ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ......มังกรผู้เดียวดาย......

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ......มังกรผู้เดียวดาย......

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2563 11:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ......มังกรผู้เดียวดาย......
แบบอักษร

...มังกรผู้เดียวดาย... 

ผมไม่เข้าใจความคิดของหวังเจียเอ๋อร์เลยสักครั้ง บางครั้งเขาก็ดูเหมือนเด็กที่อารมณ์ร้าย หุนหันพลันแล่น เวลาที่ไม่พอใจอะไรก็มักจะไปลงที่คนอื่น บางครั้งก็ดูเป็นคนชอบเอาชนะและไม่ยอมแพ้ แต่บางครั้งการกระทำของเขาก็มักจะทำให้ผมประหลาดใจ น้อยคนนักที่ทำผิดจะกล้าขอโทษและยอมก้มหัวให้คนอื่นแบบเขา

ผมสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปปิดไฟที่ห้องรับแขก   ทีละดวง คืนนี้หวังเจียเอ๋อร์คงไม่กลับมาแล้ว ต่อให้ผมอยู่รอต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ดีซะอีกที่ไม่ต้องมาพบหน้ากัน และผมไม่รู้สึกผิดสักนิดที่พูดกับเขาแรงๆแบบนั้น เขาสมควรถูกต่อว่า ส่วนผมแค่ปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นมันผ่านไปเหมือนกับเรื่องอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม ต่อให้ผมกับเขามีอะไรกันแล้ว มันก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความหมายอะไร...ทั้งต่อเขาหรือกับผม

ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าห้องนอนของคุณต้วนก็ได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กๆมาจากมุมหนึ่งของห้อง ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นหนูที่เข้ามากินเศษขยะในห้องครัว แต่ก็ไม่ใช่เพราะผมทำความสะอาดทุกครั้งที่ใช้ครัว และเสียงนั่นดังมาจากประตูทางหนีไฟ ผมเดินไปมองที่ลิฟท์ มันยังจอดอยู่ที่ชั้นร็อบบี้ที่หวังเจียเอ๋อร์ลงไป และชั้นร็อบบี้ถึงชั้นนี้อยู่ห่างกัน 50 กว่าชั้น ไม่มีทางที่คนคนนั้นจะเมาจนสติเลอะเลือนถึงขนาดกลับขึ้นมาทางประตูหนีไฟ

ทันทีที่เสียงประตูถูกผลักออก ก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ผมย่อตัวลงแล้วหมอบลงไปที่พื้น แล้วคลานไปหลบที่ใต้โต๊ะ ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของผมก็คือ

โจร

แต่โจรพรรคไหนที่กล้าขึ้นห้องหวังเจียเอ๋อร์โดยที่สามารถฝ่ามาตราการรักษาความปลอดภัยของทางโรงแรมมาได้

ผมหมอบนิ่งมองเงาดำค่อยๆเคลื่อนกายผ่านหน้าตัวเองไป ผมมองเห็นวัตถุสีเงินในมือของฝ่ายนั้นได้อย่างชัดเจน มันคือกระบอกปืน

!

เงานั้นเคลื่อนผ่านตัวผมไปเดินไปยังห้องนอนของคุณต้วนราวกับคุ้นเคยที่นี่เป็นอย่างดี ไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงยืนรัวขึ้นสามนัด ผมเดาว่าฝ่ายนั้นเข้าใจว่ามีคนนอนอยู่ในห้อง คนคนนี้รู้สภาพห้องเป็นอย่างดี รู้ว่ามีคนนอนที่นั่น

ผมมองหาอาวุธและหันไปเห็นแจกันพอดีจึงคลานออกมาจากที่ซ่อนตรงไปคว้าแจกันใบใหญ่ที่โต๊ะข้างชั้นหนังสือมาถือไว้ ตอนนั้นเองที่อยู่ๆเสียงมือถือของผมมันดังขึ้น ผมหันไปมองตามเสียงก็เห็นไฟหน้าจอมือถือกระพริบพร้อมกับสั่นระรัวอยู่บนโต๊ะกินข้าว ผมลืมวางมันไว้บนโต๊ะได้ยังไง

!

ผมรีบเดินย่อตัวกลับไปที่โต๊ะในตอนที่เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด

ผมหันไปมองเห็นคนในชุดดำถือปืนเล็งมาที่ผมพอดี ผมตัดสินในปาแจกันใส่อีกฝ่ายแล้ววิ่งหนี เสียงแจกันแตกดังขั้นพร้อมกับเสียงปืน ผมวิ่งผ่านห้องครัวได้ยินเสียงปืนดังไล่หลังตามมาเป็นชุด กระจกชมวิวแตกทั้งบานพาเอาลมหอบใหญ่พัดของในห้องกระจัดกระจาย ผมพาตัวเองวิ่งตัดไปยังห้องรับแขก ชั้นหนังสือถูกยิงจนเศษไม้แตกกระจายใส่ผม ผมเลือกหนีไปทางบันไดหนีไฟเพราะไม่สามารถใช้ลิฟท์ได้เนื่องจากไม่ได้หยิบคีย์การ์ดออกมาด้วย

ผมใช้ไหล่กระแทกประตูออกแล้ววิ่งเท้าเปล่าขึ้นไปยังดาดฟ้าเพื่อเลี่ยงไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องบาดเจ็บ แต่ไม่นึกว่าชั้นที่ผมอยู่กับชั้นดาดฟ้ามันจะห่างขนาดนี้ ผมวิ่งขึ้นไปอีก 10 กว่าชั้นก็พาตัวเองขึ้นมายังด้านบนได้ ถือว่าผมโชคดีมากที่เขาไม่ได้ล็อคประตูชั้นดาดฟ้าไว้

ที่ด้านนอกลมพัดแรงจนผมรู้สึกประหลาดใจ แรงลมนอกจากจะทำให้ผมเผ้ายุ่งเหยิงแล้วยังทำให้ผมได้ยินเสียงเสื้อตัวเองกระพือเสียงดัง ผมรีบวิ่งไปซ่อนตัวด้านหลังคอมเพรสเซอร์แอร์ตัวใหญ่หลายสิบตัวที่อยู่ด้านบน เสียงถีบประตูดังขึ้นตามมาด้วยเสียงปืนที่ดังขึ้นข้างตัว ใกล้ซะจนผมเองยังสะดุ้ง ผมก้มตัวให้ต่ำลงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ววิ่งหลบไปด้านหลังกะว่าจะอ้อมกลับไปที่ประตูที่ผมออกมา แต่ผมตัดสินใจผิด ด้านหลังเป็นทางตัน มันไม่ได้เชื่อมต่อไปด้านหน้า ด้วยมีแท๊งน้ำขนาดใหญ่ขวางอยู่

ผมถอยหลังไปชิดขอบระเบียงที่สูงขึ้นมาถึงเอว ด้านล่างเป็นถนน มองเห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ หากว่าหล่นลงไปตรงนี้ไม่ใช่แค่ตาย แต่ไส้ผมคงจะทะลุออกมาทางปากเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ...ผมยังไม่พร้อมที่จะตาย

ต้องมาตายเพราะคนอย่างหวังเจียเอ๋อร์แบบนี้ผมไม่ยอมเด็ดขาด 

! 

ผมหันกลับไปสู้หน้าอีกฝ่ายก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดรัดรูปสีดำยืนถือปืนเล็งมาที่ผม เจสสิก้ารวบผมสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้ม ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เธอปรากฎตัวในงานปาร์ตี้ของหวังเจียเอ๋อร์ที่ดูเป็นสาวไฮโซในวงสังคมชั้นสูง ข้างแก้มของเธอมีรอยบากเลือดไหล น่าจะเป็นตอนที่ผมปาแจกันใส่เธอแล้วถูกเศษแก้วบาด แต่ที่ผมไม่เข้าใจเลยก็คือ ทำไมผู้หญิงของเจียเอ๋อร์ต้องตามฆ่าผมด้วย?

“ไม่หนีต่อแล้วหรอ?” เธอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ตอนแรกฉันล่ะสงสัยจริงๆว่าทำไมคนพวกนั้นถึงได้ไปเก็บเธอที่เป็นคนธรรมดามาอยู่ด้วย” เจสสิก้าพูดพลางใช้ปลายนิ้วป้ายเลือดออกจากแก้มตัวเอง

“ดูเหมือนว่าเธอเองก็พอมีดีอยู่บ้างสินะ...บอกมา

!

คนพวกนั้นกำลังวางแผนจะทำอะไร? แล้วก็ส่งเครื่องดักฟังที่ได้ไปคืนมาให้ฉัน” ผมไม่เข้าใจว่าเธอพูดเรื่องอะไร แต่รู้เพียงแค่เครื่องดักฟังที่เธอพูดถึง น่าจะหมายถึงกล่องดำใบเล็กๆที่ผมเก็บได้จากใต้เตียงคุณต้วน

ก่อนหน้านี้ผมโทรไปรายงานเขาว่าเกิดเรื่องที่บ้านนิดหน่อย แต่ข้ามรายละเอียดบางเรื่องที่ไม่สมควรจะเล่าออกไป คุณต้วนจึงให้คนมารับกล่องดำจากผมไปเพราะคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องดักฟัง ซึ่งดูท่าจะเป็นเครื่องดักฟังจริงๆ

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร ผมแค่เข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อทำงานใช้หนี้ให้กับพวกเขาเท่านั้น ส่วนเรื่องเครื่องดักฟังผมจะเป็นคนพาคุณไปเอาที่ห้องเอง” ผมพยายามต่อรองทั้งที่รู้ตัวดีว่าไม่มีทางที่จะหาของเจอเพราะมันถูกส่งออกไปแล้ว ผมคิดแค่ว่า...ถ่วงเวลาไว้ก่อนค่อยหาทางหนีทีหลัง เจสสิก้าฟังผมพูดแล้วหรี่ตาลง

“เธอน่ะ...ดูไม่เหมือนคนที่หวังเจียเอ๋อร์อยากให้อยู่ข้างกายเลยสักนิด จากที่วิ่งหนีเสียงปืนจ้าละหวั่นเหมือนลูกหนูฉันก็พอจะเข้าใจแล้ว บ้านใหญ่คงจะกังวลมากไปเอง แต่ก็ถือว่าทำได้ดีที่คิดจะพยายามหนี

คิดว่าฉันไม่รู้ทันหรือไง แค่เครื่องดักฟังเครื่องเดียวฉันไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปง่ายๆหรอก ฉันยังมีสำรองอีกหลายอันอยู่นะ” หญิงสาวพูดพลางหยิบเครื่องดักฟังจากกระเป๋าสีดำข้างเอวออกมาโชว์ให้ดู

เครื่องดักฟังไม่ได้มีแค่เครื่องเดียว แต่มีอยู่ถึง 3 เครื่อง และหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นกล่องที่ซ่อนอยู่ในห้องนอนของหวังเจียเอ๋อร์ หากมันหลุดออกไปล่ะก็ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมจะไม่ใช่แค่ความลับระหว่างพวกเราสองคนอีกต่อไป

“ทีแรกฉันก็นึกว่าเธอนอนอยู่ในห้อง เลยเผลอใช้กระสุนเปลืองไปเปล่าๆ 3 นัด ฉันจำเป็นต้องเก็บกระสุนที่เหลือฝ่าออกไปซะด้วยสิ จะทำยังไงกับเธอดีนะ” หญิงสาวทำท่าทางสบายๆในขณะที่ผมกร่นด่าหวังเจียเอ๋อร์อยู่ในใจ

เวลาอย่างงี้คนงี่เง่าพรรนั้นไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกัน 

! 

ปีนขึ้นไป 

! 

“ห๊ะ?” ผมขมวดคิ้ว

“ปีนขึ้นไปที่ระเบียงนั่นซะ” เจสสิก้าย้ำอีกครั้งผมจึงค่อยๆหันไปที่กำแพงด้านหลังแล้วค่อยๆปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้น

“แล้วก็ค่อยๆยืน” เธอออกคำสั่งอีกครั้งโดยที่มีปืนจ่อผม ผมทำอะไรไม่ได้มากจึงค่อยๆทรงตัวยืน แต่เพราะวันนี้ลมแรงกว่าทุกวัน แค่จะยืนก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ความกว้างของระบียงก็กว้างเพียงแค่หนึ่งฝ่าเท้าผมพอดี

“โดดลงไปซะ

!

” เธอสั่งแต่ผมผมรีบส่ายหน้า

ฉันบอกให้โดดลงไป 

! 

” เธอขยับเข้ามาแล้วขึ้นไกปืน

แล้วผมก็เห็นหวังเจียเอ๋อร์ถือปืนย่องเข้ามาด้านหลังเจสสิก้า เขาทำท่าไม่ให้ผมส่งเสียงแล้วขึ้นไกปืนเช่นกัน

อย่าฆ่าเธอนะ 

! 

” ผมตะโกนออกไปเป็นวินาทีเดียวกับที่เจสสิก้ารู้สึกตัวหันกลับไปมองหวังเจียเอ๋อร์แล้วหันกลับมายิงใส่ผม

เสียงปืนดังขึ้นสองนัดแทบจะในเวลาเดียวกัน ผมสะดุ้งตกใจก้มลงดูตัวเองและไม่พบรอยถูกยิง ทว่าผมกลับเสียหลักโงนเงนก่อนจะตกลงไปเบื้องล่าง

เสี่ยวซือ 

!! 

” ผมได้ยินเสียงร้องของหวังเจียเอ๋อร์ ครู่ต่อมาก็เห็นใบหน้าของเขาชะโงกออกมานอกตัวตึก

เด็กบ้า 

! 

” ทันทีที่เขาเห็นว่าผมยังใช้มือเกาะขอบระเบียงไว้ได้เขาก็สบถใส่ผมแล้วค่อยๆดึงผมขึ้นมา

เมื่อพวกเราขึ้นมาได้ก็ไม่เห็นร่างของเจสสิก้าแล้ว มองเห็นแต่เพียงรอยเลือดเล็กๆที่พื้นเท่านั้น ส่วนผมขาสั่นจนต้องทิ้งตัวลงกับพื้น เมื่อครู่ผมเกือบตายไปแล้วจริงๆ

ทำบ้าอะไรของนายห๊ะ 

! 

คิดจะทำให้ฉันหัวใจวายตายหรือไง 

! 

” เขาตะโกนใส่ผมเสียงดังก่อนจะสวมกอดผมไว้จนรู้สึกอึดอัด

ปล่อย 

! 

ทำไมคุณต้องโกรธด้วย 

! 

” ผมสะบัดตัวออกมาจากอกเขา

หลังจากที่ผมหายใจตก ความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในสมองก็คือ ทำไมต้องเป็นผมที่ถูกลูกหลงเพราะคนอย่างพวกเขาด้วย พวกเขาทำงานอะไร หนีอะไร หรือวางแผนจะทำอะไรเป็นเรื่องที่ผมไม่รู้เลยสักอย่าง แล้วจะให้ผมตายไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยเนี่ยนะ

!

“ทั้งๆที่ฉันถอดใจเพราะคิดว่ายังไงก็สูญเสียไปแล้ว แต่จู่ๆก็ปรากฎตัวตรงหน้ามันต้องโกรธอยู่แล้ว” ผมมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

คนที่ต้องโกรธควรเป็นผมมากกว่า 

! 

คุณลากผมเข้ามาในโลกของคุณโดยที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง 

! 

” หวังเจียเอ๋อร์เบนสายตาไปทางอื่นแล้วพูด

“คงเป็นคนของบ้านใหญ่ แม่เลี้ยงกับพี่ชายของฉันคงตั้งใจส่งคนมากำจัดฉัน” หมอนี่ไม่ได้ฟังผมพูดสักนิด ผมมองเขาแล้วหัวเราะขึ้นจมูก

หึ 

! 

เพื่อความเป็นใหญ่...พี่น้องกลับต้องมาเข่นฆ่ากันเหมือนไม่ใช่คน คนเราเกิดมาอยู่ได้ไม่กี่สิบปี จะแย่งชิงอำนาจบนเลือดเนื้อคนอื่นไปทำไมกัน

ถ้าอยากจะฆ่ากันให้ตายนักก็ตายไปคนเดียว...อย่าเอาชีวิตคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสิ 

! 

” หวังเจียเอ๋อร์มองผมอยู่นานก่อนจะทอดตาลงยอมจำนนต่อคำพูดของผม

“นายพูดไม่ผิด...ต่อไปถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น...ฉันจะขอรับไว้คนเดียว....ลุกไหวหรือเปล่า?” เขาพูดพลางช่วยฉุดมือผมให้ลุกขึ้นยืน

ผมมองเขาอย่างไม่เข้าใจ ทำไมวันนี้หวังเจียเอ๋อร์ดูแปลกไปอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ยินดียินร้าย ไม่โวยวายใส่ผมเหมือนก่อนหน้านี้ เรียบเฉยเหมือนผืนน้ำที่นิ่งสนิท ราวกับว่าเขากำลังจมอยู่กับอะไรบางอย่างและมันกวนใจผมเอามากๆ ผมก้มหน้าเดินตามเขาไปที่ประตู บังเอิญหางตาหันไปเห็นหยดเลือดเล็กๆข้างประตูดาดฟ้า ผมมองตามรอยเลือดที่มุ่งหน้าไปทางคอมเพรสเซอร์แอร์ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หนีออกไปทางประตู แต่กำลังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งบนดาดฟ้านี่ หัวใจผมหดเกร็งรีบหันไปเรียกหวังเจียเอ๋อร์

เดี๋ยวก่อน 

! 

” หวังเจียเอ๋อร์หันหน้ามาทางผมแล้วรีบยกปืนขึ้น

หลังจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก วินาทีที่ผมถูกดึงไปซ่อนไว้ด้านหลัง ทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของเจสสิก้าได้อย่างชัดเจน สายตาของเธอเคียดแค้น เธอยืนกุมไหล่ตัวเองยกปืนขึ้นจ่อมาทางพวกเรา แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน นัดหนึ่งเข้ากลางหน้าผากเจสสิก้า อีกนัดหวังเจียเอ๋อร์รับไว้แต่เพียงผู้เดียว

เจียเอ๋อร์ 

!! 

เขาทรุดลงพื้นพร้อมๆกับผมที่พยายามประคองเขาเอาไว้ เพราะหวังเจียเอ๋อร์รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผมว่าจะไม่ฆ่าเจสสิก้า จึงทำให้เธอย้อนกลับมาเล่นงานเขา เพราะผมไปขอร้องเรื่องบ้าๆถึงทำให้เขาถูกยิง

“เจียเอ๋อร์

!

” ผมเขย่าร่างเขา ลิ่มเลือดไหลทะลักออกมาจากท้องของเขาอย่างต่อเนื่อง ผมพยายามกุมมือเขาแล้วกดทับปากแผลที่ท้องไว้ กลิ่นคาวเลือดคลุ้งในอากาศทำผมลนลานไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี อยู่ๆหวังเจียเอ๋อร์ก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ

“เป็นครั้งแรกนะที่นายยอมเรียกชื่อฉัน” ต่างจากผมที่ร้อนรน น้ำเสียงของหวังเจียเอ๋อร์กลับราบเรียบราวกับว่าร่างกายเขาด้านชากับเรื่องทำนองนี้ไปแล้ว ผมขมวดคิ้วแล้วช่วยพยุงเขา

“เวลานี้ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนั้นหรือไงกัน?” ผมจับแขนหวังเจียเอ๋อร์ขึ้นพาดบ่าแล้วพาเขาลงบันไดมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงชั้นของเรา

“ขอโทษนะที่รักษาสัญญาไม่ได้....โลกของฉันมันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าไม่ฆ่า ก็เป็นฝ่ายถูกฆ่า”

หวังเจียเอ๋อร์กุมท้องตัวเองแล้วหันหน้ามาหาผม เขาใช้หลังมือสัมผัสแก้มผม

“ความเจ็บปวดแม้เพียงน้อยนิด...ฉันจะขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว” ผมมองลึกลงไปในดวงตาของหวังเจียเอ๋อร์ เมื่อเขาเอ่ยคำสาบานต่อผม

ผมเพิ่งรู้ว่าเขามีดวงตาที่โศกเศร้าขนาดนี้ เขาผ่านความเดียวดายและความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง ทำไมเขาถึงได้ดูเดียวดายขนาดนี้ และทำไมเวลาที่ผมมองเขาผมถึงได้รู้สึกเศร้าไปด้วย...ทำไมผมถึงรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย

พนักงานรักษาความปลอดภัยจากทางโรงแรมโผล่พรวดเข้ามาในห้องพร้อมกับลูกน้องของหวังเจียเอ๋อร์ ผมอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ผมละสายตาจากหวังเจียเอ๋อร์เพียงครู่เดียวเจียเอ๋อร์ก็ถูกแยกตัวลงจากลิฟท์ไป คนส่วนหนึ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อจัดการเรื่องศพของเจสสิก้า ผมตามลงลิฟท์มาด้วยความเป็นห่วง เห็นคนส่งเสื้อโค้ทตัวใหญ่คลุมไหล่เขาและพาเขาขึ้นรถ

ผมรีบวิ่งตามไปติดๆด้วยหัวใจที่ร้อนรน เจียเอ๋อร์ที่ถูกพาขึ้นรถไม่หันกลับมามองผมแม้แต่น้อย ผมยืนมองเขาที่หน้าโถงโรงแรม เขาจะไม่เรียกให้ผมไปด้วยจริงๆหรอ? ผมชะเง้อคอมองเขา เมื่อเขาเข้าไปนั่งในรถแล้วก็หันมามองผม สุดท้าย...เขายื่นออกมาหาผม

ผมถลาตัวออกไปหาเขาราวกับมีปีก ผมจับมือเขาและบีบมันเบาๆ หวังเจียเอ๋อร์เอนมาซบไหล่ผมจนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขาที่เป่ารถต้นคอ

“ไม่รู้ทำไมเวลาที่อยู่ใกล้ๆนายฉันจะรู้สึกสบายใจ” ผมมองใบหน้าของเขา ผมเองตอนนี้ก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“ขอโทษนะที่ทำให้นายต้องมาลำบากด้วย สำหรับคนอย่างพวกฉันที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกนี้ไม่มีหรอก ขนาดอยู่ในบ้านของตัวเองยังไม่ปลอดภัยเลย แต่สำหรับฉันที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็คือที่ที่ฉันมีเสี่ยวเอิน....แล้วก็นาย” หวังเจียเอ๋อร์ค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นมามองหน้าผม

“ช่วยเรียกชื่อฉันอีกครั้งได้มั้ยเสี่ยวซือ?”

“....เจียเอ๋อร์...คุณนอนพักเถอะ” อีกฝ่ายหลับตาลงแล้วส่ายหน้าก่อนจะซบลงมาที่ไหล่ของผมอีกครั้ง

“ภาษากวางตุ้งสิ....หว่องกายี...”

“....กายี....” คนฟังยกยิ้มมุมปากแล้วพูดต่อ

นอกจากแม่ฉัน...ฉันไม่ได้ยินคนเรียกชื่อนี้มานานแล้ว...

กายีถูกส่งเข้าโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ผมยืนมองคนของกายีนำกระติกเลือดมาส่งที่โรงพยาบาล ผมเพิ่งจะรู้ว่าชีวิตของเขาไม่ได้เลิศหรูอย่างที่เห็นจากภายนอก

มีคนปองร้ายหมายจะเอาชีวิตเขา ไม่มีที่ใดในโลกที่มอบความปลอดภัยให้เขาได้ เพื่อนที่เขาไว้ใจได้มากที่สุดตอนนี้ก็อยู่ห่างออกไปเกือบครึ่งโลก เขาอยู่ภายใต้ความกดดันมานาน ไม่มีใครที่เขาจะเชื่อใจได้ เมื่ออันตรายรายล้อมเขาต้องปกป้องตัวเอง วันนี้ทำให้ผมรู้ว่าเขาต้องถ่ายเลือดตัวเองทุกๆ 6 เดือนเพื่อเก็บสต๊อกเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเช่นนี้ เขาโดดเดียวและอ้างว้างขนาดไหนผมเองก็จิตนาการไม่ออกเหมือนกัน

กายีถูกพาขึ้นเตียงนอนไปยังห้องผ่าตัดเป็นการด่วน ทันทีที่บุรุษพยาบาลเข็ญเตียงออกไป กายีรีบยื่นมือให้ผม ผมคว้ามือเขาไว้และเดินตามไปด้วย

“ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอก จะไม่ยอมให้ใครเข้าไปทำร้ายคุณได้” ผมบีบมือเขา

“ฉันรู้...งูน้อยของฉันเก่งที่สุด” เขายิ้มอย่างอ่อนแรง สีหน้าเขาไม่สู้ดีเอาซะเลย หน้าเขาซีดจนแทบไม่เห็นสีเลือดอยู่แล้ว

ในระหว่างที่ผมนั่งรอการผ่าตัด ลูกน้องของกายีที่ยืนคุมเชิงอยู่ 3 – 4 คนก็เดินเข้ามาส่งโทรศัพท์มือถือให้ผมบอกว่าเป็นสายที่ต่อตรงมาจากคุณต้วน ผมรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณต้วนฟัง เขารับปากว่าจะรีบกลับมา ในระหว่างนี้ให้ผมดูแลกายีให้ดี

กายีฟื้นในอีกวันถัดมา เขาต้องมีเรื่องปวดหัวอีกครั้งเมื่อเราต้องย้ายที่อยู่เพราะโรงแรมเดิมไม่ปลอดภัยแล้ว ผมถามเขาว่า นับตั้งแต่เขามาที่เกาหลีเขาย้ายที่พักกี่ครั้งแล้ว แต่เขาไม่ตอบ ผมเองก็คร้านจะถามต่อ สุดท้ายเขาก็หาที่พักใหม่ให้เราได้ เป็นบ้านเดี่ยวแถวๆแทจอนที่อยู่ห่างจากโซลไม่มาก และเนื่องจากแผลของกายียังไม่สมานตัวดีจึงมีคนขับรถกับบอร์ดิการ์ดอีกคนนั่งรถไปด้วย

ขณะที่รถขับมุ่งหน้าออกนอกเมืองยังถนนสายหนึ่ง รถก็ถูกโบกให้ชะลอความเร็วลงเพราะมีด่านเล็กๆกั้นอยู่

“อะไรน่ะ?” กายียื่นหน้าออกมาดูเห็นคนงานในชุดสีส้มปิดบังใบหน้าถือป้ายสัญญาณไฟโบกให้รถจอดทั้งที่ถนนกว้างถึง 3 เลนและสามารถขับรถเลี่ยงไปได้

“ผมว่ามันแปลกๆ” ผมหันไปมองหน้ากายีเพื่อขอความเห็น เราเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ถูกลอบฆ่ามา เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ควรระมัดระวังให้มาก

หักหลบ ไม่ต้องหยุดรถ 

! 

” ทันทีที่สิ้นคำสั่ง คนขับก็หักรถออก ตอนนั้นเองที่คนงานในชุดสีส้มหันไปหยิบปืนขึ้นมากราดยิงใส่รถของเรา

เสี่ยวซือ 

! 

” กายีจับผมกดหัวลงหมอบลงไปกับพื้นรถโดยที่ใช้ตัวเองบังเศษกระจกแตกให้ผม เมื่อขับผ่านมาได้เราถึงพบว่าบอร์ดิการ์ดที่นั่งมาด้วยถูกยิงตายไปแล้ว

จากนั้นการไล่ล่าก็เกิดขึ้นกายีสั่งให้คนขับรถออกนอกเมืองเพราะห่วงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ใช้ถนน เขาเลือกทางเดินรถแคบๆที่ต้องขับเรียบเขา

“คาดเข็มขัดและหมอบให้ต่ำไว้” เขาจับผมขึ้นมานั่งและคาดเข็มขัดนิรภัยให้

จากนั้นกายีก็ลดกระจกลงและเริ่มดวลปืนกับรถของฝ่ายตรงข้ามที่ขับไล่ตามเรา ผมได้ยินแต่เสียงปืน เห็นแต่แสงสว่างวาบจากปลายกระบอกปืนของกายี ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถเสียหลักไถลออกไปไกล

เงยหน้าขึ้นมาทำไมน่ะ 

! 

” เขาพยายามดันตัวให้ผมนั่งลง

คุณเองก็ต้องคาดเข็มขัดด้วย 

! 

” ผมดึงสายรัดข้างตัวเขาลงมาเสียบด้านข้าง พอดีกับที่เห็นแสงสว่างจ้าจากไฟหน้ารถพุ่งเข้ามาที่เรา

กายี 

! 

” ผมร้องลั่นก่อนจะได้ยินเสียงดังกึกก้อง มองเห็นแต่ห้องโดยสารที่หมุนคว้าง ผมถูกเหวี่ยงไปตามแรงกระแทกที่ไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากทิศทางใด รู้แต่ว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ร่างกายถูกอัดกระแทกกับเบาะและประตูรถจนรู้สึกเจ็บระบมไปหมดทุกส่วน ผมไม่รู้ว่าเราถูกเหวี่ยงไปกี่ตลบ รู้แต่ว่าหัวสมองผมมึนไปหมด สติผมขาดหายเป็นห้วงๆ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลง

“เสี่ยวซือ....เสี่ยวซือตื่นเถอะ”

ผมมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อมือบางอย่างกระทบแก้ม ใบหน้าของกายีอยู่ห่างเพียงคืบ  กายีคลี่ยิ้มบางๆเมื่อเห็นผมลืมตาขึ้นมา ใบหน้าเขามีแต่คราบเลือด คิ้วขวาแตก เลือดไหลจากคิ้วลงมาถึงคาง ผมได้กลิ่นเลือด กลิ่นน้ำมันและกลิ่นไฟไหม้ฟาง ทั้งยังรู้สึกฝืดคอและรสเค็มคาวจากเลือดในปากของผมเอง ดูเหมือนผมจะเกร็งและกัดฟันตัวเอง

“มาเถอะฉันจะพาออกไปจากที่นี่” กายีขยับเข้ามาและพยายามปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากเอวให้ ในขณะที่ผมห้อยอยู่ด้านบน รถของเราถูกชนจนพลิกคว่ำตกเขา ผมจึงอยู่ในสภาพกลับหัวกลับหาง ผมมองไปด้านหน้าคนขับ

“เขาไม่รอด...มาเถอะ” กายีพูดด้วยเสียงเบาก่อนจะคว้าเอวผมและช่วยดึงออกมาจากรถ

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” กายีลากผมออกมาห่างจากรถ วางผมนอนราบลงบนพื้นหญ้าแล้วถามพลางวางมือไว้บนใบหน้าของผม

“...ขา....” ความรู้สึกเจ็บระบมไปทั้งร่างเปลี่ยนเป็นชาซะจนผมไม่รู้ว่าผมเจ็บตรงไหนบ้าง แต่ที่ขายังมีความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆทุกครั้งที่ผมพยายามจะขยับข้อเท้า

“ขาแพลงน่ะ” กายีจับผมถอดรองเท้าแล้วเช็คข้อเท้าพบว่ามีรอยเขียวช้ำเป็นสีม่วงและมีอาการบวมอย่างรุนแรง

“แข็งใจลุกไหวมั้ย? เราต้องไปจากตรงนี้ให้ไกลที่สุดก่อน” ผมมองหน้าเขาแล้วรีบพยักหน้าให้เขาช่วยพยุงขึ้นจากพื้น

กายีจับแขนข้างหนึ่งของผมขึ้นพาดบ่า เขาโอบเอวผมช่วยพยุงและบอกให้ผมงอขาข้างที่เจ็บไว้ พยายามอย่าวางเท้าข้างนั้นหรือทิ้งน้ำหนักลงบนขา แต่ให้ทิ้งน้ำหนักมาที่ตัวเขาได้เต็มที่ พวกเราไม่ได้เดินกลับไปที่ถนน แต่เลือกที่จะเดินเข้าไปในป่าเพื่อไม่ให้คนตามรอยเราได้ กายีพาผมเดินผ่านป่ามาทะลุด้านหลังของปั๊มน้ำมันเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่นั่นเราพบรถขนผักที่จอดอยู่ กายีพาผมแอบขึ้นไปนั่งด้านในโดยที่ไม่รู้ว่ารถคันนั้นจะพาเราไปไหน แต่เราทั้งเหนื่อยล้ากับการหนีแล้ว ผมขาเจ็บไม่สามารถพาเขาหนีไปไหนได้ เขาเองก็ยังเจ็บแผลที่ถูกยิงและมีผมที่เป็นภาระเขา

กายีมองหน้าผมแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมามาเช็ดคราบเลือดที่แห้งกรังที่มุมปากให้ผมเงียบๆโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่ผมเองก็ใช้แขนเสื้อของตัวเองมาซับเลือดที่ไหลจากคิ้วด้านขวาที่แตกให้เขาอย่างเบามือ กายีหยุดมือมองลึกลงไปในตาผม นัยน์ตาผมสะท้อนภาพเขากลับมา ใบหน้าเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนจะแนบริมฝีปากลงมา ผมไม่ได้ผลักเขาออกอย่างทุกครั้ง แต่ไล้ฝ่ามือไปตามแนวกรามของเขา เช่นเดียวกับเขาที่เลื่อนมือลงมาโอบเอวผมเอาไว้

กายีอาจจะดูเหมือนคนที่ไม่จริงจังกับอะไรสักอย่างบนโลก เขาอาจมองทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก แต่นั่นเป็นเพราะเขาคิดเสมอว่าเวลาของเขาบนโลกใบนี้ช่างน้อยนิด ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าเมื่อไหร่

ทว่าเขากลับมีความสุขุมที่แฝงในทีเล่นทีจริง ความลึกล้ำนั้นเหมือนมหาสมุทรที่หยั่งไม่ถึง....แท้จริงแล้วคุณจะรู้ว่าเขาใส่ใจ 

ไม่เคยมีใครจะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้กับผมได้มากเท่ากับเขา อยู่กับเขาผมรู้สึกปลอดภัย กำแพงหัวใจที่ผมสร้างขึ้นถูกเขาทลายลงภายในคืนเดียว 

---------------------------------------------------------------

To Be Con

ต้องขอโทษในความผิดพลาดนะคะ

ตอนที่แล้วเป็นตอนที่ 7 แต่ไม่สามารถกลับไปแก้ชื่อตอนได้

ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ต่อไปฉากNCจะขออนุญาติใช้ระบบเหรียญนะคะ

ขออภัยในความไม่สะดวก

ความคิดเห็น