคิ้ว ผมยิ้มแล้วขยับเข้าไปพิงศีรษะลงกับไหล่ของกายี

“ไม่มีใครกล้ารังแกงูน้อยของคุณได้หรอก” ผมได้ยินเสียงกายีหัวเราะ

“สมเป็นนายจริงๆ”

ช่วงสายของวันนั้นคุณต้วนก็เดินทางมาถึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่สถานสงเคราะห์เด็กแห่งนี้ขึ้นตรง เจ้าหน้าที่ประสานงานกับข้อมูลที่คุณต้วนนำมาด้วยมีทั้งพยานบุคคลและสอบถามจากเด็กๆในสถานเลี้งเด็กกำพร้าปรากฏว่าเด็กหลายคนถูกล่วงละเมิดทางเพศจากซูโซจริงจึงได้เข้าแจ้งความกับทางสถานีตำรวจเพื่อขอออกหมายจับต่อไป ส่วนผอ.ของที่นี่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนย้อนหลังคดีที่เด็กหายออกจากที่นี่โดยไม่มีการตามหาและยังเผาประวัติอำพรางเพื่อไม่ให้มีคนรื้อฟื้นโดยมีผมเป็นบุคคลอ้างอิงในครั้งนั้น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าถูกปิดชั่วคราวและนำทีมงานจากโรงพยาบาลเข้ามาเยียวยาเด็กๆที่ได้รับความเจ็บปวดจากการถูกล่วงละเมิดเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาเป็นปกติ กว่าที่ทุกอย่างจะเคลียก็กินเวลาอีกเกือบ 3 วัน ซึ่งใน 3 วันนี้ผม คุณต้วนและกายีอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชั่วคราวเพื่อประสานงานและให้ความช่วยเหลือในเรื่องเงินสนับสนุน

การกลับมาคราวนี้ต่างจากที่ผมคิดไว้มาก ปมในใจที่ผมหนีมาตลอดเมื่อได้เผชิญหน้าตรงๆกลับพบว่ากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปหมดเพราะกายีปกป้องผมอย่างที่เขาสัญญาไว้ ผมจึงไม่อาวรณ์ต่อสถานที่แห่งนี้อีก เพราะเขา...ผมจึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่นึกเสียใจ  แม้เราจะไม่สามารถจับซูโซมาได้ในเร็ววัน แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งคนอย่างมันจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลากลับแค่ขึ้นรถมาได้ไม่นานเสี่ยวซือก็หลับไปด้วยความเหนื่อยสะสมมาหลายวัน หลังจากที่มีการโละผู้บริหารยกแผงเสี่ยวซือก็ลงไปคลุกคลีกับพวกเด็กๆแทบทุกวัน

“เสี่ยวซือคงจะเหนื่อยมาก...ขึ้นรถแป๊ปเดียวก็หลับไปแล้ว” เสี่ยวเอินมองคนที่หลับคอพับบนเบาะหลังทางกระจกหน้ารถ

“นายเองจะพักบ้างก็ได้นะ อีกนานกว่าจะถึงโซล” เสี่ยวเอินกล่าวกับคนข้างตัว

ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากเสี่ยวเจียว่าอยู่ในจินเฮเขาก็คิดออกทันทีว่าเสี่ยวเจียต้องมุ่งหน้ามาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ที่เสี่ยวซือเคยใช้ชีวิตอยู่ แถมพอถูกสั่งว่าให้รวบรวมข้อมูลที่สืบมาได้ทั้งหมดแจ้งต่อกรมพัฒนาสังคมฯเรื่องที่มีเด็กถูกล่วงละเมิดเขาก็เดาได้ทันทีว่าเสี่ยวเจียต้องการจะล้างบางที่แห่งนี้จึงได้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีและรีบบินกลับมาจากไต้หวัน เสี่ยวเจียเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตั้งแต่เสี่ยวซือเข้ามาอยู่ด้วยทุกอย่างก็ดูเหมือนจะพุ่งตรงไปยังเด็กคนนั้น

“มาที่นี่ทำให้ฉันเข้าใจเด็กนั่นมากขึ้น เสี่ยวซือโตมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยได้รับความรัก จึงทำให้ไม่รู้จักวิธีมอบความรักให้ใคร คนที่ดูเข้มแข็ง แท้จริงแล้วอาจทำเพื่อปิดบังจิตใจที่อ่อนแอก็ได้  และฉันก็อยากจะเป็นกำลังให้เขาแข็งแกร่งขึ้น” เสี่ยวเอินมองใบหน้าจริงจังของสหาย

“นายกำลังคิดจะทำอะไร?”

“เพราะอุบัติเหตุคราวนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นเร็ว ทางบ้านใหญ่ไม่คิดจะให้ฉันไหวตัวทัน ไม่ว่าใครก็ตามที่ส่งคนมาเก็บฉัน มันจะต้องตามมาปิดงานของมันอีกแน่”

“และก่อนที่จะถึงวันนั้นฉันต้องฝึกเสี่ยวซือให้แกร่งขึ้นกว่านี้...อาจจะต้องขอความร่วมมือกับพ่อนายด้วย” เสี่ยวเอินมองสายตาที่แน่วแน่ของเสี่ยวเจียแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ การฝึกเสี่ยวซือให้รับมือกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องจำเป็นจริงๆนั่นแหละ

------------------------------------------------

To Be Con

อย่างที่บอกนะคะ

ฉากมีNCขออนุญาติใช้ระบบเหรียญเพื่อสแกนคนเข้าชมค่ะ

ความคิดเห็น