ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบสาม มุกซ้ำ

ชื่อตอน : ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบสาม มุกซ้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 273

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2564 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบสาม มุกซ้ำ
แบบอักษร

ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบสาม มุกซ้ำ

ผมคงต้องขออภัยอี้จิงและพระเอกไว้ด้วยที่เคยแซวพวกเขาเรื่องการสมรสแบบไม่เต็มใจ

เพราะทางเทคนิค คงไม่มีใครยกดาบขึ้นบุกไปฆ่าท่านย่าและอำมาตย์หวังจากการที่ใช้พลังม่านประเพณีบังคับให้คนแต่งงาน

เห็นนางเอกอย่างอี้จิงต้องตกอยู่ในกรอบพลังม่านประเพณีแล้ว

ผมมองว่า พระเอกที่เป็นองค์ชายก็ตกอยู่ในกรอบไม่ต่างกันตามเนื้อเรื่อง ตอนแรกแม้จะมีความสามารถขี้โม้แค่ไหน

เขาก็ไม่ได้พกกระบี่ไปบุกเข้าวัง ฆ่าฮ่องเต้ที่ทำเรื่องขัดใจเขา

แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ตอนแรกทำเรื่องบ้าบอที่ฮ่องเต้สั่งได้

แต่ตอนหลังดันฆ่าคนนับหมื่นได้แบบไม่เกรงใจใครนี่มันต้องมีสาเหตุ ผมลองไปตั้งคำถามสมมติกับพวกจิ้งจอกเฒ่าดีหรือเปล่าหว่า พวกนี้น่าจะเก่งทางการเมืองมากกว่าผม

ผมเคยแซวว่า องค์กรที่อยู่มาร้อยปีพันปี พอมีพระเอกเข้าไปเกี่ยวข้องปุ๊บ พังในทันที

แต่หากเอาแนวพลังม่านประเพณีมาคิด ในสภาวะที่พระเอกเข้าไปเกี่ยวคือภาวะผิดปรกติขององค์กรนั้นๆแล้ว

ราชสำนักก็คงเป็นเช่นเดียวกัน

หากไม่มีการแก่งแย่งกันจนม่านประเพณีถูกทำลาย ก็คงไม่มีโอกาสให้พระเอกนางเอกลุกขึ้นมาจับดาบฆ่าฟัน

หากโอวโจว(ยุโรป)ไม่อดอยากจนลุกเป็นไฟ จอมคนฮิตเลอร์ก็คงอาจจะเป็นศิลปินไปตลอดชีวิต

อืม หมายความว่าจุดยืนของผมเป็นจุดยืนเดียวกับฮ่องเต้หรือนี่? ในการที่ไม่อยากให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ...ไม่ใช่สิ

ฮ่องเต้มันเป็นคนที่คิดคติ”หินลับมีด” เหมือนกับพวกจิ้งจอกเฒ่าพวกนี้นี่หว่า มันจงใจให้มีการแก่งแย่งกันระหว่างองค์ชายอยู่แล้ว แต่จะโทษว่าฮ่องเต้ไม่ได้ ตระกูลใหญ่แนวปราณยุทธก็มีกฎบ้าบบอเช่นนี้ เช่นให้ทำภารกิจที่เป้นไปไม่ได้ ทำให้เด็กหนุ่มทีมีแววดีตายอนาถไปหลายคนในช่วงที่พยายามจะสืบทอดตระกูล

เวรกรรม

 เราที่ดันเป็นคนไม่มีอำนาจดันคาดหวังให้ฮ่องเต้มีอำนาจต่อไป

ส่วนฮ่องเต้ที่มีอำนาจ ดันคาดหวังให้องค์ชายแก่งแย่งกัน โดยไม่รู้ตัวว่าจะเป็นตัวจุดชนวนนองเลือดในวังหลวง

แต่ โธ่เว้ย หากเงื่อนไขทางสังคมพร้อม มันเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้หรอก แบบเดียวกับที่บอกว่าโยนของขึ้นไปบนท้องฟ้ามันต้องตกลงมานั่นล่ะ

ตาลุงที่ทำนายไว้ในตอนสามก๊ก “แผ่นดินสงบสุขเนิ่นนานก็แตกแยก แตกแยกเนิ่นนานก็เป็นสุข” ก็คงจะพูดถูก แต่เอาเรื่องนี้ไปบอกชาวบ้านคงคิดในใจว่า “แสรด เรื่องแค่นี้ตูก็คิดได้เว้ย คำทำนายของเอ็งไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตตูเลย” ก็คงไม่แปลกที่อี้ผิงจะไม่เชื่อคำทำนายแม้จะเป็นคนเขียนมันมาด้วยตนเอง

เงื่อนไขทุกอย่างสุกงอม ม่านประเพณีก็จะไม่มีอำนาจควบคุมคนอีกต่อไป ทำอย่างไรผมถึงจะไม่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายก่อนที่ผมจะหนีไปต่างแดนแบบพระเอกกิมย้งได้?

แนวทาง”การบริการ”ของไซบัตสึของผม อันที่จริงอาจจะเป็นแค่แผนซื้อเวลา แบบเดียวกับที่ฮ่องเต้สีจะสะกดข่มประมุขหม่าในที่สุด หากคิดว่าอำนาจของประมุขหม่าเกินกว่าสำนักตั๋วแลกเงินของจงหยวน

ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าฮ่องเต้จะหาวิธีสะกดข่มด้วยวิธีไหนในโลกที่ไม่สามารถรวมศูนย์ในสังคมศักดินาที่แบ่งดินแดนกันปกครองอย่างนี้ ที่แถมมีพวกอ๋องมาร่วมสนุกในการก่อกบฏด้วยอีกต่างหาก

..

ตำหนักตำราหลวง สถานที่รวบรวมตำราความรู้จากทั่วแผ่นดินและบันทึกภูมิประวัติต่างๆ รวมไปถึงหนังสือราชการ ต้องมีบันทึกสำเนาไว้ที่นี่อย่างน้อยหนึ่งฉบับ

“ว่ามาค้นเจอหรือไม่?”

ฮ่องเต้กล่าวอย่างสุขุม ต่ออาลักษณ์วังหลวงที่หวาดกลัวในการค้นหาหนังสือในหอสมุดหลวง

ขันทีแต่ละคนและอาลักษณ์ค้นหาบันทึกที่ตนเองต้องการเจอ

“พระอาญามิพ้นเกล้า เจอพระเจ้าฮ่ะ” ขันทีอาลักษณ์คนหนึ่งกล่าว คนนี้ตัดกุ๊กกู๋แต่ไมได้ตัดไข่ เขาพยายามจะดัดเสียงให้มากกว่าขันทีฝ่ายในเสียอีก แต่ตำแหน่งนี้ก็เป็นที่สนิทสนมกับขุนนางฝ่ายนอกพอสมควรให้สามารถใช้เดินหนังสือ ราชกิจต่างๆได้ เคยมีบางยุคที่พยายามจะให้ขันทีโง่เข้าไว้เพื่อไม่ให้กุมอำนาจมากเกินไป โดยพยายามไม่ให้ขันทีรู้หนังสือ แต่ไม่ใช่ฮ่องเต้คนนี้ ที่ติดนิสัยต้องอ่านตำราหนึ่งเล่มต่อหนึ่งวันที่องค์ชายที่พยายามเอาใจฮ่องเต้และคนรอบข้างก็พยายามรับนิสัยนี้มาตามผู้เป็นบิดา

คนที่มีความรู้กว้างขวาง แต่งกลอน ภาพวาด ตัวหนังสือสวยงาม นั้นจะเป็นที่ชื่นชมในแวดวงขุนนาง

“จากบันทึกของรัชกาลอดีตและแม้แต่ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน เป็นไปตามที่พูดจริงๆพะยะฮ่ะ จากสงครามครองดินแดน ตามมาด้วยความอดอยาก โรคระบาด และคนตายจำนวนมาก”

ฮ่องเต้หน้าตาเคร่งขรึมฟังพวกนี้รายงานจนแต่ละคนคุกเข่าโขกศีรษะ

“พระอาญาไม่พ้นเกล้า อภัยด้วยพระเจ้าค่ะ/ฮ่ะ”

ฮ่องเต้สูดลมหายใจและระบายออก

“แล้วกันไปเถอะ พวกเจ้าเห็นข้าเป็นฮ่องเต้ทรราชย์หรืออย่างไรที่ให้ทำงานแล้วจะมาลงโทษพวกเจ้า “ ฮ่องเต้หันไปหาอาลักษณ์ด้านข้าง”ให้รางวัลเป็นทองคำคนละหีบและหนังสือประกาศกิตติคุณ”

หนังสือประกาศมีไว้ในช่วงพิจารณาเลื่อนขั้น นับว่าได้เปรียบในการพิจารณาการโยกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งในภายภาคหน้า

ซึ่งพวกนี้ก็เก่งกาจจริงๆเพราะท่องจำได้ว่าตำราอะไรอยู่ที่ไหน เลยหาและรวบรวมที่ฮ่องเต้ต้องการได้ด้วยความรวดเร็ว

คนที่”อ่านผ่านตาไม่ลืมเลือน” มีอยู่ในวังหลวงเต็มไปหมด

“ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว”

ทุกคนดีใจที่ได้รับการอภัยโทษรีบกล่าวขอบคุณ ฮ่องเต้ผงกศีรษะได้เชิญพวกขันทีและผู้ทรงความรู้ตัวเล็กตัวน้อยออกไปเหลือแต่คนสนิท

“ท่านราชครูท่านเห็นเป็นประการใดหรือ?”

ฮ่องเต้เอ่ยถาม คนผู้หนึ่งที่ตลอดเวลาหลับตาทำท่านับลูกประคำอย่างสงบเหมือนโลกภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเอง หากหวังลี่มาเห็นคงชื่นชมการวางมาดของเขาเอามากๆ

ว่าคนระดับเจ้าสำนักนี่การวางมาดไม่ธรรมดากันทุกคน

ฟึ่บ

ราวกับแสงในห้องมืดดับเผยให้เห็นดวงตาที่สว่างของท่านราชครู

“มีสองเรื่องที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถก้าวล่วงได้ หนึ่งคือเรื่องของการเกษตร สองคือเรื่องศาลบรรพชน ก้าวล่วงการเกษตรประชาชนจะอดอยากยากแค้นเสียความชอบธรรมแห่งฟ้า ก้าวล่วงศาลบรรพชน ประชาชนทั้งตระกูลนั้นจะยอมสู้ตาย เนื่องจากท่านจะหยามหลักกตัญญูที่เป็นรากฐานของชาวจงหยวน”

ท่านราชครูมีฝีมือดีมากในการตอบเหมือนไม่ตอบ แต่เน้นให้ฮ่องเต้หาคำตอบมาได้ด้วยตนเอง

“หวังลี่โจมตีเรื่องของการเกษตรและที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ตั้งศาลบรรพชนได้ เจตนาลึกล้ำนัก แต่ท่านไม่อาจขัดขวางการกระทำนี้ได้ เพราะจะขัดขวางเจตจำนงแห่งฟ้าดิน ส่วนประกอบอื่นนับเป็นคำพูดสวยหรู พรางเจตนาที่แท้จริง แม้ไม่อาจตบตาข้าได้ แต่ข้าก็ไม่อาจหาช่องโหว่โจมตีได้เช่นกัน เฮอะ “

ฮ่องเต้หลับตาถอนหายใจ

“หากไม่อาจกล่าวโทษได้ หรือท่านราชครูจะให้..”

ท่านราชครูหลับตาลงอีกครั้งทั้งห้องกลับมาสว่างไสว เปลวเทียนสว่างดังเดิม

“เมื่อต้นหญ้าเกี่ยวพันกับต้นข้าว ทั้งสองพืชพันธ์เติบโตคู่กัน หากให้ถอนก็จะกระทบกับต้นข้าว แต่หากให้ปุ๋ยให้น้ำ จนต้นข้าวโผล่หัวโจมตีต้นข้าว ท่านก็จะสามารถถอนวัชพืชที่เติบโตเหนือต้นข้าวนี้ได้แล้ว”

หากราชครูรู้ว่าหวังลี่เคยพูดประโยคนี้ตอนประชุมผู้อาวุโสของสำนักไท่ซานคงช็อคไปพอสมควร แต่มันแสดงว่ามาตรการบ้าเลือดที่เย่อหยิ่งของนักพรตคิ้วขาวนั้นทำถูก บรรดาผู้อาวุโสไท่ซานไม่มีใครที่ซื้อได้ เพราะพวกนั้นบ้าศักดิ์ศรีกันแทบทุกคนจากการที่มีผู้นำแบบนักพรตคิ้วขาว

ต่างกับงานหมั้นที่มีแหล่งรวมของผู้คนทั้งแผ่นดิน ข่าวสารจึงมาถึงฮ่องเต้ และนางมารสำนักมารด้วยความรวดเร็วจากหน่วยงานที่วางเอาไว้ในเมืองหลวง

ฮ่องเต้พิจารณาครุ่นคิด

“ทัพผยองต้องพ่าย ให้หวังลี่หลงลำพองไปเถอะ ช่วงเวลาที่เจ้ามั่นใจในชัยชนะมากที่สุด ข้าจะกระชากเจ้าให้ล่วงลงมา” ฮ่องเต้สายตาสว่างวาบ เต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเองอีกครั้งหนึ่ง

“ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว”

ราชครูก็คำนับเช่นกันที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกอยากสู้ของฮ่องเต้ขึ้นมาได้ คือความภูมิใจของผู้เป็นอาจารย์

“ขอบคุณท่านราชครูที่ชี้แนะ มีท่านอยู่เปรียบดั่งดวงประทีปส่องทางให้ข้า”

“หามิได้ ฝ่าบาทคือราชันย์จ้าวแผ่นดิน หน้าที่ของข้าเพียงแต่ปัดฝุ่นผงที่เข้ามาบังไข่มุก ให้ไข่มุกและราชันย์อย่างท่านเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่เท่านั้น”

“ขอบคุณท่านราชครูยิ่งแล้ว”

และพวกขุนนางคนสนิท ราชครูและฮ่องเต้ก็วางแผนเล่นงานหวังลี่ ซึ่งหวังลี่ก็ไม่รู้อีกนั่นล่ะ เพราะไม่ได้มาแอบฟังอยู่ด้านข้าง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว